www.talaythai.com
Last Update : Thursday 13 September, 2001 2:23 AM

กระทิง

          สมัยก่อนเมื่อสักสองปีมาแล้ว ผมกำลังฟิต เคยเขียนเรื่องสัตว์ป่าลงใน "ผู้จัดการ" จำได้ว่ามีเสือดำและเม่น กะว่าจะเขียนต่ออีกสักห้าหกตัว พอดีเลิกฟิตกลายเป็นอ้วนแทน เลยเลิกเขียนไปเสียงั้นแหละ ตอนนี้แม้ยังอ้วนอยู่ แต่ใจกลับมาฟิตปั๋งใหม่ เลยตัดสินใจเริ่มโครงการที่ทิ้งไว้สมัยก่อน

          พระเอกสัตว์ป่ารายแรกในปีนี้ มีชื่อว่า "กระทิง" ชื่อฝรั่งสุดเก๋ว่า Gaur ชื่อวิทยาศาสตร์ภาษาละตินก็เก๋ไม่หยอก เราเรียกว่า Bos gaurus ครับ นายสมิทเค้ารายงานไว้ตั้งแต่ค.ศ.1827

          กระทิงเป็นสัตว์ประเภทวัวป่า อยู่ในครอบครัว Bovidae เช่นเดียวกับวัวแดง ควายป่า กูปรี กวางผา และเลียงผา ตลอดจนตัวเสาล่า สัตว์ประหลาดกึ่งกวางกึ่งเลียงผา ที่เพิ่งค้นพบใหม่ในประเทศเวียดนาม

          จุดเด่นของกระทิงที่ต่างจากวัวป่าชนิดอื่นของเมืองไทยคือตัวสีดำเข้ม มีขนสีน้ำตาลอยู่ตรงหน้าผากระหว่างเขา พร้อมจุดแต้มสีเทาอมเหลือง เรียกว่า "หน้าโพ" อีกอย่างหนึ่งคือกระทิงมักใส่ถุงเท้าครับ บอกอย่างนี้อาจงง แต่ถ้าคุณเคยเห็นตัวจริงรับรองไม่งง เนื่องจากขาของกระทิง ตั้งแต่หัวเข่าลงไปจนถึงเท้า จะเป็นสีขาวคล้ายถุงเท้า ลักษณะนี้ไม่เหมือนวัวป่าตัวไหน เรียกง่ายๆว่าถ้าใครเห็นกระทิงแล้วร้องว่า "ควายป่า" คุณควรต้องพิจารณาตัวเองสักนิด

          มาว่าถึงขนาดบ้าง กระทิงตัวเล็กกว่าควายป่าแต่ใหญ่กว่ากวาง วัดกันจริงๆแล้วล่ำสันกว่าวัวแดงเยอะ รูปร่างปราดเปรียวกล้ามเนื้อเพียบ ความยาวแบบไม่รวมหางประมาณ 2.5-3 เมตร หางยาวประมาณ 70-105 เซนติเมตร น้ำหนัก 650-900 กิโลกรัม เรียกว่าถ้าพุ่งเข้าชนใคร ไม่ต้องสงสัยว่าคนๆนั้นสู่สวรรค์แน่นอน

          ถ้าเทียบกันแล้ว กระทิงเป็นสัตว์น่าเจอติดอันดับทอปไฟต์ในเมืองไทย สำหรับผมแล้วอยากเห็นกระทิงมากกว่าวัวแดงหรือเลียงผา จะเป็นรองก็เพียงควายป่าที่หายากเท่านั้น พวกเขามีแพร่กระจายอยู่ทั่วไทยครับ แต่ปัจจุบันเหลือแค่เป็นกระจุกตามป่าที่หดน้อยถอยลง ที่ยังพอมีมากคือผืนป่าตะวันตก โดยเฉพาะทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ถ้าจะเห็นให้ง่ายตอนนี้ต้องไปดูที่เขาแผงม้า อยู่ใกล้ๆกับเขาใหญ่ มีกระทิงฝูงหนึ่งโผล่มาเป็นประจำ คิดว่าโอกาสเจอมีเยอะเชียว

          นอกจากเมืองไทยแล้ว กระทิงยังมีแพร่กระจายในภาคใต้ของจีน อินเดีย เนปาล ภูฐาน พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม

          ผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับกระทิงครั้งแรก ตั้งแต่ยังเด็กๆอยู่ ตอนนั้นอ่านหนังสือเรื่อง "ชีวิตฉัน...ลูกกระทิง" เขียนโดยคุณหมอบุญส่ง ผู้ทำคุณประโยชน์หลายประการให้กับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย อ่านแล้วสนุกมากครับ เสียดายปัจจุบันไม่มีขายแล้ว หรือยังมีขายอยู่แต่ผมหาไม่เจอก็ไม่รู้สิ

          เมื่อเคยอ่านหนังสือ ผมย่อมอยากเห็นกระทิงเป็นธรรมดา ในสวนสัตว์เห็นแล้วไม่สะใจ อยากเห็นในป่ามากกว่า เวลามีโอกาสเข้าป่า ผมเลยพยายามหาทางไปนั่งห้างส่องสัตว์เป็นประจำ

          กระทิงเป็นสัตว์สังคม อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ตั้งแต่ 2-3 ตัว เรื่อยไปจนฝูงใหญ่ขนาด 50 ตัวก็ยังเคยมีรายงาน ในฝูงจะมีตัวเมียและลูกๆเป็นหลัก มีพ่อกระทิงเป็นจ่าฝูงคุมอยู่ตัวเดียว เพราะลูกกระทิงเมื่อโตขึ้นมา จะถูกไล่ออกจากฝูง เป็นเทคนิคของธรรมชาติไม่ให้เกิดการผสมพันธุ์กันจนสายพันธุ์เจ๊ง ลูกกระทิงที่ถูกขับออกไป จะดำรงชีวิตเป็นกระทิงโทน ตามหากระทิงฝูงอื่นเพื่อขอเข้าต่อกรกับจ่าฝูง หากชนะเขาจะได้ครองฝูงต่อ ตัวที่แพ้จะถูกขับออกไปเศร้าใจจัง

          กระทิงมีขอบเขตการหากินค่อนข้างกว้าง พวกเขาพบได้ทั้งป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง เวลาออกหากินคือช่วงเย็นและตอนกลางคืน กลางวันมักหาที่พักพิง ไม่ค่อยออกมาเดินเตร็ดเตร่ให้ผู้คนเห็น

          ครั้งแรกที่ผมเห็นกระทิง เป็นตอนเย็นเช่นกัน ไปนั่งดูสัตว์ที่หนองผักชี สมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว กำลังจะกลับบ้านนอนอยู่แล้วครับ กระทิงก็เดินเรียงลงมาจากป่าละเมาะข้างๆหนอง ผมจำได้ติดตาเพราะตื่นเต้นมาก เห็นพวกเขาทั้งหมด 5 ตัว ในจำนวนนั้นมีลูกกระทิงอยู่หนึ่งตัว ลงมาในหนองแป๊บเดียวก็เดินกลับไป ผมนั่งดูอยู่ได้ไม่กี่นาทีเอง

          สิ่งหนึ่งที่จำได้คือลูกกระทิงตัวสีดำสนิท ต่างกับพ่อแม่ที่มีถุงเท้าสีขาว เมื่อกลับมาค้นข้อมูลจึงรู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย แถมยังได้ข้อมูลเพิ่มว่า กระทิงจะออกลูกครั้งละ 1 ตัวเท่านั้น แถมยังต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพราะเป็นวัวพวกที่อดน้ำไม่เก่ง ไม่เหมือนวัวแดงที่สามารถท่องป่าได้ไกลแหล่งน้ำมากกว่า

          ผมไม่ได้เห็นกระทิงในป่าอีกนานมาก จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีโอกาสไปห้วยขาแข้ง เพราะจะไปถ่ายภาพสัตว์ป่ามาไว้ชื่นชมเล่น เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการลงทะเลจนตัวเค็มปี๋

          การเข้าป่าห้วยขาแข้งแล้วได้เห็นกระทิงเป็นเรื่องยากมาก เพราะป่าด้านในเขาไม่อนุญาตให้เข้าไป แต่พอดีผมทำเรื่องขอขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่มีภารกิจบินวนเวียนแถวนั้น เลยมีโอกาสขึ้นไปอยู่บนฟ้าเพื่อชมกระทิง จุดที่เราไปคือโป่งสัตว์ ผมก็ดันลืมชื่อไปแล้วว่าเป็นโป่งอะไร? เจ้าหน้าที่เขาจะไปนับจำนวนสัตว์ที่นั่นเป็นประจำ เมื่อมองจากเฮลิคอปเตอร์ ผมตีลังกาแทบตกฮ.ไปด้วยความดีใจเหลือล้น

          จะไม่ดีใจได้ยังไงล่ะครับ? เพราะทีแรกผมกะว่าจะได้เห็นแต่กวางก็บุญแล้ว เข้าป่าระยะหลังนี่แทบไม่ได้เห็นอะไรเลย แต่ในโป่งนี้ดันไม่มีกวาง แต่มีหมูป่า วัวแดง และกระทิงสี่ห้าตัว

          ฮ.ลอยตัวอยู่กับที่ พวกสัตว์ที่อาจจะคุ้นแล้วก็ไม่ได้เดินหนีไปไหน ยังคงลงโป่งกันตามปรกติ ปัญหาคือผมดันเอาแต่กล้องเลนส์หน้ากว้างขึ้นไป เพื่อนของผมก็ถือไปแต่กล้องนั้นเหมือนกัน เราเลยไม่มีปัญญาถ่ายภาพสัตว์เป็นตัวๆได้ ต้องถ่ายภาพโดยรวมดูแล้วไม่ค่อยชัด สำหรับภาพที่คุณเห็นอยู่ในเรื่องนี้ เป็นภาพที่ผมได้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าถ่ายมาจากเขาแผงม้าครับ

          ระหว่างเฝ้าสังเกตฝูงสัตว์ ผมเห็นกระทิงเดินเรียงกันไปน่ารักมาก ลูกกระทิงจะเดินอยู่ข้างๆแม่ตลอดเวลา กระทิงไม่ค่อยอยู่รวมกันแน่นๆเหมือนฝูงช้าง พวกเขาจะเดินห่างกันนิดหน่อย แต่ละตัวล่ำสันบึกบึนสมเป็นกระทิงในป่า เมื่อเทียบกับที่ผมเห็นในสวนสัตว์ ดูแล้วกระทิงในป่าน่าเกรงขามกว่ากันเยอะครับ

          กระทิงเป็นสัตว์ที่ต้องลงโป่งเป็นประจำ แต่ละฝูงมักมีโป่งเฉพาะฝูง เมื่อวนเวียนกินข้าวย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ พวกเขาจะกลับมาโป่งเดิมเป็นระยะ ด้วยเหตุนี้ พรานจึงมักมาซุ่มตามโป่ง เจ้าหน้าที่ต้องออกตรวจตราเป็นประจำ

          พี่นักบินบอกกับผมว่า อีกจุดหนึ่งที่เจอกระทิงได้บ่อย คือช่วงเวลาหลังเกิดไฟป่า มีฝนตกลงมา หญ้าระบัดจะมีเพียบ กระทิงชอบช่วงนั้นมาก มักลงมากินเป็นประจำ ปรกติพวกเขาชอบป่าโปร่งมากกว่าป่าดิบ อาหารที่กระทิงอยากกินคือหญ้าระบัดนี่แหละครับ เขาอาจกินใบไม้ชนิดอื่นๆได้ เช่น ใบไผ่ แต่ท่าทางจะชอบหญ้ามากกว่า

          เขาและหัวกระทิงเป็นที่ต้องการสำหรับบางคนมาก ผมเคยข้ามไปตลาดปอยเปต เห็นร้านค้าสัตว์ป่าเยอะแยะไปหมด ดูแล้วเศร้ามาก บางร้านมีแม้กระทั่งหนังเสือลายเมฆ สัตว์หาแสนยาก ผมยังเคยเจอเขาเสาล่าขายในนั้น ชาวไทยบางคนเดินไปดูกัน ไม่รู้ซื้อหรือเปล่า? เรื่องอย่างนี้คงไม่ต้องบอกกล่าวว่า อย่าซื้อสัตว์ป่าเลย สงสารเค้า ไม่ต้องปลุกจิตสำนึกด้วย เพราะเห็นกันอยู่จะๆคาตา ขึ้นอยู่กับใจเราล่ะครับว่าจะห้ามได้มั้ย? จะปล่อยให้ความโลภและความอยากเอาชนะหรือไม่? ของอย่างนี้ต้องวัดใจครับ

          เนื่องจากกระทิงมักถูกล่าเอาหัวไปขาย จำนวนกระทิงในเมืองไทยจึงลดลงอย่างน่าใจหาย ปัญหาอีกประการเกิดจากผืนป่าที่ถูกความเจริญตัดออกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะถนนที่ผ่านเข้าไปในป่าหลายแห่ง ที่เห็นได้ชัดคือป่าทับลานถูกตัดออกจากป่าเขาใหญ่ ถนนที่ผ่านเข้าไปย่อมทำให้เกิดผลกระทบอย่างถาวรกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ผมไม่ทราบว่าในอนาคตจะเป็นยังไง? แต่อยากเสนอไว้ว่า ถนนบางสายน่าจะมีการพิจารณากันใหม่ อาจยกเลิกการใช้งานก็ได้ หรือถ้าอยากให้มีคนเข้าไปก็ต้องควบคุมให้ดีมากๆ

          กระทิงถูกจัดเป็นสัตว์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2535 ห้ามล่าหรือห้ามครอบครอง ซากก็ไม่ได้ เพราะอย่างนั้น ใครที่มีเขากระทิงอยู่ ถือว่าผิดกฎหมายครับ

          สำหรับองค์กรระหว่างชาติ มีอยู่ 2 องค์กรใหญ่ๆที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แห่งแรกเรียกว่า CITES เป็นคำย่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่พ.ศ.2518 ประเทศไทยลงนามเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 130 ประเทศ ภายใต้อนุสัญญานี้ การค้าขายสัตว์ป่าระหว่างประเทศจะต้องมีการควบคุม

          CITES มีบัญชีรายชื่อทั้งหมด 3 บัญชี (Appendix) เริ่มจากบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามค้าขายเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการเพาะพันธุ์หรือเพื่อการศึกษา บัญชีหมายเลข 2 (Appendix II) หมายความถึงสัตว์ที่ยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ ทำการค้าได้แต่ต้องมีการควบคุมอย่างเคร่งครัด ส่วนบัญชีลำดับสุดท้ายหรือหมายเลข 3 (Appendix III) เป็นชนิดพิเศษที่แต่ละประเทศต้องการคุ้มครองและตรวจสอบ สำหรับกระทิง CITES จัดให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ครับ

          อีกหน่วยงานที่มีบทบาทกล่าวถึงกันบ่อยครั้งคือ IUCN หรือสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (Inter-national Union of Conservation of Nature and Natural Resources) ที่นี่เขาทำงานเป็นองค์กร มีผู้เชี่ยวชาญคอยกำหนดสถานภาพสัตว์ป่า โดยอาศัยข้อมูลต่างๆ เช่น อนุกรมวิธาน สถานภาพ แนวโน้มประชากร การถูกคุกคาม ฯลฯ

          การจัดสถานภาพสัตว์ เขามีหมวดต่างๆ เช่น Extinct (EX) หมายถึงพวกที่สูญพันธุ์แล้วแน่ โดยมีหลักฐานถึงการตายของสัตว์ตัวสุดท้ายอย่างแน่ชัด เช่น สมัน พวกเราอาจเคยได้ยินว่าสูญพันธุ์ไปในพ.ศ.2504 หรืออะไรทำนองนั้น (ตัวเลขปีอาจผิดพลาดเพราะผมใช้ความทรงจำ ไม่ได้ค้นเอกสาร) แต่เท่าที่ผมค้นข้อมูลเจอ ในพ.ศ.2534 เรายังพบเขาสมันสดขายอยู่ในเมืองพงศาลี แขวงหลวงพระบาง เป็นไปได้ว่าอาจมีสมันเหลืออยู่ในธรรมชาติแถวเมืองลาวบ้าง แต่คงอยู่ได้อีกไม่นานครับ

          Extinc in the Wild (EW) หมายถึงสัตว์ป่าที่ไม่มีรายงานในธรรมชาติ แต่ยังมีอยู่ในกรงเลี้ยง

          Critically Endangered (CR) เป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการสูญพันธุ์จากสภาพธรรมชาติ

          Endangered (EN) สัตว์พวกนี้มีความเสี่ยงสูงในการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้

          Vulnerable (VU) เป็นสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตข้างหน้า จะเห็นว่าทั้ง CR EN และ VU ล้วนมีความเสี่ยง ขึ้นกับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น เราจัดเป็นสัตว์กลุ่มที่กำลังถูกคุกคาม (Threatened animals)

          ในอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวก Lower Risk (LR) พวกนี้มีความเสี่ยงน้อยต่อการสูญพันธุ์ แต่ในอนาคตอาจจะมี โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆที่ผมไม่ขอให้รายละเอียดเพราะจะยาวเกินไป

          ในอีกพวกหนึ่งเป็นสัตว์ที่เราไม่มีข้อมูลหรือมีข้อมูลไม่พอ จัดอยู่ในกลุ่ม Data Deficiency (DD) จะว่าสูญพันธุ์หรือไม่ก็ไม่รู้ ต้องศึกษากันต่อไป

          กลุ่มสุดท้ายคือพวก Not Evaluated (NE) เป็นพวกที่ยังไม่ได้รับการประเมิน สำหรับสองกลุ่มหลังนี่ มีสัตว์ทะเลจำนวนมากครับที่เป็นพวกนี้ โดยเฉพาะในเมืองไทย แทบไม่มีการประเมินเลย ทั้งที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและนก จำนวนกว่าร้อยละ 90 ล้วนเป็นสัตว์คุ้มครอง แต่สัตว์ทะเลมีน้อยมากจนน่าตกใจ ผมเลยพยายามจัดการประชุม REEF2001 : สถานภาพและการจัดการสัตว์ทะเลที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยจะมีในวันที่ 13 กันยายน ณ โรงแรมเอมเมอรัลด์ รัชฎาภิเษก มีท่านรองนายกรัฐมนตรี คุณปองพล อดิเรกสาร ให้เกียรติเป็นประธานและร่วมอภิปรายพิเศษ ใครสนใจลองคลิกดูรายละเอียดได้ใน www.TalayThai.com เอาไว้วันหลังผมจะเล่าเรื่องโดยละเอียดอีกสักครั้งดีมั้ยเอ่ย?

          ย้อนกลับมาที่กระทิง หลังจากนอกเรื่องไปเสียนาน IUCN จัดกระทิงให้อยู่ในกลุ่ม CR หรือ Critically Endangered ตั้งแต่ค.ศ.1996 หมายความว่าอนาคตของวัวป่าชนิดนี้มีน้อยมาก หากประชาชนโลกไม่ร่วมใจกันรักษาไว้ เราคงเหลือพวกเขาแต่ในสวนสัตว์ ไม่คงความสง่างามตามสภาพธรรมชาติต่อไป

          ถึงทุกวันนี้ หากคุณอยากเห็นกระทิง ลองไปดูที่เขาแผงม้าพอมีสิทธิ คงต้องติดต่อมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชครับ แต่ถ้ามีลูกหลานอยากพาเขาไปดู จะไปที่เขาดินก็ได้ Safari World ก็มี หรือที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ผมก็เคยเห็น ตอนพาเด็กชายธราไปดูครั้งแรก ตอนเค้าอายุสองขวบ เด็กชายธราร้องเสียงแจ๋วๆว่า "ควาย"

          ธราเอ๋ย ถ้าคนไทยร่วมใจกันไม่ซื้อหรือไม่ล่ากระทิง ในอนาคตเจ้าอาจมีโอกาสเห็น "ควาย" ตัวนี้วิ่งอยู่ในป่า อย่างที่พ่อเจ้าเคยได้เห็นมา

          รอไปก่อนนะธรา โชคเจ้าจะดีหรือจะร้าย ขึ้นอยู่กับการกระทำของพี่ป้าน้าอาลุงปู่ ที่เป็นคนไทยญาติกับเจ้าทุกคน

 

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

Click Here!