www.talaythai.com
Last Update : Thursday 24 April, 2008 10:42 AM

เมื่อผมไปวิ่งคบเพลิงโอลิมปิก

          “ตึก ตึก ตึก”

          เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ไม่ใช่เท้าคู่เดียว แต่เป็นนับร้อยคู่ พร้อมกับเสียงโห่ร้องและเสียงตีกลองจากข้างถนน ผมผู้ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่เพียงผู้เดียวกลางถนนราชดำเนิน กำลังรู้สึกหูอื้อตาลายเป็นยิ่งนัก

          ตึก ๆ เสียงดังใกล้เข้ามามากแล้ว ผมเห็นท่านพลเรือเอก เกาะหลัก เจริญรุกข์ นายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ผู้มีบทบาทหน้าที่ต่อประเทศมากสุดคนหนึ่งเท่าที่ทหารเรือจะมีได้ แต่ตอนนี้ท่านอยู่ห่างทะเล ท่านกำลังวิ่งอยู่บนถนนราชดำเนิน ในมือของท่านคือคบเพลิงที่มีเปลวไฟพวยพุ่ง

          ตึก...ตึบ ท่านหยุดแล้ว หยุดตรงหน้าผมเอง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบ ผมพยายามเกร็งหน้าไม่ให้แสดงความรู้สึกฝ่อออกมา ก่อนหันหน้าประจันกับท่าน มือทั้งสองประคองคบเพลิงไปตรงหน้า จ่อเข้ากับคบเพลิงของท่าน บัดนั้น ไฟที่ยิ่งใหญ่สุดของมวลมนุษยชาติ ลุกพุ่งขึ้นมาบนคบเพลิงในมือผม จากนี้ต่อไป แม้เป็นระยะทางเพียง 120 เมตร ต่อให้วิ่งซอยเท้าแบบลูกเต่าหัดรด. ยังไงก็ไม่เกิน 4-5 นาที แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิต

          ผมมือสั่น ระหว่างหันหน้ากลับไปตามทาง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เกาะกลางถนนมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวง ผมเริ่มซอยเท้าออกเดินทาง...

          ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ระหว่างที่ผมกำลังแปรงฟัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อผมตอบรับทั้งที่แปรงสีฟันยังค้างอยู่ในปาก เสียงหวาน ๆ ถามว่า อาจารย์ขา หากอาจารย์ได้รับการคัดเลือกเข้าวิ่งถือคบเพลิงโอลิมปิกที่จะผ่านเมืองไทย อาจารย์จะรับมั้ยคะ ?

          แปรงสีฟันยังค้างในปากของผมต่อไป เพราะเราคงไม่ได้ยินคำถามแบบนี้ทุกวันใช่ไหมเอ่ย ผมอึ้ง ๆ เอ้อ ๆ ไปพัก ก่อนถามเธอ มีใครวิ่งบ้างครับ ? คำตอบคือ เธอเป็นตัวแทนจาก “โค้ก” ผู้รับหน้าที่คัดผู้เข้าร่วม 6 ท่าน โดยเน้นคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวข้อง ท่านที่รับปากแล้วคือท่านสุเมธ ตันติเวชกุล

          ผมได้ยินแค่นั้น ก็ตอบเสียงดังฟังชัดว่า ผมร่วมแน่ครับ โดยไม่ต้องรับฟังข้อมูลอะไรมากกว่านี้ ชื่อของท่านสุเมธเพียงพอตอบคำถามทั้งหมด นอกจากความเคารพนับถือในฐานะพวกเราคนไทยที่มีต่อท่าน ผมยังนับถือเป็นส่วนตัว ในฐานะที่ครั้งหนึ่งท่านเคยทำงานร่วมกับทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของผมในสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

          การคัดเลือกผู้ถือคบเพลิง ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว ผมต้องกรอกเอกสารยาวเหยียดเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งไปให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล ก่อนรอคอยจนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 80 คน ผมมีโอกาสเจอคณะพรรคนักวิ่งเป็นครั้งแรกเมื่อ “โค้ก” แถลงข่าว นอกจากท่านสุเมธ ยังมีท่านเกาะหลัก คุณพรวุฒิ สารสิน คุณอมรา ศิริพงษ์ และคุณผกามาศ จินดามัง ทุกคนล้วนทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ตามวิถีของตนเอง

          หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มมีข่าวกรณีทิเบต สื่อมวลชนบางท่านถาม “อาจารย์กลัวมั้ยคะ ?” กลัวอย่างแรกคือกลัวว่าจะวิ่งไม่ถึง เมื่อผมดูระยะทาง อีกทั้งดูผู้ร่วมวิ่ง หากท่านเกาะหลักผู้เป็นเพื่อนคุณพ่อ หรือท่านสุเมธผู้เป็นรุ่นน้องของคุณพ่อ สามารถวิ่งได้ ผมยอมเป็นลมตายคาราชดำเนิน

          กลัวอย่างสองคือกลัวคนมาแย่ง ผมเหลือบมองคนข้างตัว แม้เราจะอ้วน แต่วัยเรายังไม่ถึงวัยทอง ยังพอมีแรงสวน (แม้จะเบากว่าสมรักษ์ แต่กำปั้นเราต้องหนักกว่าแรงตบของน้องส้มหรือน้องปัดผกามาศ) นอกจากนี้ เค้าจะมาแย่งผมทำไม แย่งไปก็ไม่เท่ ไปแย่งจากท่านสุเมธเท่กว่าตั้งเยอะ หรือจะเอาแบบนุ่ม ก็ไปแย่งจากน้องส้ม ผมทั้งดำทั้งกร้าน ใครจะอยากมาฟัดเพื่อแย่งคบเพลิงล่ะจ๊ะ

          เมื่อถึงเวลา 2 วันก่อนวิ่ง คณะกรรมการเรียกพวกเราไปรวมตัว อธิบายเส้นทางชัดเจน เจ๋งสุดคือแจกชุดมาใส่ เป็นชุดโอลิมปิกของแท้ส่งตรงจากเมืองจีน ขนาดป้ายยี่ห้อยังเขียนว่า รุ่น Torch Relay หรือรุ่นเฉพาะสำหรับคนถือคบเพลิงโอลิมปิก คณะกรรมการยังกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของการวิ่งครั้งนี้ ทั้งโลกมีแค่ 20 ประเทศที่ได้รับการคัดเลือก เรียกว่าหากนับทุกประเทศ อัตราส่วนตกประมาณ 1 ใน 11 เรียกว่าไม่ง่ายเลยนะ และจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็คงนานโข

          อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้การวิ่งครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจสูงสุด คือ สมเด็จพระเทพ ฯ กรุณาเป็นประธานในพิธีเลี้ยงฉลองนักวิ่ง ผมมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน แค่นั้นก็ถือเป็นบุญแล้วครับ

          หนึ่งวันก่อนการวิ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนฝูงผู้โทรมาให้กำลังใจ บ้างแนะนำเทคนิคป้องกันตัว คำแนะนำเหล่านั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ระหว่างผมซอยเท้าถี่เพื่อวิ่งไปข้างหน้า เสียงดังกึกก้องมาจากรอบด้าน เมื่อผมเริ่มตีโค้งเข้าอนุสาวรีย์ ผู้คนไม่รู้มาจากไหน แห่กันมาเต็มสองข้างทาง รอบด้านก็มีคนวิ่งตามเป็นพรวน

          เส้นทางของผมจบลง เมื่อเห็นน้องส้มอมรา ยืนใส่ชุดขาวอยู่กลางวงเวียน ผมรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเก็กเคร่งขรึม ก่อนหันหน้าประชันกับน้องส้ม ส่งต่อเปลวไฟโอลิมปิกให้เธอ ผมเห็นคบเพลิงเธอสั่นระริกเลยครับ สงสัยตื่นเต้นเหมือนเรา แต่เราวิ่งมาแล้ว ทำใจได้แล้ว ผมจึงยิ้มให้เธอแว่บหนึ่งเป็นการปลอบใจ ก่อนส่งสายตาตามเธอผู้วิ่งต่อไปบนถนนราชดำเนิน

          เฮ้อ...จบซักที ภารกิจของเรา ผมถอนหายใจ ก่อนโดนจู่โจมด้วยคณะผู้ติดตาม เฮ้ย ๆ มาจากไหนกันเนี่ย ยี่สิบสามสิบคนพากันรุมล้อมผม เข้ามาถ่ายภาพร่วม นั่นก็โอเคอยู่หรอกจ้ะ แต่ไหงมาถือคบเพลิงเรา นั่นก็ยังเข้าใจ แต่ทำไมเพ่ดึงของผมไปล่ะเพ่ เกินเหตุมั้งเพ่

          ผมเตรียมใจไว้บ้าง สำหรับการถูกจู่โจมระหว่างวิ่งถือคบเพลิง แต่ไม่ได้เตรียมใจไว้เลย สำหรับการวิ่งเสร็จ แถมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็พากันวิ่งตามน้องส้มและคบเพลิงไปแล้ว เหลือแต่เรายืนโด่เด่อยู่คนเดียว รถที่เค้าจัดเตรียมไว้รับคนวิ่งก็ยังไม่มา ข้าพเจ้าตกอยู่ในฝูงชนกระหายคบเพลิง และที่สำคัญ ไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ

          “หนีห่าว !” ตี๋รายหนึ่งดึงคบเพลิง ทำเอาผมเซ “ขอคบเพลิงให้ไอถือบ้างสิ” (เดามั่วว่าเค้าพูดอย่างนี้ เพราะผมฟังภาษาจีนไม่ออกสักคำ) ผมเพิ่งมาทราบตอนหลัง การวิ่งครั้งนี้ จะมีนักศึกษาจากประเทศจีนร่วมสองร้อยคน พากันมาวิ่งตามขบวน เพื่อเป็นหน่วยพิทักษ์คบเพลิง (มั้ง) แต่ตอนนี้หน่วยพิทักษ์กำลังจะเอาคบเพลิงของข้าพเจ้าไปพิทักษ์

          การวิ่งคบเพลิงครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลย แน่นอนว่า ไม่มีใครหวังอยากได้อะไร แค่นี้ก็เป็นเกียรติสุด ๆ แต่เราพอแว่วมา วิ่งเสร็จแล้ว เค้าจะให้คบเพลิงที่เราถือ ผมอุตส่าห์จัดเตรียมผนังในห้องทำงานที่คณะ เขยิบถ้วยรางวัลโน่นนี่ออกไปด้านข้าง เปิดที่ให้คบเพลิงเต็มที่ แล้วมาบัดนี้ คบเพลิงข้อยกำลังจะจากไปอยู่ในบ้านของคนอื่น

          ผมกำคบเพลิงตัวเองไว้แน่น พูดส่งภาษากันก็ไม่รู้เรื่อง ต้องใช้กำลังมั้ง แต่จะใช้ยังไงดีล่ะ ผมไม่ได้กลัวกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างชาติ แต่กลัวตัวเองโดนอัดเละมากกว่า เพราะอยู่คนเดียว คนอื่นเพียบเลย ระหว่างยื้อยุดสุดแรงอยู่นั้น เจ้าหน้าที่เค้าก็เข้ามาพอดี รีบพาผมมาขึ้นรถ ผู้คนที่เข้ามามุงพากันไชโยโบกมือให้ ก่อนพากันวิ่งตามต่อไป เพื่อไปจิ๊ก เอ๊ย ไปถ่ายภาพกับคบเพลิงของน้องส้ม

          เนื่องจากรถที่รับเราขึ้นมา ไม่ใช่รถที่ส่งเราลง ผมจึงไม่มีโอกาสเตือนผู้คนที่จะวิ่งเป็นลำดับต่อไป เราได้แต่พูดถึงเหตุการณ์นั้นนิดหน่อย แต่ที่พูดมากคือความสนุกและความภูมิใจที่ได้ถือคบเพลิงวิ่ง ทุกคนต่างบอกว่า ไม่เคยสนุกอย่างนี้เลย แต่ผมต้องเอ่ยถึงเหตุการณ์นั้น เพราะอีกไม่นาน คุณยายน้อย ผู้สูงวัยที่สุดในการวิ่งครั้งนี้ ขึ้นรถมา ในมือคุณยายไม่มีคบเพลิง ถามแล้วคุณยายก็จำไม่ได้ว่า ใครนำคบเพลิงของคุณยายไป

          ผมทราบข่าวว่า คบเพลิงของคุณคริสหายไป แต่ไม่เห็นข่าวคบเพลิงของคุณยายก็หายด้วย แต่ผมเชื่อว่า คณะกรรมการคงหาคบเพลิงมาแทนให้ทั้งคู่ อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้ความเห็นไว้ อย่าคิดว่าต้องเป็นคนไทยเอาไป อาจเป็นชาติอื่นก็ได้นะ (หลายชาติเลยครับ)

          ผมจบบันทึกบทนี้ ด้วยอีกคำถามที่หลายคนสงสัย รวมทั้งตัวผมเอง “ทำไมเขาถึงเลือกผมไปวิ่ง ?”

          ผมตอบคำถามไม่ได้ ทำได้เพียงคิดถึงอดีต เมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน เด็กน้อยตัวดำคนนั้นนั่งอยู่บนหาดหัวหิน มือถือไม้ กำลังจิ้มแมงกะพรุนที่โดนคลื่นพัดมาติดหาด “รู้ไหม โตขึ้นมาเจ้าจะได้ถือคบเพลิงโอลิมปิก ?”

          เด็กคนนั้นเงยหน้าตอบ “คบเพลิงอะไร ไม่รู้จักฮะ ว่าแต่...พี่รู้ไหม แมงกะพรุนกินอะไรฮะ ?”

Home

Copyright © TalayThai.com All right reserved.