“แล้วอาจารย์อยากให้เราไปทำที่ไหน ?” ผู้บริหารท่านหนึ่งถามไถ่ ผมยิ้มแล้วตอบไป ที่ไหนก็ได้ครับ เราจะได้พิสูจน์ว่าบ้านปลาใช้ประโยชน์ได้จริง บรรดาท่านผู้บริหารพูดคุยกันชั่วครู่ก่อนตั้งคำถาม “ถ้าเป็นปัตตานี อาจารย์จะทำไหม ?”
You are here
พาหวานใจไปปารีส (8)

ถนนโด่งดังที่สุดในโลกชื่อ Champs-Elysees ตั้งอยู่ใจกลางมหานครปารีส เชื่อมต่อระหว่างประตูชัยกับปลาส เดอ ลา กงกอร์ด ผมกำลังพาสาวน้อยฝ่าความหนาวระดับใกล้ศูนย์องศา ผ่านอัครสถานบันเทิงนาม Lido และอาคารคลาสสิกงามจับตา เช่น Grand Palais Petit Palais จนมาถึงจัตุรัส ปลาส เดอ ลา กงกอร์ด สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลานประหารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวแนตต์ ใจกลางลานคือเสาโอบิลิสก์สูง 23 เมตร ถูกส่งมาจากอียิปต์ เพื่อเป็นของขวัญแด่พระเจ้า Louis Philippe
เสา Obelisk เป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนอำนาจและความรุ่งเรืองของฟาโรห์ ผมเพิ่งไปอียิปต์เมื่อไม่นานมานี้ จึงอยากนำเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเป็นการเกริ่นนำซีรี่ส์ใหม่ “รักหนูต้องไปดูปิรามิด” อันว่าอียิปต์โบราณ เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองติดต่อกันร่วม 3,000 ปี (ตั้งแต่ 5,000-2,000 ปีก่อน) อาณาจักรยุคแรกนิยมสร้างปิรามิด ไม่มีใครคิดสร้างเสา จนมาถึงอาณาจักรใหม่เมื่อราว 3,500 ปีก่อน อียิปต์ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองลุกซอร์หรือเมืองธีปส์ ใจกลางลุ่มน้ำไนล์ ช่วงนั้นฟาโรห์นิยมสร้างเสาหินสูงใหญ่เพื่อใช้ประดับวิหาร ตามเสาจะสลักอักษรเฮียโรกลีฟิคเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าและฟาโรห์ ยอดเสาหุ้มทองสะท้อนแสงเป็นประกาย ยิ่งสร้างเสาสูงเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการแสดงอำนาจให้ประจักษ์ชั่วลูกชั่วหลาน
เสาโอบิลิสก์สร้างจากการสกัดหินแกรนิตทั้งแท่ง ไม่มีรอยต่อ การหาหินที่ไม่ร้าวไม่แตกจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง โดยเฉพาะเสาที่สูงเด่นเป็นพิเศษ แหล่งหินสำคัญคือเมืองอัสวาน อยู่ลึกเข้าไปในแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเขื่อนยักษ์ Aswan Dam แต่สมัยก่อนมีฤดูน้ำหลากเป็นประจำเหมือนแม่น้ำในเมืองไทย เมื่อช่างขุดสกัดหินสำเร็จ เขาจะเอาไม้มารองไว้ทำเป็นแพ รอให้น้ำหลากมาถึง แล้วค่อยล่องเสาไปตามลำน้ำไนล์ จนถึงเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นเมืองธีปส์ เสร็จแล้วก็รอฤดูน้ำหลากอีกครั้ง เพื่อหาทางลากแพเข้าไปถึงวิหารริมน้ำ ก่อนเคลื่อนย้ายเสาลงหลุมที่ขุดเตรียมไว้แล้ว
ตลอดยุคอียิปต์โบราณ มีการสร้างเสาไม่ต่ำกว่า 100 ต้น เรียกว่าทุกฟาโรห์จะสร้างเสาประดับบารมีตัวเอง บ้างก็สร้างตั้งหลายต้น เช่น ราชินีฮัตเซปซุตสร้างเสาไว้หลายต้น รวมถึงเสาที่สูงสุดที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน สูง 30 เมตร ณ มหาวิหารคาร์นักแห่งเมืองลุกซอร์ ต่อเมื่อโรมันยึดอียิปต์ได้ ชื่นชอบเสาดังกล่าวเป็นหนักหนา แต่ขี้เกียจสลักหินเอง จึงใช้วิธีเรามาเราเห็นเราขน นำเสากลับไปกรุงโรมเกือบ 50 ต้น นำไปตั้งไว้บ้าง แจกให้ลูกน้องบ้าง หักบ้างแตกบ้าง เหลืออยู่ในกรุงโรม 12 ต้น เด่นสุดคือเสาในนครวาติกัน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่มีเสาดังกล่าว เช่น อังกฤษ ตุรกี กรีซ หรือแม้กระทั่งเสาในนิวยอร์ค อเมริกา (อียิปต์ขายให้อเมริกาในฐานะเข้ามาช่วยขนย้ายโบราณสถานในช่วงสร้างเขื่อนอัสวาน ในราคา 100,000 เหรียญครับ)
ในจำนวนเสาโอบิลิสก์ที่ไปเที่ยวต่างแดน คงไม่มีต้นไหนเด่นกว่าเสากลางจัตุรัส ปลาส เดอ ลา กงกอร์ด เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่นโปเลียนบุกมาถึงอียิปต์ ตอนนั้นโจซาฟีน หวานใจจอมจักรพรรดิ ขอให้นโปเลียนนำ “เสาต้นน้อยมาฝากเธอ” แต่นโปเลียนหมดปัญญาขน ยังไงก็ตาม ถ้อยคำนี้ฝังใจหลายคน จนหมดยุคนโปเลียนมาระยะหนึ่ง ฝรั่งเศสยังคงมีอิทธิพลเหนืออียิปต์ จึงมีการตกลงกันอย่างลับ ๆ บีบให้อียิปต์มอบเสาโอบิลิสก์ให้ปารีสสักต้น ทางอียิปต์ก็อ้ำอึ้งพอควร จนท้ายสุด ถูกบีบหนักจนสุลต่านโมฮัมหมัด อาลี ผู้ปกครองอียิปต์ จำต้องยินยอม
ในอียิปต์ยุคนั้นเหลือเสาอยู่ไม่มาก ปรกติจะสร้างเป็นคู่อยู่หน้ามหาวิหาร ที่เหลืออยู่สมบูรณ์มีเพียงคู่สำคัญที่หน้าวิหารลุกซอร์ ใจกลางเมืองธีปส์ เป็นเสาที่ฟาโรห์รามเซสที่ 2 เป็นผู้สร้าง พวกฝรั่งเศสเดินมาดู เสร็จแล้วก็บอกง่าย ๆ แต่เล่นเอาชาวอียิปต์สะดุ้งโหยง ไอขอเสาของรามเซสก็แล้วกัน ยูยังเหลืออีกหนึ่งต้น ไม่เป็นไรมั้ง (เป็นวุ้ย แต่น้ำท่วมปากพูดไม่ได้) เสายักษ์สูงจึงถูกส่งมาเป็นบรรณาการแก่กษัตริย์ โดยล่องเรือมาจนถึงปารีสในค.ศ.1833 ก่อนจะติดตั้งใจกลางจัตุรัสในค.ศ.1836 ชาวปารีสร่วม 200,000 คนมาชมการยกเสาขึ้นกลางจัตุรัสในครั้งนั้น
เพื่อเป็นการตอบแทน ฝรั่งเศสมอบหอนาฬิกาให้อียิปต์หนึ่งแห่ง ตั้งอยู่ในมัสยิดกลางไคโร ผมไปเห็นมาแล้ว ค่อนข้างอนาถครับ เมื่อเทียบกับเสายักษ์ประเมินมูลค่ามิได้ แถมนาฬิกาเรือนนั้นตายตั้งแต่ก่อนเสร็จ หมายความว่า ตั้งแต่สร้างเสร็จ นาฬิกาไม่เคยเดินเลย ผ่านมาตั้งเป็นร้อยปี ก็ยังไม่เดินอยู่ดี น่าสงสารอียิปต์ที่เสียเสาไปด้วยเหตุผลการเมืองระหว่างประเทศ แต่ถ้าจะไปว่าฝรั่งเศสอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะมีอีกประเทศที่ทำเช่นนั้น เรื่องของโบราณนี่พูดกันได้ยาว ล่าสุดก็มีกรณีของรูปปั้นราชินีเนเฟอร์ตีตีที่อยู่ในเยอรมัน นักโบราณคดีเยอรมันอุ๊บอิ๊บมาตั้งแต่ครั้งสำรวจอียิปต์ จะขอคืนก็ไม่ได้ ฮือ ๆ
เราเป็นนักท่องเที่ยว มิใช่นักการทูต จึงไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อเดินมาถึงปลาส เดอ ลา กงกอร์ด ขอให้คุณสังเกตเสา นั่นคือ 1 ใน 3 สุดยอดเสาโอบิลิสก์สมบูรณ์ที่สุดที่เหลืออยู่ อีกเสาไปดูที่วาติกัน และเสาสุดท้ายเป็นฝาแฝดกับเสาปารีส ยังคงตั้งอยู่คู่วิหารลุกซอร์ อียิปต์
นอกจากเสาแสนสวย รอบจัตุรัสยังมีประติมากรรมอื่น ๆ อีกเพียบ แม้แต่เสาไฟสีเขียวก็งามแท้ ลงลายทองดูแล้วสมเป็นเมืองแห่งความหรู บางจุดบนจัตุรัสยังมองเห็นหอไอเฟล บ้างก็เป็นน้ำพุแกะสลักงดงาม หากมีเวลา เดินเที่ยวไปถ่ายภาพไปรอบจัตุรัสได้เป็นชั่วโมงเลยครับ หรือจะเดินต่อไปสวน Tuileries ที่ยาวราว 1 กิโลเมตร เชื่อมต่อไปหาพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฤดูร้อนคงเพลิดเพลินน่าชม น่าเสียดาย ผมมาหน้าหนาว สวยตุยเลอรีตอนนี้อับเฉาดีมาก มีแต่ต้นไม้โกร๋น ๆ เหลืออยู่ครับ
ผมกำลังจะตรงไปที่ลูฟวร์ แต่สาวข้างกายไม่ยินยอม เธอพร่ำบอก ไปตรงนั้นดีกว่าค่ะ เมื่อสองเรามายืนหน้าตึกเก่าแก่ ปัจจุบันเป็นซูเปอร์โฮเต็ลหรูสุดแห่งหนึ่งในโลก Hotel de Crillon เธอสั่งการให้เลี้ยวเข้าซอยเล็ก ผมก็นึกว่าเป็นทางลัดไปพิพิธภัณฑ์ แต่ความจริงแล้วมันเป็นทางอ้อม เรียกว่าอ้อมโลกเลยครับ ข้อดีประการเดียวของทางอ้อมสายนี้ คือถนนที่เรากำลังเดินเรียกว่า แซงต์ โตโนเร (St. Honore) ใครเป็นสาวนักชอปต้องรู้จักดีครับ ถือเป็น 1 ในย่านชอปปิ้งบันลือโลก
ในบรรดา 3 แบรนด์ดังแห่งโลกแฟชั่น คงไม่พ้นหลุยส์ ชาแนล และแอร์เมส บนถนนนี้ไม่มีร้านหลุยส์ เพราะร้านใหญ่อยู่บนชองป์ เซลิเซส์ ที่เราเดินผ่านมาแล้ว แต่ถ้าเป็นชาแนลล่ะ ร้านต้นตำรับคือ 31 rue Cambon ถนนที่ว่าอยู่แถวนี้แหละครับ นอกจากนี้ ร้านแอร์เมสที่มี 3 แห่งในปารีส หนึ่งในนั้นอยู่บนถนน 24 Faubourg Saint-Honore ถือเป็นร้านดั้งเดิมอีกเหมือนกัน เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1880 แม้จะไม่ใช่ร้านเก่าที่สุดของ Thierry Hermes ที่เปิดในปารีสเมื่อค.ศ.1837 แต่ร้านนั้นขายอานม้า แล้วก็หายไปไหนก็ไม่รู้ เหลือแต่ร้านนี้ที่ยังคงอยู่ในฐานะ Flag Ship Store
ผมพาคุณเดินมาจากชองป์ เซลิเซส์ แต่ถ้าคุณมาทางอื่น แถวนี้มีสถานีรถไฟฟ้าหลายแห่ง ร้านหรูจะอยู่ในช่วงที่ขนานกับสวนตุยเลอรี ลงรถไฟฟ้าที่สถานี Tuileries ง่ายดีครับ หรือถ้าไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ จะเดินมาจาก Hotel du Louvre อันเป็นหัวถนนแซงต์ โตโนเร ตามทางมาเรื่อย ๆ จะผ่านร้านหรูหลายแห่ง เช่น La Maison Goyord (อ่านว่า กอ-ยาร์ด) เป็นแบรนด์หรูใกล้เคียงหลุยส์ รุ่นเจ๋งคือลายโมโนแกรม St. Louis เบาสบายน่าถือ น่าเสียดายที่มีปลอมอยู่บ้าง อีกทั้งดูแล้วไม่ค่อยเหมือนหนังแท้ไงพิกล ผู้คนเลยนิยมน้อยกว่าหลุยส์ครับ
เส้นทางที่ผมเดินไปถนนแซงต์ โตโนเร จะผ่านร้านแอร์เมสเป็นอันดับแรก บนยอดตึกมีคนขี่ม้าถือธงเด่นสง่า ภายในร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น เต็มไปด้วยข้าวของทุกประเภท ตั้งแต่ผ้าเช็ดหน้าไปจนถึงโต๊ะและเตียง อยากได้อะไรมีครบ แต่ราคาระดับนรกเรียกพี่ หากใครชักชวนสามีผู้มีตังค์ไปฮันนีมูนในปารีส ต้องขึ้นไปชั้นสอง มีห้องกระเป๋าน่าลิ้มลอง จะเอารุ่นไหนมีโชว์เกือบครบ รวมถึงรุ่นลิมิเต็ด เรียกว่าเป็นร้านสำคัญสุดของแอร์เมสในปารีสก็ว่าได้ แต่ราคากระเป๋าย่อมไม่ธรรมดา บางใบแพงพอซื้อรถอีโคคาร์ได้หนึ่งคัน (ถ้าเอารุ่นประหยัด ได้ตั้งคันครึ่งแน่ะ) คุณอาจสงสัย จะอะไรกันหนักกันหนา แต่แอร์เมสเป็นยี่ห้อที่ได้ชื่อว่า ประณีตเป็นที่สุด หนังพิเศษทั้งหนาทั้งหนัก จะเลียนแบบยังไงก็ยาก จุดสังเกตอีกอย่างคือรอยตะเข็บเนียนเรียบ ไม่มีการหลุดลุ่ยหรือแหกแถวโดยเด็ดขาด อีกจุดหนึ่งที่เขาแนะนำให้ดู คือชื่อ Hermes ที่สลักไว้ตามโลหะ ต้องคมชัดลึก เพราะตรงนี้จะเป็นจุดที่ Quality Control เค้าเน้นเป็นพิเศษ หากไม่ได้มาตรฐานรับรองไม่ผ่านแน่ครับ
สัปดาห์นี้เพิ่งเหยียบหัวถนน สัปดาห์หน้าเรามาตะลุยย่านชอปปิ้งปารีสกันครับ
- 2763 reads
