![]() Last Update : Tuesday 4 September, 2001 4:11 AM |
|
สังขละซาฟารี (1)
คนเราแก่ตัวลงมักคิดเรื่องในอดีตครับ แต่ผมยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวก็ดันคิด เรื่องที่คิดไม่ใช่อะไร เกี่ยวกับบทความที่ผมเขียนให้คุณๆอ่านมาตลอด 7 ปี ไปเที่ยวมาแล้วก็หลายจังหวัด นับนิ้วมือบวกนิ้วเท้ายังเกิน แต่ผมไม่ยักเคยพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวจังหวัดหนึ่ง ที่อยู่ห่างกรุงเทพฯไปแค่ 129 กิโลเมตร
คำถามที่น่าสงสัย ทำไมเราไม่เคยเขียนเรื่องเมืองกาญจนบุรีวุ้ย? คิดยังไงก็ไม่ได้คำตอบ เห็นแต่หน้าแฟนคนแรกลอยวนเวียน ว่าแล้วก็เลิกคิด เพราะคุณเธอคงแต่งงานมีบุตรเรียบร้อยแล้ว คนมีบุตรเปล่าประโยชน์ที่จะคิดถึง ผมพาคุณๆไปเที่ยวเมืองกาญจน์ฯดีกว่า
เช้าตรู่ของวันเสาร์ ผมอำลาอดีตลูกหมาที่บ้าน ที่ปัจจุบันโตอวบอ้วนจนเกินหน้าเผ่าพันธุ์ชิวาว่าทั้งหลาย รีบขึ้นรถยนต์ 7 ที่นั่งสไตล์ครอบครัว ที่บริษัทซีตรองให้ยืมมาทดสอบ ก่อนขึ้นก็ลูบไล้อยู่นานตั้งแต่หน้าหม้อยันที่ปัดน้ำฝนท้าย สูดกลิ่นรถป้ายแดงหอมหวานมัน ขึ้นไปขย่มตัวอยู่บนเก้าอี้หมุนพวงมาลัยไปมาบรื้นบรื่น กว่าจะได้ฤกษ์ออกจากบ้าน ตะวันขึ้นสูงแล้วสิ
เราเดินทางไปตามถนนสายนครชัยศรี มุ่งหน้าเข้าอำเภอบ้านโป่ง ระหว่างทางผมหิวท้องร้องกร๊วกยาวนานมาก จึงตัดสินใจหยุดแวะกินข้าวที่ร้านอาหารริมถนน ร้านนี้ติดป้ายใหญ่โตว่า "ส้มโอน่าแวะ" นอกจากส้มโอราคาใบละ 80 บาท (น่าแวะไม่ได้หมายความว่าน่าซื้อ) ที่นี่ยังมีอาหารหลายอย่าง เช่น ต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวหมู ข้าวมันไก่ ปัญหาคือหลังจากช่วยกันกินช่วยกันชิมหลายชาม รสชาติ...เอ้อ...ไม่ค่อยเข้าท่าครับ เฉยๆมากชนิดที่เรียกว่ากินที่เกษตรศาสตร์อร่อยกว่าตั้งเยอะ แถมราคายังแพงกว่ากันเกือบสองเท่า
หากใครทำงานหรือมีบ้านอยู่ใกล้ๆเกษตรศาสตร์บางเขน ผมเชื้อเชิญให้ลองเข้ามาชิมอาหารในมหาวิทยาลัยของเราบ้าง โรงอาหารชื่อ "บาร์ใหม่" อยู่ข้างสระว่ายน้ำจุฬาภรณ์ อาหารอร่อยมีให้เลือกหลายสิบอย่าง ที่สำคัญคือราคาถูกจนคุณงง แถมยังมีนิสิตสาวน้อยและพนักงานบริษัทสาวใหญ่อยู่รอบกาย กินข้าวเข้าท้องสองตาสอดส่ายหาอาหาร สุขนี้ยากเปรียบปาน
ช่วงที่ผมไป นครชัยศรีกำลังมีงาน "มะพร้าวน้ำหอม" ในงานขายผลิตภัณฑ์ว่าด้วยมะพร้าวเยอะแยะ ผมเลยหยุดแวะให้สาวๆได้ปากหอม สามพรานมีชื่อเรื่องมะพร้าวมาช้านาน ยิ่งเป็นเทศกาลงานมะพร้าวยิ่งสนุกใหญ่ ราคาก็ไม่แพง ผมซื้อมาสิบลูกแค่ 80 บาท แถมยังกินฟรีอีกหนึ่งลูกเพราะบอกเค้าว่าขอลองชิม ข้ามไปอีกด้านมีหมี่กรอบเยอะเชียว ราคาถาดละ 60 บาท ไม่มีลดแต่ลองชิมได้ไม่อั้น ผมซื้อติดมือไปกินที่เมืองกาญจน์ฯตั้ง 4 ถาด
จากนครชัยศรี เราวิ่งเข้าอำเภอบ้านโป่ง ช่วงนี้มีร้านต้มเลือดหมูอร่อยมาก แต่ขวานเราบิ่นตั้งแต่นครชัยศรีเลยอดกิน เรามุ่งหน้าต่อมาอำเภอเมืองกาญจนบุรี ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงนิดๆจากกรุงเทพฯ เจ้าซีตรองคันนี้เหยียบขึ้นครับ ทำความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม.ได้สบาย แถมยังกว้างใหญ่นั่งสี่คนพร้อมมะพร้าว 40 ลูกไม่อึดอัดเลย ที่ผมชอบมากคือเกียร์อัตโนมัติที่เลือกเกียร์ได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาสนุกดีแท้
การมาเที่ยวเมืองกาญจน์ฯมีได้ 2 จุดหมายหลัก หนึ่งคือการเที่ยวแบบธรรมชาติและวัฒนธรรม อีกแบบคือเที่ยวประวัติศาสตร์ ที่ฮิตมากคือเส้นทางรถไฟสายมรณะ มีทั้งสุสานและพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง แต่ผมยังไม่ขอเล่า จะเก็บไว้เขียนเป็นแพคเกจ ตั้งชื่อไว้แล้วว่า "คราบน้ำตาของมิสเตอร์คริส" รับรองอ่านแล้วหยดติ๋งแน่
มาว่ากันถึงการเที่ยวแบบแรก ในอำเภอเมืองกาญจน์ฯไม่ค่อยมีแหล่งเที่ยวเช่นนี้ ผมขอข้ามไปสู่เส้นทางนอกเมือง จังหวัดนี้มีตั้ง 13 อำเภอแน่ะ เป้าหมายเลยเยอะเหมือนคุณเดินผ่านหน้าโรงเรียนสตรีตอนสามโมงครึ่ง เพื่อตั้งเป้าให้โป๊ะเชะ ผมขอแบ่งเส้นทางแบบง่ายๆเป็น 3 ทาง
ถนนสายแรกนิยมกันสำหรับผู้ชอบเที่ยวเขื่อน มุ่งหน้าจากเมืองไปอำเภอศรีสวัสดิ์ จุดเด่นคือเขื่อนศรีนครินทร์ มีแพให้นอนเพียบ แถมยังมีน้ำตกชื่อดังอย่าง "เอราวัณ" ที่คงอยู่คู่เมืองกาญจน์ฯมาตั้งแต่ก่อนผมจำความได้
เส้นทางที่สองไปทางอำเภอบ่อพลอยและหนองปรือ มุ่งหน้าสู่อุทยานฯเฉลิมรัตนโกสินทร์หรือถ้ำธารลอด ผมเคยไปตั้งแต่สมัยเปิดอุทยานฯ ที่นี่มีทั้งถ้ำธารลอดเล็กและถ้ำธารลอดใหญ่ ที่ดูยังไงก็ไม่ค่อยคล้ายถ้ำ ลักษณะเหมือนหน้าผาที่ทะลุเป็นช่องมากกว่า
เส้นทางสุดท้ายคือถนนสายฮิตมากในปัจจุบัน มุ่งหน้าสู่อำเภอไทรโยค ทองผาภูมิ ก่อนจบลงที่อำเภอสังขละบุรี ชายแดนไทย-พม่า ผมตัดสินใจเลือกไปเส้นทางนี้ เพราะไม่เคยไปสักครั้ง ยกเว้นน้ำตกไทรโยคน้อยและไทรโยคใหญ่ ที่เคยแวะผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน
จากอำเภอเมืองมาน้ำตกไทรโยคน้อยที่อยู่ข้างถนน ใช้เวลาไม่เกิน 40 นาที ระยะทางแค่ 46 กิโลเมตร คุณไม่ต้องห่วงว่าจะหลงหาไม่เจอ เพราะเมื่อเข้าใกล้น้ำตก มีร้านค้ายาวเหยียดสองข้างทาง รถจอดทั้งข้างถนนและกลางถนนสักร้อยคัน ยังไงก็ไม่พลาดแน่ แต่ขับรถระวังหน่อยนะครับ ช่วงที่ผมไปมีรถชนกัน 9 คันรวด รถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งไปเสยมอเตอร์ไซด์ที่จอดไว้ข้างถนนบี้ไปสองคัน ก่อนถล่มเพิงที่พักไม่เหลือซาก โชคดีไม่มีใครเป็นอะไร
จากถนนเดินไปน้ำตก ระยะทางไม่ถึงหนึ่งป้ายรถเมล์ ระหว่างทางมีรถไฟเก่าๆให้ชมด้วย เพราะที่นี่คือ "สถานีน้ำตก" หรือสถานีสุดท้ายบนเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ใครสนใจพาสาวขึ้นรถไฟเที่ยวพิเศษจากกรุงเทพฯ รถแอร์คนละ 200 บาท รถพัดลมคนละ 100 บาท สอบถามที่โทรศัพท์ (02) 223-7010 เค้าว่าจีบหญิงติดตอนข้ามสะพานแม่น้ำแคว ความรักจะยืนยาวคงทนเหมือนสะพาน (เอ้อ...สะพานนี้ถูกบ้อมเจ๊งไปหลายครั้ง แต่สะพานยังซ่อมได้ นับประสาอะไรกับความรัก)
เมื่อผมเห็นน้ำตกไทรโยคน้อย ผมคิดถึงชีวิตของหญิงทันที สมัยก่อนเธอเคยกำดัด สุขภาพแข็งแรงเต่งตึงทั่วร่าง แต่กาลเวลาผ่านไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง น้ำตกไทรโยคน้อยตอนนี้เทียบได้กับสตรีอายุประมาณ 80 ปี สายน้ำไหลรินแบบซังกะตายลงมาจากหน้าผาหินปูนสูง 10 เมตร ดูยังไงก็ไม่รู้สึกคำว่าสวย ถ้าจะพาลูกหลานมาเล่นน้ำก็พอไหว ตรงน้ำตกมีแอ่งน้ำตื้นมาก แต่ถ้าอยากมาเพื่อสะใจกับธรรมชาติ แนะนำให้ลืมไทรโยคน้อยได้เลย ที่นี่แทบไม่เหลือสภาพความเป็นน้ำตกแล้วครับ
ที่น่าแปลกใจ ช่วงที่ผมไปคือกลางฤดูฝน น้ำตกทุกแห่งที่เราไป ล้วนแต่มีน้ำไหลตึงๆแรงจนน่ากลัว แล้วทำไมที่นี่เป็นอย่างนั้นเล่า? ผมหลับตาคิดถึงสภาพป่าต้นน้ำลำธารของน้ำตกแห่งนี้ คงได้แต่ถอนใจ แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาแสนนาน ถึงเวลาจากไปอีกแห่งหนึ่งแล้ว
ความน่าสนุกของการแวะไทรโยคน้อย กลายเป็นการซื้อของกินที่มีขายอยู่เพียบ ร้านอาหารก็มีเยอะแยะจนเลือกไม่ถูก ยิ่งทัวร์ผมหญิงเยอะ กว่าจะต้อนคุณๆทั้งหลายกลับขึ้นรถได้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ถึงตอนนี้ต้องรีบตะบึงวิ่งเข้าสู่ทองผาภูมิ เราจะแวะกินข้าวกลางวันกันที่นั่นครับ
ร้านอาหารที่ทองผาภูมิมี 2 แห่งเด็ดๆ แห่งแรกต้องเลี้ยวเข้าไปในตัวอำเภอสักนิด ข้ามสะพานแล้วสังเกตป้ายข้างถนน พยายามขับรถเลียบแม่น้ำเข้าไว้ จะเจอป้าย "ทองโยะ" หาไม่ยาก จริงๆร้านเค้าชื่อ "ทองโย๊ะ" แต่ผมช่วยเปลี่ยนให้ใหม่ ตามการออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง (ผมไม่รู้เรื่องประเภทนี้หรอกครับ เป็นนักเขียนภาษามั่วซั่ว แต่สาวข้างกายเค้าอวดรู้ แถมยังคาดคั้นให้เขียนลงในบทความ เลยจำเป็นต้องเอาใจคุณเธอสักนิด)
ร้านทองโยะถ้าคุณหาไม่เจอ ถามชาวบ้านชาวเมืองเค้าได้ อำเภอทองผาภูมิเล็กนิดเดียวไงๆก็รู้จัก ตัวร้านอยู่ติดกับแม่น้ำร่มรื่นเชียว เค้าทำเป็นชานยื่นออกไปใต้ร่มไม้ใหญ่ มีนกปรอดโอ่งและโพระดกบินกันพึ่บพั่บ อาหารจานเด็ดของที่นี่คือ "เมี่ยงปลาช่อน" ลักษณะคล้ายเมี่ยงปลาทู แต่เค้าใช้ปลาช่อนทั้งตัวทอดแล้วเลาะก้าง วางอยู่ตรงกลางเครื่องเคียงเมี่ยงทั้งหลาย ผมไม่กินเมี่ยงกินแต่ปลาช่อนกับข้าว ยังรู้สึกว่าอร่อยเลิศล้ำ แนะนำจริงๆครับจานนี้
เราสั่งอาหารกัน 5 อย่าง กินจนหมดเสียเงินไม่ถึงสี่ร้อยบาท นี่ขนาดรวมค่าน้ำอัดลมที่กินเข้าไปให้จุกเล่นตั้งหลายขวด สรุปแล้วอาหารที่นี่ดีทั้งรสชาติและราคา ใครผ่านมาแนะนำให้แวะ ไม่ได้ค่าป้ายหรือกินฟรีด้วย เราเว้ากันซื่อๆอยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณอยากกินอาหารเวียดนาม ขับรถให้เลยทางเข้าอำเภอทองผาภูมิ ตรงต่อไปทางอำเภอสังขละ ประมาณ 8 กิโลเมตรจากทางแยก คุณจะผ่านรีสอร์ทด้านซ้ายมือชื่อ "บ้านห้วยอู่ล่อง" ยังไงก็เห็นเพราะรอบด้านไม่มีบ้านหรือรีสอร์ทเลย ที่นี่มีร้านมินิมาร์ท บ้านพักสวยเชียว พร้อมร้านอาหารเวียดนามลือชื่อ จานเด็ดคือ "เมี่ยงปลาแรด" รสชาติอร่อยไม่แพ้เมี่ยงปลาช่อน แต่เนื่องจากปลาแรดเท่กว่าปลาช่อน ราคาจึงแพงกว่ากันเกือบครึ่ง
อาหารเด็ดของร้านนี้ยังมีอีกหลายจาน เช่น "แหนมเนือง" อร่อยเหลือหลาย ความจริงทุกจานอร่อยหมด ปัญหามีประการเดียวคือทุกจานแพงหมด พวกเรากินกันเกือบเก้าร้อยบาท แพงกว่าทองโยะเท่าตัว ถ้าให้ผมเลือก แนะนำว่ากินทองโยะดีกว่า ยกเว้นคุณมีตังค์และมีเวลาแวะกินสองครั้ง อาจเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อความแตกต่าง
บ้านพักของอู่ล่องเค้าทำเป็นบังกาโล แต่ละหลังมี 2 ห้อง ติดแอร์พร้อมสรรพ ราคาวันเสาร์อาทิตย์อยู่ในระดับ 1,000 บาทต่อห้อง ถ้าเป็นเทศกาลหยุดยาวขึ้นไปเป็น 1,200 บาท แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา ผมว่าน่าจะต่อให้เหลือสัก 800 บาท ดูจากความงดงามของห้อง ผมเชื่อว่าดีกว่าเกือบทุกรีสอร์ทในอำเภอทองผาภูมิและสังขละ ปัญหามีอยู่ประการเดียว ที่นี่ตั้งอยู่ไกลจากแหล่งเที่ยวอื่น ใครไม่สนใจเที่ยวแบบแพคเกจกับรีสอร์ท ประเภทนั่งช้างล่องแพ 1 วัน 800 บาท อยากจะขับรถหรือเดินเที่ยวเอง คุณคงลำบากหน่อย
เหตุผลเดียวกันนี้ทำให้ผมขับรถต่อ มุ่งหน้าไปหาแสงสีที่สังขละดีกว่า ระหว่างทางมีจุดเด็ดน่าแวะอยู่นิดหนึ่ง นั่นคือ...ผ๊ามผามผ่าม...น้ำตกชื่อ "เกริงกระเวียง"
น้ำตกทั่วไปในสากลโลก ล้วนแต่ต้องเดินผ่านป่า ไม่ห้าสิบก้าวก็ห้าพันก้าว สร้างความเหน็ดเหนื่อยกับไฮโซหนุ่มเป็นยิ่งนัก แต่น้ำตกเกริงกระเวียงประดุจพระเจ้าประทานให้คนขี้เกียจ คุณไม่จำเป็นต้องเดินสักก้าวเดียว ผมทดสอบโดยการนั่งอยู่บนรถแล้วเปิดกระจก ให้เสียงและละอองน้ำฟุ้งกระจายเข้ามา พบว่าสามารถทำได้สบายมาก น้ำตกนี้อยู่ข้างทางครับ ไม่ต้องกลัวหลงเพราะไงๆก็เห็น แม้จะมีขนาดเล็กไม่สูงเป็นสิบเมตร แต่ช่วงผมไปน้ำไหลแรง ดูแล้วสนุกไปอีกแบบ จะนอนกระดิกเท้าจิบไวน์ดูในรถก็ได้ แต่แอลกอฮอลล์ทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง
ถ้าคุณไม่ใช่ไฮโซ อยากเดินเท้าไปดูน้ำตกมากกว่านั่งยิ้มในรถประการเดียว แนะนำให้ข้ามฟากถนนไปอีกด้าน ตรงนี้มีทางเข้าไปน้ำตก "ไดช่องถ่อง" ขับรถเข้าไปประมาณ 500 เมตร จากนั้นถึงเวลาเดินเท้าต่อไปอีก 500 เมตร น้ำตกแห่งนี้มี 3 ชั้น ความสูงไล่ระดับกันจาก 5-15 เมตร ที่น่าชมคือป่าเขียวขจีรอบด้าน แม้แต่กลางน้ำตกยังมีต้นไม้ขึ้น ยิ่งหน้าฝนยิ่งเขียวจี๋เลย ใครมีเวลาว่างผมแนะนำให้แวะเดินเข้ามาดูครับ
จากเกริงกระเวียงต่อไปตามถนนอีกเกือบ 60 กิโลเมตร เราเข้าสู่เขตเขื่อนเขาแหลม ด้านซ้ายของถนนเป็นอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ ใครมาฮันนีมูนสามารถหาแพเช่าแถวนี้ ตกดึกก็แกล้งถอนไม้ไผ่ตัดเชือกโยงแพ ปล่อยให้ลอยไปกลางเขื่อน ดวงจันทร์โต๊โตอยู่บนฟ้า สองเราลอยล่องไปกับแพ มือหนึ่งโอบไหล่ในปากก็เป่าหีบเพลง ที่สามารถซื้อได้ทั่วไปตามตลาดชายแดน ในราคา 40-50 บาทต่อหนึ่งหีบ
แต่ถ้าคุณไม่อยากสันโดษปานนั้น ผมแนะนำให้ขับรถต่อมาจนถึงสังขละ อำเภอสุดท้ายชายแดนไทยในด้านตะวันตก จากจุดนี้หันหลังกลับไปทางตะวันออก เราห่างจากเมืองกาญจน์ฯตั้ง 260 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพเกือบ 400 กิโลเมตร ขับรถแบบหน้าตั้งยังไงก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสี่ชั่วโมงครึ่ง
สังขละบุรีเป็นอำเภอดังเพราะมีสะพานไม้ยาวที่สุดในโลก ที่เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่ออุตตมะ ยังมีวัดวังก์วิเวการาม เจดีย์แบบพุทธคยางามแต๊ ด่านเจดีย์สามองค์อยู่ไม่ไกล บรรยากาศในอำเภอยังแตกต่างจากที่อื่น ขนาดผมเคยไปอุ้มผางมาแล้ว ยังรู้สึกว่าต่างจากสังขละแบบหน้ามือหลังมือ
ขอจบเรื่องของเราไว้ตรงนี้ก่อน อังคารหน้าผมจะพาคุณลุยสังขละ พบกับสาวมอญคนสวยที่ขายผ้าถุง ยิ้มกริ่มถ่ายภาพกับป้ายที่ด่านเจดีย์สามองค์ ก่อนข้ามชายแดนไปชมวัดเสาร้อยต้นและเจดีย์มอญสีทองอร่าม
สังขละซาฟารีเพิ่งเริ่มต้นครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.