![]() Last Update : Tuesday 1 May, 2001 5:52 AM |
|
ขึ้นท้องฟ้าตามหาพะยูน
ฟึ่บฟึ่บฟึ่บ
เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง ดังลอดกระจกหน้าต่างที่ปิดสนิท มือหนึ่งผมกำกล้องไว้แน่น อีกมือจับเข็มขัดนิรภัย ที่ฝรั่งทำมาไว้ขาดๆเกินๆยังไงก็ไม่รู้ เพราะผมใส่เข้าไปไม่ได้ รูปร่างหน้าตาไม่เห็นเหมือนกับเข็มขัดนิรภัยบนเครื่องบินสักนิด
เฮลิคอปเตอร์ยกตัวขึ้น ลอยไปตั้งหลักตามประสาฮ.ที่ดี ก่อนพุ่งฟิ้วผ่านเสาไฟฟ้า ยอดไม้ และถนนสายเล็กๆที่ทอดตรงไปสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ หาดเจ้าไหม
หาดเจ้าไหมเป็นอุทยานฯอยู่ในจังหวัดตรัง ของขึ้นชื่อในจังหวัดนี้นอกจากขนมเค้กขุกมิ่ง หมูย่างเมืองตรัง และโกปิ๊ คงหนีไม่พ้นสัตว์สงวน 1 ใน 15 ชนิดของเมืองไทย และเป็นชนิดเดียวที่เป็นสัตว์ทะเล เขาคือ พะยูน
พะยูนกับเมืองตรังเป็นของคู่กันมาได้สักสิบปี เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้สำรวจพบว่า บริเวณแหล่งหญ้าทะเลรอบๆเกาะลิบง หาดยาว และเกาะมุก เป็นที่อยู่ของพะยูน จะเป็นฝูงสุดท้ายหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ? แต่ที่ใช่แน่คือฝูงนี้มีเยอะสุด การสำรวจที่ผ่านมาไม่นาน นักวิจัยพบพะยูนถึง 70 ตัว
ข้อมูลนี้อาจตรงข้ามกับสิ่งที่เรารับรู้ตามหนังสือพิมพ์ ผมอ่านเจอประจำว่าพะยูนโดนฆ่า ตัดหัว ตัดคอ หั่นเขี้ยว ติดอวน ฯลฯ จนน่าเป็นห่วงว่าพวกเขาจะลาตายไปสวรรค์หมดฝูง แต่เรายังมีความหวังเล็กๆว่ายังพอมีโอกาสเหลือ ถ้าพวกเขาได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง โอกาสที่พะยูนในเมืองตรังจะไม่สูญพันธุ์ยังมี
มีแล้วไง?
ถ้าคุณถามเช่นนี้ แปลว่าคุณอาจไม่เคยไปเมืองตรัง หรือเคยไปก็นานแล้ว เพราะปัจจุบันพะยูนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวในจังหวัด ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน คุณสามารถหาซื้อพะยูนแกะสลักเป็นไม้ ตัวละ 50-650 บาท (ยังไม่ได้ต่อ) หรือทำด้วยเรซินแบบแฮนด์เมด ราคา 1,000-1,500 บาท (ต่อไม่ไหวเพราะไม่มีตังค์ซื้อ) ตลอดจนสิ่งละอันพันละน้อย ที่ถูกประดิษฐ์ประดอยเป็นของที่ระลึก
เวลาเมืองอื่นจัดแข่งกีฬา คนในเมืองคงปวดหัวเหมือนกันว่าจะเอาสัตว์อะไรมาเป็นสัญลักษณ์ดี จะใช้ช้างก็มีตั้งหลายจังหวัดที่มีช้าง ใช้แมวใช้ลิงใช้หมูป่า เมืองอื่นก็มีทั้งนั้น แต่พอมาถึงเมืองตรัง คณะกรรมการฯแทบไม่ต้องคิด ยังไงก็ต้องเป็นพะยูนอยู่แล้ว
ผมเคยเดินทางไปกินเหล้ามาหลายแห่งทั่วเมืองไทย แต่มีอยู่แห่งเดียวเท่านั้น ที่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์มาเป็นชื่อผับ นั่นคือ Dugong Pub บอกมาแค่นี้คงรู้แล้วนะครับว่าพะยูนคู่เมืองตรังขนาดไหน?
ปัญหาคือนักท่องเที่ยวไปเมืองตรัง ใครเคยเห็นพะยูนบ้างเอ่ย?
นับตั้งแต่ ไอ้โทน พะยูนสุดเชื่องที่เคยมาอยู่ชายหาดคอยทักทายผู้มาเยือน ตายไปเมื่อหลายปีก่อน ด้วยสาเหตุที่ยังคลุมเครือ บ้างก็ว่าติดโรคจากคนที่ไปกอดจูบลูบคลำไอ้โทน โดยเข้าใจว่านั่นคือการแสดงความรักกับสัตว์โลก จนไอ้โทนซี้ม่องเซ็กไป ต่อจากนั้น แทบไม่มีใครได้เห็นพะยูนอีกเลย
เหตุผลแสนง่าย พะยูนแม้มีชื่อว่า หมูน้ำ แต่ไม่ใช่หมูในอวยเสมอไป พวกเขาเป็นสัตว์ที่หูไวแถมยังปราดเปรียว ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็ลงดำน้ำหายต๋อม โอกาสนั่งเรือดูพะยูนมีเกือบเท่ากับศูนย์ เรื่องที่จะคิดจัดทัวร์ไปดูเหมือนดูวาฬในเมืองนอก เจ้าของทัวร์เตรียมโดนรุมตื้บได้
เทคนิคชมพะยูนคงมีแบบเดียวเท่านั้น คือการส่องพะยูนทางอากาศ ปัจจุบันเริ่มมีให้บริการแล้ว เป็นเครื่องร่อนล่องลอยไปบนฟ้า คิดราคาชั่วโมงละ 4,000 บาทหรือ 15 นาที 1,200 บาท จะดีหรือไม่ดีอย่างไร ผมบอกไม่ได้ เพราะยังไม่เคยลอง
แต่ที่ลองแล้วคือการนั่งเฮลิคอปเตอร์ตามหาพะยูน เหตุเกิดเมื่อกระทรวงเกษตรฯและอุทยานฯหาดเจ้าไหม ต้องการจะสำรวจพะยูน พอดีผมไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา แถมยังเป็นช่างภาพจำเป็นอยู่ด้วย เลยขอพวกเขาติดตามขึ้นไปดูหมูน้ำจากบนฟ้า
เมื่อถึงเวลานัด ผมเดินทางไปพบกับทีมงาน จัดแจงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงฯ ไม่ถึงห้านาที ผมมาลอยอยู่บนฟ้า ที่ความสูงประมาณ 150-200 เมตร
มองไปด้านล่าง ผมเห็นขุนเขาหินปูนสุดสวยของจังหวัดตรัง สลับกับป่าชายเลนหนาแน่น เกาะลิบงตั้งอยู่ไกลลิบๆ
ยังไม่ทันพ้นลำคลองเพื่อออกทะเล เสียงคุณไพโรจน์ ผู้อำนวยการกองบินเกษตร และพี่สุธรรม หัวหน้าอุทยานฯหาดเจ้าไหม เอะอะมาจากที่นั่งด้านหลัง เต่าเต่าเต่า
เต่าทะเลตัวใหญ่ว่ายอยู่บนผิวน้ำ ทำให้ทีมงานตื่นเต้นมาก ผมยิ่งตื่นเต้นใหญ่ เพราะไม่ได้เห็นเต่าตัวนั้น เลยอยากเห็นบ้างก็ไม่มีโอกาส เพราะฮ.บินเร็วบรื๋อๆข้ามหัวเต่าไปนานแล้ว แต่ยังไงก็รู้สึกฤกษ์ดีมีชัย ขนาดยังไม่ถึงทะเลนะเนี่ยยังได้เห็นเต่าเลย
เป้าหมายในการล่าพะยูนจากฟากฟ้า คือแนวหญ้าทะเลและร่องน้ำ ระหว่างชายฝั่งและเกาะลิบง บริเวณนี้พะยูนมักมาหากินประจำในช่วงน้ำขึ้นเกือบสูงสุด จนถึงช่วงน้ำกำลังลง หากเรามาผิดเวลา ช่วงน้ำลงแห้งผาก โอกาสเห็นพะยูนก็น้อยไปด้วย
ฮ.เริ่มบินวนเป็นวงกลมในบริเวณนั้น ห้านาทีแรก ทุกคนพยายามสอดส่องสายตาสุดกำลัง ทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าส่องดูอะไร บรรดาคนที่ขึ้นมาบนฮ.ลำนี้ มีเพียงพี่สุธรรมคนเดียวที่เคยเห็นพะยูนจริงๆในธรรมชาติ ที่เหลือนั้นพยายามดูอะไรก็ได้ที่คาดว่าน่าจะเป็นพะยูน
สิบนาทีต่อมา การสอดส่องสายตาเริ่มน้อยลงน้อยลง เพราะเราไม่เห็นพะยูนสักตัว มีเฮก็ครั้งเดียวตอนที่เราเห็นขอนไม้ใต้น้ำแล้วนึกว่าเป็นพะยูน หรือว่าโชคชะตาของเราจะตกอับปานนั้น มีเหมือนกันที่ฮ.ออกตามหาแล้วไม่เจอพะยูนสักตัว
ผมถอนหายใจเฮือก ขยับตัวเพื่อผ่อนคลายอาการเกร็ง ทอดสายตาไปเบื้องหน้า มองผืนน้ำไกลๆเผื่อจะกลายเป็นหน้าสาวเจ้าที่เราทิ้งไว้กรุงเทพฯ และแล้วผมเห็นสิ่งหนึ่งสีน้ำตาลอยู่ในน้ำ
การบรรยายสภาพที่เกิดตอนนั้นทำได้ยากมาก เอาเป็นว่าถ้าบ้านคุณสูงสองชั้น มีสนามหญ้าขนาด 50 ตารางวาอยู่หน้าบ้าน ขอให้คุณขึ้นไปชั้นสอง จากนั้นหากลักไม้ขีดไฟตราพญานาค ปาลงไปบนสนาม แล้วมองดูผ่านหน้าต่างชั้นสอง นั่นคือขนาดของพะยูนที่เราดูจากเฮลิคอปเตอร์
ข้อแม้กลักไม้ขีดของคุณต้องดำดินได้ โผล่มาแค่ช่วงสั้นๆ 2-5 วินาที จากนั้นดำดินต่ออีกสัก 4-5 นาที
พะยูนที่ผมเห็นเป็นตัวแรกของทริป มีตัวที่สองอยู่เคียงคู่ พวกเขาเป็นพะยูนแม่ลูกครับ ว่ายเคียงคู่กันบนผิวน้ำแป๊บเดียว ก่อนจะดำดิ่งหายไปในพริบตา ผมสังเกตเห็นว่า แม่ดำก่อนลูก หมายความว่าแม่คงเป็นผู้เฝ้าระวัง ขณะลูกน้อยคอยทำตาม ไม่ผิดอะไรกับคนเราเปี๊ยบ
อู้ฮู!!?
ทุกคนในฮ.ร้องคำนี้เกือบพร้อมกัน เพราะเป็นความรู้สึกยากบรรยาย ยามเมื่อเราได้เห็นสัตว์ที่มีอยู่ในเมืองไทยไม่ถึงร้อยตัวเป็นครั้งแรก
การหากินของพะยูน เหมือนสัตว์อื่นอีกหลายชนิดที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ถ้าเราเจอเค้าหนึ่งตัว โอกาสเจอตัวที่สองสามสี่ตามมาในไม่ช้า แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่เจอเลย
พะยูนกระจายเป็นกลุ่มย่อยๆในรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร บ้างก็อยู่แบบสองตัวแม่ลูก บ้างก็มากันสามตัว มีอยู่ฝูงหนึ่งเจอพะยูนตัวใหญ่รวมกันเกิน 10 ตัว สำหรับพะยูนโทนที่ว่ายห่างจากฝูง เราเจอเพียงตัวเดียวเท่านั้น
ตลอดเวลาสามสิบนาทีนับตั้งแต่เราเจอตัวแรก พวกผมนับพะยูนได้ทั้งหมด 28 ตัว มีพะยูนแม่ลูก 3 คู่เป็นอย่างต่ำ หมายความว่าฝูงพะยูนแห่งเมืองตรังยังมีโอกาสเพิ่มจำนวน
แต่หน้าที่ของผมเพิ่งเริ่มต้น สัญญิงสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะกับพี่สุธรรมว่า จะยังไงก็ต้องถ่ายภาพพะยูนให้ได้ ผมเคยเห็นภาพถ่ายพะยูนทางอากาศ แต่ตัวเล็กนิดเดียวไม่สะใจเลย ครั้งนี้ผมเลยหอบหิ้วเอาเลนส์ 500mm ขึ้นฮ.ไป ความยาวหนึ่งศอกพอดี กะว่าจะถ่ายภาพให้จั๋งหนับ
สิ่งที่ผมลืมไปคือเลนส์เทเลฯพวกนี้ จะต้องใช้ฟิลม์ที่ความไวแสงสูงมาก เพื่อป้องกันมือสั่นและฮ.สั่น แถมผมยังต้องถ่ายภาพแบบเปิดหน้าต่าง ลมโกรกเข้ามาโดนเลนส์ฟิ้วๆยิ่งส่ายกันไปใหญ่
พะยูนยังโผล่มาให้ผมถ่ายภาพแค่หนึ่งถึงสองแวบ กว่าจะกวาดเลนส์หาพะยูนเจอ เค้าก็มุดลงน้ำไปเรียบร้อยโรงเรียนพะยูนแล้ว โอกาสได้ภาพเจ๋งๆไม่มีเลย ด้วยความฉุนเฉียว อีกทั้งไม่ได้ซื้อฟิล์มเองเพราะมีนิตยสาร ATG เป็นสปอนเซอร์ ผมเลยรัวนิ้วแบบไม่นับ หนีดีนักเหรอนี่แน่ะแช้กๆๆๆ
ผู้คนบนฮ.ร้องเฮ้ย!!? พลางชี้มือไปที่ผิวทะเลด้านซ้ายมือ ตรงนั้นมีพะยูนฝูงใหญ่ ตัวหนึ่งทำท่าทีไม่เหมือนเหล่าพะยูนทั้งหลาย แต่เหมือนโลมามากกว่า
ใครคิดว่าพะยูนเป็นหมูเชื่องๆ ว่ายอุ้ยอ้ายไปเรื่อย คงต้องคิดใหม่หากได้เห็นภาพอย่างที่ผมกำลังดู พะยูนใหญ่ตัวนั้นเผ่นพรวดขึ้นมาจากน้ำเกินครึ่งตัว ก่อนทิ้งตัวลงส่งน้ำแตกกระจายไปรอบด้าน ผมกลืนน้ำลายเอื้อก คิดถึงเรื่องสมัยก่อนตอนเป็นนิสิต อาจารย์สุรพล สุดารา ส่งผมไปอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ หมูดุด หรือพะยูน
ครั้งนั้น ผมมอมเหล้าชาวบ้าน จนแกเล่าเรื่องให้ฟังยาวเหยียด ตั้งแต่อดีตหลายสิบปีก่อน มีพะยูนอยู่ไม่ต่ำกว่า 40 ตัวในอ่าวแห่งนั้น ไม่มีใครจับพะยูนกิน ต่อมามีชาวเวียดนามเดินทางมาถึงพร้อมกับอุปกรณ์จับพะยูน ลักษณะเป็นอวนลอยขนาดใหญ่
ชาวเวียดนามจะออกไปดูแหล่งหากินของพะยูน โดยสังเกตจากรอย ดุด ที่พะยูนขุดกินหญ้าทะเล เมื่อเจอแล้วเขาจะปล่อยอวนไว้แถวนั้น เมื่อพะยูนเข้ามาติดอวนจะดิ้นรน ชาวเวียดนามไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่พยายามใช้พายหรือเท้ากดไว้ให้พะยูนจมน้ำตาย ก่อนนำมาแล่เนื้อกินบ้างขายบ้าง เพียงปีสองปีพะยูนสูญพันธุ์ไปจากอ่าวคุ้งกระเบน ชาวเวียดนามก็จากไป
ผมสงสารพะยูน แต่สงสารชาวบ้านมากกว่า ถ้ายังมีพะยูนอยู่ตอนนี้ ชาวคุ้งกระเบนมีหวังรวยเละ เพราะเป็นอ่าวตื้นแถมยังเกือบปิด หญ้าทะเลมีอยู่แหล่งเดียว พะยูนต้องเข้ามาหากินแถวนั้นอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวมีโอกาสเห็นได้ง่ายเหลือเกิน การท่องเที่ยวคงจะบูมกันสนุกสนาน ชาวบ้านรับเงินเหนาะๆ
เรื่องนี้อาจเป็นอุทาหรณ์ว่า ถ้าเราไม่รู้จักรักษาทรัพยากรหน้าบ้าน ปล่อยให้คนถิ่นอื่นเขามาทำลาย ไม่นานครับรับรองหมด คนถิ่นอื่นก็จากไป ทิ้งให้เราเศร้าหมองกับทรัพยากรเน่าๆต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน
แต่เรื่องนี้มาเกี่ยวกับพะยูนกระโดด เพราะชาวบ้านเค้าเล่าให้ผมฟังว่า บางครั้งพะยูนหนุ่มวัยทีนอาจสู้กัน บางตัวจะกระโดดขึ้นมาสูง เป็นการข่มขู่อีกฝ่าย ที่ผมไม่ค่อยเชื่อในตอนนั้น เพราะแกกรึ่มเข้าไปชักเยอะ แต่ตอนนี้ได้เห็นด้วยสายตาตัวเอง พะยูนกระโดดได้จริงๆครับ
เราสำรวจพะยูนกัน 2 วัน ในวันที่สองนับพะยูนได้เกิน 30 ตัว แต่ผมเกิดอาการเมาฮ.เลยหมดแรงนับต่อ เช็คดูแล้วถ่ายภาพมาได้ 3 ม้วน กลับมากรุงเทพฯลองล้างภาพดู เด็กชายธราที่ชอบแฝงตัวเข้ามาดูผมส่องสไลด์ ชี้ที่ภาพพะยูนแล้วบอกว่า หนอนหนอน
ด้วยคำเตือนจากเด็กชายธรา ผมเลยไม่กล้าเอาภาพพะยูนมาลงโชว์ในหน้ากระดาษขาวดำของ ผู้จัดการ เพราะหวั่นใจว่าคุณผู้อ่านจะเห็นเป็นหนอนจริงๆ
อาทิตย์นี้ จบลงด้วยความชื่นมื่นของการเจอพะยูนในน่านน้ำไทย อาทิตย์หน้าสัญญาไว้ เราจะมา คุยเฟื่องเรื่องค่างแว่น แถมเรื่องผีโป่งค่างให้อีกหน่อย ตามนโยบายใหม่ของบก.ที่ต้องการให้มีเรื่องผีประกอบทุกตอน ผมจะพยายามแต่งเรื่องผีพะยูนก็ไม่เป็นผล ต้องขออภัยบก.ไว้ ณ โอกาสนี้
ปล. ขอบคุณพี่ไพโรจน์ ผู้อำนวยการกองบินเกษตร พี่สุธรรม หัวหน้าอุทยานฯหาดเจ้าไหม คุณนักบินที่ผมจำชื่อไม่ได้ และคุณพ่อของผมเอง ที่กรุณาให้ผมเข้าร่วมการสำรวจพะยูนครั้งนี้
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.