www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 30 January, 2008 5:10 PM

ตามรอยพระบาท เสด็จประพาสโมรอคโค (3)

          สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย เคยเสด็จมาโมร็อคโคเมื่อกว่าสิบปีก่อน ในสารคดีโทรทัศน์ที่พระองค์จัดทำขึ้น บันทึกถึงเมือง Casablanca ไว้ในลำดับสุดท้ายของการเดินทาง แต่ถ้าคุณไปเที่ยวโมร็อคโคในยุคนี้ คาซาบลังก้าจะเป็นฉากแรกที่เจอ เพราะสนามบินหลัก Mohammed ที่ 5 ตั้งอยู่ที่นี่ครับ

          บรรยากาศในเมืองคล้ายยุโรปปนเปอร์เซีย มีส่วนของเมืองโมเดิร์นอยู่มาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางธุรกิจของประเทศ ตัวเมืองอาจแปลกตา สำหรับคนที่มีบ้านเรือนอยู่แถวบางนาและปทุมธานี แต่ยังเอ่ยคำว่า “สวย” ไม่ได้เต็มปาก จึงต้องอาศัยตัวช่วย ได้แก่ รัตติกาลและอาหารค่ำ

          หลายเมืองในโลกหล้า ดูกลางแดดเปรี้ยงแล้วเฉยชา บ้างก็ดูสกปรกรกรุงรัง แออัดไปด้วยผู้คน แต่ยามใกล้สิ้นแสงตะวันเมื่อไหร่ บรรยากาศจะดีขึ้นผิดหูผิดตา คาซาบลังก้าเป็นเมืองประเภทนั้น ยิ่งถ้าเราไปกินข้าวให้ถูกที่ อารมณ์ร่วมยิ่งพุ่งจี๊ด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงพาชาวคณะไปหม่ำอาหารค่ำที่ Rick’s Cafe

          ผมไม่ทราบว่า คุณได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Casablanca หรือเปล่าหนอ ถ้าได้ดู แปลว่าคุณผู้อ่านของผมแก่มาก เพราะหนังลงโรงในค.ศ.1943 (อ้าว...แล้วดู DVD ไม่ได้เหรอ เอ้อ...ลืมไปครับ) พระเอกชื่อริค มีร้านอาหารของตัวเอง ร้านนี้แหละเป็นฉากเด่นประจำภาพยนตร์ ตั้งแต่ฉากเปิดตัวพระเอก จีบกับนางเอก จนถึงเมาเหล้าฟูมฟายก็ในร้านตัวเอง (เมาจังตังค์อยู่ครบ)

          ร้านที่ว่าไม่มีจริง เป็นฉากทั้งนั้น แต่ภาพยนตร์โด่งดัง ได้ออสการ์ 3 ตัว แถมนักแสดงก็เป็นดารายอดนิยม Humphrey Bogart และ Ingrid Bergman ที่สำคัญคือเพลงเพราะระดับเทพแต่ง ทั้ง Casablanca และ As time goes by หวานพอร้องจีบสาวยุคนี้ยังได้เลยครับ จึงทำให้หลายคนหลงใหล หนึ่งในจำนวนนั้นคือสาวชาวอเมริกา

          คนอเมริกาชอบฝันและพยายามทำตามฝัน นอกจากทำสงครามตามฝัน ยังมีบ้างที่อยากทำร้านอาหารตามฝัน สาวผู้นี้จึงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่โมร็อคโค ซื้อห้องแถวบนถนนเลียบทะเล แต่งให้เป็นร้านอาหารเหมือนฉากในหนังทุกประการ มีเปียนโนบรรเลง แถมยังรีรันหนัง Casablanca ไว้ในห้องพักสูบบุหรี่ตลอดเวลา (ผมก็ไปแอบดูมาจากที่นี่แหละครับ) จึงกลายเป็นร้านขึ้นชื่อของเมือง

          ผมชวนพรรคพวกไปรับประทาน เพราะเป็นมื้อกินฟรี บริษัททัวร์จ่าย ปรกติเค้าจะจัดเป็นเซ็ทเมนู แต่ทัวร์ของเราใจดีเหลือหลาย อยากกินอะไรในเมนูก็ได้ เชิญจิ้มเอาเลย ผมจึงประเดิมด้วยฟัวเกรา ตับเป็ดสวรรค์ ทั้งชาติเคยกินแค่ 2 หน (ทุกหนมีคนจ่ายตังค์ให้) ตามด้วยอาหารจานหลัก ปลาซาร์ดีนทอด โรยเครื่องเทศนิดหน่อย บีบมะนาวลงไปแล้วอร่อยเหาะ (ถ้าเป็นระยะยาว ผมมีใจให้ปลาทูทอดมากกว่า) ปิดท้ายด้วยชีสเค้กรสเนียนลิ้น ชนิดร้านแถวสุขุมวิทต้องคิดหนัก อาหารมื้อนี้ช่วยให้คาซาบลังก้าสวยขึ้นมาก จึงอยากแนะนำสำหรับคุณผู้อยากพาแฟนไปฮันนีมูนที่คาซาบลังก้า

          รุ่งเช้าฟ้าแจ่มใส อากาศในเดือนตุลาคม ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของโมร็อคโค เย็นขนาดกรุงเทพตอนหนาวสุด จึงเป็นการเที่ยวที่เพลิดเพลินจำเริญใจ ยามเรามายืนอยู่หน้า The Hassan II Mosque

          มัสยิดแห่งนี้เริ่มต้นสร้างในค.ศ.1987 ใช้คนงาน 2,500 คน และช่างฝีมืออีก 10,000 คน ถือเป็นเมกะโปรเจ็คของโมร็อคโค ใช้เวลาสร้าง 7 ปี เสร็จในค.ศ.1993 โดยตั้งชื่อตามพระนามของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 ผู้ล่วงลับ นับเป็นมัสยิดใหญ่ยักษ์ หอคอยทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 25 เมตร สูง 200 เมตร ประดับลวดลายหินสีงดงาม สามารถกระจายเสียงสวดมนต์ไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียง บนนั้นยังติดเลเซอร์ 2 อัน ส่องไปทางนครเมกกะ ได้ระยะทางตั้ง 30 กิโลเมตร

          ในครั้งที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เสด็จเยือนมัสยิด เขาเพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ ยังไม่เปิดให้บริการ แต่พระองค์มีโอกาสเข้าไปชมข้างใน รวมทั้งได้เห็นในสิ่งที่ผมและนักเที่ยวทั่วไปไม่ได้เห็น นั่นคือการเปิดหลังคายักษ์ของมัสยิด เพื่อช่วยระบายอากาศในวันที่อบอ้าว

          พระองค์บันทึกถึงความงดงามภายใน ทั้งลายปูนปั้น การแกะสลักไม้สนซีด้าร์ตามบันไดและระเบียง โถงขนาดยักษ์จุคนที่มีสวดมนต์ทำละหมาดได้มากกว่า 20,000 คน รวมถึงห้องชำระกายใต้มัสยิด แยกเป็นทางบุรุษและทางสตรี ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน

          ผมมีโอกาสตามรอยพระบาท จึงพยายามสังเกตให้ลึกซึ้ง เริ่มจากสถานที่ตั้ง เกิดจากการถมทะเลลงไปเป็นพื้นที่ 90,000 ตารางเมตรหรือเกือบ 60 ไร่ พระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอธิบายว่า เป็นการสร้างตามความเชื่อ อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ระหว่างทะเลและท้องฟ้า เมื่อดูจากเมืองหรือจากถนนเลียบทะเล จะเห็นมัสยิดตั้งเด่นอยู่บนเส้นกึ่งกลางระหว่างขอบฟ้ากับผืนน้ำ

          มัสยิดสร้างจากหินอ่อนสีขาวครีม สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ ตามแสงตะวัน ช่วงเวลาสวยสุดคือยามเช้าหรือยามเย็น ด้านหน้าเป็นลานกว้าง สำหรับชาวมุสลิมที่เข้ามาร่วมพิธีละหมาด รอบอาคารเป็นโถงน้ำพุนับสิบ เพื่อให้คนชำระกายก่อนเข้าประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ ทางเข้ามีประตูโลหะขนาดยักษ์ แกะเป็นลวดลายเปอร์เซียและตัวอักษรในพระคัมภีร์ ประตูเหล่านี้เปิดโดยการเลื่อนขึ้นลงด้วยระบบไฟฟ้า ยังทนทานไม่ผุเป็นสนิม ลวดลายบนประตูไม่กร่อนตามกาลเวลา เพราะทำจากส่วนผสมของไททาเนี่ยม

          หากเราชมภายนอกมัสยิด ไม่ต้องเสียเงินครับ แต่ถ้าอยากดูข้างใน จ่ายเงินสักนิดนะนายจ๋า ทัวร์เปิดเป็นเวลา 09.00-11.00 น. ครั้งละ 1 ชั่วโมง ค่าชม 120 เดอร์แฮม คิดเป็นเงินไทย 600 บาท คุณบางคนอาจสะดุ้ง ทำไมค่าชมแพงนักล่ะ ต่อจากนี้ คุณต้องสะดุ้งอีกหลายครั้งครับ เหมือนกับผู้คนในคณะทัวร์ที่โดนผมหลอกมา นึกว่าค่าใช้จ่ายในโมร็อคโคถูกเหมือนอินเดียหรือเนปาล พอมาถึงเพิ่งรู้ว่า ค่าครองชีพที่นี่เหมือนสเปนหรือฝรั่งเศสต่างหาก ใครคิดจะแบกเป้ตะลอนทัวร์ ควรเลือกนำเป้ชั้นดีมาใช้ ปะเหมาะเคราะห์ร้าย จะได้ขายเป้เอาชีวิตรอด

          ภายในมัสยิดยักษ์ เป็นดั่งที่สมเด็จพระพี่นางเธอฯ บรรยายไว้ ทุกอย่างใหญ่โตชนิดแหงนหน้าคอตั้งบ่า โคมระย้าจากอิตาลีห้อยเรียงรายตามโถง โคมใหญ่สุดหนักกว่า 1 ตัน แต่มัสยิดกว้างมากจนเราไม่รู้สึกว่าโคมไฟใหญ่ บนพื้นยังเจาะช่องกระจก มองทะลุเห็นห้องชำระกายด้านล่าง แต่เป็นช่องนิดเดียวนะครับ ไม่ใหญ่โตให้สายตาซอกซอนไปถึงไหน เมื่อลองเดินลงไปชม คุณไกด์อธิบายว่า นี่คือ Ablution Hall มีอ่างให้ชำระตัวทั้งหมด 41 แห่ง

          เพื่อเป็นความรู้ ผมอยากเล่าถึงการชำระตัวเพื่อเตรียมทำละหมาด เริ่มจากการล้างมือให้สะอาด บ้วนปาก ล้างรูจมูก ล้างหน้า ล้างมือจรดข้อศอก เช็ดศีรษะ เช็ดหู ล้างเท้า ทำไปตามลำดับ เสร็จแล้วให้สวมเสื้อผ้าที่สะอาด โดยผู้ชายต้องปิดระหว่างสะดือกับหัวเข่า ผู้หญิงปิดทั้งร่าง ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ

          ไม่ไกลจากห้องชำระกาย เป็นที่ตั้งของห้องน้ำชั้นดีสะอาดสะอ้าน ส่งเข้าประกวด “ส้วมสวย” คงได้รางวัลแน่นอน แต่ความสวยดังกล่าวต้องแลกมาด้วยเงินตรา ใครจะเข้าห้องน้ำ เตรียมตังค์ไว้อย่างน้อย 25 บาท เพราะชายมีหนวดใจหาญรอคุณอยู่ที่ประตูทางเข้า

          ท้ายสุดคือการออกมายืนตรงลาน หันกลับไปมองมัสยิดอีกครั้ง ผมเห็นหอศักดิ์สิทธิสูงโดดเด่น ภาษาอังกฤษเรียกหอแบบนี้ว่า Minaret หากคุณผ่านมัสยิด ไม่ว่าที่ไหนในโลก แม้แต่ในเมืองไทย จะเห็นหอดังกล่าว เพื่อใช้กระจายเสียงสวดมนต์ทำละหมาด 5 เวลาต่อวัน เริ่มจากเช้าตรู่ (ซุบฮ์) บ่าย (ซุฮุร) เย็น (อัสริ) พลบค่ำ (มักริบ) และกลางคืน (อิซา) ยังไม่รวมการทำละหมาดอื่น ๆ เช่น ละหมาดวันศุกร์ ละหมาดสิ้นเดือนถือศีลอด

          ผมเคยสงสัยว่า ทำไมต้อง 5 ครั้งด้วย จึงลองสอบถามคุณไกด์ชาวมุสลิม เขาอธิบายไว้ดังนี้

          ตามความเชื่อของชาวมุสลิม มนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลก เพื่อหน้าที่เพียงประการเดียว คือ นมัสการพระผู้เป็นเจ้า เดิมทีการทำละหมาด ต้องทำตลอดเวลา ตราบที่เรามีชีวิตอยู่บนโลก แต่พระนบีมูฮำมัดพบว่า ผู้คนเดือดร้อน มิสามารถทำเช่นนั้นได้ จึงไปขอร้องพระเจ้า พระองค์ลดเวลาให้เป็น 100 ครั้งต่อวัน แต่ยังทำไม่ได้ จนลดลงมาเรื่อย ท้ายสุดเหลือ 5 ครั้งต่อวัน เพื่อให้คนยังมีเวลาอื่นเหลือในการดำรงชีวิต ข้อมูลนี้อาจต่างจากความเชื่อของชาวมุสลิมในเมืองไทยนะครับ

          สัปดาห์หน้า ลาทีคาซาบลังก้า เราจะมุ่งหน้าสู่ Rabat เมืองหลวงของโมร็อคโคครับ

Home

Copyright © TalayThai.com All right reserved.