www.talaythai.com
Last Update : Tuesday 1 January, 2008 3:34 AM

ทะเลกรด – ภัยเงียบจากโลกร้อน (2)

          ผมกำลังเล่าถึงผลการเสวนาพิเศษ “ทะเลกรด – ภัยเงียบจากโลกร้อน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยมีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับโครงการ Think Earth : Think Global และกรมประชาสัมพันธ์ โดยเชิญลุงไมค์ หรือ ดร.ไมเคิล เคนดัลล์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมภายใต้สภาวะโลกร้อน กรมสิ่งแวดล้อม สหราชอาณาจักรอังกฤษ เพื่อมาพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ

          เมื่อโลกผิดสำแดง จากผลของสภาวะโลกร้อน สิ่งที่เกิดในทะเลจึงกลายเป็นภัยคุกคามมนุษย์ เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ฯลฯ ภัยดังกล่าวอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด หากดูเฉพาะประเทศไทย เราได้รับผลกระทบหลายด้าน เช่น คลื่นลมรุนแรงจนชายฝั่งพังทลาย ปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ปะการังอ่อนตายเนื่องจากคลื่นน้ำเย็นเข้ามาในฝั่งอันดามัน แพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนอย่างผิดสังเกต ทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนไป ส่งผลถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า เห็นแล้วเข้าใจได้ แต่ถ้าพูดถึงในระยะยาว เรากำลังเผชิญหน้ากับมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ – ทะเลกรด

          ถึงตอนนี้ ดร.ไมเคิล เริ่มอธิบาย พวกเราคงทราบดี ปัจจุบัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณเพิ่มขึ้นมหาศาล เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ ตลอดจนการตัดไม้ทำลาย และอื่น ๆ อีกนานัปการ ทุกคนเริ่มตระหนักถึงผลพวงที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ แต่น้อยคนนักที่ทราบว่า ร้อยละ 48 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยไป ลงไปสะสมอยู่ในน้ำทะเล ทั้งจากฝนกรดหรือน้ำฝนที่ละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงสู่ทะเล และจากการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างอากาศกับผิวหน้าน้ำ อย่าลืมว่า ร้อยละ 70.8 ของโลกคือทะเล ก๊าซมหาศาลจึงละลายลงไปในน้ำ

          ค่าคุณสมบัติความเป็นกรดเป็นด่าง หรือที่เรารู้จักกันในนาม pH เป็นตัวเลขระหว่าง 1-14 ค่าที่อยู่ตรงกลางคือ 7 หากเป็นกรดมากขึ้น ตัวเลขจะลดลง หากเป็นด่างมากขึ้น ตัวเลขจะเพิ่ม น้ำทะเลมีคุณสมบัติเป็นด่างเล็กน้อย ค่า pH อยู่ประมาณ 8-8.1 (ค่านี้ไม่มีหน่วย)

          ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อละลายลงไปในน้ำ ทำให้น้ำทะเลมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป กลายเป็นกรดมากขึ้น ดร.ไมเคิลและทีมงานติดตามการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำทะเลดังกล่าว โดยอาศัยฐานข้อมูลของอังกฤษ หนึ่งในประเทศริเริ่มด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลของโลก การเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ทำให้สามารถดูความเปลี่ยนแปลงของค่า pH ในน้ำทะเลได้ และข้อมูลชี้ว่า น้ำทะเลมีค่า pH 7.8-7.9 หมายถึงเริ่มมีความเป็นกรดมากขึ้น แม้ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงเพียง 0.1-0.2 อาจดูน้อยนิด แต่ผลที่เกิดขึ้นยิ่งใหญ่นัก

          ความน่ากลัวของทะเลกรด มิใช่น้ำทะเลจะกลายเป็นกรดถึงขั้นกัดกร่อนเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ ละลายเรือให้จมลง หรือภัยพิบัติประเภทตูมตามเช่นนั้น แต่จะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลถึงขั้นพลิกโลก เพราะสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นในทะเล ผ่านการวิวัฒนาการยาวนาน ปะการังเกิดมาเมื่อกว่า 400 ล้านปีก่อน กุ้งหอยปูปลาล้วนมีบรรพบุรุษยาวนานสิบล้านร้อยล้านปี บรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ คุ้นเคยกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเชื่องช้า ในระดับเป็นล้านปีขึ้นไป สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวได้ในภาวะดังกล่าว

          แต่ผลจากการกระทำของมนุษย์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ค่า pH ที่เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาหลักร้อยปี ทั้งที่ควรจะเป็นล้านปีหรือกว่านั้นตามสภาพธรรมชาติ ทำให้สิ่งมีชีวิตมิอาจวิวัฒนาการได้ทัน มหันตภัยจึงเกิดขึ้น

          คุณสมบัติความเป็นกรดด่างของน้ำทะเล เกี่ยวข้องโดยตรงกับสัตว์หลากหลาย โดยเฉพาะพวกที่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างหินปูนเพื่อดำรงชีวิต เช่น เม่นทะเล หอย ปะการัง ฯลฯ เมื่อคุณสมบัติของน้ำทะเลเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว กระบวนการสร้างหินปูนไม่สามารถทำได้อย่างราบรื่น ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเล

          ในอีกกรณี แม้สัตว์อาจไม่มีกระบวนการดังกล่าว แต่ค่า pH ที่เปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลในรูปแบบอื่น ๆ ดร.ไมเคิลยกตัวอย่างการทดลองกับไส้เดือนทะเล เขาพบว่า สเปิร์มของไส้เดือนทะเลจะเคลื่อนที่ช้าลงมากในสภาวะดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหากับการสืบพันธุ์ ในขณะที่ดาวทะเลในน้ำที่มีสภาพเป็นกรด จะพยายามออกไข่ให้มากที่สุด ก่อนตัวเองจะตาย แต่ไข่ที่ออกมากลับอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดลูกหลาน

          ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทะเลกรดต่อสิ่งมีชีวิต แยกได้เป็น 2 กรณี หนึ่งคือเกิดโดยตรงกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลบางกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สองคือผลกระทบทางอ้อม เมื่อไม่มีสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ย่อมส่งผลต่อสัตว์อื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัตว์พวกนี้ เช่น ปลากินไส้เดือนทะเลเป็นอาหาร ปลาใช้ปะการังเป็นที่หลบภัย ฯลฯ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างรุนแรง

          ถึงตอนนี้ ผู้ที่เข้าฟังเริ่มสงสัย หมายถึงเราจะไม่มีปะการังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อย่างนั้นใช่ไหม ? ใช่ครับ แต่นั่นเป็นภัยที่ตามองเห็น เข้าใจได้ง่าย ยังมีภัยเงียบที่น่ากลัวกว่านั้นเยอะ เช่น กรณีของแพลงก์ตอนพืช หลายชนิดมีการสร้างเปลือก เมื่อเกิดภาวะดังกล่าว แพลงก์ตอนพืชจะสร้างเปลือกไม่ได้ ปริมาณอาจลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

          แพลงก์ตอนพืชคือพื้นฐานของระบบนิเวศทางทะเลทุกรูปแบบ ในฐานะผู้ผลิตที่กลายเป็นอาหารของทะเล อีกกรณีหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ ในระหว่างที่เราคิดว่า ต้นไม้มีความสำคัญต่อโลก ในฐานะผู้ดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่แท้ที่จริง แพลงก์ตอนพืชมีความสำคัญมากกว่า เพราะทะเลมีแพลงก์ตอนพืชมหาศาล อีกทั้งทะเลยังกว้างใหญ่กว่าผืนดิน เมื่อแพลงก์ตอนพืชเกิดความเปลี่ยนแปลง ผลที่เกิดขึ้นจึงร้ายแรงสุดประมาณ

          ทุกกรณีที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่า ทะเลจะตาย ไม่เหลือสัตว์น้ำในทะเล แต่หมายความว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เผชิญกับอนาคตที่ไม่อาจฟันธง ทะเลที่จะเปลี่ยนไป แพลงก์ตอนบางชนิดอาจเพิ่มจำนวนขึ้นมาแทน แต่ส่งผลกระทบในอีกแง่มุมหนึ่ง ปลาบางชนิดอาจลดน้อยลง สัตว์อื่นอาจมีปริมาณมากขึ้นมาแทน มนุษย์จึงต้องปรับตัว และการปรับตัวในระยะเวลาอันสั้น ไม่ง่ายหรอกครับ เพราะทุกอย่างที่เราคุ้นเคยในวันนี้ จะไม่เหมือนเดิม การปรับตัวที่เกิดขึ้น ย่อมลำบากแสนสาหัส

          ทะเลกรดยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำ อยากให้ลองคิดว่า ทะเลคือที่กักเก็บขยะขนาดยักษ์ มลพิษทั้งหลายในแผ่นดิน ทั้งจากที่มนุษย์ทำขึ้น และจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุที่ถูกชะล้างลงแม่น้ำต่อไปถึงทะเล สิ่งที่ทะเลทำคือการสะสมสารบางอย่างไว้ในตะกอนที่พื้นท้องทะเล ไม่ปล่อยขึ้นมาให้เกิดปัญหา แต่เมื่อค่า pH เปลี่ยน สารหลายอย่างสามารถละลายกลับขึ้นมาสู่มวลน้ำทะเลได้ คุณสมบัติของน้ำทะเลอาจเปลี่ยนไป ยังหมายถึงสารที่สะสมในสัตว์น้ำ ที่อาจส่งผลต่อมนุษย์ กระบวนการนี้ลึกลับซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามศึกษา เพื่อหาทางทำความเข้าใจและทำนายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          คราวนี้เราจะดูว่า เมื่อไหร่ถึงจะเผชิญภาวะเช่นนั้น ดร.ไมเคิลอธิบาย ภาวะดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากทุกอย่างเป็นไปในสภาพนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ภายใน 50 ปี ค่า pH จะลดลงเหลือ 7.6 และหากเกิดภาวะนั้นจริง ผลจากการทดลองยืนยันว่า สัตว์ทะเลหลายชนิดจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

          ห้าสิบปี นานเหมือนกันนะ แต่ขอทำความเข้าใจว่า ภาวะดังกล่าวไม่ใช่รออีก 50 ปีแล้วจะเกิด แต่จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ สะสมต่อกันไป ทะเลกรดยังไม่ใช่ภาวะเดียวที่ส่งผลกระทบกับสรรพชีวิตในทะเล ยังมีปรากฏการณ์อื่น ๆ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยสูงขึ้น ดังที่ผมเล่าถึงในสัปดาห์ก่อน

          การรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนจึงต้องดำเนินต่อไป และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในทางที่ดี ในปีหน้าและในรัฐบาลที่พวกเรากำลังจะได้มา มิฉะนั้น อีกไม่กี่ปี เราอาจต้องอวยพรในวันปีใหม่ “ขอให้มีปลากินนะ ขออย่าให้ลูกคุณขาดอาหาร”

          หากเรายังนิ่งดูดาย สร้างแต่กระแสตามโลกไปเรื่อย ไม่คิดยืนหยัดขึ้นมาหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เค้าให้ไปประชุมก็ไป เค้าให้เซ็นสัญญาก็เซ็น ปีหน้าหรือปีไหน รัฐบาลหน้าหรือรัฐบาลไหน เตรียมเขียน ส.ค.ส. ไว้รอล่วงหน้าได้เลยครับ...

Home

Copyright © TalayThai.com All right reserved.