![]() Last Update : Tuesday 2 October, 2001 8:23 AM |
|
อีกครั้งที่บ้านกรูด
ใจจริงผมกำลังจะเริ่มเขียนมินิซีรี่ส์เรื่องตะลุยอาฟริกา ต้นฉบับเสร็จพร้อมส่ง แต่โทรศัพท์ที่ได้รับเมื่อบ่ายวันเสาร์ ทำให้ต้องเปลี่ยนใจ ผู้โทรมาคือคุณจีรวุฒิ หนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้า คุณจีรวุฒิบอกว่า ตอนนี้ควบคุมตัวดร.ธรรมศักดิ์ ยีมินไว้แล้ว
เฮ้ย!!! ไปคุมตัวอาจารย์แกทำไมล่ะ? ผมสงสัยมากเลยรีบถามไป คุณจีรวุฒิเล่าว่า อาจารย์ธรรมศักดิ์นำทีมงานมาสิบกว่าคน เช่าเรือสองลำไปลอยอยู่แถวแนวปะการังหน้าโรงไฟฟ้า ชาวบ้านได้ข่าวว่ามีสารเคมีอยู่บนเรือเยอะแยะ เลยรีบนำเรือตามเข้าไปดู พอเปิดฝาถังสารเคมี ชาวบ้านคนหนึ่งถึงเป็นลมล้มตึง ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ธรรมศักดิ์นำสารเคมีมาเยอะแยะทำไม? เลยขอควบคุมตัวพากลับเข้าฝั่ง ก่อนแจ้งความให้ตำรวจรับทราบ
คำถามของคุณจีรวุฒิคือการตรวจคุณภาพน้ำทะเลต้องทำอย่างไร? เทสารเคมีลงไปในน้ำหรือเปล่า? ผมก็บอกไปตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่รีบพูดก่อนว่าผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์คุณภาพน้ำนะครับ เท่าที่ผมเคยทำหรือเห็นคนอื่นทำ จะนำน้ำทะเลขึ้นมาใส่ขวด แล้วใส่สารเคมีบางอย่างลงไป ขึ้นกับว่าจะตรวจคุณภาพน้ำด้านไหน?
เหตุผลที่เราไม่สามารถนำน้ำทะเลกลับมาที่ห้องแลป แล้วค่อยใส่สารเคมี เป็นเพราะว่าคุณภาพน้ำจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเป็นสารอาหาร ระหว่างที่นำขวดกลับบ้าน อาจลดน้อยลงเพราะแพลงก์ตอนพืชนำไปใช้เพื่อสังเคราะห์แสง ถ้าเป็นโลหะหนัก อาจโดนดูดซับหายไปในภาชนะ เราจึงจำเป็นต้องใส่สารเคมีให้เร็วที่สุด
สำหรับการเทสารเคมีลงไปในน้ำ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นแบบไหน? แต่เท่าที่เรียนมาไม่มีวิธีการเช่นนั้น
คุณจีรวุฒิรับทราบวางสายไป สักเดี๋ยวผู้สื่อข่าว Bangkok Post โทรมาถามรายละเอียดและความคิดเห็น ผมก็บอกไปตามที่ตัวเองคิด ก่อนจะสรุปประเด็นง่ายๆว่า ผมไม่เชื่อว่าดร.ธรรมศักดิ์หรือพี่ไบ๋จะทำร้ายปะการังเช่นนั้น แต่ก็เข้าใจเหตุผลที่ชาวบ้านกระทำเช่นนี้ เหตุผลที่ชาวบ้านไม่เชื่อถือนักวิชาการ ระวาดระแวงทุกอย่างที่เข้ามาในทะเลบ้านกรูด
เหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องย้อนรอยกลับไปสักเจ็ดปี
ตั้งแต่เริ่มโครงการ ชาวบ้านกรูดและบ่อนอก ไม่เคยทราบเลยว่า สถานที่ปู่ย่าตายายเขาทำกิน ชายฝั่งทะเลที่พวกเขาเกิดมา ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมหนัก โดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โรงถลุงเหล็กที่บ่อทองหลาง อำเภอบางสะพาน เป็นเพียงการสร้างโรงงานที่ห่างไกล
เมื่อมีข่าวว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าบริเวณนี้ พร้อมกับมีการปรับพื้นที่ล้อมรั้ว ชาวบ้านที่งุนงงเริ่มเกิดความสับสน แบ่งกลุ่มเป็นสองฝ่าย กลุ่มหนึ่งสนับสนุน อีกกลุ่มคัดค้าน เกิดความแตกแยกในสังคม ระดับที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไม่ยอมซื้อกล้วยแขกที่ขายโดยชาวบ้านอีกกลุ่ม พี่ทะเลาะกับน้องจนต้องแยกบ้าน สัปเหร่อไม่ยอมทำศพชาวบ้านอีกกลุ่ม
ฝ่ายคัดค้านเริ่มดำเนินการหาข้อมูล พวกเขาพบว่ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ได้จัดทำขึ้นแล้ว ชาวบ้านพยายามขอดูก็ไม่ได้รับ จนกระทั่ง EIA ผ่านการอนุมัติโดยคณะผู้ชำนาญการ ที่จัดตั้งโดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) พร้อมกับใบอนุมัติของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ชาวบ้านลองอ่าน EIA ที่ได้รับภายหลัง พบว่าไม่มีแนวปะการังที่ชาวบ้านเชื่อแน่ว่ามี
ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวตรงนั้น เมื่อลงไปสำรวจแนวปะการังตามคำเชื้อเชิญของชาวบ้าน จนพบว่ามีแนวปะการังหินกรูดแน่นอน รวมทั้งพบว่าใน EIA ระบุให้ทิ้งตะกอนลงในหินกรูด ที่เป็นแนวปะการังชัดๆ หลังจากสื่อมวลชนจำนวนมากช่วยกันนำเสนอข่าว ผ่านกระบวนการต่างๆ สผ.จึงสั่งให้ทำ EIA เพิ่มเติม
ในมุมมองของผม การทำ EIA เพิ่มเติมแก้ไขความผิดพลาดได้ แต่แก้ไขความรู้สึกไม่ได้ เพราะแนวปะการังตั้งใหญ่ตั้งโต อยู่มานานแสนนาน ชาวบ้านรู้จักดี ผมขับเรือโดยไม่มีชาวบ้านนำทางสักคนยังหาเจอ ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่ EIA ที่ทำตั้งหลายปีกลับหาไม่เจอ ทั้งที่แนวปะการังอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ตั้งอยู่ในบริเวณที่สะพานท่าเทียบเรือจะผ่านด้วยซ้ำไป คิดง่ายๆเหมือนกับมีคนบอกเราว่าในกรุงเทพฯไม่มีสวนลุมฯ คนกรุงเทพฯจะเชื่อมั้ยครับ?
ชาวบ้านจึงไม่เชื่อใจบริษัทที่ปรึกษาทำ EIA แม้จะเปลี่ยนบริษัทแล้ว ก็ยังไม่เชื่อใจอยู่ดี รวมทั้งไม่เชื่อใจสผ. ตลอดจนนักวิชาการที่จับพลัดจับพลูเข้าไปมีรายชื่ออยู่ใน EIA เหมือนดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ทั้งที่พี่ไบ๋แกไปสำรวจเกาะรำร่า ไม่ได้สำรวจแนวปะการังที่หินกรูด
ความสับสนเริ่มจากตรงนั้น มาจนถึงการทำ EIA ฉบับเพิ่มเติม ที่ดร.ธรรมศักดิ์เข้าไปรับทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการัง นำเครื่องมือดักตะกอนไปตอกบนปะการัง ชาวบ้านก็แจ้งความให้ตำรวจจับ คาราคาซังกันมานาน จนมาถึงเหตุการณ์พบวาฬที่บ่อนอก ดังที่ผมเขียนเรื่องไปแล้วเมื่อสามสี่อาทิตย์ก่อน EIA ของบ่อนอกก็ระบุว่าไม่มีวาฬ ไม่มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ สัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งที่นักท่องเที่ยวเขาไปดูกันเหยงๆ โลมาว่ายห่างฝั่งแค่ร้อยเมตร ผมเองก็ได้เห็นด้วยสายตาทั้งวาฬและโลมา
ชาวบ้านบางคนบอกว่า เห็นวาฬมาตั้งแต่เด็กๆ สิบกว่าปีทำประมงมาก็เห็นอยู่ทุกวัน คล้ายๆกับบอกคนสุรินทร์ว่าไม่มีช้างในจังหวัดนี้ คนสุรินทร์ย่อมมองหน้าคนพูดเป็นธรรมดา
EIA ที่บ่อนอกผ่านการอนุมัติแล้วเช่นกัน แต่เหตุการณ์ก็ยังคาราคาซัง ไม่มีการทบทวนหรือทำ EIA เพิ่มเติมแต่อย่างใด จนชาวบ้านนำข้อมูลมอบให้รัฐมนตรีสนธยา ผู้กำกับดูแลกระทรวงวิทยาศาสตร์ ท่านรัฐมนตรีฯจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อหาทางสรุปเหตุการณ์ให้แน่ชัด
จนมาถึงวันเสาร์ เหตุการณ์ที่บ้านกรูดก็เกิดขึ้น หนังสือพิมพ์หลายฉบับวิเคราะห์ว่า ชาวบ้านไม่มีความเชื่อถือในวิชาการ เนื่องจากหลายครั้งที่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจากภาครัฐ ออกมาบอกว่าต้องใช้ข้อมูลวิชาการ ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง แต่แนวปะการังก็เห็นอยู่ทนโท่ วาฬก็โผล่หัวชี้กันเต็มทะเล จะต้องใช้ข้อมูลวิชาการแบบไหนอีก? เหมือนกับเรานั่งอ่านข้อมูลสภาพป่าไม้ สภาพพืชพันธุ์ ระบุว่าไม่มีช้างป่าในบริเวณนี้ ทั้งที่ช้างกำลังกินหญ้าอยู่หน้าบ้าน
เหตุผลที่ชาวบ้านไม่เชื่อถือข้อมูลวิชาการบางอย่าง จึงเป็นเหตุผลที่ผมยอมรับได้ และคิดได้ว่าถ้าเป็นชาวบ้าน ข้าพเจ้าก็คงไม่เชื่อเหมือนกันวุ้ย
แต่การไม่เชื่อถือข้อมูลวิชาการ ไม่ได้หมายความไม่เชื่อไปทั้งหมด ผมเดินทางลงไปบ้านกรูดหลายครั้ง ลงไปบ่อนอกก็หลายครั้ง ชาวบ้านมานั่งมุงกันฟังเรื่องที่ผมเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมของวาฬ เรื่องของแนวปะการัง ยังวางแผนจัดทำนิทรรศการและงานต่างๆ ผมเชื่อว่าพวกเขายังต้องการและเชื่อถือข้อมูล ขึ้นกับว่ามาจากทางด้านไหน ถ้ามาจากสผ.หรือโรงไฟฟ้า ตลอดจนคนที่ชาวบ้านคิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ EIA ที่ผิดพลาด ชาวบ้านย่อมไม่เชื่อถือ
ถ้ามองให้ลึกแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าเขาไม่เชื่อถือข้อมูลวิชาการ เขาไม่เชื่อถือหน่วยงานหรือองค์กรต่างหาก
ความไม่เชื่อถือดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงบุคลากรบางคนเป็นผู้ร้าย ผมรู้จักดร.ธรรมศักดิ์มาเกือบยี่สิบปี สมัยผมเข้าปีสองแกจบปีสี่กำลังจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เราเจอกันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยังไงผมก็ยืนยันตามสิ่งที่ตัวเองรู้สึก พี่ไบ๋ไม่มีทางทำร้ายปะการัง สิ่งที่แกทุ่มทั้งชีวิตให้ เพียงแต่อาจเกิดความผิดพลาด ความไม่เข้าใจกัน เหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้บางคนมองไปในมุมนั้น
ตัวการจริงๆที่ต้องแก้ไขและปรับปรุง ผมคิดว่าคือรัฐบาลและกระบวนการพิจารณา EIA
รัฐบาลที่ผ่านมาหลายยุคสมัย ยังไม่มีการตัดสินใจให้แน่นอน รอให้ชาวบ้านเข้าไปยื่นข้อมูลบ้าง ยื่นหนังสือบ้าง ทั้งที่โรงไฟฟ้าน่ะภาครัฐเป็นคนอยากสร้าง อยากให้เอกชนมาลงทุน กำหนดขอบเขตพื้นที่ไว้ชัดเจน ชาวบ้านไม่ได้เรียกร้องอยากมีสักหน่อย ทำไมภาครัฐถึงไม่นำปัญหานี้มาพิจารณาอย่างจริงจัง สร้างกระบวนการที่สามารถหาทางออกได้ ไม่ใช่ให้ชาวบ้านต้องลำบากลำบนมายื่นเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า (รัฐบาลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนหลังไปเรื่อยหลายยุคครับ)
มาถึงกระบวนการพิจารณา EIA กันบ้าง ผมมีโอกาสอ่าน EIA หลายครั้ง ทุกครั้งที่อ่านก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า EIA แต่ละฉบับที่กว่าจะผ่านการพิจารณา ต้องนำเสนอและนำกลับมาแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลตั้งหลายต่อหลายครั้ง ทำไมถึงหลุดในเรื่องง่ายๆ? ที่ผู้เชี่ยวชาญอ่านนิดเดียวก็จับไต๋ได้แล้ว เช่น แนวปะการังบ้านกรูด วาฬที่บ่อนอก ฯลฯ แม้กระทั่งข้อความง่ายๆ เช่น ปลาวาฬและปลาโลมาไม่มีรายชื่ออยู่ในปลาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย เพราะปลาวาฬและปลาโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไงๆก็ไม่มีชื่ออยู่ในปลาที่ได้รับการคุ้มครองแน่ครับ แต่มีรายชื่ออยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ได้รับการคุ้มครอง
ผมจึงเข้าใจว่า ในคณะผู้ชำนาญการ อาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวทะเลโดยตรง เหมือนกับให้ผมไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่นละอองที่เกิดจากการเผาถ่านหิน ผมก็คงแบะๆเหมือนกัน ตรงนี้ไม่ได้โทษผู้ชำนาญการนะครับ แต่แสนสงสัยว่า โรงงานราคาหลายหมื่นล้าน ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเล ต้องสร้างสะพานยื่นลงไปในทะเลตั้งหลายกิโลเมตร ทำไมคณะผู้พิจารณาว่าโรงงานสองแห่งนี้จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ถึงไม่มีผู้ชำนาญเกี่ยวกับทางทะเลโดยตรงสักคน? (ผมไม่ทราบว่ามีหรือไม่? ผมไม่เคยเห็นรายชื่อคณะผู้ชำนาญการของสผ.ครับ)
เทคนิคการตั้งคณะผู้ชำนาญการ ยังทำให้ผมงงอยู่ไม่น้อย ปรกติที่ร่ำเรียนวิชาว่าด้วย EIA ในประเทศต่างๆเขาจะนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือที่เรียกว่า Stake Holder เข้ามาร่วมกัน เพื่อจะได้ประชุมตกลงกัน พูดจากันรู้เรื่อง แต่เมืองไทยรู้สึกคณะผู้ชำนาญการจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีฝ่ายชาวบ้านเข้าร่วม เวลาจะพูดคุยแต่ละครั้ง ต้องผ่านทางสื่อมวลชน แทนที่จะคุยกันได้เรียบร้อย กลับเป็นยิ่งคุยยิ่งขัดแย้งกัน ระบบแบบนี้ผมคิดว่ามีแต่ยุ่งกับยุ่ง
เมื่อคุณๆที่ไม่ได้อยู่บ้านกรูดหรือบ่อนอกทราบเรื่องนี้ หลายคนอาจมีหลายความคิด บ้างสนับสนุนบ้างคัดค้าน บ้างคิดว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรา ชาวบ้านก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง (ลองให้โรงไฟฟ้าสร้างอยู่หลังบ้านคุณสิครับ แล้วคุณอาจรู้ว่าควรยุ่งหรือไม่ควรยุ่ง) แต่จริงๆแล้วมีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเราแบบไม่รู้ตัว
โรงไฟฟ้าที่ให้เอกชนรับสัมปทาน ถ้าไม่ได้สร้าง ภาครัฐต้องจ่ายเงินให้เอกชนนะครับ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสัญญาแบบนี้เซ็นได้อย่างไร? แต่ทุกวันนี้ โรงไฟฟ้าจะสร้างก็มีปัญหา จะไม่สร้างเราก็ต้องเสียตังค์วันละเป็นล้าน นับย้อนหลังไปตามสัมปทาน รู้สึกจะเป็นเงินนับพันล้านบาทหรือมากกว่านั้น แล้วเงินจะมาจากที่ไหนเอ่ย? ผมเชื่อว่าคงเหมือนกับเหตุการณ์เดียวกับที่ราชบุรี สั่งก๊าซจากพม่ามาแต่โรงงานยังไม่เสร็จ ต้องจ่ายค่าก๊าซไปเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ ค่าไฟอาจต้องเพิ่มขึ้น ทั้งที่เราไม่ได้ใช้ไฟสักนิด ถึงแม้ค่าไฟจะไม่ขึ้น ก็ต้องเอาเงินภาครัฐไปจ่ายให้เอกชนเค้า เงินพวกนี้รัฐเอามาจากไหน? ฮ่าๆๆภาษีของเราไงครับ
สรุปแล้วคนซวยนอกจากเป็นคนบ้านกรูดและบ่อนอก ยังเป็นผู้ใช้ไฟทุกคนหรือคนไทยทุกคน ซวยได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สำหรับผมแล้วการจะสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้า เป็นเรื่องของหน่วยงานและผู้คนที่เกี่ยวข้อง เราไม่ได้อยู่ที่นั่นบอกไม่ได้ แต่สิ่งที่เราบอกได้คือระบบมีปัญหา ทำให้เกิดความยืดเยื้อ คนไทยต้องเสียตังค์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครคิดจะมาแก้ความยุ่งยากเหล่านี้สักที
โครงการอื่นๆในอนาคต ที่ต้องผ่านกระบวนการ EIA จะเผชิญกับปัญหานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็จ่ายเงินกันเข้าไปเถอะ ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไข การดูรากเหง้าของปัญหา ตั้งแต่การกำหนดเขตพัฒนาอุตสาหกรรม ว่าองค์กรท้องถิ่นมีส่วนร่วมมั้ย? กระบวนการพิจารณา EIA ว่าต้องปรับปรุงตรงไหน? เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังดำเนินต่อไป
ชาวบ้านก็ยังคนซื้อกล้วยแขกกันไม่ได้ คนตายก็ยังต้องเดินทางไปวัดไกลๆ ค่าไฟก็ต้องจ่ายมากขึ้น วาฬยาวสิบกว่าเมตรก็ยังคงว่ายอยู่ในทะเล ทั้งที่ข้อมูลภาครัฐบอกว่าไม่มี นักวิชาการเข้าไปในพื้นที่ แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็อาจจะโดนบ้อมได้
วิกฤตศรัทธาเป็นแบบไหน? ใช้กรณีศึกษาที่บ้านกรูดและบ่อนอกนี่แหละครับ เห็นชัดเจนแจ่มแจ๋วที่สุด จะปฏิรูประบบราชการ สร้างกระทรวงโน้นย้ายกระทรวงนี้ คิดใหม่ทำใหม่อย่างไรก็ไม่เป็นผล
ช่วงนี้อาจารย์ธรณ์ก็คงต้องระดมสมองเขียนหนังสือให้มากขึ้น เก็บตังค์ไว้จ่ายค่าไฟครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.