www.talaythai.com
Last Update : Tuesday 6 March, 2001 0:07 AM

เย้ยฟ้าท้ากิ่ว...แม่ปาน

วิวสุดงามจากยอดดอยอินทนนท์ยามอาทิตย์ลับลา          บนยอดดอยสูงตระหง่าน หนุ่มหล่อคนหนึ่งกำลังมองเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่ได้ชื่อว่าดีสุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย พร้อมแอบกลุ้มแบบลับๆ เมื่อเห็นขั้นบันไดเรียงรายขึ้นเนินสูง

          หลังจากพาคุณไปตะลุยอินทนนท์ในอาทิตย์ที่แล้ว เรื่องของเรามาจบตรงทางเข้า "กิ่วแม่ปาน" ที่ต้องย้อนความทรงจำกันอีกนิดว่า ตั้งอยู่ที่กม.42 บนถนนสู่ยอดดอย ใครคิดมาต้องติดต่อขอใบอนุญาตจากที่ทำการอุทยานฯตรงกม.31 (สำคัญมาก ไงๆ ก็ต้องขอก่อน ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ไม่ได้) ที่นั่นมีการบริการนักสื่อความหมายธรรมชาติช่วยเป็นไกด์หนึ่งคน เสียค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อกลุ่ม (ไม่เกิน 15 คน) ยังไงก็ต้องมีนะครับ จะไปเดินแบบไม่มีนักสื่อฯไม่ได้

          สรุปให้คุณเข้าใจ ไป 1 คนหรือไป 15 คน เสีย 200 บาทต่อกลุ่ม ถ้าคุณไปคนเดียวไม่คุ้มจ้ะนายจ๋า อาจรอกลุ่มอื่นแล้วขอแจม รออยู่ตรงที่ทำการฯกม.31 นั่นแหละครับ เพราะเราต้องรับนักสื่อฯมาจากตรงนั้น หรือจะถามเจ้าหน้าที่ว่าผมมาเสี่ยงนั่งรอที่หน้าทางเข้ากิ่วได้มั้ย? คิดว่าน่าจะได้ เพราะมีนักสื่อฯอยู่แถวนี้เหมือนกัน

          ก่อนออกย่ำเท้า ผมสำรวจทุกอย่างอีกครั้ง ห้องน้ำ...เข้าแล้ว จำเป็นมากเพราะธรรมชาติรอบเส้นทางบอบบางเหลือหลาย ไม่ควรทำร้ายด้วยการยิงกระต่ายตามใจฉัน น้ำดื่ม...มีแล้ว เพื่อความปลอดภัยว่าเดินไปจะไม่เหี่ยวแห้งหมดแรงกลางทาง กล้องและเลนส์...พร้อมแล้ว มีนิสิตเป็นคนแบก โอเค...ลุย!!?

          ผมก้าวเท้าไปอย่างมั่นใจ เส้นทางสายนี้ยาวแค่ 3 กิโลเมตรเอง...อ่อน สมัยเมื่อยี่สิบปีก่อน เรายังวิ่งขึ้นวิ่งลงภูกระดึงเป็นว่าเล่น พอเริ่มเดินขึ้นบันไดไปสัก 30 ขั้น ผมยืนหอบแฮ่กๆพิจารณาสังขารตนเองอยู่ใต้ต้นไม้ ตรงนี้เป็นทางแยก มีทางให้เข้าสองทาง แต่มีลูกศรชี้ให้ไปทางเดียว เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นวงกลม เดินไปแล้วกกลับมาที่เดิม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดินชนกันเป้งป้าง ควรไปตามลูกศรชี้

ฝอยลมเย้ยฟ้าที่ยอดกิ่ว          เส้นทางช่วงแรกพาผมขึ้นเนินไม่ชันไปสักสิบนาที ระหว่างทางผมมองซ้ายขวา รอบด้านเป็นป่าดิบเขา เสียแต่ช่วงนี้แล้งมาก ต้นไม้เลยไม่ค่อยชุ่มฉ่ำอย่างควรจะเป็น ในที่สุดเรามาเจอลำห้วย มีสะพานให้เรียบร้อย จัดเป็นจุดพักหอบแห่งแรก ผมมองดูห้วยสองสามวูบ มีน้ำตกหนึ่งสาย ดูรูปใน "อสท. Young Traveler" ฉบับเดือนมกราคม สวยกว่านี้นี่นา แล้วทำไมน้ำตกเราถึงน้ำไหลกระปริกกระปรอยนัก? อ๋อ...สงสัยเค้าถ่ายภาพหน้าฝนมาให้ดู ถ้าคุณไปช่วงนี้ อย่าฝันว่าจะได้เห็นเหมือนในรูป (บก.เจี๊ยบอย่าว่ากันนะครับ ไหนๆ ก็เชิญให้เป็นที่ปรึกษา ติชมผ่านทาง "ผู้จัดการ" ก็แล้วกัน)
พอขึ้นช่วงที่สอง จากห้วยไปตามเนินเขา ทางเดินขึ้นลูกเดียวไม่มีลง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเส้นทางแบบนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง แถวนี้เริ่มมีติ้วสีแดงปักเป็นระยะ เพื่อบอกว่าตรงนั้นมี "ขนุนดิน" ที่แตกต่างจาก "ขนุนกิน" ลิบลับ

          ขนุนดินเป็นพืชกาฝาก แบ่งเป็น 2 พวกคือขนุมผู้กับขนุมเมีย ขนุนผู้จะเป็นดอกเล็กๆ สีแดงคล้ายดอกสน ขนาดเท่าองคุลี ส่วนขนุนเมียจะเป็นดอกกลมๆคล้ายเห็ด พวกนี้ไม่มีต้นนะครับ หรือมีก็มองไม่เห็น เพราะพวกเขาอาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของต้นไม้อื่น
ปัญหาคือช่วงที่ผมไป ขนุนดินแห้งตายเกือบหมดแล้ว จะมีอยู่เพียงกอเดียวที่ยังเหลือพอได้ไอเดีย แต่ไม่ได้วิเศษมาก ถึงตอนนี้ผมคาดว่าคงแห้งหมดเช่นกัน ถ้าใครไปแล้วเจอแต่ติ้วไม่เจอขนุนก็อย่าแปลกใจ อย่าพยายามจิ๊กติ้วของเค้าไปฝากจับกังข้างบ้าน ปล่อยไว้อย่างนั้น ปีหน้าขนุนดินก็ขึ้นมาใหม่เอง

          ระหว่างทางยังมีที่พักเป็นระยะ ปัญหาคือเป็นแค่ที่พักจริงๆ มีป้ายไม้เขียนชื่อต่างๆ ไว้ เช่น "กลางไพรพฤกษ์" "ห้วยเอ๋ยห้วยน้อย" หรืออะไรประมาณนี้แหละครับ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอื่นๆ อีกเลย (แม้แต่ขนุนดินก็ไม่มีชื่อหรือคำอธิบาย เรื่องที่เล่าไว้คือเรื่องที่ผมรู้อยู่แล้ว) ผมจึงแปลกใจมากว่านี่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติได้ยังไง?
หันกลับไปถามนักสื่อฯ พี่แกก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร บอกแต่ว่าต้นนั้นกินได้ ต้นนี้กินไม่ได้ ไม่เห็นอยากรู้เลย เพราะผมไม่ได้คิดจะมาหาของป่าหรือเก็บสมุนไพร แต่อยากรู้ว่าป่านี้มีนกมั้ย? เรือนยอดเป็นอย่างไร? ป่าดิบเขาต่างจากป่าเบญจพรรณยังไง? ฯลฯ

นกหางรำดำกินน้ำหวานจากต้นนางพญาเสือโคร่ง          งานนี้ไม่ได้ต่อว่านักสื่อฯนะครับ แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่คุ้นเคยกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเต็มรูปแบบ มัวแต่เน้นภูมิปัญญาชาวบ้านมากเกินไป จนลืมงานวิชาการหมด ผมเข้าใจว่าการมีนักสื่อฯเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยหาอาชีพให้ชาวเขาทำ จะได้เลิกตัดไม้หรือทำไร่เลื่อนลอย รวมทั้งเห็นความสำคัญของป่าให้มากขึ้น

          แต่ปัญหาที่แท้จริงคือนักสื่อฯเหล่านี้อบรมมาแค่ไหน? ถ้าเราหวังแต่ให้เขาใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเดียว สิ่งที่นักเที่ยวจะได้รู้คือต้นนั่นกินได้ นี่กินไม่ได้ ซึ่งแค่นั้นไม่พอสำหรับผม เพราะผมมาเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ได้มาเที่ยวเชิงสมุนไพร

          ทางแก้ไขง่ายนิดเดียวครับ เราต้องให้ความสำคัญกับวิชาการและการถ่ายทอด พยายามอบรมนักสื่อฯให้เข้าใจมากขึ้น เพื่อพวกเขาจะไปบอกเล่าและตอบคำถามกับนักท่องเที่ยวได้ มิใช่คอยเดิมตามไปหรือช่วยถือของเท่านั้น

          เราอาจทำอย่างอื่นได้อีก เช่น ทำหนังสือคู่มือ ให้เช่ามาก็ได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีคำอธิบาย นักเที่ยวจะได้ข้อมูลมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม แต่ถามเพื่อนๆหลายคณะที่มากิ่วแม่ปาน ก็ได้ไอเดียคล้ายๆกัน ทั้งที่กรมป่าไม้และองค์กรเอกชน (บริษัทผลิตไฟฟ้า) ลงทุนกับเส้นทางนี้ไปมาก แต่ถ้าให้ผมเรียกแบบตรงใจ ผมไม่เรียกว่า "เส้นทางศึกษาธรรมชาติ" หรอกครับ อยากเรียกว่า "เส้นทางดูธรรมชาติ" มากกว่า เพราะไม่มีความรู้ให้ได้ศึกษาเลย เส้นทาง "อ่างกาหลวง" ยังให้ข้อมูลมากกว่าตั้งเยอะ ทั้งที่สั้นแค่ 400 เมตร ขณะที่กิ่วแม่ปานยาวตั้ง 3 กิโลเมตร
เอ้า...เข้าเรื่องต่อดีกว่า หลังจากเดินขึ้นเนินมาสักหนึ่งกิโลเมตร เรามาสุดชายป่าดิบเขา ต่อจากนี้เป็นทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ แต่อย่าหวังอะไรให้มาก ส่วนใหญ่เป็นต้นสาบเสือขึ้นเต็มพื้นที่ มีต้นกุหลาบพันปีอยู่บ้างนิดหน่อย

          ทางเดินผ่านทุ่งหญ้าจนมาถึงหน้าผาใหญ่ นี่คือจุดเริ่มต้นของ "กิ่วแม่ปาน" ของจริง คำว่ากิ่วหมายถึงที่แคบหรือสันเขา จุดที่เรายืนอยู่ตรงหน้าผาใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นเส้นทางจะพาลัดเลาะไปตามกิ่ว

นนกหางรำหลังแดงจิกกินลูกไม้สุก          เราชื่นชมวิวตรงหน้าผาอยู่พักใหญ่ บอกกันไว้เลยว่าสวยดีมาก ยิ่งตอนผมไปไม่มีเมฆ ฟ้าใสแจ้งจางปาง มองเห็นไกลลิบลับ

          ถึงเวลาออกเดินต่อ ทางเริ่มลาดชันลงสู่ริมผา มีบันไดให้เรียบร้อยสำหรับคุณที่ค่อนข้างสำอางเหมือนเช่นผม ต่อจากนี้เป็นทางเลียบหน้าผาโดยตลอด ความกว้างของทางประมาณเมตรเศษๆ ด้านซ้ายเป็นพงหญ้า ด้านขวาเป็นหน้าผาสูงแค่ไหนก็ไม่รู้ ไม่กล้าชะโงกหน้าไปดู

          จะว่าไปเส้นทางนี้ก็ปลอดภัยพอใช้ ถ้าคุณไม่พยายามคิดว่าห่างออกไปเมตรนิดๆคือเหว หากกลิ้งตกลงไป สามารถทำให้คอย่นมาชนตาตุ่มได้ไม่ยากนัก คุณโอภาสกับพวกนิสิตต่างพากันเดินอย่างเริงร่า ขณะที่ผมค่อยๆย่องไป เพราะนักเขียนสารคดีคนนี้กลัวความสูง (เป็นนักเขียนที่ไม่เหมือนใครดีนะ กล้องก็ไม่แบก แถมยังกลัวความสูง ช่างกระแดะอย่างน่าประหลาด รับรองหาที่ไหนไม่มีแน่)

          ความยาวของเส้นทางเลียบกิ่วประมาณกิโลเมตรเศษๆ มีจุดแวะพักเป็นระยะ เช่น กุหลาบพันปี จุดชมวิว ตลอดทางมีรั้วกั้นนิดเดียว ส่วนใหญ่เป็นทางโล่งๆ บางครั้งมีลมพัดมาดังวิ้วๆ คล้ายเสียงเปรตที่รออ้าแขนรับคุณหากตกลงไปในเหว

          กล่าวกันอย่างจริงใจ เส้นทางนี้สวยมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กุหลาบพันปีแย้มกลีบบานเต็มที่ มีทั้งสีขาวและสีแดง หากไม่หวาดหวั่นกับความสูง คุณจะเห็นวิวกว้างใหญ่สุดสายตา ตลอดทุกย่างเท้าก้าวเดิน แต่ถ้าคุณเป็นโรคกลัวตายคล้ายนายคนเขียน อาจหวั่นใจนิดหน่อย แต่ถ้าให้เลือก...สมควรเดินครับ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต ตกเหวกิ่วแม่ปานตาย คุณยังได้ชื่อว่าตายในที่สูงสุดของเมืองไทย อยู่ใกล้สวรรค์มาก กระพือปีกแป๊ปเดียวก็ถึง

นกพญาไฟตัวเมีย (มั้ง)          เส้นทางเลียบกิ่วมาสิ้นสุดที่ป่าดิบเขาอีกครั้ง เดินตรงเข้าไปเลย เราลงมาที่ห้วยแล้ววกขึ้นภูเขา (คุณอาจสงสัยเหมือนที่ผมสงสัย ทำไมทางนี้ขึ้นเยอะแต่ลงน้อย คำถามนี้ตอบไม่ได้เหมือนกัน) ขึ้นๆลงๆอยู่อีกสักสามสิบนาที ทางมาสิ้นสุดที่เดิม เดินลงบันไดมาลานจอดรถได้เลย

          เราใช้เวลาตามเส้นทางแบบเดินบ้างหยุดบ้างประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ถ้าจ้ำกันจริงๆ สักชั่วโมงครึ่งก็น่าจะไหว แต่ไม่รู้จะจ้ำไปทำไม? เพราะเป็นเส้นทางที่ควรเดินช้าๆ รีบไปยังไงก็กลับมาจุดเดิม สำหรับสัตว์ป่าระหว่างทาง มีนกอยู่สองสามตัว แต่ละตัวมองแทบไม่ค่อยเห็น ใครคิดไปเดินดูสัตว์ป่าหรือนก บอกได้ว่าคิดผิด แต่ถ้าเดินเอาบรรยากาศและชมวิว เส้นทางนี้ดีมาก เสียอย่างเดียว...คำอธิบายจ๋า...อยู่ไหน? ช่วยกันหน่อยนะครับ ทั้งกรมป่าไม้และบริษัทผลิตไฟฟ้า (ผมชื่นชมในความพยายามที่บริษัทเอกชน ช่วยสนับสนุนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ แต่คาดหวังไว้มากกว่านี้ อยากให้พยายามเพิ่มอีกนิด จะกลายเป็นความภูมิใจไปอีกนาน)

          จากกิ่วแม่ปาน เป้าหมายต่อไปคือยอดดอย เราขับรถขึ้นไปอีกนิดเดียวก็มาถึงยอด ครั้งนี้ไม่มีการถ่ายภาพกับป้าย เพราะเบื่อมากเลย ผมรีบตรงไปเส้นทาง "อ่างกา" ทางเข้าอยู่ตรงข้ามหน่วยของอุทยานฯบนยอดดอย สังเกตง่ายมองเห็นชัดเจน

          เส้นทางอ่างกายาวแค่ 400 เมตร ทำเป็นบันไดไม้เดินสบายมาก ไม่มีขึ้นมีลง เรียบๆ ตลอดทาง มีเสียงนกร้องจิ๊บจั๊บเป็นระยะ แต่มองเห็นตัวยากมาก แถมนักเที่ยวบางคนยังตะโกนกันโหวกเหวกตามหาแฟน (นิสัยอย่างนี้แฟนหายก็ไม่น่าแปลกครับ) หากมีป้ายบอกไว้ตั้งแต่ทางเข้าว่า "ห้ามเอะอะ ใครตะโกนถูกรุมตื้บได้" เส้นทางนี้จะกลายเป็นจุดชมธรรมชาติที่ดีมาก
ผิดหวังนิดๆกับบรรยากาศที่อ่างกา คุณโอภาสฉุดผมขึ้นไปที่หน่วยอุทยานฯ ตรงนี้มีศูนย์นิทรรศการย่อมๆ ที่สำคัญคือมี "นกกินปลีหางเขียว" ประจำการอยู่หนึ่งตัว เจ้านกที่ว่าเป็นนกเฉพาะถิ่น พบแถวอินทนนท์เท่านั้น แถวเขาสูงเมืองใต้เช่นเขานัน มีรายงานอยู่เหมือนกัน แต่เป็นคนละซับสปีชี่ส์ (หมายถึงชนิดเดียวกันแต่สีสันไม่เหมือนกัน)

นกกินปลีหางเขียว          แถวนี้ยังมีห้องน้ำเก่าๆที่ปิดให้บริการแล้ว เนื่องจากอุทยานฯอยากให้นักเที่ยวใช้ห้องน้ำที่กิ่วแม่ปาน เหตุผลสำคัญคือไม่รบกวนธรรมชาติ ไม่ต้องใช้น้ำมาก เพราะน้ำล้วนถูกดูดมาจากพรุใน "อ่างกา" ดูดไปดูดมาน้ำทำท่าจะหมดเอา ป่าพรุสูงที่สุดในเมืองไทยอาจเดี้ยงไปได้ง่ายๆ เราเลยต้องระวังในจุดนี้

          จุดเด็ดอีกแห่งอยู่หลังห้องน้ำ เป็นที่อยู่ของ "นกกระทาคอแดง" ที่จริงเรามีสิทธิเจอตั้งแต่เส้นทางช่วงสุดท้ายของกิ่วแม่ปาน พวกผมก้มๆเงยๆอยู่ตั้งนาน ได้ยินแต่เสียงซวบซาบ แต่ที่นี่ไม่ต้องก้มไม่ต้องเงย แค่ยืนหลบอยู่ตรงมุมห้องน้ำ มองเห็นได้สบายใจ เพราะอย่างนั้น หากคุณคิดจะไปดูนกในป่า ควรคิดไว้เสมอว่า นกหายากไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าเสมอไป ตลอดทริปนี้ นกส่วนใหญ่ที่ผมเจอ จะอยู่หลังห้องน้ำครับ

          การเที่ยวอินทนนท์ในหนึ่งวันยังไม่จบ เพราะตะวันยังไม่ลับฟ้า พวกผมมุ่งหน้าลงจากยอดดอย ไปที่พระบรมธาตุฯ ที่นี่เคยมาแล้ว วิวสวยดีมาก แต่ครั้งนี้มาชมนก เลยไปด้อมๆมองๆอยู่ตามต้นไม้ในสวน เจอหลายตัวเหมือนกันครับ แต่ที่ชอบมากคือ "นกหางรำดำ" เพราะตัวใหญ่ สีคล้ายๆ นกกางเขน แต่หางยาวกว่า ที่สำคัญคือมาเป็นฝูงและค่อนข้างโง่...เอ๊ย...นิสัยเปิดเผย ไม่ค่อยกลัวคน ผมได้โอกาสเลยกดชัตเตอร์โช๊ะเข้าให้ ได้ภาพที่พอใช้มาให้คุณชม

          คืนนี้อากาศหนาว คุณโอภาสงัดน้ำรับประทานแล้วอุ่นมาจิบ แต่สักเดี๋ยวแกก็หลับไป ปล่อยให้ผมนั่งเดียวดาย ห่อตัวอยู่ในถุงนอน ที่อุณหภูมิประมาณ 7-8 องศา โชคดีที่บ้านพักอุทยานฯมีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่โชคร้ายที่เป็นเครื่องรุ่นเก๋า ใช้ระบบแกส ผมต้องศึกษากรรมวิธีอยู่นาน กว่าจะได้อาบเกือบเป็นนกเพนกวิน

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแฟนหมวยรวยสักคนได้มั้ยจันทร์          ดวงดาวเต็มท้องฟ้า พรุ่งนี้เราจะตื่นเช้าไปดูนก เห็นคุณโอกาสบอกว่ามีเยอะนักเยอะหนา อย่าให้เหมือนวันนี้แล้วกัน แบกกล้องแทบตาย (นิสิต) กว่าจะได้กดสักแชะ

          ทริปนี้คงยังไม่จบง่ายๆ ตอนนี้คุณโอภาสแห่ง "อิ่มท้องท่องไทย" ใน "ผู้จัดการ" วันพฤหัสฯ แย่งเขียนเรื่องไปแม่ฮ่องสอนเรียบร้อยแล้ว สนใจอยากติดตามเชิญเลยครับ อ่านทั้งอังคารและพฤหัสฯ เอามาประกบกันกลายเป็นกันดั้ม แฮ่ม...ไม่ใช่ครับ กลายเป็นคู่มือเที่ยวเหนืออย่างดี เสียแต่ลมหนาวใกล้หมดแล้ว จะไปต้องรีบชวนแฟน ไม่งั้นหน้าร้อนเที่ยวเป็นคู่ไม่สนุกหรอกครับ กลางคืนเหงื่อไหลไคลย้อยอกหักง่าย

          สำหรับอาทิตย์หน้า ผมจะกระโดดวูบจากอินทนนท์ไปเที่ยว "มีน้ำลอดถ้ำที่ปางมะผ้า" ใครอยากไปถ้ำน้ำลอดแห่งแม่ฮ่องสอน อ่านแล้วคงโดนใจ เช่นเคย

          อ้อ...ถ้าคุณสงสัยว่าภาพกิ่วแม่ปานอยู่ไหน? นิสิตผมแบกกล้องไป แต่ไม่ได้ใส่ฟิล์ม อีกคนถือกระเป๋ากล้องไป แต่ลืมถุงฟิล์มไว้ในรถ บทเรียนครั้งนี้สอนไว้ "ไปกิ่วฯอย่าลืมกล้อง ในกล้องควรมีฟิล์ม"
เจอกันใหม่ในถ้ำครับ

 

ดูนกบนยอดดอย...อินทนนท์

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

Click Here!