![]() Last Update : Tuesday 6 March, 2001 0:08 AM |
|
ในถ้ำมีน้ำลอด...ปางมะผ้า
ปางมะผ้าเป็นชื่อของอำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน หากขับรถจากอำเภอเมืองไปเชียงใหม่ ตามเส้นทางปาย-แม่มาลัย หรือเส้นทางพันกว่าโค้งอันมีชื่อเสียง ไงๆก็ต้องผ่านอำเภอนี้
เมื่อมองด้วยสายตาพร่า เหตุด้วยว่าเมารถจังเลย คุณอาจจะเห็นอำเภอนี้ดังเช่นอำเภออื่นๆอีกมากมาย ตามชนบทของเมืองไทย ที่นี่ไม่มีตลาดขนาดใหญ่ ไม่มีอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ไม่มีแม้บ้านพักแบบเกสต์เฮ้าส์หรือผับริมถนน ที่พบอยู่มากมายในอำเภอปาย ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร
แต่บ่ายวันนั้น รถ 4x4 สีน้ำทะเล มีฝุ่นเขลอะตั้งแต่หน้าหม้อยันยางอะไหล่ บรรทุกผู้โดยสารรวม 8 คน มีแร็คหลังคา 2 อันใส่เป้เต็มเพียบ พร้อมตาข่ายยางยืดผลิตในอินโดนีเซียคลุมอยู่ ตาข่ายดังกล่าว ถ้าซื้อในงานพวกมอเตอร์โชว์ ราคาจะอยู่ที่ 1,000 บาท แต่ถ้าไปเดินต่อราคาซื้อแถววรจักร จะได้ราคา 600 บาท
รถคันนั้นผ่านป้ายบอกทางเข้า "ถ้ำน้ำลอด" ที่อยู่ในตัวอำเภอ พุ่งเลยไปหลายร้อยเมตรตามสไตล์คนขับที่ไม่เคยดูป้าย บางครั้งแม้แต่ถนนคุณคนนี้เค้าก็ยังไม่มอง จนผู้คนหลังรถร้องกันลั่น คุณคนขับถึงตื่นจากการหลับในหรือการนอนพักช่วงบ่ายของวัยทอง เบรครถจนทุกคนหัวคะมำไปข้างหน้า น่าเสียดายว่าในรถคันนี้ไม่มีสาวโสด มีเพียงสาวที่แต่งงานแล้วหนึ่งราย การคะมำครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ที่ก่อตัวเป็นความรักในลำดับต่อๆมา
ทางสายเล็กๆนั้นเพิ่งปรับถนนใหม่ แต่สะพานไม้ยังคงเดิม ด้วยน้ำหนักของรถที่ผ่านไปมา ตอม่อยุบตัวลงกลายเป็นสะพานหลังอาน ทำให้รถคันสวยต้องค่อยๆ ไต่ลงไปอย่างระมัดระวัง
ผมนั่งลุ้นคุณโอภาส นักขับรถมือฉมังและนักเขียนมือไม่ฉมังแห่งคอลัมน์ "อิ่มท้องท่องไทย" ให้พารถผ่านไปจนถึงเป้าหมาย จริงๆแล้วก็ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ อาจดูหวาดเสียวนิดหน่อย แต่ต้องเข้าใจว่ารถเราบรรทุกเพียบ น้ำหนักเกิน 2 ตันแน่ ถ้าเป็นรถเก๋งธรรมดา...สบายบรื๋อ
จากปากทางเข้าแค่ 7-8 กม. เราเข้ามาถึงลานจอดรถใหญ่ มีด่านกรมป่าไม้อยู่ข้างหน้า คุณโอภาสไปติดต่อได้ความว่า เราต้องลงชื่อคนเข้า มีไกด์พร้อมตะเกียงเจ้าพายุให้บริการกลุ่มละ 200 บาท กลุ่มหนึ่งไม่ควรเกิน 4 คน สรุปแล้วแชร์กันจ่ายคนละ 50 บาท ระยะเวลาเข้าถ้ำประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าคุณจะหลงใหลในถ้ำขนาดไหน?
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบบ่ายสอง ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ขืนเข้าถ้ำก่อนแล้วออกมา มีหวังถึงขั้นสลบ ผมเลยนำทีมบุกจู่โจมร้านไก่ย่าง แถวนั้นมีตั้ง 5-6 ร้าน ตั้งอยู่ติดกันในโรงอาหารใหญ่ รสชาติเหมือนไก่ทั่วไป มีข้าวเหนียวส้มตำ ไม่มีอะไรอร่อยเด็ดขาด แต่ราคารับได้ ใครจะมากินข้าวที่นี่ คงไม่สะใจและไม่เศร้าใจ
อิ่มแล้วถึงเวลาก้าวขาหน้าเดิน ไกด์แก่แม่ม่ายนำทางเราไป ข้างทางมีเด็กขายอาหารปลาเพียบ แต่ละคนร้องว่า "อุ๊ยๆๆ...ซื้อขนมเลี้ยงปลาหน่อยเจ้า ตั้งแต่เช้ามา หนูยังขายไม่ได้เลย" ประโยคนี้ถือเป็นสโลแกนในการขายของ เด็กน้อยทุกคน วัยตั้งแต่ 3-6 ขวบ พูดอย่างนี้เหมือนกันหมด จนสาวน้อยในคณะอดใจไม่ไหว สงสารเด็กหน้าตาคล้ายลูกตัวเอง เลยรีบเข้าไปซื้อ จ่ายไป 10 บาทได้ขนมมา 3 ห่อ เดินเลยไปยังไม่ถึงสิบก้าว ได้ยินเสียงอุ๊ยๆๆ...หนูยังขายไม่ได้เลยจ้า หันกลับไปถึงรู้ว่าเมื่อกี้เพิ่งทำการค้ากับเด็กเลี้ยงแกะ
ทางเดินผ่านเข้าไปในป่าโปร่ง มีขึ้นเนินนิดหน่อยแต่ไม่ชันมาก ระหว่างทางมีนกหลายชนิด ผมเลยใช้เลนส์บาซูก้า ที่ดันแบกมาเข้าถ้ำด้วย จัดแจงถ่ายภาพนกน้อยหนึ่งตัวไว้ได้ ชัดแจ๋วมากจนต้องเอามาอวดกัน
เราใช้เวลาสิบกว่านาทีนิดๆ ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตร ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำกว้างใหญ่ สูงเกิน 40 เมตร มีลำธารกว้างสัก 10 เมตรไหลระริกเข้าถ้ำ สมชื่อถ้ำน้ำลอดจริงๆ
หน้าถ้ำมีควาย ไม่ใช่ผีบุญเลิศ แต่เป็นควายถ้ำ มีอยู่หนึ่งฝูงประมาณสิบกว่าตัว นักท่องเที่ยวคนไหนเดินผ่านมา ควายก็มองแล้วร้องมอเป็นการทักทาย ผมคาดว่าคงเป็นควายของชาวกะเหรี่ยงแถวนั้น
พูดถึงกะเหรี่ยง ไกด์หรือนักสื่อความหมายของเรา ตั้งแต่อินทนนท์จนถึงถ้ำนี้ ล้วนเป็นชาวกะเหรี่ยง นิสัยดีน่ารักไม่ค่อยพูดแต่ยิ้มแย้ม ปัญหามีหนึ่งประการ พวกเขาหรือคุณเธอล้วนแต่พูดทายม่ายค่อยช้าดน่า เลยมีปัญหานิดหน่อยเวลาอยากได้ข้อมูล
เมื่อฟังไกด์ไม่ค่อยออก อ่านป้ายเองก็ได้ ถ้ำนี้ดีหน่อยเพราะมีป้ายให้อ่านหลายแห่ง เริ่มจากจุดแรกเป็นป้ายแผนที่ บอกว่าถ้ำน้ำลอดแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกชื่อ "ถ้ำเสาหิน" ส่วนที่สองชื่อ "ถ้ำตุ๊กตา" ส่วนสุดท้ายคือ "ถ้ำผีแมน"
เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพชัดแจ๋ว อธิบายเพิ่มอีกนิดว่า หน้าถ้ำเป็นเวิ้งขนาดยักษ์ หลังคาสูงลิบลิ่ว มีลำธารไหลเข้ามาข้างๆ ถ้าเราหันหน้าเข้าถ้ำ ขึ้นไปทางขวาเป็นถ้ำเสาหิน หากปีนผาทางซ้ายเป็นถ้ำตุ๊กตา ถ้าจะไปถ้ำผีแมน ต้องนั่งแพล่องไปตามลำธารในถ้ำ
เป้าหมายแรกคือถ้ำเสาหิน เราเลี้ยวขวาไปตามทาง มีปีนป่ายนิดเดียว สักเดี๋ยวก็เจอเวิ้งต่างๆ มีเสาหินขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง พร้อมหินงอกหินย้อยหลายจุด แต่ที่สนุกคือพวกเราเดินผ่าน "งูทางมะพร้าว" หนึ่งตัว ยาวประมาณเมตรนิดๆ คุณไกด์แก่แม่ม่ายของเราเดินเลยไปแล้ว แต่แสงตะเกียงยังส่องมาพอเห็นงู ผมเลยรีบยกกล้องมาหวังถ่ายภาพ พลางร้องบอกเบาๆว่า "งู...งู"
คุณไกด์กะเหรี่ยงเราหันมา พอเห็นงูเท่านั้น เธอร้องว้ายวิ่งพรวดไปข้างหน้าประมาณ 20 เมตร ปล่อยให้ผมอยู่ในความมืดกับงู ผมพยายามร้องว่าไกด์จ๋ากลับมาก่อน เธอก็ไปแล้วไปลับ โชคดีที่ไกด์ของเราอีกคนไม่กลัวงู พอเดินมาถึงเลยช่วยส่องไฟให้ กว่าจะได้ถ่ายภาพ งูเลื้อยไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้
ไฮไลท์ของถ้ำเสาหินอยู่ที่หน้าผา จากจุดนั้นมองลงไปข้างล่างประมาณ 20 เมตร จะเห็นลำธารมืดเกือบสนิท มีเรือแคนูของฝรั่งหลายคนกำลังพายอยู่ ผมได้ข้อมูลว่ามีบริการให้พายเรือแคนูเข้าถ้ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นของฝรั่ง ใกล้ๆนี้มีรีสอร์ตชื่อ Cave Lodge คุณฝรั่งที่ชอบถ้ำแม่ฮ่องสอนมากเป็นเจ้าของ
เราเดินกลับมาที่หน้าถ้ำใหม่ ถึงเวลาไปถ้ำตุ๊กตา สำหรับคุณที่กลัวความสูงโปรดเตรียมใจ เพราะต้องปีนบันไดขึ้นไปลิบลับ กะจากสายตาประมาณตึกห้าชั้นเห็นจะได้ โชคดีที่บันไดทำไว้ดีแถมมีราว เลยไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่ ถ้าเป็นผู้เฒ่าไม่มีแรง อาจจะยอมแพ้ไม่ขึ้นถ้ำนี้ก็ได้นะครับ
หลังจากปีนป่ายกันพอควร คุณไกด์พาเราชมถ้ำ มีหินงอกหินย้อยเช่นเดิม แต่จุดเด่นคือ "หินตุ๊กตา" เป็นหินงอกเล็กๆอยู่รวมกันเยอะแยะ สูงประมาณหนึ่งคืบถึงหนึ่งศอก คล้ายๆกับตุ๊กตาญี่ปุ่นที่โชว์ในเทศกาล "เด็กผู้หญิง" (วันที่ 3 มีนาคม ถ้าจำไม่ผิด) ตุ๊กตาในเทศกาลมีแค่ไม่กี่ตัว แต่ตุ๊กตาในถ้ำมีเป็นร้อย
ชมสองถ้ำเสร็จ เสียเวลาไปประมาณหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ถึงเวลาไปถ้ำสุดท้าย ไฮไลท์ของทริปนี้ เราต้องนั่งแพไม้ไผ่ มีชาวกะเหรี่ยงใส่เสื้อกั๊กเหมือนเสื้อคิวมอเตอร์ไซด์ แต่นี่เป็นคิวแพ มีการจัดระบบอย่างดี
ราคาแพหนึ่งลำถ้าไปอย่างเดียว 100 บาท แต่ถ้าไปกลับต้อง 200 บาท คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่า ไปแล้วไม่กลับจะให้นอนหลับชั่วนิรันดร์อยู่ในถ้ำเรอะ? จริงๆแล้วเราเดินกลับอีกทางก็ได้ แต่ต้องปีนป่ายนิดหน่อยแถมยังเสียเวลา ผมเลยตัดสินใจเช่าแพไปกลับ
แพหนึ่งลำนั่งได้ 4 คน ไม่รวมไกด์และคนถ่อแพ ผมพุ่งพรวดขึ้นเป็นคนแรกเพราะเป็นช่างกล้อง เจ้าของแพมอบม้านั่งมาหนึ่งตัว ม้านั่งในที่นี้ขนาดเล็กๆ เหมือนม้านั่งซักผ้า สำหรับแพกว้างแค่ค่อนวา เรียกว่านั่งได้พอดีตัว
คนถ่อแพที่อยู่หลังสุดเริ่มออกแรงถ่อ มีคุณไกด์นั่งยองๆถือตะเกียงส่องไฟนำทาง ผมเฝ้าแต่สงสัยว่าเค้าจะถ่อทำไม? ลากเอาก็ได้ ในเมื่อน้ำลึกไม่ถึงเข่าด้วยซ้ำ แต่พอเอามือแหย่ๆ ดูถึงรู้ว่าน้ำเย็นมาก
ระยะทางที่เราไปประมาณ 200 เมตร ให้บรรยากาศตื่นเต้นดีเหมือนกัน แพล่องไปตามลำธารใต้ถ้ำ รอบด้านมืด มีเสียงค้างคาวร้องแจ๊กๆอยู่ข้างบน แถมมีน้ำหยดมาโดนหัวโดนแก้มเป็นระยะ ที่น่าสงสัยคือน้ำนั้นเป็นน้ำบริสุทธิ์จากเพดานถ้ำ หรือน้ำไม่บริสุทธิ์จากคุณค้างคาวกันแน่?
เรามาถึงปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง มีเวิ้งเล็กๆให้แพจอด ส่วนลำธารไหลต่อไปออกนอกถ้ำ สรุปแล้วถ้ำน้ำลอดแม้จะสูงจะกว้าง แต่ไม่ค่อยลึกมากนัก เท่าที่ผมอ่านข้อมูลมา คิดว่ามีส่วนที่ลึกมากกว่านี้ เข้าไปหลายกิโลเมตร แต่อยู่นอกเหนือจากทัวร์เที่ยวถ้ำ เหมาะสำหรับนักสำรวจเท่านั้น
ปากถ้ำด้านนี้สูงเหมือนกัน มีบันไดทางขึ้นอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่สูงชันเหมือนถ้ำตุ๊กตา เราค่อยๆเดินเรียงขึ้นบันได ด้านบนเป็นหลืบเล็กๆ พอเดินเข้าไป เราก็เจอ "ผีแมน"
ผีแมน...ไม่ใช่ปีศาจผู้ชายที่แมนมาก แต่เป็นภาษากะเหรี่ยงใช้เรียก "คนถ้ำ" ในสมัยโบราณ มีหลักฐานว่าแต่ก่อนเคยมีมนุษย์อาศัย ประมาณว่าอาจนานเกิน 3,000 ปีหรือมากกว่านั้น ผมค้นข้อมูลดูปรากฏว่ามีหลายกระแส บ้างว่านานถึง 7,000 ปี แถมยังบอกว่าในบริเวณนี้พบเมล็ดข้าว สมมติฐานกันไปมาบอกว่าอาจเป็นหลักฐานด้านการเกษตรครั้งแรกๆ ของโลก ถือว่าอารยธรรมอาจเริ่มที่นี่ แต่ธรรมดาของสมมติฐานที่ดี ต้องมีคนแย้ง บอกว่าอาจจะเป็นข้าวป่าก็ได้ ไม่ใช่ข้าวที่คนปลูกขึ้นมาสักหน่อย จู่ๆ จะมีตู่กันอย่างนี้ ไม่ได้หรอกเธอจ๋า
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นไง? เพราะไม่เห็นข้าวเหลือสักเม็ด ถ้วยชามก็ไม่ได้เห็น ที่เห็นเป็นหลักฐานมีอยู่สองชิ้น อย่างแรกคือภาพวาด "กวาง" อยู่ในถ้ำตุ๊กตา แต่ผมไม่ได้บอกไว้เพราะเก็บรวบยอดมาเล่ารวมกันตรงนี้
ภาพกวางแห่งถ้ำตุ๊กตา เป็นหลักฐานที่บอกถึงเทคนิคการโฆษณาการท่องเที่ยวได้ดี เพราะก่อนหน้ามาถึง ผมเห็นภาพกวางในโปรชัวร์บ้าง ในโปสเตอร์บ้าง โอ้โฮ...กวางสวยจังแฮะ มีสีโน่นสีนี่เต็มไปหมด แต่เมื่อมาเห็นของจริง ถึงขั้นตาค้าง....กวางเรอะนี่?
สิ่งที่คุณเห็นจากผนังถ้ำคืออะไรก็ไม่รู้มีสีขา สีจางมากๆๆจนดูไม่ออก ผมเลยถามคุณไกด์ เธอบอกว่าอ๋อ...ในโปสเตอร์เค้าวาดเองค่ะ พอดีผมเคยชินกับแผ่นพับประเภทรีสอร์ตอยู่เกาะช้าง แต่เอาภาพใต้ทะเลสิมิลันมาใช้ เลยรู้สึกเฉยๆ แต่อยากบอกไว้ว่า เวลาไทยเที่ยวไทย อย่าเชื่อว่าคุณจะได้เห็นทุกอย่าง เหมือนดังเช่นคุณเห็นในโบรชัวร์
ผีแมน...โอ้...ลืมไปแล้ว เราไม่ได้เจอผีแมนตัวจริงหรอกครับ เจอแต่โลงผีแมนที่ถกเถียงกันมานาน เพราะลักษณะเหมือนเรือขุด กว้างสัก 50 เซนติเมตร ถ้าผีแมนมีจริงคงต้องตัวเล็กหน่อย แต่นักโบราณคดีเค้าว่ามีผีแมนแน่ และนี่คือโลงพวกเค้า ผมก็คงเล่าไปตามนั้น
ในถ้ำมีโลง 5-6 อัน แต่โลงดีๆมีอยู่อันเดียว อยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ ถ้าถามว่าคุ้มมั้ยที่จะเสียเงินนั่งแพมา ผมบอกได้ว่าถ้าอยากเห็นถ้ำ...ไม่คุ้ม แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์สนุกๆกับการนั่งแพ...คุ้มครับ
ถึงคราวเดินทางกลับ คราวนี้คุณลุงนักถ่อต้องกระโดดลงไปลากแพ เนื่องจากเราวิ่งทวนน้ำ มีคุณไกด์แปลงร่างเป็นนักถ่อชั่วคราว คอยร้องอึ๊บๆช่วยถ่ออยู่ด้านหลัง นึกๆแล้วก็สงสารลุงเหมือนกัน เมื่อแพกลับมาถึงท่าจอดเรียบร้อย ผมเลยควักเงินให้อย่างไม่เสียดาย
เราใช้เวลาในถ้ำน้ำลอดรวมกันเกือบสามชั่วโมง ได้เข้าทั้งสามถ้ำครบตามหลักสูตร ผมแนะนำคุณผู้อ่านไว้ได้นิดหนึ่งว่า ถ้านี้หินงอกหินย้อยงั้นๆ ไม่เยอะขนาด "ถ้ำเชียงดาว" (เชียงใหม่) ไม่สวยเหมือน "ถ้ำผาไท" (ลำปาง) ภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ก็สวยสู้ "เขาเขียน" (พังงา) หรือ "ถ้ำไวกิ้ง" (กระบี่) ไม่ได้ แต่จุดเด่นคือการนั่งแพลอดถ้ำ ให้บรรยากาศดีมาก ใครมาแล้วไม่ได้นั่งแพ ถือว่าคุณพลาดไฮไลท์ของทัวร์ถ้ำนี้ไปอย่างน่าเสียดาย บอกกันอย่างตรงใจ ยอมจ่ายตังค์ค่าแพเพิ่มเถอะครับ คุณจะได้ประสบการณ์สมใจ
เมื่อเทียบกับแหล่งเที่ยวอื่นตามเส้นทางแม่ฮ่องสอน-ปางมะผ้า-ปาย ถ้ำน้ำลอดเป็นจุดเที่ยวน่าแวะที่สุด โดยเฉพาะ "ถ้ำปลา" ที่นักท่องเที่ยวชอบไปกัน รับรองว่าถ้ำน้ำลอดดีกว่าเยอะมาก เหตุผลอธิบายคือหนึ่ง....ถ้ำปลาไม่มีอะไร นอกจากปลาพลวง ที่ถ้ำน้ำลอดก็มีเยอะแยะ สาวในคณะเราได้เลี้ยงปลาน้อยสมใจ สอง...ถ้ำปลาเข้าไม่ได้ ถ้ำน้ำลอดเข้าได้ สรุปแล้วไงๆ ถ้ำน้ำลอดก็ดีกว่าถ้ำปลา
ปัญหาคือการเดินทางระหว่างแม่ฮ่องสอนกับถ้ำน้ำลอด เสียเวลาค่อนข้างเยอะ นักเที่ยวตามทัวร์เลยอาจไม่ได้แวะ หรือแวะแล้วก็ไม่ได้ไปครบหลักสูตร ผมแนะนำว่าถ้ำนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถเที่ยว ออกจากแม่ฮ่องสอนตอนสาย มาถึงที่นี่ตอนเที่ยง กินข้าวที่ปางมะผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยเข้าถ้ำ ออกจากถ้ำสักบ่ายสามโมง ขับรถไปนอนที่อำเภอปาย อยู่เลยไปไม่เท่าไหร่ หรือถ้าอึดจริงจะขับรถไปนอนที่อุทยานฯห้วยน้ำดังก็ได้ ตื่นเช้าจะได้ชมทะเลหมอกงดงาม
แน่นอนว่าอาทิตย์หน้าเราจะเปลี่ยนบรรยากาศ มุ่งจากเมืองเหนือฟิ้วเดียวไปล่องใต้ เที่ยวแนวปะการังท่องทะเล...เกาะสุรินทร์ ลองติดตามกันนะครับ
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com