You are here

ปะการังฟอกขาว : กรณีศึกษาของประเทศไทยในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

สวัสดีครับคุณผู้อ่าน ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของทะเลไทยที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) ทำให้เกิดปะการังตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว ฯลฯ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) หรือที่รู้จักในนาม “ภาวะโลกร้อน” อันเป็นสาเหตุสำคัญที่เราเชื่อว่า ทำให้เกิดภัยพิบัตินานารูปแบบ เช่น อุทกภัย ดินถล่ม พายุรุนแรง ฯลฯ ผมจึงขอนำข้อมูลความรู้มาแบ่งปันกัน เพื่อให้พวกเรารู้จักและเข้าใจในผลกระทบที่เกิดขึ้น และยังนำโครงการนำร่องในเรื่องนี้มาเผยแพร่ เพื่อให้คุณ ๆ ผู้สงสัยว่า เข้าใจแล้วยังไง เมื่อไหร่จะมีการรับมือสักที ? จะได้อุ่นใจว่าอย่างน้อยในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นในทะเลก็เริ่มมีการศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขและการรับมือในระยะยาว

อันดับแรก อะไรคือปะการังฟอกขาว ? หากตอบแบบวิชาการ นี่คืออาการผิดปรกติของปะการัง เกิดเมื่อสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงจากภาวะทั่วไป ปะการังที่เป็นสัตว์ แต่มีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดจิ๋วอาศัยอยู่ภายใน จะเกิดอาการผิดปรกติ ขับสาหร่ายออกมาจากเนื้อเยื่อ ทำให้สีของปะการังที่ส่วนหนึ่งเกิดจากสาหร่าย พลอยหายไปด้วย กระบวนการนี้ค่อยเป็นค่อยไป ปะการังจะค่อย ๆ ปล่อยสาหร่าย สีจะเปลี่ยนไปช้า ๆ จากสีธรรมดากลายเป็นสีเขียวสีชมพูคล้ายเรืองแสง จนสุดท้ายสาหร่ายไปหมด ตัวปะการังเหลือเป็นเนื้อเยื่อใส คลุมโครงร่างหินปูนที่อยู่ภายใน เรามองทะลุผ่านเนื้อปะการัง เห็นหินปูนด้านในเป็นสีขาว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปะการังอาจไม่ปล่อยสาหร่ายจนหมด หากภาวะนั้นผ่านพ้นไป ปะการังสีชมพูอาจกลับมาเป็นสีตามธรรมชาติใหม่ ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสีขาวเสมอไป

ปะการังจะตายไหม ? สาหร่ายจิ๋วที่ปะการังปล่อยไป ไม่เพียงแต่ทำให้ปะการังมีสี แต่ยังมีหน้าที่สำคัญคือการสังเคราะห์แสง ปะการังนำพลังงานที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งไปใช้ ปะการังกับสาหร่ายจึงต้องอยู่ร่วมกัน หากขาดสาหร่าย ปะการังจะตายแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ปะการังจึงพบเฉพาะในบริเวณที่แสงแดดส่องถึง หากเป็นอันดามัน น้ำทะเลใส แนวปะการังอาจพบได้ที่ความลึกเกิน 20 เมตร (สุรินทร์ สิมิลัน) แต่บางเกาะอยู่ชายฝั่ง น้ำขุ่นหน่อย แนวปะการังจะอยู่ตื้นกว่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวปะการังอันดามันส่วนใหญ่จะอยู่ลึกกว่าอ่าวไทย เนื่องจากน้ำทะเลในอ่าวไทยขุ่นกว่า แนวปะการังในอ่าวไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับความลึก 5-8 เมตร บางแห่งตื้นกว่านั้นด้วยซ้ำ

เมื่อปะการังขับสาหร่าย ปะการังย่อมขาดพลังงาน แต่การขับสาหร่ายไม่จำเป็นต้องพรวดเดียวหมด ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ หากภาวะดังกล่าวผ่านพ้นไปในช่วงที่เวลาที่ปะการังยังปล่อยสาหร่ายไม่หมด ปะการังมีสิทธิฟื้นตัวโดยสาหร่ายที่อยู่ในน้ำจะกลับเข้ามาในปะการังอีกครั้ง จึงไม่จำเป็นว่า ปะการังจะต้องตายเสมอไป แต่ถ้าถึงขั้นขาวจั๊วะ โอกาสรอดคงยากครับ ปะการังจะคงสภาพมีเนื้อเยื่อหุ้มโครงร่างได้สักพัก ก่อนตัวปะการังจะตายและเน่าเปื่อยหลุดลอยไป เหลือแต่โครงร่างปะการังเท่านั้น แม้โครงร่างจะเป็นหินปูน แต่เมื่อไม่มีตัวปะการังคอยเคลือบคอยสร้างหินปูนขึ้นมาใหม่ โครงร่างเหล่านั้นย่อมอยู่ไม่ได้ สามเดือนหกเดือนจะแตกหักพังไป หรือมีสาหร่ายขึ้นมาเคลือบแทน

สภาพแวดล้อมผิดปรกติคืออะไร ? ปะการังอาจฟอกขาวจากสาเหตุหลายประการ เช่น มลพิษ แต่กรณีที่เกิดบ่อยสุดและรุนแรงสุดคืออุณหภูมิของน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเย็นลงหรือร้อนขึ้น แต่ในภาวะที่เจอบ่อยคือน้ำร้อนขึ้น หากอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลง 2-5 องศา ติดต่อกัน 2-4 สัปดาห์หรือกว่านั้น ปะการังจะฟอกขาว แต่อุณหภูมิน้ำทะเลไม่เท่ากัน แม้แต่ในเกาะเดียวกัน ก็อาจไม่เท่ากัน เช่น อุณหภูมิน้ำในที่ตื้นจะร้อนง่ายกว่าในที่ลึก โดยเฉพาะตอนน้ำลง อ่าวบางแห่งอยู่ในเขตที่กระแสน้ำไหลเวียนไม่ดี น้ำร้อนก็แช่อยู่นาน แต่แนวปะการังบางที่อาจอยู่ติดกับทะเลเปิด มวลน้ำไหลมาก็ไหลไป จึงไม่จำเป็นว่า ปะการังฟอกขาวต้องเกิดพร้อมกันในทุกแนวปะการังในเกาะแห่งนั้น

กรณีนี้ตัวอย่าง เช่น ในพ.ศ.2535 เกิดปะการังฟอกขาวที่หมู่เกาะสุรินทร์ แต่จำกัดเฉพาะอ่าวแม่ยาย เนื่องจากเป็นอ่าวลึกเข้าไปในแผ่นดิน น้ำหมุนเวียนไม่ดี ขณะที่ปะการังชนิดเดียวกันที่เกาะตอรินลาและเกาะสตอร์ค อยู่ห่างไปแค่ 3-5 กิโลเมตร กลับไม่เกิดอาการใด ๆ เรายังพบลักษณะเช่นนี้ทั่วไป แม้แต่ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ บางเกาะก็เกิดเฉพาะบริเวณ เช่น เกาะทะลุ บางสะพาน เกิดในอ่าว ไม่เกิดตรงแหลม แต่ถ้าภาวะผิดปรกติยาวนาน ต่อให้เป็นปะการังตามแหลมก็อาจไม่รอด

นอกจากอุณหภูมิ ยังมีตัวแปรอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความเค็ม ตะกอน หลายคนหวังว่า เมื่อฝนตกกระหน่ำลงมา อุณหภูมิน้ำทะเลจะเย็นลง เช่น ช่วงก่อนน้ำทะเลในอันดามันสูงถึง 35 องศา พอฝนตก อุณหภูมิน้ำทะเลลดลง 1 องศา แต่ฝนคือน้ำจืด หากตกหนักในแนวปะการังน้ำตื้น ในช่วงน้ำลง ฝนจะทำให้ความเค็มเปลี่ยนแปลงฉับพลัน หากเป็นช่วงปรกติ ปะการังทนได้สบาย แต่ช่วงนี้ปะการังเผชิญกับอาการฟอกขาว เจอฝนซ้ำเข้าไป อาจมีปัญหา (เฉพาะน้ำตื้น)

นอกจากนี้ หากเกาะใดมีการถางป่าเปิดหน้าดิน ทำถนนทำรีสอร์ท ฝนจะชะหน้าดินลงสู่แนวปะการังโดยตรง เป็นตะกอนจำนวนมาก ตะกอนมีผลต่อปะการังที่กำลังอ่อนแอแน่นอน ตะกอนและธาตุอาหารในดินยังเป็นปุ๋ยชั้นดีของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็วและยึดครองพื้นที่ในแนวปะการัง

นอกจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ? คำตอบคือมีครับ อันดับแรกคือชนิดของปะการัง โดยปรกติ ปะการังเขากวางซึ่งเป็นปะการังที่โตเร็วสุด (5-10 เซนติเมตรต่อปี) จะบอบบางมากสุด ถือเป็นปะการังกลุ่มแรกที่เกิดอาการฟอกขาว ตามด้วยปะการังโต๊ะ ปะการังพุ่ม และท้ายสุดคือปะการังก้อน ที่โตช้าสุด (1-2 เซนติเมตรต่อปี) แต่อึดเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม ปะการังก้อนก็ฟอกขาวได้และตายได้ เช่น ปะการังก้อนที่หมู่เกาะรัง ตราด ฟอกขาวตายยกแก๊ง ตั้งแต่เหตุการณ์ในพ.ศ.2541

หากเป็นสภาพตามธรรมชาติ ชนิดและที่ตั้งของแนวปะการัง คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับความรุนแรงของปะการังฟอกขาว ปะการังเขากวางในที่ตื้นในอ่าวจะตายเป็นอันดับแรก ตามด้วยปะการังอื่น ๆ ในที่ตื้นในอ่าว จนเหลือแต่ปะการังก้อนในที่ลึก แต่ถ้าภาวะนั้นไม่จบ ปะการังเขากวางและปะการังโต๊ะตามแนวหัวแหลมจะเริ่มตาย ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดคือปะการังก้อนในที่ลึกในหัวแหลม หากพวกนั้นตาย ทำใจได้ โอกาสที่ปะการังจะตายเรียบวุธมีสูงมาก

นอกจากธรรมชาติ อีกปัจจัยที่มีผลเกี่ยวเนื่อง คือคุณภาพของสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น หากแนวปะการังอยู่ในเขตที่มีปัญหา ทั้งมลพิษ ทั้งตะกอน ทำให้คุณภาพน้ำย่ำแย่ ปะการังต้องขับเมือกออกมาสู้กับตะกอน สูญเสียพลังงานไปมากมาย เมื่อโดนภาวะน้ำร้อนเข้าไป ปะการังก็ตายเอาง่าย ๆ ผมอยากให้ลองเอาตัวเราไปเป็นปะการัง ภาวะปะการังฟอกขาวก็เหมือนเราเป็นไข้เลือดออกชนิดร้ายแรง บางคนที่อ่อนแออยู่แล้วก็อาจแย่เอาง่าย ๆ ขณะที่ใครร่างกายแข็งแรง ย่อมสามารถสู้ไข้ได้ดีกว่า

ภาวะดังกล่าวจะรุนแรงแค่ไหน ? ไม่มีใครตอบได้ครับ แต่เราเคยเจอภาวะอย่างนี้มาแล้ว 2-3 หน ครั้งแรกที่รุนแรงเกิดในพ.ศ.2535 จำกัดเฉพาะบางแนวปะการังในอันดามัน อีกครั้งที่รุนแรงคืออ่าวไทยในพ.ศ.2541 หากเทียบความรุนแรงของทั้งสองเหตุการณ์ ครั้งปี 41 แรงกว่าเยอะ ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ในอ่าวไทย ตั้งแต่หมู่เกาะช้างไปจนถึงหมู่เกาะสมุย แม้แต่เกาะที่อยู่ไกลชายฝั่งมากที่สุด เช่น เกาะโลซิน ยังเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวจนปะการังเขากวางตายเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม มีแรงแล้วยังมีแรงกว่า ปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุดของทะเลไทยเกิดขึ้นในพ.ศ.2553 หรือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อนำไปเทียบกับครั้งที่เกิดในพ.ศ.2535 ถือว่าครั้งปี 53 รุนแรงมากกว่า เพราะเกิดในพื้นที่กว้าง ครอบคลุมเกือบทุกจุดในอันดามัน ตั้งแต่ระนองถึงสตูล บางเกาะฟอกขาวเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกับในอ่าวไทย ข้อมูลรายงานว่า เกิดปะการังฟอกขาวแทบทุกบริเวณ ตั้งแต่หมู่เกาะช้างยันเกาะสมุย ภาวะคล้ายอันดามัน แนวปะการังบางแห่งขาวโพลนไปทั้งแนว ปะการังเหล่านี้บางส่วนก็ฟื้นคืนกลับมาได้ โดยเฉพาะปะการังก้อนที่ฟอกขาวแต่ไม่ค่อยตาย น่าเสียดายที่ปะการังอื่น ๆ เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังพุ่ม ไม่สามารถฟื้นเหมือนปะการังก้อน ปะการังพวกนี้จึงลดลงเกือบหมด

นอกจากปะการัง สัตว์น้ำอื่นจะฟอกขาวหรือไม่ ? สัตว์ที่มีสาหร่ายเซลล์เดียวไม่ได้มีเฉพาะปะการัง ภาวะดังกล่าวย่อมเกิดกับสัตว์ที่มีสาหร่ายด้วย เท่าที่ผมเคยเห็นและยืนยันแน่นอน เช่น ปะการังอ่อน หอยมือเสือ ดอกไม้ทะเล บางครั้งอาจฟอกขาวตายเป็นแถบ

ผลกระทบจะรุนแรงแค่ไหน ? ปะการังฟอกขาวไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก แต่มีมานานหลายล้านปีคู่มากับปะการัง แต่ปะการังก็ยังคงอยู่มาจนถึงรุ่นเรา เพราะปะการังตายอย่างไรก็ไม่หมด ยังสามารถฟื้นตัวได้ มีลูกหลานของปะการังใหม่ ๆ มาลงเกาะ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาพของแนวปะการัง ผมมีตัวอย่างที่เคยศึกษามาจากปรากฏการณ์ครั้งก่อน ๆ

ในบางพื้นที่ เช่น อ่าวแม่ยาย เกาะสุรินทร์ เจอปะการังฟอกขาวเข้าไปในพ.ศ.2538 ปะการังเขากวางตายเกือบหมด หลังจากนั้น สาหร่ายเห็ดหูหนูเติบโตขึ้นอย่างมาก อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุตามธรรมชาติ ร่วมกับปัญหาจากการท่องเที่ยว ณ ขณะนั้น ทำให้อ่าวแม่ยายกลายเป็นอ่าวที่ไม่มีใครไปเที่ยว จนเป็นเขตสงวนเพื่อรอให้ธรรมชาติฟื้นตัว หลังจากนั้นเป็นเวลานานร่วมสิบปี สาหร่ายเริ่มหายไป ปะการังเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น แต่ยังไม่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

ในครั้งที่เกิดในอ่าวไทยในพ.ศ.2541 ปะการังเขากวางหายไปเกือบหมด แต่แนวปะการังบางแห่งฟื้นตัวได้เร็ว ทั้งจากจุดที่ตั้งได้รับผลกระทบน้อย อาจรวมถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น แนวปะการังที่เกาะสิงห์เกาะสังข์ ประจวบฯ ปะการังเขากวางกลับมาใหม่ในเวลาไม่นาน แม้แต่แนวปะการังที่หมู่เกาะล้านก็มีปะการังเขากวางกลับมาใหม่ในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ เจ๊งแล้วเจ๊งเลย สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการซ้ำเติมจากมนุษย์ เช่น แนวปะการังหลายแห่งของหมู่เกาะช้างและหมู่เกาะสมุย เดิมทีก็เริ่มมีปัญหาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของถนนและรีสอร์ท เปิดหน้าดินทำให้ฝนตกชะตะกอนลงทะเล เมื่อเจอปะการังฟอกขาวเข้าไป ปะการังก็หงายเก๋ง แต่การพัฒนายังไม่ยอมหยุด มีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แนวปะการังจึงฟื้นตัวช้ามาก มาเจอเหตุการณ์นี้ซ้ำเข้าไปอีกชอต ถ้าไม่บันยะบันยัง การฟื้นตัวของแนวปะการังอาจแสนนาน ผมประเมินไม่ได้ แต่คิดว่าจนผมตายก็ยังไม่ได้เห็นแนวปะการังดีอย่างสมัยก่อนปี 41

เราควรทำอย่างไรต่อไป – คำตอบชัดเจนเสมอมา การอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคโลกร้อน ทุกอย่างแปรปรวน เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ธรรมชาติของเรา ดูแลรักษาต่อเนื่องยาวนาน พยายามรักษาสุขภาพของแนวปะการังให้ดีอยู่เสมอ การควบคุมดูแลไม่จำกัดเฉพาะในทะเล แต่ขึ้นไปถึงยอดเขา โดยเฉพาะเกาะต่าง ๆ ที่ป่ากับทะเลติดกันเพียงแค่เอื้อม หากเราปล่อยให้มีคนตัดถนนบนเขา เปิดหน้าดินทำรีสอร์ทในที่ลาดชัน เมื่อฝนตกลงมา ตะกอนเหล่านั้นจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของแนวปะการัง ยังรวมถึงการสร้างท่าเรือใหญ่น้อย หรือการสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในทะเลที่ไม่ได้รับการควบคุม นอกจากนี้ เราต้องดูแลเรื่องการทำประมง อย่าปล่อยให้เรืออวนรุนอวนลากเข้ามาใกล้แนวปะการังเกินไป แม้เค้าจะไม่มาลากในแนวปะการัง แต่ผลของอวนทำให้เกิดตะกอนจำนวนมาก เป็นตะกอนละเอียดที่ตกทับถมอยู่บนพื้นทะเล ตะกอนแบบนี้ฟุ้งกระจายไปตามมวลน้ำได้พอสมควร เมื่อตะกอนลอยมาถึงแนวปะการัง น้ำเริ่มนิ่ง ตะกอนจะตกทับถม ทำให้ปะการังอ่อนแอหรือตายได้ ลักษณะเช่นนี้พบบ่อยในแนวปะการังแถวสุราษฎร์ธานี เช่น เกาะเต่า หมู่เกาะอ่างทอง ฯลฯ

การดูแลสุขภาพของแนวปะการัง ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะปะการังฟอกขาว มิใช่ปล่อยปละละเลย เมื่อปะการังฟอกขาวแล้ว ค่อยตื่นตระหนก พยายามหาทางฟื้นฟู ผมต้องบอกตามตรงว่า คงได้ผลยากหน่อย เพราะการฟื้นฟูปะการัง จะมีผลต่อเมื่อแนวปะการังแห่งนั้นไม่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หากยังมีตะกอนฟุ้งเต็มไปหมด จะทำอย่างไรก็คงไม่เป็นผล การดูแลรักษาธรรมชาติต้องใช้ความรักต่อเนื่องยาวนานครับ

หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ? เนื่องจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวเคยเกิดขึ้นแล้ว เราจึงพอทำนายโดยดูจากข้อมูลในอดีต เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์ แนวปะการังน้ำตื้นส่วนใหญ่จะเปลี่ยนสภาพ ปะการังอาจไม่ตายหมด แต่ปะการังบางกลุ่มคงหายเหี้ยน เช่น ปะการังเขากวาง ทำให้องค์ประกอบของแนวปะการังเปลี่ยนแปลง เดิมทีมีปะการังก้อนร้อยละ 40 ปะการังเขากวางร้อยละ 20 อาจกลายเป็นปะการังก้อนร้อยละ 30 ไม่เหลือปะการังเขากวางเลย ลักษณะเช่นนี้จะส่งผลต่อสัตว์น้ำที่อาศัยในแนวปะการัง สัตว์บางกลุ่ม เช่น ปลาผีเสื้อบางชนิด อาศัยในเขตปะการังเขากวาง เมื่อไม่มีปะการังเขากวาง พวกเขาก็อยู่ไม่ได้ ความหลากหลายโดยรวมของแนวปะการังจะลดลง ส่งผลต่อเนื่องถึงความสวยงามและความน่าเที่ยว

เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หากแนวปะการังได้รับการดูแลปกป้อง สภาพแวดล้อมกลับมาเหมือนเดิม เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของปะการัง ตัวอ่อนปะการังจะกลับมาลงเกาะ ปะการังเขากวางและปะการังแผ่น แม้จะบอบบางต่อภาวะปะการังฟอกขาว แต่มีข้อดีคือโตเร็วมาก ภายในเวลาสี่ห้าปี แนวปะการังจะเริ่มฟื้นตัว สัตว์น้ำจะกลับมาอีกครั้ง ความหลากหลายจะเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปราวสิบปีหรือกว่านั้น แนวปะการังจะสมบูรณ์เกือบเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ในแนวปะการังที่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์ และผลกระทบยังไม่หยุด ยังมีการก่อสร้างเปิดหน้าดิน ทำให้ตะกอนไหลลงทะเลต่อเนื่อง เมื่อปะการังตายไปแล้ว สาหร่ายจะเข้ามาแทนที่ ตะกอนจะช่วยให้สาหร่ายเติบโตดี ปะการังอาจไม่มีโอกาสฟื้นกลับมาอีกเลย ผมมีตัวอย่างครับ เช่น แนวปะการังบางแห่งแถวเกาะสมุย ผมเคยสำรวจตั้งแต่มีปริมาณปะการังร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ เจอปะการังฟอกขาวในพ.ศ.2541 ปะการังเหลือแค่ร้อยละ 10 จากนั้นสืบต่อมาจนถึงปี 2552 ปะการังมีแค่ร้อยละ 15-20 เท่านั้น ไม่เคยกลับมามากมายเหมือนอดีตอีกเลย ลักษณะเช่นเดียวกับเกิดกับแนวปะการังบางแห่งของหมู่เกาะช้าง

แน่นอนว่า อาจมีแนวปะการังบางแห่งหลงรอดจากภาวะฟอกขาว ทั้งที่เกาะสมุยและเกาะช้าง แต่ปัญหาที่ตามมาคือนักท่องเที่ยวต้องการดำน้ำดูปะการัง เดิมทีมีหลายสิบแนวแบ่งกันไป แต่พอเจอเรื่องแบบนี้ เหลือแนวปะการังแห่งเดียวที่ยังพอสวยอยู่ นักท่องเที่ยวก็แห่กันไป การจัดการก็แสนยาก ทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ แนวปะการังก็ทรุดโทรมลงเรื่อย

ทั้งหมดนี้ คงช่วยทำให้คุณเข้าใจเรื่องปะการังฟอกขาวเพิ่มมากขึ้น และอาจเข้าใจว่า การอนุรักษ์ทุกอย่าง ต้องมีรากฐานมาจากความรักและความใส่ใจ ต่อเนื่องยาวนาน มิอาจหวังเพียงโครงการฟื้นฟูตูมตามในระยะสั้น เราต้องคอยช่วยกันดูแลสุขภาพธรรมชาติรอบตัว เพื่อให้ทรัพยากรของเรามีภูมิคุ้มกันพอต้านกับภัยพิบัตินานัปการที่ทยอยกันมา ในภาวะที่โลกกำลังวิปริตเพราะน้ำมือของมนุษย์เช่นนี้ จะเป็นป่าไม้หรือทะเลบ้านเรา ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ การช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมจึงมีความจำเป็นมากขึ้นและมากขึ้น อีกทั้งยังต้องมีโครงการที่ให้ความสนใจและมองไปข้างหน้า ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่าง โครงการ “อนุวัติกรอบสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

โครงการดังกล่าวจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยมอบหมายให้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน โดยยกกรณีปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นในทะเลไทยหลายต่อหลายครั้งมาศึกษาและหาแนวทางในการรับมือ เพื่อช่วยลดผลกระทบในเรื่องนี้ อันเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณในการฟื้นฟูและเยียวยา ตลอดจนช่วยประชาชน โดยเฉพาะคนที่ใช้ประโยชน์จากแนวปะการังอย่างยั่งยืน จะได้มีความมั่นคงในอาชีพเพิ่มมากขึ้น เช่น ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ประกอบการดำน้ำท่องเที่ยว ฯลฯ

ผมในฐานะหัวหน้าโครงการ แบ่งการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน อันดับแรกคือฐานข้อมูล เนื่องจากเราต้องอาศัยอดีตเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง การศึกษาแนวปะการังในเมืองไทยทำต่อเนื่องมากว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลชุดที่ดีที่สุดและทำพร้อมกันทั่วประเทศ เราต้องพูดถึงข้อมูล “แผนที่ปะการัง” โดยกรมประมง ในพ.ศ.2540 ถือเป็นการสำรวจปะการังทั่วประเทศครั้งสำคัญโดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพและใช้นักวิชาการเป็นผู้ทำทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวเก็บรวบรวมมาก่อนที่จะเกิดปะการังฟอกขาวในทะเลไทยอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นข้อมูลที่บ่งบอก “อดีต” ได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้นอกจากนำมาใช้เป็นแผนที่ในการเดินเรือแล้ว ไม่ค่อยได้นำมาต่อยอดในส่วนอื่นมากนัก ผมจึงขอให้ทีมงานช่วยกันตรวจสอบและจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่ เป็นอันว่า เรามีบันไดขั้นแรกพร้อมเดิน

บันไดขั้นต่อไปคือการนำข้อมูลส่วนอื่น ๆ มาใส่ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต เช่น การศึกษากุ้งหอยปูปลาและสัตว์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เคราะห์ดีที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์และหน่วยงานอื่น ๆ ทำงานเรื่องนี้ติดต่อกันมาเกือบ 20 ปี เราจึงสามารถนำข้อมูลส่วนนี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังรวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง ทั้งในด้านการประมงและการท่องเที่ยว

เมื่อเรามีข้อมูลพื้นฐานที่ดีแล้ว เราค่อยก้าวต่อไปในขั้นที่ 2 หมายถึงการวิเคราะห์เพื่อหาพื้นที่ Hotspot หรือพื้นที่พิเศษในการเฝ้าระวังดูแล แนวความคิดในเรื่องนี้เรียบง่ายและชัดเจน ภัยพิบัติของโลกยุคนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกินพื้นที่กว้าง การรับมือจำเป็นต้องพึ่งพาท้องถิ่นเป็นหลัก จะมารอให้หน่วยงานส่วนกลางลงไปทำคงยากหน่อย แต่ลองคิดถึงความเป็นจริง หากเกิดปะการังฟอกขาวขึ้นในพื้นที่กว้าง จังหวัดจะไปทราบอย่างไรว่าต้องไปดูแลที่ไหนก่อนเป็นอันดับแรก พื้นที่บริเวณไหนมีความสำคัญในด้านการใช้ประโยชน์และการติดตามความเปลี่ยนแปลง ความหมายของ Hotspot ในที่นี้คือพื้นที่สำคัญพิเศษดังกล่าวครับ

การวิเคราะห์หาพื้นที่ดังกล่าว ยึดติดกับแนวคิดว่า ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งมีข้อมูลพร้อมในทุกด้าน เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว หากจะรับมือกับผลกระทบ เราจำเป็นต้องมีข้อมูลการศึกษาที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาใช้เป็น “โมเดล” ในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในวันนี้และจะเกิดขึ้นในวันหน้า เราตั้งเป้าว่าจะมีพื้นที่ Hotspot ดังกล่าวครบทุกจังหวัดที่มีแนวปะการังที่สำคัญ (13 จังหวัด) แต่ละจังหวัดจะมีพื้นที่ดังกล่าว 3-5 แห่ง เพื่อให้ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป

เมื่อได้ทุกอย่างครบตามที่วางแผนไว้ โครงการดำเนินมาถึงข้อสุดท้าย นั่นคือการทดลองภาคปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาเทคนิควิธีในการศึกษาและติดตามสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดจนหาแนวทางในการอนุรักษ์และการจัดการแนวปะการังที่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในสภาพที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างทุกวันนี้

เพื่อให้ได้ผลลัพท์ดังกล่าว ผมจัดการประชุมกับพี่น้องเหล่านักวิชาการแนวปะการัง รวมถึงลงไปพูดคุยกับชาวบ้านในหลายพื้นที่ จนท้ายสุด เราเลือก “เกาะไข่” จังหวัดพังงา เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวอย่างชัดเจน มีการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแนวปะการัง กล่าวคือ มีสาหร่ายหลายชนิดขึ้นปกคลุมปะการังที่ตายจากการฟอกขาว

ตลอดหกเดือนหลังของปีที่แล้ว ระหว่างที่ประเทศไทยประสบกับอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่มีผลต่อเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทีมงานของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลลงไปดำน้ำทำงานที่เกาะไข่หลายครั้ง ทดลองวิธีสำรวจแนวปะการังในรูปแบบต่าง ๆ เก็บสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง จนพบเรื่องที่น่าสนใจหลายประการ เช่น ปะการังที่ตายจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในบริเวณแนวปะการังน้ำตื้นด้านใน เพราะบริเวณนี้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากกว่าในเขตน้ำลึกด้านนอก

น่าเสียดายที่บริเวณดังกล่าวเป็นเขตดำน้ำแบบ Snorkeling ที่สำคัญ เมื่อเกิดปัญหาปะการังตาย เกิดสาหร่ายปกคลุม สาหร่ายดังกล่าวมีชนิดและปริมาณแตกต่างกันไป ในแนวปะการังบางแห่งมีสาหร่ายชนิดหนึ่งปกคลุมเต็มไปหมด อีกแห่งอาจมีสาหร่ายอีกชนิด นอกจากนี้ อาจมีสัตว์เกาะติดประเภทอื่น เช่น เพรียงหัวหอมจำนวนมหาศาลที่ขึ้นอยู่บนปะการังตายาย

เมื่อปะการังจากไป มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มอื่นเข้ามายึดครองพื้นที่ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วง เช่น ปริมาณและความหลากหลายของปลาลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะปลานักล่า เช่น ปลาเก๋า ปลาสร้อยนกเขา ฯลฯ และปลากินปะการังและสัตว์เกาะติดขนาดเล็ก เช่น ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร ลดลงจนเกือบหมด ปลาที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นปลาที่กินสาหร่าย แต่ปลาที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือกลุ่มปลาสลิดหินลายบั้ง เพราะนักท่องเที่ยวนิยมให้ขนมปังกับปลาในแนวปะการัง ทำให้ปลาที่ก้าวร้าวกลุ่มนี้เข้ามายึดครองพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ชี้ชัดว่า ความทรุดโทรมของแนวปะการังเกิดทั้งจากภัยพิบัติของธรรมชาติและผลกระทบจากมนุษย์ ทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และรู้เท่าถึงการณ์แต่อยากทำ

เรามาถึงบทสรุปว่าควรจะทำอะไรต่อไป ? ภารกิจในที่นี้แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ภารกิจในการดำเนินงานโดยใช้งบประมาณจากหน่วยงานส่วนกลาง เช่น สผ. ฯลฯ เพื่อสร้างโมเดลเริ่มต้น ยุทธศาสตร์และเครือข่ายที่มีความจำเป็นในการดำเนินงานในการต่อยอด ภารกิจอีกประการคือการผลักดันให้หน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นเครือข่าย ในการดำเนินงานตามกรอบแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยใช้งบประมาณของหน่วยงานในท้องถิ่น หน่วยงานกลางทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน

อันดับแรกที่เราควรพิจารณาอย่างเร่งด่วนคือ“แผนการรับมือภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อระบบนิเวศแนวปะการังในระดับท้องถิ่น” หากทำไม่ได้ในทุกจังหวัด เราอาจเลือกบางจังหวัดเพื่อทำ “โมเดล” ที่สามารถนำเสนอต่อผู้บริหารในระดับท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ ให้เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิธีการในการรับมือ ทั้งในสถานการณ์ปะการังฟอกขาว หรือสถานการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พายุคลื่นลมรุนแรง อุทกภัยและน้ำจืดไหลลงทะเล ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้บริหารต้องมีโอกาสทดสอบการทำงานของโมเดล และนำความคิดเห็นของผู้บริหารมาปรับปรุงโมเดลดังกล่าว

เมื่อโมเดลดังกล่าวได้รับการจัดทำเรียบร้อย ต้องทดสอบการใช้และขอความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ผู้บริหารทรัพยากรธรรมชาติจากจังหวัดอื่น นักวิชาการ ฯลฯ ก่อนนำมาขยายผล เพื่อจัดทำเป็นแผนรับมือระดับจังหวัดที่จะนำไปสู่การขยายผล เพื่อใช้ในทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการดำเนินงานในส่วนกลาง หน่วยงานท้องถิ่นที่มีชายฝั่งทะเลหรือมีการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางทะเล ควรจัดทำโครงการ “แผนการรับมือภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อระบบนิเวศทางทะเล ในระดับจังหวัด” โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานให้ขึ้นตรงกับผู้บริหารในระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ อาจมีที่ปรึกษาจากหน่วยงานกลางหรือจากสถาบันการศึกษา

คณะทำงานดังกล่าว ควรนำโมเดลและพื้นที่ Hotspot ที่จัดทำขึ้นโดยส่วนกลางไปใช้ โดยปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการในจังหวัดของตน รวมถึงครอบคลุมระบบนิเวศอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น ป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล รวมถึงแหล่งที่มนุษย์จัดทำขึ้น เช่น กองปะการังเทียม จากนั้นจึงสร้างเครือข่ายผู้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางทะเล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ทั้งหมดนี้ คือแนวคิดที่หลายส่วนกลายเป็นจริงแล้วในโครงการ “อนุวัติกรอบสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่สนับสนุนโดย สผ. ผมจึงใคร่ขอขอบคุณในความสนับสนุน อันจะช่วยทำให้เกิดก้าวที่สำคัญในการปรับตัว การรับมือ และการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่แน่นอนว่า จะมีมาอย่างต่อเนื่องและอาจรุนแรงขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเป็นเพียงแนวคิดและคำพูดไป ๆ มา ๆ ก่อนสุดท้ายเมื่อภัยพิบัติมาถึง เราก็ได้แต่นิ่งอึ้งและโทษกัน

เราเจ็บกันมามากแล้ว ความเดือดร้อนมีมหาศาลเพียงไหน ชาวไทยคงทราบดี ลงทุนเตรียมตัวรับมือตั้งแต่วันนี้ อย่าให้ทุกอย่างเป็นเพียงผ่านเลยไป เพื่อจะโดนตอกย้ำซ้ำเติมอีกครั้งและอีกครั้งครับ



กด Like -> แบ่งปันบทความที่คุณชื่นชอบให้เพื่อนๆ ใน Facebook ได้ลองอ่านกัน

Find us on Facebook

คุณอ่านเรื่องนี้กันแล้วรึยัง? ^_^

ผมตั้งใจไว้ ในคอลัมน์ Around & Outside ผมจะไม่เน้นเรื่องเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ซ้ำซ้อนกับนักเขียนท่านอื่น อีกทั้งผมเขียนเรื่องเที่ยวเมืองไทยมาร่วม 15 ปี เคยเล่าเคยกล่าวถึงเกือบทุกสถานที่ จะให้กลับมาเขียนใหม่ให้ตื่นตาตื่นใจคงเป็นไปได้ยาก หากไม่เกิดเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี เช่น วาฬบรูด้า หรือเรื่องที่เศร้าจริงจัง เช่น เรื่องที่คุณกำลังจะได้อ่าน ผมจะไม่พยายามผิด