![]() Last Update : Tuesday 17 July, 2001 2:26 AM |
|
กินฉลามให้สิ้นโลก (1)
ว้า...ทำไงเป็นอย่างนี้นะ?
ผมกะว่าจะจบมินิซีรี่ส์ชุดนิวซีแลนด์ในอังคารนี้ อยากพาคุณผู้อ่านไป "เผชิญหน้าอัลบาทรอส" นกทะเลใหญ่ที่สุดในโลก แต่สถานการณ์ไม่ให้ครับ เพราะช่วงนี้เรื่อง "กินหูฉลาม" กำลังมาแรงมาก แถมยังเป็นเรื่องธรรมดาของคนไทยที่รักง่ายหน่ายเร็ว (บางคนนะ...คนเขียนก็คนหนึ่งล่ะ รักง่ายแต่หน่ายช้าสุดๆ) ขืนผมรอเขียนในอังคารหน้า มีหวังโดนโห่อาจารย์เต่าล้านปี ขนาดเขียนในอังคารนี้ยังหวั่นๆว่าข่าวจะซาแล้วด้วยซ้ำ
จะซาหรือไม่ซาก็ต้องเขียนถึงสักหน่อย ถ้าคุณๆเคยติดตามคอลัมน์นี้เมื่อปีมะโว้ จะทราบดีว่านายคนเขียนพยายามร้องแรกแหกกระเชอว่า ฉลามในเมืองไทยใกล้หมดแล้วนะ ตลอดหลายปีเขียนถึงตั้งหลายตอน ไม่เห็นใครจะมาสนใจ ฉลามก็คงยังตายโครมๆต่อไป พอฝรั่งเค้ามาโชว์ข้อมูลเท่านั้นแหละ สนุกกันใหญ่ มันน่าน้อยใจนักเชียว
แต่ก็ไม่น้อยครับ ผมเป็นคนประเภทอึด จะเป็นฝรั่งเป็นคนไทย ขอให้สนใจทรัพยากรธรรมชาตเป็นพอ อย่างคราวนี้เมื่อ WildAid เค้าโทรมา บอกว่าอาจารย์ขาไปเป็นวิทยากรให้หนูหน่อย เราจะแถลงข่าวเรื่องหูฉลามครั้งที่ 2 มีอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นผู้ร่วมแถลง ผมก็รีบตกปากรับคำ โอ้...ฉลาม มีคนจะพูดถึงเจ้าแล้ว
ผมคงไม่พูดถึงรายละเอียดเรื่องการแถลงข่าว เพราะลงในหนังสือพิมพ์ออกทีวีหลายแห่ง ที่จะมาเล่าให้คุณๆได้ฟังในวันนี้ เป็นการสรุปประเด็นเลยดีกว่า ว่าการรณรงค์ครั้งนี้มีหัวข้ออะไรบ้าง?
หนึ่ง...การกินหูฉลามส่งผลกระทบต่อคนกิน
สอง...การกินหูฉลามส่งผลกระทบต่อฉลาม
สาม...การจัดการเรื่องฉลามในประเทศไทย
เรามาเริ่มกันที่ประเด็นแรก ที่รู้สึกจะฮอตสุดๆจนกลบประเด็นสองและสามหายมิด ทั้งที่จริงๆแล้ว WildAid เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนใจในเรื่องฉลาม มากกว่าเรื่องของคน อย่างไรก็ตาม เค้าอาจประเมินผิดไปหน่อย เพราะปรกติคนย่อมสนใจเรื่องของคนก่อน เรื่องของฉลามมาทีหลัง เมื่อนำสามประเด็นมาแถลงพร้อมกัน กระแสเลยพุ่งไปที่ประเด็นแรก
วิธีการของ WildAid คือจัดการสุ่มซื้อหูฉลามจากยี่ปั๊วซาปั๊วหรืออื่นๆอีกมากมายปั๊ว แต่ไม่ได้ซื้อจากภัตตาคารนะครับ เรียกว่าซื้อจากผู้ส่งจะเหมาะกว่า เมื่อซื้อมาได้ 10 หู ก็นำไปให้สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) เป็นผู้ศึกษา ตรงนี้ผมไม่ทราบนะครับว่าจะจัดจ้างกันอย่างไร? มีสัญญาว่าอะไรบ้าง? แต่ผลการศึกษาออกมาว่า จากหูฉลาม 10 หู จำนวน 7 หูมีปริมาณสารปรอทเกินกว่าค่ามาตรฐานที่ปลอดภัย ในจำนวนนี้มี 1 หูที่ปริมาณสารปรอทสูงกว่าเกณฑ์ถึง 42 เท่า
ถ้าจะสรุปข้อมูลแบบง่ายๆคือ "ร้อยละ 70 ของหูฉลามที่ขายอยู่ในเมืองไทย มีปริมาณสารปรอทมากกว่าค่ามาตรฐาน สูงกว่ากันถึง 42 เท่า"
ข้อมูลนี้ไม่ได้โกหกนะครับ เพียงแต่ว่าอาจบอกไม่หมด จะไปว่า WildAid เค้าก็ไม่ถูก เพราะในหนังสือที่สื่อมวลชนได้รับแจก เขียนภาษาไทยไว้ชัดเจน รวมทั้งมีข้อมูลดิบให้ดูด้วย แต่จะไปว่าสื่อมวลชนก็ไม่ถูก เพราะส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ที่ต้องอาศัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ครั้นจะมานั่งรอวิเคราะห์ก็กลัวตกข่าว สรุปแล้วถือว่าเป็นโชคชะตาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ภายในเวลาไม่นาน วท.ที่ถูกพาดพิง รีบออกมาแถลงข่าว ผมไม่ได้เข้าฟังแต่อ่านข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ สรุปได้ความว่า WildAid ละเมิดข้อตกลงที่นำข้อมูลมาเปิดเผยต่อที่สาธารณะ และข้อมูลที่แถลงไม่แน่ชัด ตัวอย่างน้อยเกินไปที่จะระบุได้
ผมขออนุญาตวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆในส่วนนี้นะครับ เรื่องแรกคือการละเมิดข้อตกลง อันนั้นไม่วิเคราะห์เพราะไม่รู้ว่าตกลงอะไรกันไว้บ้าง? เท่าที่ฟังทั้งสองฝ่ายก็โต้กันไปโต้กันมา เอาเป็นว่าไม่ขอยุ่งแล้วกัน มาดูเรื่องที่สองดีกว่า นั่นคือจำนวนตัวอย่างน้อยเกินไป ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด
แน่นอนว่าการศึกษาสารโลหะหนักในสัตว์ทะเล จะใช้ตัวอย่างแค่ 10 ตัวอย่างคงเป็นเรื่องยาก ความเชื่อมั่นน้อยไปหน่อย แต่ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง หูฉลามไม่ใช่หอย ราคาจะตกหูละเท่าไหร่? ถ้าจะให้ตัวอย่างเพียงพอ สงสัยผู้วิเคราะห์ล่มจม โอกาสที่ได้ตัวอย่างพอเหมือนการวิเคราะห์หอยหรือปลา คงทำได้ยากแสนยาก
มองในแง่นักวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างไม่พอแน่ ไม่ควรจะเปิดเผยข้อมูล เพราะนักวิทยาศาสตร์จะทำอะไรต้องมีความเชื่อมั่นตามหลักวิชาการ
แต่มองในแง่ NGO แล้วเมื่อไหร่จะมีตัวอย่างพอ? อันนี้ชั้นก็ซื้อมาเองนะ รัฐบาลไทยไม่ซื้อสักหน่อย จะมากจะน้อยยังไงก็มีปรอท ถ้าสมมติว่าตัวอย่างที่วิเคราะห์ว่าปรอทมีเกินค่ามาตรฐาน 42 เท่า ไม่ได้ถูกซื้อมาวิเคราะห์ ก็คงส่งขายออกตลาด คนกินก็กินเจ้าหูที่ว่าไป อย่างนั้นไม่ได้หมายความว่า คนกินอาหารที่มีสารปรอทเกินค่ามาตรฐานเหรอ?
เมื่อวันเสาร์ผมไปออกรายการข่าว UBC7 ได้มีโอกาสคุยกับท่านเลขาอย. (องค์การอาหารและยา) ทางโทรศัพท์ ผมว่าจะถามท่าน แต่กลัวเวลาไม่พอก็เลยไม่ได้ถาม จนท่านวางสายไปแล้ว เลยถามคุณพิธีกรทั้งคู่ ในเรื่องที่สงสัยตะหงิดๆ
WildAid เป็นผู้ซื้อหูฉลาม แต่ส่งไปให้วท.วิเคราะห์ ไม่ได้ส่งให้บริษัทเมืองนอก ผลการวิเคราะห์ของวท.ก็น่าจะเชื่อถือได้ นั่นคือประเด็นที่หนึ่ง
ตัวอย่างที่ WildAid ส่งไปมีทั้งหมด 10 ตัวอย่าง นั่นคือประเด็นที่สอง
เมื่ออย.ทำการศึกษาซ้ำ เท่าที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ สุ่มตัวอย่างทั้งหมด 7 แห่ง น่าเสียดายที่หนังสือพิมพ์ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าตกลงกี่ตัวอย่างแน่? แต่เท่าที่ผมฟังจากการพูดคุยวันนั้น ถ้าฟังไม่ผิดรู้สึกจะเป็นสิบกว่าตัวอย่าง
ข้อสงสัยของผมคือ ถ้าบอกว่า WildAid ใช้ตัวอย่างไม่พอ แล้วทางอย.ใช้ตัวอย่างพอเหรอ? ผลวิเคราะห์ของ WildAid ก็เป็นผลจากหน่วยงานของรัฐ อยู่ดีๆจะมามั่วตัวเลขคงเป็นไปไม่ได้ แล้วจะต่างอะไรกับผลที่วิเคราะห์ได้จากทางอย. ในเมื่อจำนวนตัวอย่างก็ใกล้เคียงกัน ผลการวิเคราะห์ก็ทำโดยหน่วยงานของรัฐเหมือนกัน
ประเด็นนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อป่วนอย.นะครับ ผมทราบดีว่าอย.ลำบากรับไปเต็มๆ นโยบายของอย.เท่าที่รู้คือ "เชิงรุก" กับ "เชิงรับ"
เชิงรุกหมายถึงทำการศึกษาอาหารและยาต่างๆในท้องตลาด โดยกำหนดเป้าหมายแน่นอน เชิงรับคือเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น หูฉลาม ปัญหาคือเราต้องจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้า ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดีๆจะเจอเรื่องหูฉลาม ตัวอย่างหนึ่งแสนแพง ถ้าต้องเก็บให้พอ สงสัยได้เจ๊งกันระนาว
ผมเขียนประเด็นนี้ไว้ สำหรับอนาคตอันใกล้ ถ้าผลการตรวจของอย.แตกต่างจากผลของ WildAid คุณผู้อ่านจะได้ทราบที่มาที่ไปและข้อคิดไว้พิจารณา
มาถึงเรื่องปริมาณหูฉลามที่กิน ท่านผู้ว่าวท.บอกว่าต้องกินเป็นปริมาณมากมหาศาล ที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ ผมเห็นด้วยสำหรับคนธรรมดา แต่ถ้าสตรีมีครรภ์ อย่างนั้นคงต้องระวังไว้นิด เพราะรัฐบาลออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ออกมาเตือนสตรีมีครรภ์ในประเทศตัวเองว่า ควรหลีกเลี่ยงการกินฉลาม ถ้าไม่มีมูลเลย อยู่ดีๆรัฐบาลทั้งสองประเทศออกมาเตือนประชาชนทำไม?
สำหรับสารปรอทในสัตว์อื่น เช่น ปลา หอย หลายคนกลัวกันใหญ่ว่าสัตว์น้ำในทะเลไทยปลอดภัยหรือเปล่า? แต่เท่าที่ผมฟังจากศาสตราจารย์ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต อาจารย์บอกว่าติดตามข้อมูลมาตลอด ค่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ต้องห่วงอะไร แต่สำหรับฉลาม ที่นำมาขายอยู่ ไม่ได้เป็นของเมืองไทย เพราะในเมืองไทยไม่มีเหลือแล้ว ส่วนใหญ่เป็นของเมืองนอกทั้งนั้น
ตรงนี้แหละครับที่นำมาตอบปัญหาตอนแรก ทำไมหูฉลามแต่ละตัวอย่าง ถึงมีปริมาณสารปรอทแตกต่างกัน? เหตุผลคือฉลามพวกนี้ถูกจับมาจากคนละทะเล บางตัวอยู่แถวทะเลปิดในเขตอุตสาหกรรม ย่อมมีปริมาณสารปรอทสูง บางตัวอยู่ในทะเลเปิด น้ำทะเลสะอาด ก็มีปริมาณสารปรอทต่ำ
เนื่องจากหูฉลามถูกนำมาจากเกือบทุกมุมโลก แถมยังระบุไม่ได้ว่าฉลามตัวนี้มาจากไหน? การศึกษาโดยแยกตัวอย่างตามแหล่งที่มา ย่อมเป็นไปไม่ได้ วิธีการคือต้องมีตังค์พอซื้อหูฉลามหลายร้อยหรือหลายพันหรือมากกว่านั้น กว่าจะได้ค่าที่พอเชื่อถือได้ในเชิงสถิติ ข้อมูลสารปรอทในทะเลไทยก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ (จากรายงานที่ผมอ่าน สารปรอทในทะเลไทย ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานครับ)
สรุปแล้วยิ่งวิเคราะห์ยิ่งพาจน ข้อมูลจะออกมาสับสน ยังไงก็สับสน เพราะตัวอย่างไม่พอ ประเด็นนี้ผมมองดูแล้วยังไงคงจบไม่ได้ง่ายๆแน่ เอาเป็นว่า ลองติดตามเหตุการณ์ต่อไปดีกว่า
มาถึงประเด็นที่สอง "การกินหูฉลามส่งผลกระทบกับฉลามอย่างไรบ้าง" WildAid บอกว่าทำให้ปริมาณฉลามในโลกมีน้อยลง ปัจจุบันคนกินฉลามประมาณปีละ 100 ล้านตัว
ผมลองเข้าไปอ่านในกระทู้ใน www.Pantip.com บางคนบอกว่า ไม่เชื่อ...เป็นไปได้ไง กินฉลามปีละตั้ง 100 ล้านตัว? นักอนุรักษ์กุข่าวมากกว่า
เพื่อหาว่าจริงหรือไม่? ผมเลยลองค้นเอกสาร พบว่าข้อมูลที่ WildAid อ้างถึง ส่วนใหญ่มาจาก "องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ" ที่คนไทยอาจคุ้นในนาม FAO และจากการประชุมทางวิชาการบางแห่ง นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Compagno, L.J.V. สรุปไว้ในงานวิจัย "Sharks, fisheries and biodiversity" รายงานในการประชุม Sharks 2000 Conference ที่ฮาวายว่า เราอาจจับฉลามถึงปีละ 146 ล้านตัว เห็นตัวเลขนี้ยิ่งน่าตกใจขึ้นไปใหญ่
ปัญหาคือปริมาณการจับฉลามไม่ค่อยแน่ชัด FAO รายงานว่ามีประมาณ 730,000 ตัน แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า น่าจะมีมากกว่านั้น เพราะฉลามจำนวนมากถูกจับโดยไม่มีรายงาน เนื่องจากถูกจับโดยเรืออวนลากหรือเครื่องมือประมงอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้จับฉลามโดยตรง
ตัวอย่างง่ายๆคือถ้าชาวบ้านออกไปตกปลา ตกได้ฉลามมาหนึ่งตัว กลับมาที่ฝั่งก็เอาฉลามไปขายตลาด พวกนี้ไม่มีรายงานแน่ เพราะไม่ได้นำฉลามขึ้นที่แพปลา จึงไม่ได้มีการจดข้อมูลไว้
จากการประชุม Shark 2000 นักวิทยาศาสตร์ช่วยกันสรุปว่า แต่ละปีคงมีฉลามประมาณ 55-100 ล้านตัวที่ถูกคนจับ ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่า WildAid กล่าวถึง ซึ่งผ่านการศึกษาและการประชุมทางวิชาการมาแล้ว ตัวเลขนี้จึงเป็นไปได้ ขึ้นกับว่าจะเลือกตัวเลขมากหรือตัวเลขน้อย ดีไม่ดีอาจเลือกให้มากกว่านั้น นำตัวเลข 146 ล้านตัวมาใช้ก็ได้ เพราะนั่นก็เป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน
แต่ถ้าฉลามทั้งโลกมีสัก 1,000,000 ล้านตัว กินปีละ 100 ล้านก็ไม่เห็นน่าจะเป็นอะไร การดูตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว จึงใช้ไม่ค่อยได้ ที่น่าสนกว่านั้น คือ จำนวนของฉลามที่จับได้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพรรคพวกฉลามที่เหลือ ทำให้พวกเขามีจำนวนน้อยลงจนน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์หรือไม่?
จากข้อมูลของ FAO การจับฉลามและกระเบนของทั้งโลก มีปริมาณมากเกินจุดเหมาะสมตั้งแต่ค.ศ.1996 กราฟปริมาณปลาที่จับได้ลดลงตลอด ถ้าจะคิดว่าคนเรากินฉลามน้อยลง คงเป็นไปได้ยาก น่าจะเป็นในทางตรงข้าม คือเรากินฉลามมากเกินไป จนพวกเขาเจริญเติบโตได้ไม่ทัน ปริมาณโดยรวมจึงลดลง
จากทั้งโลกมาถึงบ้านเรา สถานการณ์ฉลามไทยเป็นอย่างไรบ้าง?
ผมไม่สามารถค้นข้อมูลตรงส่วนนี้ และไม่คิดว่ามีด้วย แต่เกือบทุกท่านที่ออกมาให้สัมภาษณ์ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฉลามในทะเลไทยแทบไม่เหลือแล้ว ที่เรากินๆอยู่ตอนนี้ เป็นหูฉลามที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
ข้อมูลแค่นั้นอาจไม่เพียงพอ ผมเลยสอบถามบรรดานักดำน้ำหลายคน ฮั่นแน่!!? ถ้าคุณๆคิดจะจับผิดผม บอกว่าหลายคนน่ะใครบ้าง อ้างไปเรื่อยหรือเปล่า? ผมเตรียมรายชื่อไว้เรียบร้อยครับ แต่ถ้าลงทุกคนคงจะยาวเกินไป เอาแค่ชื่อเล่น เช่น น้าดรล์ คุณนัท คุณวินิจ พี่น้อย ฯลฯ บอกแค่นี้ในวงการคงพอรู้ว่าใคร พวกเราเคยดำน้ำรวมกันประมาณ 10,000 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 25 ปีในทะเลไทย
เราพอสรุปได้ว่า ฉลามหัวค้อนน่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะไม่มีใครเห็นในทะเลไทยเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฉลามครีบเงินจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเหลือให้ดูเพียงเกาะสิมิลันแบบนานๆที เกาะสุรินทร์ยังเจอบ้าง ส่วนทะเลอื่นต้องฟลุ๊คจริงๆ
ถ้าให้ผมสรุปคนเดียว เมื่อสัก 15 ปีที่แล้ว ผมเคยเจอฉลามเกือบทุกที่ เช่น พัทยา ชุมพร เกาะเต่า เกาะสมุย สิมิลัน สุรินทร์ ฯลฯ ที่สิมิลันผมไปดำน้ำเมื่อปี 2524 เห็นฉลามทุกครั้งที่ลงน้ำ ในระยะหลังลงดำน้ำ 100 ครั้ง ไม่เจอฉลามสักตัว
ข้อมูลเช่นนี้คงอ้างอิงทางวิชาการไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้เขียน Proposal ขอทุนวิจัยทำกันให้เต็มรูปแบบ แต่อาจใช้ได้สำหรับคนที่เชื่อผม ฉลามในเมืองไทยลดจำนวนลงแน่นอน ลดลงมากด้วย ถ้าเทียบกันแบบให้เห็นภาพ ปัจจุบันผมเจอเต่าทะเล ที่เราเป็นห่วงว่าใกล้สูญพันธุ์ต้องอนุรักษ์เป็นหนักเป็นหนา บ่อยกว่าเจอฉลามตั้งเยอะ
ทั้งหมดนี้ จึงมาถึงในสิ่งที่ WildAid เค้าเรียกร้องจากรัฐบาล นั่นคืออยากให้มีการจัดการฉลามในเมืองไทยอย่างเป็นรูปแบบ หรือมีความหวังบ้าง สักนิดก็ยังดี ไม่ใช่ปล่อยให้อึมครึมเช่นนี้ ฉลามไทยอยู่ในสถานการณ์ใด? ชนิดใดใกล้สูญพันธุ์ ชนิดไหนพอมีหวัง ชนิดไหนยังกินได้ จะมีแนวทางจัดการอย่างไรต่อไป เอากันให้แน่ๆ
ปัญหาคือประเด็นนี้เงียบหาย ทุกคนไปมุ่งกันแต่ว่า กินหูฉลามแล้วตัวเราจะตายไหมหนอ? ลูกเราจะโง่ไหมเอ่ย? แต่ลึกๆไปกว่านั้น ถึงลูกเราจะไม่โง่ ตัวเราจะไม่ตาย แต่ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตที่ทรงคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของทะเลไทย กำลังจะจากไป...ไม่สิ...เรียกว่าจากไปแล้วก็ได้สำหรับบางชนิด เหลือเพียงไม่กี่ชนิดที่รอให้เราไปช่วยเหลือ
อ้างคำพูดจากท่านผู้ว่าททท. ที่ได้ยินมาจากการประชุมที่มอลดีฟ "ฉลามในมอลดีฟแต่ละตัว ทำรายได้ให้ประเทศประมาณตัวละ 45,000 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งปี โดยเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเราฆ่าเขาให้ตาย ราคาอาจไม่ถึง 25 เหรียญ"
แล้วฉลามในเมืองไทย ทำรายได้แค่ไหนเอ่ย?
ว้า...เกินโควต้าแล้วครับ คงต้องต่ออังคารหน้า ระหว่างนี้กินปาท่องโก๋แทนปลาฉลามไปก่อนนะครับ
หมายเหตุ - สนใจเรื่องหูฉลามมากกว่านี้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ "กินหูฉลาม" เรื่องไม่ซ้ำกันด้วยครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.