![]() Last Update : Tuesday 4 September, 2001 4:13 AM |
|
สังขละซาฟารี (2)
เรื่องสังขละซาฟารีอันมีเกียรติของเรา ถูกเรื่องเป็ดๆมาคั่นจังหวะไว้หนึ่งตอน ถึงอังคารนี้ได้ฤกษ์เดินทางต่อกันเสียที แต่สำหรับคุณที่สนใจเป็ดก่า www.TalayThai.com กำลังมีบริการข้อมูลเป็ด แค่คลิกเข้าไปแล้วดูส่วน "สัตว์บก" แค่นี้ก็เห็นชื่อเป็ดก่า มีภาพที่ผมบันทึกมา พร้อมข้อมูลวิชาการจากกรมป่าไม้เสร็จสรรพ
ถ้าคุณยังจำได้ เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เราเดินทางมาถึงสังขละบุรี มองซ้ายมองขวาหาที่นอน โรงแรมแถวนี้มีถมไป ส่วนใหญ่อยู่ฝั่งด้านที่เราขับรถเข้ามา คงต้องสังเกตไว้นิดหนึ่งว่า จะเป็นทางเข้าตัวอำเภอ ถ้าคุณไม่แน่ใจ ลองถามไถ่ชาวบ้านได้เลย คนสังขละใจดียิ้มแป้นเสมอ
ที่พักมีให้เลือก 2 แบบ อย่างแรกเป็นโรงแรม แต่อย่าคิดว่าหรูเริ่ดสูง 80 ชั้น โรงแรมแถวนี้เล็กๆเป็นตึกแถวสามสี่ชั้น มีร้านอาหารอยู่ด้านล่าง มีทั้งห้องพัดลมและห้องแอร์ สนนราคาแค่ 400-500 บาทเท่านั้น
แต่ถ้าคุณอยากชมวิวให้สมใจอยาก ลองไปดูรีสอร์ตที่อยู่ริมแม่น้ำซองกาเลีย ตั้งอยู่ใกล้ๆกันเป็นพรืด ราคาใกล้เคียงกัน ประมาณ 500-800 บาท ขึ้นกับว่าคุณจะนอนห้องแอร์หรือห้องพัดลม
ที่ต้องเน้นไว้นิด รีสอร์ตพวกนี้ต้องดูห้องให้ดีนะครับ อย่าเลี้ยวปุ๊บเฮ้ยฟร้อนท์สวย อยู่ที่นี่ล่ะว้า ไม่งั้นคุณอาจพบจุดจบในห้องที่แอร์ก็ไม่เย็น ชักโครกก็ไม่ลง บางอันลงแต่มีน้ำรั่วมาตลอด ผมไปทดสอบมาแล้วพบว่า บางโรงแรมเข้าไปดูชักโครก 3 ห้อง ใช้ไม่ได้สักห้อง กดพรวดลงไปน้ำนิ่งสงบดุจน้ำในเขื่อนเขาแหลม ไม่ได้มีท่าทีว่าจะนำพาความทุกข์จากเราไหลลงรูเลย
ใครอยู่บนผืนดินไม่ชอบ แต่ชอบลอยคอตุ๊บป่อง ผมแนะนำเรือนแพที่มีให้บริการมากมาย ราคาคิดเป็นแพ 500-1,000 บาท นอนได้หลายคน ขึ้นกับว่าคุณจะยินยอมเบียดกับคนอื่นขนาดไหน? แพที่นี่เหมือนแพตามเขื่อนต่างๆทั่วประเทศไทย ไม่มีแอร์หรือพัดลม ส่วนใหญ่นอนบนฟูกกับพื้น อย่าหวังความไฮโซ แต่ข้อดีคือได้ยินเสียงน้ำกรุ๊งกริ๊งตอนนอน บางทีก็มีเสียงคนว่ายน้ำอยู่ข้างนอกตอนเที่ยงคืน ถ้าคุณเลือกแล้วได้แพผีสิง
เลือกที่พักได้ถึงเวลาหาของกิน ร้านอาหารในสังขละคล้ายๆกัน ผมไปลองกินร้าน "แคมป์พม่า" ทำเป็นรีสอร์ตแต่ห้องเต็ม เลยได้กินแต่อาหาร เมนูเด่นคือ "แกงฮังเลพม่า" และ "ยำสาวพม่า" แกงฮังเลน้ำไม่ค่อยข้นแต่มีกลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้ง ให้บรรยากาศเหมือนกินข้าวอยู่ที่ทัชมาฮาล สำหรับยำสาวพม่า นกพิลาปคงชอบนัก เพราะองค์ประกอบหลักเป็นถั่วสี่ชนิด ผมลองกินแล้วก็โอเค ไม่ได้อร่อยจนน้ำตาไหลพราก แต่ก็ไม่ได้แย่จนอยากเรียกแม่ครัวมาทำโทษ
ถ้าเป็นอาหารเช้า ที่สังขละมีให้เลือกหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง หรือก๋วยเตี๋ยวตรงข้ามโรงพยาบาล สำหรับคุณที่ต้องการชิมของแปลก แนะนำให้บุกตลาดสังขละ เดินไปกลางตลาดจะมีร้านขายปอเปียะทอด แต่ไม่ใช่แบบธรรมดา เพราะไส้ของเขาเหมือนไส้กะหรี่ปั๊บ ราคาแค่ 2 บาท ความอร่อยใช้ได้ ซื้อมากินสักสิบอันรับรองจุก
ถึงเวลาออกเที่ยวบ้าง ในเมืองสังขละมีจุดน่าแวะหลายแห่ง อันดับแรกคือ "สะพานไทย-มอญ" เชื่อมต่อระหว่างชุมชนสองฟากฝั่งแม่น้ำ ถ้าสะพานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กคงไม่แปลกอะไร แต่ที่นี่สร้างด้วยไม้นะครับ ไม้แผ่นหนาๆนำมาตอกตะปูทีละโป๊กสองโป๊ก จนกลายเป็นสะพานกว้าง 8 เมตร ยาวตั้ง 200 เมตร เชื่อมต่อระหว่างสองฟากฝั่ง ที่สำคัญสะพานนี้ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาล ไม่ได้สร้างด้วยการบังคับเชลยศึกเหมือนสะพานข้ามแม่น้ำแคว แต่สร้างด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่ออุตตมะ ถือเป็นจุดกำเนิดของสะพานที่ยิ่งใหญ่ และยังคงใช้งานกันมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ทางรถไฟสายมรณะใช้ชีวิตคนนับแสน สร้างเสร็จแล้วใช้ได้แป๊บเดียว แค่ไม่ถึงสองปีก็ต้องเลิกใช้แล้ว
ศรัทธาอยู่ยงคงกระพัน สงครามแม้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ แต่ก็สูญสลายไปในพริบตาเดียว
สะพานไทย-มอญถือเป็นจุดถ่ายภาพชั้นดีสำหรับช่างภาพทั้งหลาย นักท่องเที่ยวแต่ละคนล้วนหอบหิ้วขาตั้งกล้องเดินขวักไขว่ ผมไปเที่ยวมาหลายแห่งแล้ว คิดว่าสังขละนี่แหละครับเป็นแหล่งเที่ยวสำหรับช่างภาพสมัครเล่นอย่างแท้จริง เพราะมีอะไรหลากหลายทั้งธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม หากคุณเป็นนักกล้องหรือมีแฟนชอบกล้อง แนะนำเลยครับว่าน่าชวนเค้ามามาก
จุดหมายต่อไปคือ "วัดวังก์วิเวการาม" วัดของหลวงพ่ออุตตมะ แต่ก่อนเคยอยู่ในหุบเขา แต่พอการไฟฟ้าสร้างเขื่อน วัดเก่าจมน้ำหายหมด การไฟฟ้าเลยสร้างวัดแห่งใหม่ถวายหลวงพ่อ สำหรับวัดเก่าตอนนี้โผล่พ้นน้ำบางส่วน ใครชอบใจสามารถนั่งเรือไปเที่ยวชมได้ โดยเฉพาะในหน้าแล้งจะเห็นวัดโผล่ขึ้นมาเยอะ
จุดเด่นของวัดแห่งปัจจุบันมี 2 แห่ง หนึ่งคือเจดีย์ "พุทธคยาจำลอง" รูปทรงแปลกกว่าเจดีย์อื่นใดในเมืองไทย ผมแนะนำให้ไปตอนเย็น เพราะช่วงนั้นจะมีสาวมอญนุ่งผ้าถุงมีผ้าบางๆคล้องคอ พากันเดินมาไหว้พระ เห็นแล้วน่ารักดีมาก ทั้งหน้าตารูปร่างและอุปนิสัย เป็นแม่ศรีเรือนแท้ได้เลย ถ้าไม่ติดว่าผมมีอาหมวยแสนเปรี้ยวอยู่แล้วนะ...ฮึ่ม (เสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง)
ที่ลานจอดรถหน้าเจดีย์ ยังมีจุดเที่ยวเหมาะมากสำหรับสาวกรุง นั่นคือร้านขายของนานาชนิด เปิดให้บริการโดยสาวท้องถิ่น ของที่นำมาขายพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากพม่า เช่น ผ้าถุง โสร่ง กำไล ผลิตภัณฑ์จากไม้ชิ้นเล็กๆ ฯลฯ สนนราคาต่อรองกันได้ประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ ถ้าแม่ค้าสวยหน่อย (มีหนึ่งเจ้าแน่นอน) อาจไม่ต้องต่อรองก็ได้
ผมขอคุณผู้อ่านไว้สักอย่าง พวกสิ่งที่ทำจากซากสัตว์ เช่น หวีกระ มีดด้ามเขาสัตว์ กรุณาอย่าซื้อนะครับ แม้ว่าอาจเป็นสัตว์พม่า แต่เมื่อเดินข้ามพรมแดนมาผืนป่าตะวันตก เค้าก็กลายเป็นสัตว์ทะเล เต่าทะเลก็ว่ายน้ำได้ สัตว์เค้าไม่รู้หรอกว่าที่ไหนคือพรมแดน?
เราไปเที่ยวที่อื่นกันอีกสักนิด วัดนี้ยังมีโบสถ์ที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อขาว" พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่งดงามมาก ในวิหารยังทำไว้อย่างสวยงาม เสาแต่ละต้นขนาดยักษ์ แถมยังมีงาช้างแมมมอธที่ผู้มีศรัทธานำมาถวาย ไม่ต้องไปถึงไซบีเรียคุณก็มีสิทธิเห็น แต่ห้ามลูบคลำนะครับ เดี๋ยวงาช้างสึกหมด
ถึงเวลาพาคุณออกนอกเมืองบ้าง เป้าหมายหลักที่นักเที่ยวไปกันคือ "ด่านเจดีย์สามองค์" เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นกับชื่อนี้ดี เวลาเราฟังข่าวมักได้ยินเป็นประจำ ด่านเจดีย์ฯห่างจากสังขละไปแค่ยี่สิบกิโลเมตรนิดๆ ทางลาดยางตลอดสายไม่ต้องห่วง
เมื่อผมเห็นเจดีย์ทั้งสามเป็นครั้งแรก ผมแทบยกมือไหว้ เพราะไม่รู้ว่าขนาดเจดีย์แค่เนี้ยนะ? สูงประมาณเทียมหัวผู้ใหญ่ แถมยังตั้งเรียงกันอยู่กลางวงเวียน ไม่ได้อยู่ในวัดอย่างที่เข้าใจ แต่ประวัติเจดีย์นี้ย้อนไปเก่าแก่มาก ใครดูหนังเรื่องสุริโยไทคงทราบดีว่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพเข้ามาลุยไทยผ่านทางนี้ ก่อนบุกเข้าตีเมืองกาญจน์
ปัจจุบันไทยพม่าเลิกตีกันแล้ว เปลี่ยนมาทำการค้าดีกว่า ด่านเจดีย์ฯเลยกลายเป็นตลาดขายสินค้าพม่า แต่ไม่ค่อยเหมือนตลาดที่วัดวังก์วิเวการาม เพราะที่นี่จะเน้นเครื่องไม้ชิ้นใหญ่ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน ฯลฯ มีชาวไทยมาซื้อหากันเพียบ
ผมไม่สนใจเครื่องไม้เหล่านั้น มุ่งหน้าไปถ่ายรูปคู่ป้ายดีกว่า ที่นี่มีป้าย "สุดดินแดนตะวันตก" เขียนไว้เห็นชัดเจน หลังป้ายยังมีแผงขายกล้วยไม้ป่านานาชนิด แน่นอนว่าทริปของอาจารย์ธรณ์ไม่สนับสนุนการซื้อของป่าพวกนี้ เพราะคุณรู้ได้ไงว่าเป็นกล้วยไม้พม่า อาจเป็นกล้วยไม้จากห้วยขาแข้งหรือที่อื่นๆก็เป็นได้ อีกอย่าง เพื่อนผมคนหนึ่งเคยซื้อกลับไป เค้าบอกว่ากล้วยไม้ล้วนไม่มีราก ซื้อมาสิบต้น ราคาต้นละ 20 บาท ถึงบ้านก็ตายไปสิบต้น ไม่เหลือสักต้น สรุปแล้วเสียเงินฟรีแถมยังทำลายธรรมชาติอีกแน่ะ
ใครมาถึงที่นี่อาจคิดอยากข้ามแดนไปเที่ยวพม่า ผมก็คิดเหมือนกัน คิดเยอะด้วยครับ เลยตัดสินใจไปถามที่ด่าน ปรากฏว่าง่ายมาก เทคนิคคือขับรถเข้าไปในพม่าได้เลย เพียงแต่ต้องกรอกเอกสารที่ฝั่งไทย เสียค่ารถคันละ 50 บาท ค่าคนข้ามแดนไม่ต้องเสีย แต่ต้องมีบัตรประชาชนหรือใบขับขี่ เขาจะยึดบัตรเหล่านั้นไว้ มอบเอกสารมาให้เราหนึ่งชุด เราก็ขับรถผ่านด่านเลยไปอีกสิบเมตร เจอกับด่านพม่าที่จะเก็บตังค์ค่าเข้าคนละ 25 บาท ค่ารถไม่เสีย จากนั้นจะเก็บเอกสารไว้ มอบบัตรคิวมาให้เราหนึ่งใบ เมื่อถึงเวลากลับเราแค่ยืนบัตรคิว เขาจะให้เอกสารเราคืนมา พอถึงฝั่งไทยก็นำเอกสารไปแลกเอาบัตรประชาชนคืน ทั้งกระบวนการเสียเวลาไม่ถึงห้านาที สะดวกสบายแถมไม่ต้องลงจากรถ ให้คนขับไปจัดการคนเดียวก็พอ
เมื่อเข้าไปในแดนพม่า เราขับรถลุยไปได้ไม่เกิน 5 กิโลเมตร ไม่ใช่คุณคิดตามรอยพระเจ้าลิ้นดำไปตองอู คนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวตลาดหยก ที่นั่นมีหยกนานาชนิด มีเครื่องไม้ขายเหมือนกัน ราคาถูกกว่าฝั่งไทยนิดหน่อย แต่อาจเสี่ยงโดนตรวจที่ด่าน ผมว่าถ้าจะซื้อจริงๆข้ามมาซื้อฝั่งไทยปลอดภัยกว่า
แต่ที่ผมสนใจมากกว่าตลาดคือวัดและศิลปวัฒนธรรม หลังจากผ่านด่านมาได้สัก 200 เมตร ด้านขวามือจะมีป้ายเล็กๆเขียนด้วยภาษาไทย บอกทางไป "วัดเสาร้อยต้น" ลองเลี้ยวไปทางนี้ ตามป้ายไปเรื่อยๆแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงวัด
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยหลวงพ่ออุตตมะเช่นกัน ภายในวิหารมีเสาเรียงรายหลายสิบต้น ชั้นบนยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์งาม ให้บรรยากาศประหลาดดีไม่น้อย แถมเรายังถ่ายภาพได้ พูดถึงเรื่องการถ่ายภาพในพม่า ต้องระวังให้ดีสักนิด ไม่ใช่ซี้ซั้วไปยืนจังก้าถ่ายภาพตามถนน อาจโดนลุยได้
ที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าวัดเสาร้อยต้น คือเจดีย์มอญอยู่บนยอดเขา เรามองเห็นตั้งแต่ตอนอยู่ในฝั่งไทย ผมเลยพยายามหาทางไปจนสำเร็จ จริงๆแล้วก็ห่างจากวัดเสาร้อยต้นแค่ไม่กี่ร้อยเมตร
การขึ้นเจดีย์ทำได้สองทาง หนึ่งคือจอดรถไว้เชิงเขาแล้วเดินขึ้นตามบันได ที่มีหลังคาปิดไว้ตลอดแนว อีกทางคือขับรถขึ้นเขาไปเลย ผมเลือกทางที่สองเพราะแก่แล้วลงพุงไม่มีแรงเดิน ถนนสายนี้สูงชันนิดหน่อย แถมแคบจนน่าสงสัยว่าถ้ามีรถสวนมาทำไงเนี่ย? แต่โอกาสเช่นนั้นคงยากหน่อย เราขับรถขึ้นไปจนถึงยอดเขาใช้เวลาไม่นาน เขาลูกนี้ไม่ค่อยสูงนัก ประมาณสักภูเขาทองเห็นจะได้
บนยอดเขาเป็นเจดีย์สีทองอร่าม รอบด้านมีซุ้ม 8 แห่ง แต่ละซุ้มมีปูนปั้นเป็นสัตว์แต่ละชนิด ทีแรกผมนึกว่าสิบสองนักษัตร แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆถึงรู้ว่าไม่ใช่ เพราะมีหมูป่าและช้างด้วย อีกตัวหน้าตาคล้ายหนูแต่หางยาว เข้าใจว่าเป็นชะมด สรุปแล้วเลยไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้หมายถึงอะไร?
วิวจากบนยอดเขาสวยมาก รอบด้านเป็นเทือกเขาหินปูนสูงชัน มีป่าไม้เขียวปี๋ ข้างล่างเป็นหลังคาบ้านเรือนของชาวพม่าและชาวไทย มองหาเขตแดนยังไงก็ไม่เห็นเจอ ผมคิดว่าทั้งชาวบ้านและสิงสาราสัตว์คงข้ามไปข้ามมา ผูกสัมพันธ์ไทยพม่า คนที่กรุงเทพฯหรือย่างกุ้งจะคิดยังไงก็แล้วแต่? ที่นี่เราเป็นบ้านเรือนเดียวกัน
สังขละซาฟารีถึงเวลาสิ้นสุด ก่อนจะจากกันแนะนำไว้ว่า สังขละบุรีเป็นจุดหมายที่น่าเที่ยวมาก หากคุณมีเวลาว่างสักสองวันหนึ่งคืน ออกจากกรุงเทพฯตอนเช้า แวะเที่ยวเมืองกาญจน์ฯ ดูน้ำตกและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก่อนมาเที่ยวชมธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมรอบเมืองสังขละ ข้ามมาในพม่าด้วยก็ได้ ถนนสะดวกสบายตลอดสาย แถมมีจุดให้แวะเพียบ
เมื่อเปรียบกับทางสายตาก-แม่สอด-อุ้มผาง ทั้งสองแห่งมีลักษณะคล้ายกัน แต่เส้นทางสังขละไปได้ง่ายกว่า เสียเวลาน้อยกว่ากันเยอะ แถมยังมีจุดเที่ยวหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่ทีลอซูและตลาดพม่าเหมือนเส้นทางนั้น
สรุปแล้วถ้ามีเวลาว่างช่วงนี้ อยากได้บรรยากาศดินแดนตะวันตก กลิ่นไอของชาวมอญและชาวพม่า แนะนำว่าควรไปสังขละก่อน มีวันหยุดมากขึ้นหรือเข้าช่วงหน้าหนาวฝนน้อย ค่อยไปเที่ยวอุ้มผางและทีลอซู จะมีความสุขกว่ากันเยอะ
อาจารย์ธรณ์ให้บริการอย่างซื่อสัตย์และมั่นคงต่อคุณๆผู้อ่าน "ผู้จัดการรายวัน" มาตลอดหกปีเต็ม เรายึดมั่นในมาตรฐานและการบริการ ว่าจะขอ ISO ให้คอลัมน์นี้ภายในไม่ช้าครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.