![]() Last Update : Tuesday 20 November, 2001 2:12 AM |
|
โรงไฟฟ้ากับการตัดสินใจ
คุณผู้อ่านครับ โรงไฟฟ้าที่ประจวบฯมาอีกแล้วครับ มาคั่นจังหวะเคนย่าซาฟารีสักหนึ่งตอน เพราะช่วงนี้ใกล้เวลาตัดสินใจเข้ามาทุกที เห็นเขาบอกว่าจะประชุมกันในสัปดาห์นี้ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนพูดกันแล้วปรากฏว่าข้อมูลไม่เพียงพอ
ในฐานะที่ผมเขียนเรื่องนี้มาติดต่อกันเกินสองปีแล้ว เลยอยากเขียนถึงอีกสักครั้ง เราจะไม่พูดถึงพลังงานสำรองของชาตินะครับ เพราะผมไม่ชำนาญเรื่องนั้น มลพิษในอากาศก็จะไม่พูดถึง เพราะนั่นก็ไม่ชำนาญ เรื่องที่จะพูดถึงคือเรื่องเกี่ยวกับทะเลและการท่องเที่ยว
ข้อมูลที่จะเขียนต่อไปนี้ นำมาจากข้อมูลจาก EIA และข้อมูลของกรมประมง ผมแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางส่วน ที่ถือเป็นความคิดส่วนตัวของผม ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้อ่านจะพิจารณาว่าเป็นเช่นไร?
ขอเริ่มต้นที่บ้านกรูด หลังจาก EIA ผิดพลาดไปแล้วในเรื่องของแนวปะการัง ได้มีการทำ EIA ฉบับเพิ่มเติมจนสำเร็จ ออกแบบระบบลดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น การลดปริมาณของน้ำหล่อเย็นที่ต้องดูดเข้าไปจากทะเล ใช้การสร้างโมเดลเพื่อศึกษาว่าจะมีผลกระทบต่อแนวปะการังหรือไม่? ก่อนสรุปได้ว่าไม่มี สำหรับส่วนนี้ข้อมูลทำไว้ละเอียดดีครับ
แต่ส่วนที่ข้อมูลหายไปชนิดยกกระบิคือเรื่องของการท่องเที่ยว EIA ของบ้านกรูดใช้ข้อมูลจากนักท่องเที่ยวที่หัวหินมาประเมิน โดยปรับฐานให้เข้ากับชุมชนที่บางสะพาน แต่ที่ผมสงสัยคือ "ทำไมไม่ใช้ข้อมูลการท่องเที่ยวที่บ้านกรูด?" ผมไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนห้องพัก จำนวนผู้เข้าพักอาศัย แบบสอบถามนักท่องเที่ยว ฯลฯ ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำนายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวของบ้านกรูด ที่มีรีสอร์ตอยู่ถึง 14 แห่ง นั่นเป็นประเด็นแรกและเป็นประเด็นสำคัญ
ประเด็นที่สองคือจุดทิ้งตะกอนแห่งใหม่ "ดอนหอย" มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยว่าเป็นโคลนเหลว แต่ข้อมูลที่ขาดหายไปคือการใช้ประโยชน์ของชาวประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่การวางลอบจับปลาเก๋า อวนปูม้า ฯลฯ จากการสำรวจเบื้องต้นของคณะกรรมการตรวจสอบ EIA ได้รายงานข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น การจับปลาเก๋าทำรายได้มากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน หากที่การทิ้งตะกอนในบริเวณนี้หรือบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เกิดผลกระทบขึ้นได้
ใน EIA ฉบับดังกล่าวยังมีจุดบกพร่องบางประการ เช่น ข้อมูลเรื่องวาฬบรูด้าและโลมา ที่ผู้เขียน EIA เข้าใจว่าเป็นปลา แต่แท้ที่จริงเขาคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ยังมีข้อมูลว่าการประมงพื้นบ้านจะหมดไปเมื่อการท่องเที่ยวเข้ามา ลักษณะเหมือนหัวหิน ทั้งที่จริงๆแล้วหัวหินยังมีเรือประมงพื้นบ้านอยู่อีกเยอะ
การทำ EIA สักฉบับหนาเป็นคืบ อาจเกิดความบกพร่องขึ้นได้ในจุดเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับ EIA ที่บ้านกรูด ข้อมูลส่วนสำคัญขาดหายไป อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
มาถึงเรื่องโรงไฟฟ้าบ่อนอกบ้าง แน่นอนว่าเรื่องวาฬบรูด้าที่ฮิตหนักหนาในช่วงสี่ห้าเดือนที่ผ่านมา ย่อมกลายเป็นประเด็นใหญ่ ใน EIA ไม่ได้ระบุข้อมูลในส่วนนี้ไว้ ยกเว้นข้อความว่าไม่มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในทะเล ผมไม่ทราบว่าในระหว่างการศึกษา EIA สมัยก่อน วาฬจะมีอยู่ในพื้นที่หรือไม่? จึงไม่สามารถกล่าวถึงข้อมูลตรงส่วนนั้นได้ แต่ที่แน่ๆคือปัจจุบันมีวาฬบรูด้าอาศัยอยู่ในทะเลบ่อนอก
ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาก เริ่มตั้งแต่วาฬบรูด้าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หรือไม่? ได้มีการยกข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญมาอ้างอิง แต่ผมขอใช้ข้อมูลเดียวเท่านั้น หนังสือ Wild Mammals in Thailand จัดพิมพ์โดยสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อพ.ศ.2541 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าวิจัยอ้างอิงในประเทศไทย ระบุไว้ในหน้าที่ 21 ตารางที่ 4 วาฬซิทตังหรือวาฬบรูด้า (ทั้งสองตัวเป็นชนิดเดียวกัน ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Balaenoptera edeni) จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered, EN)
เมื่อสผ.อันเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นโรงไฟฟ้าดังกล่าว เป็นผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ คงไม่มีอะไรน่าสงสัยอีกแล้วว่า วาฬบรูด้าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หรือไม่?
ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น วาฬพลัดถิ่นหรือวาฬประจำถิ่น สำหรับวาฬบรูด้าที่ทะเลบ่อนอก ชาวบ้านได้มีหลักฐานยืนยันเป็นภาพถ่ายและวิดีทัศน์มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2544 จนถึงปัจจุบัน สรุปว่ามีวาฬประมาณ 3-5 ตัว
วาฬพลัดถิ่นแปลว่าอะไร? วาฬหลายชนิดในโลกมีการอพยพไปมา เช่น วาฬหลังค่อมที่มาอลาสก้าเพื่อกินปลาในบริเวณนั้น เป็นประจำปีละ 3-4 เดือน ก่อนจะว่ายน้ำไปที่อื่น อย่างนี้ถือเป็นวาฬพลัดถิ่นหรือไม่? ตราบใดที่ยังไม่มีการศึกษาข้อมูลและสถิติอย่างชัดแจ้ง เราคงยังตอบคำถามเหล่านี้ได้ยาก
มาถึงจุดสำคัญที่สุดในประเด็นวาฬบรูด้า มีข้อมูลนำเสนอว่า วาฬบรูด้าพบได้ทั่วไปในทะเลไทย นั่นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่วาฬบรูด้าในทะเลบ่อนอกกำลังทำอยู่คือการหาอาหาร การโผล่หัวขึ้นมาสูงในทะเลตั้งสองสามเมตร มีปลาอยู่เต็มปาก นอกจากที่ทะเลบ่อนอกแล้ว ที่อื่นในประเทศไทยมีไหม? ผมตั้งคำถามนี้ให้ใครต่อใครหลายครั้ง ยังไม่มีใครตอบผมได้ ยังไม่มีใครนำข้อมูลหรือเอกสารใดมายืนยันได้ว่า นอกจากบ่อนอก ยังมีที่อื่นในทะเลไทย เพราะฉะนั้น ผมจึงขอสรุปว่า การหาอาหารของวาฬที่บ่อนอกคือสิ่งที่หาดูได้ยาก มีผลต่อเนื่องทั้งในด้านการศึกษาวิจัยและการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยว? ปัจจุบันมีเรือของชาวบ้านนำนักท่องเที่ยวไปดูวาฬที่บ่อนอก ประมาณ 30 ลำต่อสัปดาห์ (สอบถามชาวบ้านที่จัดกิจกรรมนี้) ทำรายได้ให้ชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ยังเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวดูวาฬหรือ Whale Watch แห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองไทย มีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปในอนาคตเยอะแยะ
หากคุณผู้อ่านยังจำได้ ผมเคยเขียนเรื่องการไปดูวาฬที่นิวซีแลนด์ ครั้งนั้นผมต้องจ่ายเงินเกิน 3,000 บาทต่อคน ขนาดนั้นยังต้องจองล่วงหน้าตั้งนาน ลองคิดดูว่าในอนาคตหากเมืองไทยทำได้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของเราจะพัฒนาไปได้ไกลขนาดไหน?
การสร้างโรงไฟฟ้าโดยละเลยข้อมูลในส่วนนี้ ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ ไม่มีการศึกษาวาฬและพฤติกรรมของเขาอย่างจริงจัง ขาดการประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งต่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และต่อการท่องเที่ยวดูวาฬแห่งแรกในเมืองไทย จึงเป็นเรื่องดูแล้วไม่ค่อยเข้าที
แต่ที่ผ่านมา แทนที่เราจะรีบศึกษาเรื่องวาฬ หน่วยงานของรัฐเข้าไปมีบทบาทในการวางแผนและทำงานวิจัย กลับมาถกเถียงกันในเรื่องมีวาฬหรือไม่? ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆตั้งห้าหกเดือน ผมเห็นว่าประเด็นนี้ยิ่งรีบศึกษาอย่างจริงจังเท่าไหร่ยิ่งเป็นเรื่องดี เราคงไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรกับธรรมชาติ โดยปราศจากข้อมูลโดยละเอียดได้หรอกครับ
มาถึงเรื่องของการขุดตะกอนจำนวน 2.9 ล้านตัน โดยสร้างม่านดักตะกอนขึ้นมาป้องกัน มีการสร้างโมเดลขึ้นมาก่อนบอกว่าไม่มีผลกระทบ โมเดลที่ว่าคือการคำนวณทางคณิตศาสตร์ชั้นสูง สร้างโปรแกรมขึ้นมา เอาข้อมูลใส่ลงไป เพื่อใช้ทำนายผลในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
โมเดลจะดีวิเศษขนาดไหนก็ไม่สามารถคิดอะไรได้ถูกต้อง หากข้อมูลที่ใส่เข้าไปไม่ละเอียดเพียงพอ สิ่งที่ระบุไว้ใน EIA คือการรวบรวมข้อมูลจากทุ่นสมุทรศาสตร์ของภาครัฐที่นอกชายฝั่งหัวหิน นำมาใช้วิเคราะห์ในโมเดลนี้
หัวหินตั้งอยู่ห่างจากบ่อนอกหลายสิบกิโลเมตร ผลของการคำนวณจากโมเดลเป็นเรื่องน่าคิด ข้อมูลที่หัวหินยังหายไปสามเดือน เนื่องจากเครื่องวัดที่ทุ่นเสีย ข้อมูลที่ควรจะครบทุกเดือนในรอบปีก็ไม่ครบ ข้อสงสัยอีกประการหนึ่งของผมคือ "แล้วทำไมไม่วัดข้อมูลสมุทรศาสตร์ที่บริเวณก่อสร้าง"
เมื่อค้นต่อไป พบว่ามีการเก็บข้อมูลในพื้นที่ในจุดที่ขุดและที่ทิ้งตะกอน แต่เป็นเวลาเพียง 9 วัน คำถามคือโรงงานไฟฟ้าราคาตั้งหลายหมื่นล้านบาท เก็บข้อมูลสมุทรศาสตร์ที่บริเวณนั้นเพียง 9 วัน เพื่อจะนำไปใช้ทำนายผลที่เกิดขึ้นจากการขุดตะกอน 2.9 ล้านตัน ติดต่อกันเป็นปี?
อีกเรื่องคือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดูดน้ำทะเล เพื่อนำเข้ามาหล่อเย็นในโรงงานไฟฟ้า ข้อมูลจาก EIA ที่บ่อนอกสรุปว่าสัตว์ใหญ่จะไม่ติดเข้ามา ยกเว้นแพลงก์ตอนที่อาจตายหมด แต่ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่มีแพลงก์ตอนใกล้สูญพันธุ์ในบริเวณนั้น
ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญเรื่องแพลงก์ตอน แต่ผมไม่เคยได้ยินว่าแพลงก์ตอนใกล้สูญพันธุ์เป็นประเด็นสำคัญ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อาจหมายถึงปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม หรือสัตว์อื่นๆ แต่แพลงก์ตอนใกล้สูญพันธุ์?
จุดสำคัญของเรื่องแพลงก์ตอนอยู่ที่ว่า บางส่วนเป็นตัวอ่อนสัตว์น้ำ ที่จะเติบโตมาเป็นกุ้งหอยปูปลาให้พวกเรากินบ้างขายบ้าง ข้อมูลใน EIA โรงไฟฟ้าบ่อนอกระบุปริมาณของแพลงก์ตอนใน 9 สถานีบริเวณชายฝั่งด้านหน้าโครงการ บอกว่ามีลูกปลา 2 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำหล่อเย็นที่โรงงานต้องดูดไปใช้คือนาทีละ 550 ลูกบาศก์เมตร (550,596 ลิตรต่อนาที) สรุปแล้วแต่ละนาที จะมีลูกปลาโดนดูดเข้าไปตาย 1,100 ตัว คูณเลขไปมาจะได้ผลว่า แต่ละปีมีลูกปลาตาย 578.16 ล้านตัว
เมื่อลองเทียบกับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ผมขอยกตัวอย่างที่ขนอมแล้วกันครับ จากการศึกษาของกรมประมงในพ.ศ.2525 ที่โรงไฟฟ้าขนอม พบว่าแต่ละปีจะมีลูกปลาถูกดูดเข้าไปตาย 12.34 ล้านตัว ตัวเลข 578 ล้านของบ่อนอกและ 12 ล้านของขนอม คงพอบอกอะไรคุณผู้อ่านได้บ้าง
ถ้าลองคิดต่อไปว่า ลูกปลาเหล่านี้จะโตมาเป็นปลาได้กี่ตัว? คงไม่มีใครบอกได้ตรงเป๊ะ แต่ผมขอใช้ข้อมูลจากกรมประมงในการศึกษาที่ขนอมเป็นเกณฑ์อ้างอิง อัตรารอดที่เขาใช้คือร้อยละ 1 ต่อปี หมายถึงปลาใหญ่จะหายไปจากทะเลบ่อนอกปีละ 5.78 ล้านตัว ถ้าโรงไฟฟ้าดำเนินงานสัก 25 ปี ก็มีปลาหายไป 144.5 ล้านตัว
ผมไม่กล้าคำนวณมูลค่าปลาจำนวนดังกล่าว แต่นำเทคนิคการคิดของกรมประมงที่โรงไฟฟ้าขนอมมาบอกไว้ กรมประมงคิดว่าปลาราคากิโลกรัมละ 10 บาท ปลา 10 ตัว/กิโลกรัม หรือว่าง่ายๆคือตัวละ 1 บาท แต่ต้องย้ำกันไว้นิดว่า นี่คือราคาที่คิดเมื่อพ.ศ.2525 และที่เล่ามาทั้งหมดนี้เฉพาะลูกปลา ยังไม่รวมลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนอื่นๆ เช่น กุ้ง หอย ปู
จากการศึกษาจากโรงไฟฟ้าขนอม กรมประมงแนะนำว่า ระบบน้ำหล่อเย็นแบบปิดจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะสามารถลดปริมาณน้ำได้เยอะมาก สมัยก่อนโรงไฟฟ้าทั้งที่บ้านกรูดและที่บ่อนอก ไม่มีระบบนี้ แต่เมื่อมีการพบแนวปะการังที่หินกรูด โรงไฟฟ้าบ้านกรูดจึงเปลี่ยนไปใช้ระบบปิด แต่ที่บ่อนอกยังเป็นระบบเปิดใช้น้ำปริมาณมหาศาลเช่นเดิม โดยสรุปใน EIA ว่าผลกระทบไม่มีนัยสำคัญ ที่น่าคิดคือถ้าลูกปลาตายปีละ 578 ล้านตัวยังไม่มีนัยสำคัญ แล้วเท่าไหร่จึงมีนัยสำคัญ?
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนี้คือบางส่วนที่ผมหาประเด็นได้จากการอ่าน EIA และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จะเชื่อหรือไม่สุดแท้แต่คุณผู้อ่านจะพิจารณา แต่ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่มีญาติพี่น้องหรือแฟนคนปัจจุบันอยู่ในเมืองประจวบฯ โรงไฟฟ้าจะสร้างหรือไม่สร้าง สิ่งที่ผมได้รับหรือสูญเสีย ก็เท่ากับที่คนกรุงเทพฯจะได้รับหรือสูญเสีย
ตลอดเวลาที่ผมเขียนเรื่องนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวผมหลายครั้ง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อผมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน เขียนบทความขอตังค์คุณผู้อ่านอยู่ทุกสัปดาห์ ได้เจอข้อมูลบางส่วน มีประเด็นที่น่าสนใจ ผมก็นำประเด็นเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง ไปๆมาๆผมกลายเป็นผู้ต่อต้านโรงไฟฟ้าเฉยเลย
อย่ายึดติดกับตัวบุคลเลยครับ สนใจในประเด็นต่างๆที่ผมเขียนดีกว่า ลองคิดดูว่าประเด็นพวกนี้ถูกหรือผิด? คิดว่าเรามาช่วยกันอุดรอยรั่วป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้า EIA ถูกต้องสมบูรณ์ทุกประการ ต่อให้ผมเค้นหัวให้ตายคงไม่สามารถไปจับผิดได้ และไม่คิดจะทำอย่างนั้นด้วย
ตรงกันข้าม ผมคงดีใจที่ในเมืองไทยมี EIA ดีๆเช่นนี้อยู่ครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.