ผมเพิ่งลงใต้ไปอันดามันครับ ช่วงต้นเดือนธันวาคม แดดจ้าฟ้าสวยเป็นพิเศษ ทะเลก็ใช้ได้เลยนะนั่น แม้ห่างฝั่งอาจมีคลื่นลมบ้าง แต่ถ้าอยู่ใกล้ฝั่ง น้ำใสเป็นสีฟ้าอย่าบอกใคร ลมหนาวก็พัดผ่านเป็นวูบ โดยเฉพาะตอนเย็นและตอนกลางคืน ลมพัดกันตึง ๆ ไม่เหนียวตัวเลยครับ ฝรั่งก็เริ่มเดินให้เห็นหนาตา บ่งบอกว่า การท่องเที่ยวของเราเริ่มฟื้นตัว ขอให้ทุกอย่างนิ่ง ๆ ต่อไปอีกสักพัก ผมเชื่อว่า ผ
You are here
บ้านปลาปัตตานี

เป็นธรรมดาที่คอลัมน์นี้จะมีเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาขัดจังหวะบ้าง แต่ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องพิเศษอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมจริงจัง รับรองไม่มีทางได้แอ้ม แต่นับจากวินาทีที่ผมเห็นรอยยิ้มเหล่านั้น ผมตัดสินใจทันควัน ยังไงเสียผมต้องเขียน
มูลเหตุความเป็นมาเริ่มจากต้นปี ผมมีโอกาสเข้าไปพบผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน เช่น สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย หัวเรื่องที่เราคุยกันคือความเป็นไปได้ที่จะนำ KU Fish Home หรือปะการังเทียมแบบ “บ้านปลา” เข้ามาช่วยชาวบ้านที่หากินกับทะเล
ผมเริ่มต้นอธิบายประกอบภาพบนจอมอนิเตอร์ ปะการังเทียมทุกแบบล้วนมีข้อดีและข้อด้อย บ้านปลาที่ผมพัฒนาขึ้นมา มุ่งหวังให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการจัดทำ หมายถึงชาวบ้านจะได้เข้ามาช่วยกันประกอบโครงเหล็กและสาหร่ายเทียมให้เป็นรูปทรง เรือของประมงพื้นบ้านจะได้ช่วยขนบ้านปลาไปเป้าหมาย สร้างรายได้ให้ชาวบ้านโดยตรงโดยไม่ต้องไปจ้างเรือขนส่งวันละเป็นแสน นี่คือข้อดีของ KU Fish Home ที่ขนย้ายง่ายและใคร ๆ ก็ประกอบได้ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการล่อตัวอ่อนสัตว์น้ำให้ลงเกาะและมีปลาเข้ามาอาศัยในระยะเวลาเพียงไม่นาน งานนี้ผมทำมาแล้วเกือบสามปี มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาช่วยกันทำที่ทะเลพัทยา ผลที่ได้ออกมาน่าสนใจ
“แล้วอาจารย์อยากให้เราไปทำที่ไหน ?” ผู้บริหารท่านหนึ่งถามไถ่ ผมยิ้มแล้วตอบไป ที่ไหนก็ได้ครับ เราจะได้พิสูจน์ว่าบ้านปลาใช้ประโยชน์ได้จริง บรรดาท่านผู้บริหารพูดคุยกันชั่วครู่ก่อนตั้งคำถาม “ถ้าเป็นปัตตานี อาจารย์จะทำไหม ?”
ปัตตานี !!? ผมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ คงไม่ต้องอธิบายข้อจำกัดของการทำงานใด ๆ ในจังหวัดนี้ให้มากความ งานของผมเป็นการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ลำพังแค่ออกทะเลดำน้ำศึกษาวิจัยก็หืดขึ้นคอแล้ว ยังต้องมาเจอปัญหาที่มิอาจควบคุมได้ เราก็มีความสุขตามอัตภาพ ยังมีพื้นที่อื่นให้ข้าพเจ้าไปทำงานแบบชิลล์ ๆ อีกเพียบ
“ไปครับ” ผมตอบแบบแย้งกับเหตุผลที่คิดได้ มิใช่เพราะผมกล้าหาญเป็นพิเศษหรือมีความรู้สึกอยากเสียสละเพื่อสังคมอย่างเหลือล้น คำตอบของผมเกิดจากความคิดง่าย ๆ เพียง 2 ประการ อันดับแรกคือคนทะเลต้องไม่กลัวทะเล หากนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลปฏิเสธทะเล แล้วใครที่ไหนจะมาทำ ? อันดับสองคือถ้าเราสามารถทำบ้านปลาที่ปัตตานีได้ แล้วที่ไหนเราจะทำไม่ได้ นี่คือข้อพิสูจน์ชัดเจนโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ให้มากความ
โครงการบ้านปลาเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปัตตานี จึงเริ่มต้น โดยมีกำหนดการในวันที่ 5 พฤษภาคมหรือวันฉัตรมงคล เราจะทำบ้านปลา 200 หลังให้ 2 ทะเลในปัตตานี แล้วจะเป็นทะเลที่ไหนดีล่ะ ? ผมจึงวางแผนมุ่งหน้าไปปัตตานีเป็นระยะ แม้ใจจะบอกว่าไม่มีอะไรหรอก แต่ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังมีคำเตือนของคนโน้นบอกว่าอย่าไปตอนนี้ คนนี้บอกว่าอย่าไปตอนนั้น สรุปแล้วคือไม่ต้องไปเลยใช่ไหมเนี่ย ?
จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ผมเลือกพื้นที่มาได้ 2 แห่ง ได้แก่ บ้านตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก และตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง ทั้งสองพื้นที่มีกองปะการังเทียมของกรมประมงอยู่ไม่ไกล ถือเป็นเขตทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้านอยู่แล้ว ยังช่วยให้การดำเนินเรื่องขออนุญาตในการทิ้งบ้านปลาทำได้ง่าย เพราะเป็นพื้นที่เดิมมิใช่เปิดพื้นที่ใหม่ที่จะต้องมีกฎกติกาอีกหลายอย่าง เช่น ความลึกของน้ำ ลักษณะพื้นทะเล ฯลฯ
ใกล้ถึงวันปฏิบัติงาน ผมเดินทางสู่พื้นที่อีกครั้ง ระหว่างทาง ผมทอดถอนใจเป็นระยะ ทั้งด่านทหารนับได้เกือบสิบแห่งในระยะทางเพียงน้อยนิด ทั้งข้อความที่พ่นไว้ตามถนนและตามกำแพง ร่องรอยของยางและกองไม้ที่ไหม้อยู่ตามพื้น เมื่อเหลียวกลับไปดูบรรดาลูกศิษย์ที่นั่งตาแป๋วอยู่ในรถ นับแล้วได้เกือบยี่สิบชีวิต บ้างก็เรียนจบไปตั้งนานแล้วยังกลับมาช่วย งานนี้ไม่มีเบี้ยเสี่ยงภัย ไม่มีอะไรเลยยกเว้นคำขอร้องของอาจารย์ สิ่งเดียวที่ผมให้ได้คือการขบคิดแบบเค้นสมอง ทำอย่างไรพวกเขาพวกเธอจึงปลอดภัย
งานของเราคือการลงไปสำรวจพื้นที่กำหนดจุดวางให้ชัดเจน และเมื่อวางบ้านปลาแล้ว เราต้องดำน้ำลงไปจัดเรียงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลจริงจัง เรามีบ้านปลา 200 หลัง คิดเป็นน้ำหนักเหล็กประมาณ 10 ตันนิดหน่อย เพื่อความปลอดภัย ผมต้องทิ้งบ้านปลาทั้งหมดลงน้ำให้ได้ก่อนค่ำ หมายถึงเราต้องประกอบบ้านปลาบนฝั่งให้เสร็จก่อนเที่ยง เพราะเรือประมงพื้นบ้านเล็กกว่าเรือแจวในแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้เครื่องยนต์ใหญ่เท่ากับเครื่องตัดหญ้าแบบมือถือที่ใช้ตามสวนสาธารณะ ความเร็วที่ทำได้จึงมากกว่าคนว่ายน้ำหน่อยเดียว แถมผมยังสื่อสารกับคุณลุงคนเรือไม่รู้เรื่องสักคำ (ไม่รู้จริงจังครับ เราพูดกันคนละภาษา)
ยิ่งคิดเท่าไหร่ ผมยิ่งเห็นความล้มเหลวมากขึ้นเท่านั้น ขนาดในทะเลแสนสบายใกล้เมืองหลวง ผมยังใช้เวลาประกอบบ้านปลาจำนวนครึ่งร้อยตั้งแต่เช้าถึงบ่ายสอง แต่ในพื้นที่แบบนี้ จำนวนบ้านปลาที่มากกว่ากันสี่เท่า ด้วยสถานการณ์คุกรุ่นขนาดนี้ ใครจะมาช่วยผมประกอบบ้านปลาให้เสร็จทันเวลา ใครจะมาช่วยคนต่างถิ่นต่างภาษาที่ดันหาเรื่องใส่ตัว !!?
ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากบรรยาย หากนับโครงการประเภทอาสาร่วมด้วยช่วยกัน ผมผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจนมาถึงทุกวันนี้ร่วม 30 ปี แต่ไม่มีครั้งไหนที่ริมฝีปากสั่นระริกมือถือกล้องสั่นระรัว ผมดูถูก “ใจของคน” มากเกินไป ใจของเด็กน้อยผู้ถือประแจช่วยคุณแม่ขันน๊อต ใจของเด็กสาวผู้ซ่อนเรือนผมอยู่ใต้ผืนผ้า ใบหน้ามีรอยยิ้มขณะกำลังช่วยยกโครงเหล็กหนักอึ้งไปไว้ที่ริมทะเล ใจของผู้เฒ่าผู้หนุ่มชาวประมงพื้นบ้านที่นำเรือเกือบ 40 ลำมาช่วยขนบ้านปลา ใจของเหล่าทหารกล้าผู้สะพายปืนคล้องบ่าขณะลงมือประกอบโครงเหล็กขมีขมัน ใจของท่านรองผู้ว่าฯ ผู้นำทีมข้าราชการในจังหวัดมาช่วย ใจของท่านประธานและสมาชิกผู้บริหารจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มคนที่ผมแอบเรียกในใจ “อาเสี่ยร้อยล้าน” แต่พวกเขาพวกเธอลงมาทำงานในพื้นที่ด้วยตัวเอง ผมดูถูก “ใจของคน” เกือบสามร้อยที่มาชุมนุมบนลานใหญ่ริมทะเลตันหยงเปาว์ และอีกเกือบสามร้อยที่รวมกันอยู่ที่แหลมโพธิ์
หากเปิดโอกาสให้ตัวเอง โลกนี้มีอะไรสั่งสอนคุณเสมอ วันนี้ผมน้อมรับคำสั่งสอนจากปัตตานี...
การประกอบบ้านปลา 200 หลังสำเร็จก่อนกำหนดการที่วางไว้ เรือลำน้อยของชาวบ้านช่วยขนบ้านปลาไปแพใหญ่ที่ลอยรออยู่ปากคลอง เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ พวกผมและเหล่าทหารพรานบนแพยักษ์มุ่งหน้าออกสู่ทะเล โดยมีเรือประมงพื้นบ้านช่วยขนาบข้างพาเราไปวางบ้านปลา ณ จุดหมาย ทะเลเรียบเป็นสีเขียวมรกต แดดจัดจ้าบนฟ้าส่องลงมาดุจจะเผาทุกอย่างเบื้องล่างให้ไหม้เกรียม แต่มาถึงตรงนี้แล้ว แดดขี้ปะติ๋วจะมีความหมายอย่างไร ผมเหลือบมองพระอาทิตย์วูบหนึ่ง พลางคิดถึงเพลงโฆษณาผิวขาวอมชมพูที่ได้ยินกรอกหูแทบทุกเวลาในกรุงเทพ ก่อนคิดถึงเพลงที่เคยร้องติดปากสมัยเป็นนิสิต “...ทุ่มกายทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย ต้องสร้างด้วยไฟที่ลุกโชนโชติแดง เฮ...ไฮ้ ฮึบ ๆ มารวมพลังสร้างสังคมดี ๆ ตีเข้าไป ตีเข้าไป สร้างโลกสดใสย่อมเสร็จได้ด้วยเรา...” (คนตีเหล็ก - มงคล อุทก)
สองชั่วโมงเศษในการจัดแพให้เข้าสู่พื้นที่เหมาะสมตามจุดหมาย บ้านปลาหลังแรกถูกทิ้งลงสู่น้ำตูมใหญ่ ลูกศิษย์ที่ลอยคออยู่ในทะเลชูมือร้องฮูเร บ้านปลาแต่ละหลังถูกทิ้งตามลงไป แต่ละหลังมีเชือกใหญ่ร้อยรัดให้ติดกันเป็นพวง ทุกหลังมีป้ายบอกหมายเลข เราทำเช่นนี้เพื่อการติดตามที่ได้ผล เพราะนั่นหมายถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เหมาะสมในวันหน้า และเพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่า ใจ เหงื่อ และแรงที่ทุ่มไปของทุกคน...ไม่สูญเปล่า
ตะวันใกล้ลับลาจากฟ้ากว้าง ผมนั่งเรือกว้างสามศอกของคุณลุงชาวประมงผู้ยังคงพูดกับผมไม่รู้เรื่อง เรากำลังมุ่งหน้ากลับฝั่ง ผมจ้องมองผืนน้ำสีเขียว ก่อนเบนสายตามาดูแขนของตัวเอง มันดำมะเมื่อมยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ดำจนน่าตกใจ...
...
สองวันให้หลัง ณ ห้องประชุมในโรงแรมสุดหรูกลางกรุงเทพ
“โอ้โฮ อาจารย์ตัวดำปี๋เลย ไปทำอะไรมาคะ ?”
ผมยิ้ม พลางมองแขนตัวเองอย่างภูมิใจ เพราะมันเตือนให้ผมคิดถึงวันนั้นที่ปัตตานี
ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีค่าเบี้ยเสี่ยงภัย แล้วคนพวกนั้นมาทำไม...
“ใจของคน” มีความหมาย และทำให้ผมรักประเทศไทยขึ้นอีกเยอะ...
กด Like -> แบ่งปันบทความที่คุณชื่นชอบให้เพื่อนๆ ใน Facebook ได้ลองอ่านกัน
- 4811 reads
