![]() Last Update : Tuesday 17 July, 2001 2:52 AM |
|
กินฉลามให้สิ้นโลก (จบ)
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องหูฉลามยังคงอยู่ในความสนใจของหลายคน โดยเฉพาะเมื่อมีผลการศึกษาของอย. (องค์การอาหารและยา) ว่า "สารปรอทในฉลามไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน" และตัวแทนผู้ค้าหูฉลาม ให้ข้อมูลว่าการรณรงค์ครั้งนี้ "ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวเยาวราช ที่เรากำลังโปรโมทเป็นถนนสายอาหาร"
ผมเลยต้องขออนุญาตคุณผู้อ่านที่รักยิ่ง เพื่อเขียนเรื่องหูฉลามอีกสักหนึ่งตอน ก่อนจะหันไปเที่ยวไทยในวัยกุ๊กกิ๊ก ตามสไตล์ที่ถนัดกันต่อไป
ประเด็นแรกที่อยากวิเคราะห์ "สารปรอทในฉลาม" อย.แถลงข้อมูลแล้วว่า จากตัวอย่างหูฉลามแห้ง 4 ตัวอย่าง และหูฉลากเปียก 4 ตัวอย่าง ไม่พบสารปรอทเกินเกณฑ์มาตรฐาน ข้อมูลเหล่านี้วิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่เป็นหน่วยงานมาตรฐาน
ฟังแค่นี้หลายคนคงคิดว่า WildAid ลวงโลก แต่ถ้าลองพิจารณาดูดีๆ เบื้องหลังความเป็นไปเป็นมา บอกอะไรเราได้บ้าง?
จุดสำคัญอยู่ที่เลข 4 และเลข 10 ลองกลับไปกลับมาแล้วคุณจะถูกหวยเลขท้าย ฮึ่ม...เชื่อผมมั้ยเอ่ย? จริงๆแล้วเลข 4 หมายถึงจำนวนตัวอย่างที่อย.ใช้ เลข 10 หมายถึงจำนวนตัวอย่างที่ WildAid ใช้ กรณีนี้เปรียบเทียบเฉพาะหูฉลามแห้ง ไม่กล่าวถึงหูฉลามเปียก เพราะ WildAid ไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลส่วนนั้น
ไปๆมาๆปรากฏว่า WildAid ใช้จำนวนตัวอย่างวิเคราะห์มากกว่าทางอย. สำหรับผู้วิเคราะห์นั้น WildAid ให้วท. (สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินการ ผลคือสารปรอทเกินเกณฑ์มาตรฐาน 7 ใน 10 ตัวอย่าง ขณะที่อย.ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ดำเนินการ ผลคือสารปรอทไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
ทั้งวท.และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยงานของรัฐ ความเชื่อมั่นเท่าเทียมกัน ถ้าเราไม่เชื่อผลการศึกษาของ WildAid ก็หมายถึงไม่เชื่อวท. เพราะ WildAid เป็นผู้แถลงข่าว ขณะที่วท.เป็นผู้วิเคราะห์ เหมือนกับอย.เป็นผู้แถลงข่าว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้วิเคราะห์
ประเด็นนี้ตัดสินกันเองนะครับ แต่ผมเข้าใจว่า ในอนาคตคงมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนตัวอย่างมากกว่านี้ เรามาดูประเด็นที่สองกันดีกว่า
ตัวแทนพ่อค้าหูฉลามเยาวราช ให้ข้อสังเกตว่า การรณรงค์ครั้งนี้อาจทำเพื่อการทำลายการท่องเที่ยวของเมืองไทย โดยเล็งผลที่เยาวราชเป็นหลัก
ข้อมูลที่ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์ พบว่าลูกค้าประมาณร้อยละ 80 เป็นชาวต่างชาติ ร้อยละ 20 เป็นคนไทย ลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นคนในเอเชีย
การรณรงค์ในเมืองไทย ย่อมมีผลกับคนไทย มากกว่าคนต่างชาติ ลูกค้าที่ขาดหายไปย่อมเป็นคนไทย
การท่องเที่ยวของไทย หมายถึงทำอะไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวนำเงินมาใช้ในเมืองไทย หรือการที่ทำให้คนไทยไม่นำเงินไปใช้เมืองนอก แต่...
แต่หูฉลามเกือบทั้งหมด เราสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ หมายถึงเราต้องนำเงินไปซื้อมา ไม่ใช่ปลูกหูฉลามขึ้นมาจากสวนหลังบ้าน
การที่คนไทยกินหูฉลามน้อยลง หมายถึงเราสั่งหูฉลามเข้ามาน้อยลง หูฉลามที่อาจทำให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศจำนวนมหาศาล กรณีนี้คงไม่ใช่การทำลายการท่องเที่ยวไทยอย่างเดียว ในมุมมองตรงกันข้าม เป็นการช่วยไม่ให้คนไทยใช้เงินซื้อของนอกด้วยซ้ำ
ในกรณีของต่างชาติ WildAid บอกว่าจะรณรงค์ทั่วเอเชีย โดยเฉพาะในฮ่องกง ไต้หวัน และจีน หมายถึงลูกค้าต่างชาติ ไม่ได้อ่านสปอตในไทย ก็อาจเห็นโฆษณาดังกล่าวในเมืองนอก พอมาถึงเมืองไทย เขาจะกินหูฉลามหรือ?
ในความคิดของผล การรณรงค์เรื่องหูฉลามครั้งนี้ อาจมีผลต่อการท่องเที่ยวเรื่องอาหารบ้าง แต่ถ้าคิดในแง่กลับกัน เราอาจมีเงินอยู่ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าคิดถึงจำนวนคนไทยที่ไม่ไปกินหูฉลาม ทำให้เรานำเข้าหูฉลามน้อยลง
อ่านทั้งสองประเด็นมาจนถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าผมเข้าข้าง WildAid เหลือเกิน แต่ถ้าคุณๆเคยอ่านคอลัมน์นี้มานาน คงทราบว่าผมพยายามรณรงค์เรื่องนี้มาตลอด ตั้งหลายปีมาแล้ว เปรียบเสมือนคนทำทางสายหนึ่งยาว 10 กิโลเมตร ตัวเองทำได้ร้อยสองร้อยเมตร เมื่อมีคนมาทำทางต่ออีกสี่ห้ากิโลเมตร แม้เขาจะใช้เทคนิควิธีการทำทางในรูปแบบแตกต่างกับที่ผมใช้ แต่ถ้าเขาเพลี่ยงพล้ำไป ผมย่อมพยายามสนับสนุน ในรูปแบบที่ผมทำได้ โดยไม่ขัดต่อความเป็นจริง
แต่จะคิดในอีกแง่มุมหนึ่งว่า อาจารย์ธรณ์รับตังค์ WildAid เพื่อทำลายการท่องเที่ยวของเมืองไทยก็ได้นะครับ หึ หึ หึ
มาถึงประเด็นสุดท้าย การจัดการฉลามในเมืองไทย
สิ่งที่ WildAid เรียกร้องคือประเด็นนี้เป็นหลัก แต่เนื่องจากการนำเสนอข่าวแบบดุเดือด และลักษณะของสังคมไทย ทำให้ประเด็นตกไปอย่างน่าเสียดาย จนไม่มีใครกล่าวถึงกันอีกแล้ว ยกเว้นแต่ทุกคนบอกว่า ฉลามไทยใกล้สูญพันธุ์ สมควรอนุรักษ์ไว้ เราเห็นด้วย...เย้ๆ
เย้ๆแล้วไงเอ่ย?
ผมจะไม่พูดว่าฉลามมีคุณค่าแค่ไหนกับระบบนิเวศ มีคุณค่าแค่ไหนกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในด้านการดำน้ำ เพราะพูดแล้วพูดเล่าเฝ้าแต่พูด ทุกคนก็ฟังๆๆอือๆๆ มาดูกันดีกว่าว่าเราจะทำอะไรบ้าง?
อันดับแรก ผมนำเรื่องนี้ไปคุยกับหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ต้นสังกัดของผม เพื่อวางแผนการจัดประชุมสักครั้ง ที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ของฉลามในเมืองไทย ชนิดไหนใกล้สูญพันธุ์ ชนิดไหนหายาก ชนิดไหนยังมีเหลือเยอะ
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของฉลาม รู้เขารู้เรา ก่อนประกาศกฎหมายหรือวางแผนการจัดการในรูปแบบต่างๆ
คาดว่าการประชุมเรื่องฉลามและสัตว์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คงจะมีขึ้นประมาณปลายเดือนกันยายน ความก้าวหน้าในเรื่องนี้ ผมจะมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังเป็นระยะ
อันดับที่สอง ทาง WildAid ทำจดหมายไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี คุณปองพล อดิเรกสาร ในเรื่องของฉลามและการท่องเที่ยว ท่านให้ความสนใจอย่างมาก พอดีท่านเป็นประธานของ "คณะกรรมการอำนวยการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ" จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ "ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยว" (ชื่ออาจเปลี่ยนแปลง) จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงแค่ฉลาม แต่ยังหมายถึงสัตว์อื่นๆ เช่น ชะนี เสือ ช้าง ปลา ฯลฯ
คณะอนุกรรมการนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ผมเชื่อว่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทย เพราะทุกวันนี้ เราอยากมีรายได้จากการท่องเที่ยวให้มากขึ้น แต่เน้นทางด้านการประชาสัมพันธ์หรือกิจกรรมที่ต้องลงทุน เช่น ศูนย์ประชุม ฯลฯ สิ่งหนึ่งที่เราละเลยคือ "ทรัพยากรสิ่งมีชีวิต"
โลกนี้มีบริษัทโฆษณา หากใครมีเงินก็สามารถจ้างได้ การประชาสัมพันธ์ของเมืองไทย จึงไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าประเทศอื่น
โลกนี้ยังมีศูนย์ประชุม เมืองนอกเขาก็มี การสร้างศูนย์ประชุมเป็นสิ่งที่ดี แต่คนอื่นก็สร้างได้ ถ้าคิดว่าค่าใช้จ่ายในเมืองไทยถูก เมืองนอกหลายแห่งก็ถูก เช่น จีน เวียดนาม ถ้าเค้าเอาจริง เราก็อาจถอยเหมือนกัน
แต่เมืองไทยมีธรรมชาติ ไม่มีใครสามารถสร้างฉลามวาฬให้ว่ายอยู่ในทะเลเยอรมัน สร้างชะนีให้วิ่งเล่นอยู่ในป่าเทือกเขาร้อคกี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ที่สำคัญคือเราไม่ต้องลงทุนสักบาทเดียว ในการซื้อหรือการสร้างขึ้น เราเพียงต้องลงทุนในด้านการคุ้มครองและดูแล ที่ประหยัดกว่าการสร้างไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า
การคุ้มครองดูแล จำเป็นต้องทราบว่า เราจะคุ้มครองตัวไหนมากกว่าตัวไหน? สัตว์ใดสำคัญด้านการท่องเที่ยวมากกว่ากัน? ปัญหาอย่างไหนที่ร้ายแรง? ฯลฯ ที่ถ้าผมหวังได้ ผมจะหวังให้เราได้เริ่มเดินก้าวแรกสักที หลังจากที่เราละเลยทรัพยากรสิ่งมีชีวิตนี้มานานแสนนาน
เมื่อนำเรื่องนี้มาเชื่อมกับเรื่องของการอนุรักษ์ฉลามในระยะยาว เราจะได้ข้อมูลสำคัญคือ "คุณค่าของฉลามต่อการท่องเที่ยว" ที่ผมคิดว่าจำเป็นมาก เนื่องจากเราอยู่ในเมืองไทย ประเทศน้อยๆแสนยากจน ข้อมูลเงินทองแบบเศรษฐศาสตร์ ย่อมสำคัญกว่าข้อมูลชีววิทยาแบบระบบนิเวศ
นอกจากเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว การอนุรักษ์ฉลามยังทำได้อีกหลายทาง เช่น การอบรมเยาวชน ศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับฉลาม ฯลฯ ที่อาจมีส่วนช่วยให้บริการความรู้กับเด็กๆ ทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และในแบบสื่อต่างๆ
ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเข้าไปในเสิร์ชอินจิ้นหรือเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลของเมืองไทย ลองคลิกคำว่า "ฉลาม" คุณจะพบว่ามีอยู่ 7 เว็บไซต์ ในจำนวนนี้ 2 เว็บเป็นร้านขายหูฉลาม อีก 1 เว็บเป็นร้านขายฉลามในอะควอเรี่ยม ที่เหลืออีก 1 เว็บไซต์มีภาพฉลามวาฬ สำหรับข้อมูลฉลามจริงๆ มีอยู่ 3 เว็บไซต์เท่านั้น (ผมใช้เสิร์ชของ Siamguru ครับ)
ต่อเมื่อเข้าไปดูใน 3 เว็บไซต์ จะพบว่าจริงๆแล้วเป็นข้อมูลของฉลามวาฬ แต่มีข้อมูลของฉลามอื่นน้อยมาก (มากๆ) เช่น ฉลามในเมืองไทยมีกี่ชนิด? ผมหาข้อมูลนี้จากเว็บไซต์ไม่ได้
ลองคิดถึงเด็กนักเรียนสักคน เราส่งเสริมให้เขารักธรรมชาติ รักการค้นคว้า แต่พอจะหาเรื่องสัตว์มาทำรายงาน จะไปหามาได้จากไหน?
ประเทศไทยยังขาดแหล่งข้อมูลพวกนี้มาก ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการปรับปรุงพัฒนาข้อมูลเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานทั้งในด้านการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ การศึกษา ฯลฯ ที่แทบจะบอกได้ไม่รู้จบ
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เขาว่าอาจารย์ดีแต่พูดปาวๆ ผมเลยลองซักซ้อมทำไว้ใน www.TalayThai.com เป็นส่วนที่เรียกว่า "รักฉลาม...รักทะเลไทย" ลองคลิกเข้าไปดูกันได้ มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับฉลามและบทความด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้นนะครับ อย่าไปหวังอะไรให้เลิศเลอ เนื่องจากเว็บไซต์แห่งนี้ใช้เงินส่วนตัวและเวลาส่วนตัวที่ตอนนี้หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า...พอเป็นแนวเท่านั้น
การอนุรักษ์ฉลาม ยังน่าจะหมายถึงการรณรงค์ในพื้นที่ ตามตำบลต่างๆที่อยู่ติดกับทะเล เพื่อให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของฉลาม ชาวประมงบางคน จับลูกฉลามที่ติดอวนมาขายตัวละ 10-20 บาท จะได้ปล่อยพวกเขากลับลงไปในน้ำ เพื่อวันหน้าฉลามน้อยอาจโตขึ้นมา ทำรายได้ให้หมู่บ้านเขาปีละหลายหมื่นหลายแสนบาท
ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของทางเลือก ที่เราสามารถทำให้ฉลามได้ ในฐานะที่เขาเคยช่วยคนไทยมามากมาย กินคนไทยไปแค่ 2 คน (ตามรายงานอย่างเป็นทางการ) แต่ให้คนไทยกินตั้งไม่รู้กี่ล้าน ช่วยทำรายได้เข้าประเทศไม่รู้กี่ล้าน
เราไม่ได้ยกย่องฉลามเป็นสัตว์พิเศษ ไม่ได้คิดทำอนุสาวรีย์ให้เขา สิ่งที่เราทำได้ คือช่วยให้เขามีโอกาสอยู่รอดต่อไป เพื่อให้ลูกหลานพวกเขาได้มีสิทธิเกิดมาในท้องน้ำสีครามแห่งนี้ จะได้ช่วยทำประโยชน์ให้กับเรา เหมือนที่เคยเป็นมาหลายสิบหลายร้อยปี
ทั้งหมดนี้คือการอนุรักษ์ฉลาม สัตว์ชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ยากเหลือเกินในทางปฏิบัติ หากคุณผู้อ่านลองศึกษากรณีนี้ดีๆ จะรู้เลยว่า เหตุใดการอนุรักษ์ทางทะเลของเมืองไทย จึงประสบกับปัญหามาตลอด?
ใครว่าการอนุรักษ์ป่าไม้หรือสัตว์ป่ายาก ลองมาเจอสัตว์ทะเลหน่อยเถอะครับ รับรองได้หนาวแน่ ต่อให้ช้างก็เถอะ พอเราเริ่มอนุรักษ์จริงๆ มีมูลนิธิตั้งขึ้นมากมายเพื่อช้างไทย ใครต่อใครก็พากันช่วยช้าง แต่วินาทีนี้ เราไม่มีมูลนิธิใดๆที่ทำด้านการอนุรักษ์ทะเลแม้แต่แห่งเดียว
ตรงนี้เสริมนิดหนึ่ง เคยมีคุณๆหลายท่านส่งอีเมลมาหาผม ถามว่าอยากบริจาคเงินช่วยทะเล ทำได้ที่ไหนเอ่ย? ผมก็ได้แต่แบะๆๆ บอกไม่ได้เหมือนกันครับ
เลยลองมาคิดเล่นๆว่า ถ้าช้างกินคน ถ้าคนไทยขายหรือกินหูช้าง เหมือนกับที่เราทำกับฉลาม
การอนุรักษ์ช้างจะสนุกสนานแค่ไหน?
เก็บไปคิดเป็นการบ้าน ก่อนเจอกันในอังคารหน้า ผมจะพาคุณไป "เผชิญหน้าอัลบาทรอส" อันเป็นบทความสุดท้ายของมินิซีรี่ส์ชุด "สรรพสัตว์นิวซีแลนด์" ที่ยังไงก็ต้องเขียนให้ได้ ไม่งั้นต้นฉบับไม่พอรวมเล่ม
ประโยคสุดท้ายของย่อหน้าที่แล้วสอนว่า นักอนุรักษ์ยังต้องกินต้องใช้ หากนักอนุรักษ์เค้าคิดจะรวมเล่มหนังสือ น่าจะซื้อหนังสือของเค้านะ
ฉลามอยู่รอด คนเขียนคอลัมน์นี้อยู่รอด กุศลผลบุญจงบังเกิดแก่คุณผู้อ่านทุกท่าน...เทอญ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.