www.talaythai.com
Last Update : Thursday 16 August, 2001 0:43 AM

ตามรอยมหากวี (1)

          เดือน 7 พ.ศ.2350

          เรือประทุนลำหนึ่งแล่นมาเอื่อยๆตามคลองสำโรง เรื่อยไปจนถึงคลองศีรษะจระเข้ บนเรือมีชายหนุ่มอยู่ 4 คน สามคนช่วยกันแจวเรือ อีกหนึ่งหนุ่มทอดสายตามองเหม่อดูทิวทัศน์สองข้างทาง

          เขาเพิ่งพ้นจากการโทษทัณฑ์ หลังจากเกิดรักใคร่กับนางในชื่อ “จัน” จนถูกจับต้องเวรจำทั้งชายหญิง แต่เวลาผ่านไปไม่นาน กรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ 1 ทิวงคตในพ.ศ.2349 เขาจึงพ้นโทษ ด้วยเจตนาจะล้างอัปมงคลจากการผ่านคุก เป้าหมายในการจากเมืองหลวงคือไปหาคุณพ่อ ที่ออกบวชตั้งแต่เขาอายุเพียงหนึ่งขวบ จนบัดนี้เวลาผ่านเลยมาแล้วถึง 20 ปี

          คณะผู้เดินทางไม่ได้มีเขาเพียงลำพัง ยังมีนายแสงขี้ยาชาวเมืองระยองเป็นผู้นำทาง พร้อมศิษย์ของเขาอีก 2 คนที่เลื่อมใสในฝีมือแต่งกลอน จึงติดตามมาเรียนรู้และคอยดูแลผู้เป็นอาจารย์

          ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่ชายหนุ่มอายุเพียง 21 ปี แต่งกลอนจนมีผู้เลื่อมใสขอเป็นศิษย์ แต่คงไม่เป็นอะไรที่น่าประหลาด หากมีใครได้เคยอ่าน “โคบุตร” ที่เขาผู้นี้แต่งขึ้นถวายเจ้าวังหลังองค์หนึ่ง ดังว่า

“แต่ปางหลังครั้งว่างพระศาสนา  
เป็นปฐมสมมตกันสืบมา   ด้วยปัญญายังประวิงทั้งหญิงชาย
ฉันชื่อภู่รู้เรื่องประจักษ์แจ้ง   จึงสำแดงคำคิดประดิษฐ์ถวาย
ตามสติริเริ่มเรื่องนิยาย   ให้เพริศพรายพริ้งเพราะเสนาะกลอน”

          จากคลองศีรษะจระเข้ ดั้นด้นเข้าบ้านระกาด หลบเลี่ยงตอตะเคียนผีสิง ลัดเลาะมาจนถึงปากแม่น้ำบางมังกง (บางปะกง) ก่อนฝ่าฟันคลื่นปากอ่าวเกือบถึงฆาต จนต้องบนบานเจ้าเขาสำมุก (สามมุก) จนคลื่นลมสงบเรือเข้าฝั่งได้ที่บางปลาสร้อย

          พวกเขาพักเหนื่อยอยู่สามวัน ก่อนเดินทางฝ่าฟันผ่านป่าใหญ่ไปบ้านนาเกลือ หลงทางหลายตลบที่ทุ่งพัทยา เหตุด้วยนายแสงเมากัญชาจนหลงลืม โชคดีที่มีเจ๊กช่วยชี้ทาง แต่ดันชี้ขึ้นเขา ต้องปีนป่ายแทบขาดใจ กว่าจะมาถึงทิวป่านาจอมเทียน

          จากจุดนี้คณะพรรคฝ่าฟันบุกป่าอีกครั้ง จนมาถึงห้วยพระยูน ที่นี่เขาได้พบสัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จ้องดูอยู่นานถึงรู้ว่านั่นคือแรด ต้องตกใจวิ่งหนี กัดฟันเดินลุยดงจนมาถึงเมืองระยองในที่สุด

          สองวันที่อยู่ระยอง เขาได้แต่พักผ่อนเพราะระบมไปทั่วกาย จนพร้อมออกเดินทางต่อ แต่นายแสงทรยศหนีหน้าหายไปไหนก็ไม่รู้ เขาโกรธมากถึงขั้นกรวดน้ำคว่ำขันพบกันชาติเดียว ก่อนชักชวนลูกศิษย์เดินทางต่อตามลำพังเพียงสามคน

          การเดินทางช่วงสุดท้ายไปพลบค่ำที่บ้านแกลง ทั้งป่ามีแต่เสือ จนชาวบ้านต้องดักจั่นทั่วทุกหลังคาเรือน เขาต้องรีบหนีตายพาศิษย์เข้าบ้านเพื่อนเพื่อขออาศัย รอจนฟ้าแจ้งจางปางถึงออกเดินทางต่อ ไปสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่บ้านกร่ำ อันเป็นพำนักของบิดาผู้อยู่ในผ้าเหลือง

          เขาพำนักอยู่บ้านกร่ำอยู่เกือบสองเดือน จนเข้าเดือนเก้าฝนหนักมาถึง เขาล้มเจ็บเป็นไข้หลายวัน เจียนอยู่เจียนไปกว่าจะหายขาด เกิดเศร้าใจจึงอำลาบิดามุ่งหน้ากลับบางกอก

          เรื่องราวที่ผ่านไป ดูเผินๆอาจเหมือนชีวิตของชายหนุ่มผู้หนึ่ง เมื่อสมัยเกือบสองร้อยปีมาแล้ว ออกเดินทางไกลเป็นครั้งแรก เพราะเศร้าใจในความอาภัพของวาสนา แต่ในที่สุดเขาก็ได้คิดและกลับคืนถิ่น เพื่อมาหาผู้ที่รักดังดวงใจ โดยไม่มีอะไรมาฝาก ยกเว้นกลอนเรื่องหนึ่ง บรรยายความทรงจำและความรู้สึกระหว่างทาง

          สาวเจ้าผู้ได้อ่าน หรือแม้กระทั่งเขาที่เป็นผู้ประพันธ์ คงไม่อาจแม้จะคิดว่า อีกเกือบสองร้อยปีต่อมา คำกลอนเรื่องนี้มิใช่เป็นเพียงของฝากจากหนึ่งชายให้หนึ่งหญิง แต่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

          บันทึกเรื่องแรกที่พลิกผันชีวิต ทำให้คนธรรมดาผู้หนึ่ง ชอบความรัก กินเหล้า และเจ้าชู้ ได้รับยกย่องเป็นกวีแห่งกวีทั้งหลาย คำกลอนของเขาผู้นี้ ท่องติดปากชนรุ่นหลังมากกว่ากวีคนใดๆในประวัติศาสตร์เกือบหนึ่งพันปีของชนชาติไทย

          ของฝากจากเขาให้หญิงคนรัก มีชื่อเรียกขานว่า “นิราศเมืองแกลง”

          ......

          นานๆทีผมจะได้เริ่มเรื่องด้วยความพิสดารเช่นนี้ แต่นั่นคือความตั้งใจแรกเริ่ม ก่อนออกเดินทางสู่ภาคตะวันออก ครั้งนี้เราจะไปเมืองแกลง เพื่อตามรอยเส้นทางมหากวี แม้ว่าไม่อาจไปได้ทุกจุดที่ท่านเคยไป แต่อย่างน้อยอาจได้บรรยากาศ

          ความคิดเช่นนี้ไม่ได้จู่ๆก็โผล่ขึ้นมา ไม่ได้ตรงกับเทศกาลด้วย เพราะวันสุนทรภู่อยู่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน แต่อาจเป็นเพราะผมเคยอ่านกลอนของท่านมาแต่เด็ก เรื่อยมาจนเป็นผู้ใหญ่แต่ยังไม่แก่ สิ่งที่ชอบอาจแตกต่างกับผู้อื่น เพราะผมไม่ค่อยสนใจความไพเราะของคำกลอน เนื่องจากหัวด้านอักษรศาสตร์ทึบมาก

          สิ่งที่ผมสนคือรายละเอียดในนิราศจำนวน 9 เรื่อง สงสัยมากว่าท่านทำได้อย่างไร? เล่าเรื่องให้เห็นบรรยากาศ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ บรรยายถึงความรู้สึกเมื่อแรกเจออย่างตรงไปตรงมา ไม่มีดีเลิศสวยหมด บางแห่งที่ท่านคิดว่าไม่ดี ก็บรรยายออกมาให้เห็นภาพ

          ทั้งหมดนี้ขนาดเป็นร้อยแก้วก็สุดจะเขียนแล้ว แต่นี่ท่านแต่งเป็นร้อยกรอง สำหรับผม ท่านจึงไม่ได้เป็นเพียงมหากวีผู้ชำนาญด้านคำกลอน แต่ยังเป็นบิดาของบรรดานักเขียนสารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหลาย น่าศึกษาเอาเยี่ยงอย่างเป็นที่สุด

          การเดินทางของผมเริ่มต้นในเช้าวันหนึ่ง ไม่เช้าขนาด “ยามสอง” เหมือนสุนทรภู่ แต่เป็นเช้าของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่เริ่มต้นตอนใกล้สิบเอ็ดโมง

          มหากวีออกเดินทางพร้อมศิษย์ ทิ้งคนรักไว้เมืองหลวง แต่ผมต้องหอบหิ้วคนรักไปด้วย เพราะคุณเธอไม่ยอมอยู่บ้านคนเดียว เรามุ่งหน้าไปตามทางด่วนจากดาวคะนอง ก่อนผมจะเลี้ยวเฟี้ยวขึ้นไปบนทางด่วนลอยฟ้าบางนา-บางปะกง ช่วงนี้เราเฉียดเส้นทางมหากวีนิดหน่อย เพราะท่านเริ่มต้นพายเรือที่วัดแจ้ง ต่อไปดาวคะนองออกทางคลองสำโรง เรื่อยมาถึงบางพลี แรมทางยามค่ำใกล้บางบ่อ ใช้เวลาครึ่งคืนกับหนึ่งวันจึงมาถึง ขณะที่ผมใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากย่านดาวคะนองมาถึงบางบ่อ ระหว่างทางเจอแต่รถเมล์กับจากัวร์สปอร์ต ไม่มีโอกาสเจอแม้จิ้งเหลน ทั้งที่เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน สุนทรภู่ประพันธ์สภาพในคลองไว้ว่า

“ตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้ โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา
สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก”

          อีกสิ่งหนึ่งที่ผิดกันคือครั้งนั้นคณะพรรคสุนทรภู่ไม่ใช้เงินสักบาท แต่ผมหมดไป 55 บาทเป็นค่าทางด่วน ทั้งนี้ไม่รวมค่าน้ำมันและค่าดาวน์รถที่สุดแสนจะทรมาน

          ประมาณชั่วโมงเศษๆจากดาวคะนอง ผมผ่านสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ความเป็นมาของชื่อแม่น้ำสายนี้ไม่ชัดเจน แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า สมัยก่อนอาจเรียก “บางมังกร” ตามชื่อปลามังกร ต่อมาอาจเพี้ยนกลายเป็น “บางมังกง” ตามที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้ ก่อนจะเพี้ยนกลายเป็น “บางปะกง” เช่นในปัจจุบัน

          ชาวบ้านชาวช่องแถวนี้ยังฝากชีวิตไว้กับอาชีพทำประมง เฉกเช่นสมัยเมื่อสุนทรภู่ผ่านมา และบันทึกไว้ว่า “แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป”

          คณะทัวร์ของผมมุ่งหน้าเข้าเมืองชล ผ่านเมืองไปถึงบางแสน ช่วงในเมืองรถติดนิดหน่อย แต่คงใช้เวลาน้อยเมื่อเทียบกับคณะของสุนทรภู่ เพราะท่านต้องพายเรือออกปากแม่น้ำ แม้ครั้งนี้ผมไม่ได้ใช้เรือ แต่ยังจำความรู้สึกสมัยไปเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนปากน้ำบางปะกงได้ดี ช่วงที่แม่น้ำมาพบกับทะเล มักมีคลื่นและกระแสน้ำอยู่บ่อยๆ ดังคำมหากวีเล่าไว้ว่า

“ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง
สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง”

          คิดดูแล้วการเดินทางสมัยก่อนแสนลำบาก ยากสุดๆก็ตอนออกปากแม่น้ำ เพราะเรือของมหากวีนั่งได้แค่ 4 คนและใช้กำลังแจว ขนาดคงไม่ใหญ่สักเท่าไร เจอคลื่นระดับปากน้ำบางปะกงคงเสียวน่าดู ถ้าโชคร้ายน้ำพาไปทางเกาะสีชัง ตรงนั้นเป็นร่องคลื่นที่เรือเร็วข้ามฟากสมัยปัจจุบันยังเคยล่ม ไม่ต้องพูดถึงเรือประทุนสมัยก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่นายแสงคนนำทางในครั้งนี้ ถึงขั้นฮึดฮัดอยากลุยคนอื่น

          พอนำเรือเข้าฝั่งได้ที่บางปลาสร้อย คณะทัวร์สุนทรภู่จึงตัดสินใจทิ้งเรือแล้วเดินทางบนแผ่นดิน ทั้งที่บ้านกร่ำอันเป็นเป้าหมายปลายทาง อยู่ห่างจากชายทะเลไม่ไกลนัก แต่ขืนให้พายเรือเลียบฝั่งทะเลไปเรื่อยๆจนถึงแหลมแม่พิมพ์ มีหวังเราคงไม่ได้อ่านพระอภัยมณีแน่

          มาถึงหนองมน ผมหยุดพักให้สาวกินก๋วยเตี๋ยวไก่นิดหนึ่ง ก่อนเดินผ่านเข้าไปในตลาด เจอกั้งดองเยอะแยะ สมัยนั้นไม่รู้มีกั้งดองหรือเปล่า? แต่ผมเชื่อว่าอาหารหลายอย่างคงเหมือนปัจจุบัน เพราะที่บางปลาสร้อย สุนทรภู่เดินเล่นชมตลาด เจอแม่ค้าสาวๆ “ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง” แต่สมัยนั้นยังไม่มีตลาดหนองมน ตรงนี้ล้วนเป็นป่าใหญ่ มหากวีบรรยายไว้ว่ามีการทำไม้กันมากจนต้องเดินเลี่ยงไปนอนบ้านเพื่อนที่บางพระ

          เส้นทางจากบางพระไปนาเกลือ ผมขับรถใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่สุนทรภู่ตื่นแต่เช้า เดินกันจนน่องปูด ไปแวะพักที่บางละมุง ก่อนจะตัดใจเดินต่อลัดเลาะริมฝั่งทะเลไปจนถึงนาเกลือเมื่อตอนเย็น ระหว่างทางช่วงนี้มหากวีบรรยายถึงเครื่องมือจับปลาที่เรียกว่า “โป๊ะ” ปัจจุบันยังพอมีเหลือให้เห็นบ้าง แต่แถวอ่าวไทยหายากหน่อย เพราะไม่ค่อยมีปลาเหลือมาเข้าแล้ว แต่ที่ผมสนใจมากกลับเป็นความรู้ด้านชีววิทยาทางทะเลของคนสมัยก่อน ที่ไม่ต้องให้ฝรั่งมาสอนหรืออ่าน Text เล่มไหน แต่เป็นภูมิปัญญาที่สุนทรภู่ประพันธ์ไว้

“ในกระแสแลล้วนแต่โป๊ะล้อม ลงอวนอ้อมโอบสกัดเอามัจฉา
โอ้คิดเห็นเอ็นดูหมู่แมงดา ตัวเมียพาผัวลอยเที่ยวเล็มไคล
เขาจับตัวผัวทิ้งไว้กลางน้ำ ระลอกซ้ำสาดซัดให้ตัดษัย
พอเมียตายฝ่ายผัวก็บรรลัย โอ้เหมือนใจที่พี่รักภัคินี
แม้น้องตายพี่จะวายชีวิตด้วย เป็นเพื่อนม้วยมิ่งแม่ไปเมืองผี
รำจวนจิตคิดมาในวารี จนถึงที่ศาลาบ้านนาเกลือ”

          นอกจากสุนทรภู่จะรู้ว่า แมงดาทะเลเวลาผสมพันธุ์ ตัวผู้ที่เล็กกว่าตัวเมียมาก จะปีนขึ้นมาเกาะหลังตัวเมีย ปล่อยให้ตัวเมียว่ายน้ำเข้ามาในที่ตื้นเพื่อวางไข่ แต่คนก็จับแมงดาตัวเมียเพื่อเอาไข่ ทิ้งตัวผู้ไว้เพราะไม่มีใครคิดกินเนื้อแมงดาที่มีแสนน้อย ในที่สุดตัวผู้ก็อำลาโลก

          ความรู้เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสังเกตระดับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้อาย ที่สำคัญ การเขียนแบบเปรียบเปรยความรัก โดยใช้ตัวอย่างเป็นนกกระเรียนหรือสัตว์สวยงามทั้งหลาย หลายคนหลายชาติคงคิดคงเขียนได้ แต่เปรียบเทียบระหว่างความรักของมนุษย์กับแมงดาทะเล คงมีอยู่ผู้เดียวที่คิดออก

          เมื่อแรกเริ่มเขียนเรื่องนี้ ผมกะว่าอาจจะจบในตอนเดียว เพราะไม่แน่ใจว่าจะจับเรื่องเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อนและเรื่องในยุคปัจจุบัน มาจ๊ะเอ๋กันได้มั้ย? แต่พอได้ลงมือ ยิ่งเขียนยิ่งสนุกจนจบไม่ลง เพราะนี่ไม่ใช่การเที่ยวแบบธรรมดา แต่เป็นการตามเส้นทางของบุคลผู้หนึ่ง ที่กล้าประกาศตัวเองว่า

“หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือ ให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทรอาลักษณ์เจ้าจักรวาล พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร”

 

มหากวี...ชื่อนี้มีที่มา ติดตามการเดินทางสู่เมืองแกลงของท่านต่อไปในอังคารหน้าครับ

 

หมายเหตุ – คำกลอนและประวัติของสุนทรภู่ ผมนำมาจากหนังสือ “ชีวิตและงานของสุนทรภู่” พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 

ตามรอยมหากวี (2)

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

Click Here!