![]() Last Update : Tuesday 6 March, 2001 0:07 AM |
|
ดูนกบนยอดดอย...อินทนนท์
เป็นธรรมเนียมของคอลัมน์นี้ ที่ทุกหน้าหนาว ผมจะพาคุณผู้อ่านไปท่องเมืองเหนือ มาถึงปีนี้หนาวมาเร็ว แถมผมมีงานเยอะ ต้องไปลอยคอตุ๊บป่องตามทะเลแห่งต่างๆ กลับมาก็ไม่ว่าง ทำงานหนักเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย (แฮ่...เดาใจสิครับว่ามีมั้ย?) จนหนาวจะหมดแล้ว ยังไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ออกจะผิดกฏของการเป็นนักเขียนที่ดีไปสักหน่อย สร้างความกลุ้มใจอย่างมาก
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมมองซ้าย...ผมมองขวา ฮ่าๆๆลูกเมียหายไปไหนหมดวุ้ย (ผมไปมองในห้องน้ำครับ) ถึงเวลาเผ่นโลด เลยแอบย่องออกจากบ้าน แวะไปที่ออฟฟิศเพื่อคว้าเลนส์ตัวโปรด ที่ไม่ใช่เป็นของผมเอง แต่หยิบยืมเค้ามา เค้าที่ว่าคือท่านปองพล อดิเรกสาร ผมยืมท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นรัฐมนตรีฯ จนลาออกจากพรรคเป็นฝ่ายค้าน จะกลับมาเป็นรัฐมนตรีใหม่แล้ว ยังไม่ได้คืนท่านเลย นับว่าเป็นการยืมที่ประสบความสำเร็จดีมาก
มีกล้องมีเลนส์แล้ว ผมไปบังคับคุณโอภาส เจ้าของคอลัมน์ "อิ่มท้องท่องไทย" ใน "ผู้จัดการ" ทุกวันพฤหัส บอกว่าไปเที่ยวส่องน้องนกกันเถอะ น้องนกเยอะๆจิตใจแข็งแรง คุณโอภาสเพิ่งกลับมาจากอินทนนท์ ชื่นชอบที่นั่นมาก เลยแนะนำกับผมว่า กลับไปอินทนนท์อีกครั้งดีไหม? ช่วงนี้กีฬามหาวิทยาลัย ได้ข่าวว่าบางแห่งปิด รับรองมีนิสิตขึ้นยอดดอยเพียบ
ผมไปอินทนนท์มาสักสิบครั้งเห็นจะได้ แต่จะให้ไปอีกก็ไม่รังเกียจ เพราะป่าสวยดอยสูงใกล้ๆเชียงใหม่ ไปแบบไม่ต้องบุกเขาปีนผาสามสี่วัน เห็นจะมีแต่อินทนนท์เท่านั้น แต่ครั้นจะไปที่นี่แห่งเดียว จะเอามาเขียนเรื่องได้ไม่ยาว แถมออกจากบ้านได้ทั้งที ต้องไปให้ไกลสุดฝัน เลยถามไถ่คุณโอภาสว่า ถ้าไปอินทนนท์ก่อน แล้วลงจากดอยไปทางอำเภอแม่แจ่ม วิ่งทะลุทิวเขาไปที่อำเภอขุนยวน มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปแม่ฮ่องสอน วกกลับมาอำเภอปายและห้วยน้ำดัง ก่อนจะกลับมาเชียงใหม่อีกครั้ง เส้นทางเที่ยวแบบกลมๆอย่างนี้ ว่าไงบ้างครับ?
คุณโอภาสนอกจากเป็นนักดูนก แกยังเป็นนักเที่ยวสไตล์เออออห่อหมก ไปไหนก็ได้ ให้ไกลๆ บ้านเป็นพอ แกเลยพยักหน้าหงึกหงัก ยุส่งว่าเอาเลยเอาโลด เดี๋ยวพี่จะไปเกณฑ์นิสิตว่างงาน มาช่วยกันขนเลนส์บักเอ้บไปถ่ายภาพนก
การเกณฑ์ของคุณโอภาสแปลกพิสดารไม่น้อย เพราะผมคาดหวังว่าจะเจอผู้ร่วมทางสัก 2-3 คน ปรากฏว่าวันไป มีนิสิตหน้าใสอยู่ในรถ 7 คน รวมตัวผมไปด้วยเป็น 8 คน นักเที่ยวจำนวนแค่นี้ ต้องอัดเข้าไปในรถโฟร์วีลติดหลังคา ท่องจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ทะลุอินทนนท์ไปแม่ฮ่องสอน ก่อนย้อนกลับมาเชียงใหม่และกรุงเทพฯอีกครั้ง...บรื๋อ
ผมรีบทรยศ เปลี่ยนมุขไปเชียงใหม่โดยใช้เครื่องบิน เจ็ดโมงครึ่งของเช้าวันเสาร์ เราเจอกันที่สนามบินนะ ครั้นถึงเวลานัด คุณโอภาสกับเด็กๆยืนยิ้มรออยู่แล้ว บอกว่าอาจารย์น่าจะมาด้วยกัน เมื่อคืนมาถึงตอนตีสอง ไม่มีที่พัก จะเข้าวัดก็กลัวรบกวนพระ เลยวิ่งเข้าไปในมช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) จอดรถข้างอ่างแก้วแล้วผูกเปล นอนกันยันเช้า มีสาวๆมาจ้องดูตั้งหลายคน สนุกดีครับ
ผมเพิ่งทราบว่ามช.มีบริการให้กางเต๊นท์ แต่นิสิตรีบกระซิบว่าแอบกางครับอาจารย์ อย่าเอะอะไป แต่ตามประสานักเขียนที่ซื่อสัตย์ เลยต้องบอกกล่าวไว้ พร้อมกับขอบคุณชาวมช.ทุกคน ที่ให้ความอนุเคราะห์พื้นที่กางเต๊นท์แก่ชาวมก. (ม.เกษตรศาสตร์) คราวหน้าจะไปใช้บริการอีกนะครับ
เรามุ่งหน้าจากเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางสู่อำเภอหางดง เรื่อยไปจนถึงอำเภอจอมทอง ก่อนจะเลี้ยวขวาตามทางแยก มุ่งหน้าไปอินทนนท์
จากเชียงใหม่ประมาณชั่วโมงนิดๆ เรามาถึงด่านเก็บตังค์ค่าเข้าอุทยานฯ ทั้งคุณโอภาสและนิสิตล้วนมองหน้าผม เป็นสัญญานว่าควักกระเป๋าได้แล้วอาจารย์ ผมเลยจำใจจ่ายตังค์ ค่ารถคันละ 30 บาท ค่าคนเข้า 20 บาท (ต่อคน) รวมแล้วเป็นเงิน 190 บาท เอ...ทำไมเราต้องจ่ายด้วยนะ?
เรามุ่งหน้าไปตามถนนสู่ยอดดอย พอถึงกม.20 ผมบอกคุณโอภาสโชเฟอร์ใจเด็ดว่า สโลว์ลี่พลีส (กระแดะปานนั้น) เราจะแวะเข้าไป "น้ำตกวชิรธาร" กันสักหน่อย เพราะผมไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว
สมัยก่อนหากใครคิดไปวชิรธาร ต้องขับรถไปจอดที่ลาน ก่อนเดินย่ำต้อกเกือบ 400 เมตรมาที่น้ำตก แต่ปัจจุบันอุทยานฯได้ตัดเส้นทางใหม่ มุ่งไปจอดรถที่น้ำตกได้เลย ผมเลือกเส้นทางนี้เพราะไม่เหนื่อยดี อย่างที่บอกไว้ คอลัมน์นี้ยึดมั่นกับแนวทาง "กระแดะทัวร์เที่ยวทั่วไทย" อะไรที่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายได้ เราจะไม่รีรอ
ทางเข้าน้ำตกแบบกระแดะ คือทางเข้าแรก เห็นป้ายแล้วเลี้ยวไปได้เลย อย่าเลยไปทางเข้าที่ 2 นะครับ นั่นต้องเดินไปเมื่อยขาเปล่าๆ เส้นทางไปน้ำตกเป็นถนนดีพอใช้ รถเก๋งเข้าไปได้สบายมาก ระยะทางแค่ 600 เมตร มีลานจอดรถกว้าง พร้อมร้านค้าขายอาหารเสร็จสรรพ
ผมเดินขึ้นไปดูน้ำตกแบบไม่รั้งรอ ปล่อยให้นิสิตช่วยกันขนกล้องขนอุปกรณ์ เพราะผมถือคติว่าครั้งนี้เรามาแบบเป็นอาเสี่ยประจำทริป ปรกติอาเสี่ยจะไม่ทำอะไร มีหน้าที่จ่ายเงินอย่างเดียว งานหาบหามเป็นหน้าที่ของคนอื่น เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงไม่เคยเจอนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวแบบนี้ รู้สึกว่าจะมีอยู่คนเดียวในเมืองไทย ของก็ไม่ขน เดินมากก็ไม่ไป แฮ่ม...ชีวิตเช่นนี้ มีความสุขจริงหนอ
โผล่ขึ้นมาพ้นขอบบันไดดินขั้นที่สิบ ผมเจอน้ำตกขนาดยักษ์ มีน้ำไหลลงมาส่งเสียงกึกก้อง ละอองน้ำปลิวฟุ้งจนหัวเปียกไปหมด อะไรเนี่ย นี่หน้าแล้งแล้วนะ น้ำยังเยอะขนาดนี้ แปลว่าป่าอินทนนท์ยังสมบูรณ์ โชคดีจังเลย...คนไทย (มีโชคก็ควรเก็บไว้ อย่าทำลายโชคด้วยการตัดไม้ทำลายโลกนะครับ)
น้ำตกวชิรธารสวยงามน่าชมดีมาก มีสายรุ้งวูบไปวาบมาตามละอองน้ำ บางคนเลยเรียกว่า "น้ำตกสายรุ้ง" ผมยืนเมียงมองอยู่นาน พอนิสิตเดินมาถึงส่งกล้องให้ ผมคว้ามากดสามแชะ แล้วส่งกล้องคืนให้นิสิตไปถือต่อ อาจารย์ธรณ์ไม่เคยถ่ายภาพนานเกิน 1 นาทีครับ ประเภทชดเชยแสง แต่งหน้ากล้อง ปรับโน่นปรับนี่ เราไม่เคยทำ เพราะกล้องเราราคาแพง กว่าจะซื้อมาได้ปั่นต้นฉบับกันหน้ามืดเป็นปี กล้องราคาแพงก็ควรทำงานให้ดี ไม่งั้นจะราคาแพงทำไม? ผมเลยใช้ระบบปัญญาอ่อนของกล้องให้คุ้มค่า
แถวน้ำตกมีต้นไม้ใหญ่ ผลไม้สุกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ผมเหล่ไปเหล่มา เห็น "นกแว่นตาขาวหลังเขียว" สองสามตัว กำลังลงกินผลไม้อยู่ เลยกระดิกนิ้วเรียกนิสิต แบกกล้องและเลนส์เข้าประจำการ ใช้เวลาจัดแจงอุปกรณ์เกือบห้านาที แต่นกก็ยังเกาะกินผลไม้เพลิน นับว่าเป็นนกที่อ่อยได้ดีมาก ผมเลยกดเข้าให้สองสามโชะ ได้ภาพออกมาอย่างที่คุณเห็นอยู่ข้างๆนี่แหละครับ
บอกตามตรงจากความรู้สึก ผมว่าน้ำตกวชิรธาร สวยกว่าน้ำตกทีลอซูของอุ้มผาง ที่ว่าใหญ่ว่าโตอีกเป็นกอง เพราะหน้าแล้งที่แล้ว ช่วงเวลาประมาณนี้ ผมไปทีลอซูมา เห็นแล้วแทบตีอกชกพุง โอ้...เราจะมาทำไมหนอ? ใครคิดไปทีลอซู ควรไปหน้าฝนนะครับ (ถ้าคุณมีแรงบุกป่าฝ่าดงทากไปจนถึง)
แถววชิรธารยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีป้ายบอกทางไว้เรียบร้อย ระยะทางไม่ไกลมากนัก แถมคุณโอภาสนักดูนก ยังมากระซิบว่าแถวนี้มีนกกางเขนน้ำพันธุ์แปลก หาดูได้ยากในที่อื่น สมควรลงไปถ่ายภาพ
นกกางเขนน้ำ ผมเคยเห็นแล้วสองสามครั้ง หน้าตาคล้ายนกกางเขน แต่ชอบอาศัยอยู่ริมลำธาร มักส่งเสียงปิ๊ว...ปิ๊ว เวลาเจ้านกนี่ร้อง คล้ายกับนกหวีดของกรรมการครูใหญ่หัวโล้นที่ผมไม่ชอบเลย (ใครที่เป็นแฟนแมนยูฯคงเข้าใจมุขนี้) สำหรับเจ้ากางเขนแห่งวชิรธาร อาจจะแปลกพิสดาร แต่ผมอยากรีบไปยอดดอย เพราะหิวข้าวแล้ว นกหรือจะมาสำคัญเท่าอาหารการกินได้
มาถึงกม.31 เป็นที่ทำการอุทยานฯ เราเข้าไปติดต่อที่พัก เนื่องจากจองมาแล้วเลยไม่มีปัญหาอะไร ครั้งนี้ผมไม่นอนเต๊นท์ เพราะเข็ดเขี้ยวมาตั้งแต่ครั้งน้ำหนาวเมื่อปีก่อน นอนเต๊นท์เข้าไปเกือบแข็งตาย บ้านของเราชื่อ "ขุนกลาง" อยู่ได้สิบกว่าคนสบายมาก แต่เรามาแค่ 8 คน เลยมีหมอนเหลือให้ผมนำมากอดเยอะแยะ (ผมเป็นประเภทต้องกอดอะไรสักอย่างเวลานอน ไม่งั้นนอนไม่หลับ)
บ้านมีแล้ว สบายใจไปเจ็ดอย่าง (โบราณว่าไว้ ต้องสบายเจ็ดอย่าง จะเป็นหกหรือเป็นแปดอย่างบ่ได้เจ๊า) ระหว่างที่นิสิตช่วยกันขนของเข้าบ้าน ผมเดินเตร็ดเตร่ไปดูบอร์ดนิทรรศการ แวะชมต้นนางพญาเสือโคร่งที่กำลังบานสะพรั่ง แหม...ถ้ามีสาเกอุ่นๆสักขวด นั่งจิบเหล้าใต้ซากุระ มองสาวญี่ปุ่นเดินผ่านไปมา คงเคลิ้มดีพิลึก
แต่เนื่องจากผมไปเที่ยวเมืองไทย เลยไม่มีสาวญี่ปุ่น มีแต่แม่อุ๊ยชาวเขาที่มาทำหน้าที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว ปัดกวาดสนามอยู่สองสามคน...น่าเบื่อมาก ผมหันไปดูนกแทน แถวนี้มีนกหลายชนิด ในจำนวนนี้ผมรู้จักหนึ่งชนิด นั่นคือ "นกพญาไฟ" เพราะตัวผู้สีแดงสวยสดจำได้ทันที (ตัวเมียสีเหลืองจำได้เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยอยากจำ เพราะชอบมนุษย์สาวมากกว่านกสาว)
เจ้านกนี่ล่อเป้าดีแท้ เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้ง ไม่มีใบไม้บัง แถมมีฟ้าเป็นฉากหลัง สีฟ้าตัดกับสีแดงเจิดจ้า ผมเลยหันไปส่งซิกให้นิสิตขนเลนส์มา เลนส์ของท่านปองพลขนาดเท่าบาซูก้า น้ำหนักมหาศาล เมื่อเลนส์หนักก็ถือไม่ได้ ต้องใช้ขาตั้งกล้องอันมหึมา ขนาดประมาณปืนกลแรมโบ้ นิสิตของผมคนหนึ่งแบกเลนส์ อีกคนแบกขาตั้งกล้อง วิ่งกะเร่อกะร่ามา กว่าจะถึงปรากฏว่า นกพญาไฟบินไปไกลจนเกือบถึงเชียงใหม่แล้วมั้ง
ผมพิจารณาดูสถานการณ์แล้วไม่เข้าแก้ป ขืนเดินถือเลนส์ไปหานก กว่าจะตั้งกล้องกว่าจะติดเลนส์ นกคงโบกมือบ๋ายบายหมดป่า เลยหันไปปรึกษาคุณโอภาส พี่แกบอกว่าอย่างนี้ต้องซุ่ม เดี๋ยวไปร้าน "ลุงแดง" ตรงนั้นมีที่ให้ซุ่มดูนก ที่สำคัญคือมีข้าวกินด้วย พี่หิวจนไส้กิ่วแล้ว
ร้านลุงแดงอยู่เลยที่ทำการฯไปนิดเดียว ตั้งอยู่ด้านซ้ายของถนน มีป้ายบอกเรียบร้อย วันนี้ลุงแดงไม่อยู่ พาใครก็ไม่รู้ไปดูนก เราเลยสั่งอาหารกับคุณป้า ผมเล่นมาม่าผัดตามสไตล์ถนัด (เป็นเรื่องน่าประหลาดมาก ที่ผู้ชายคนหนึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยมาม่าผัด ติดต่อกันมานับตั้งแต่มาม่าเริ่มมีขายในเมืองไทย โดยเฉลี่ยแล้วอาทิตย์หนึ่งกินประมาณ 10 มื้อ)
จุดเด่นของร้านลุงแดงคือภาพถ่ายนกเยอะแยะ พร้อมข้อมูลนกอีกเพียบ มี Log Book สำหรับนักดูนกทั้งหลายมาเขียนไว้ ว่าเจอนกอะไรบ้าง เปิดโช๊ะเข้าไปเจอแต่ภาษาอังกฤษ อ่านไม่ออกสักคำเพราะมีแต่ชื่อนก ผมเลยรีบปิด พอดีนิสิตตั้งเลนส์ตั้งกล้องเสร็จแล้ว เลยเดินเข้าไปประจำการ
รอบร้านนี้คือไม้พุ่ม มีไม้ยืนต้นอยู่บ้าง มีรางใส่อาหารนก ที่สำคัญคือหนอนตากแห้ง นกเด็ดที่จะมากินหนอน มีชื่อว่า "นกนิลตวาอกสีส้ม" ที่คุณโอภาสรับประกันหนักหนาว่ามาแล้วได้เห็นแน่ เจ้านกนี่หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ เพราะคุณโอภาสมีลูกเล่น ผมนั่งเฝ้าอยู่เกือบสองชั่วโมงก็ไม่ได้เห็น แกบอกว่าวันนี้นกไม่ออกทำการ พูดง่ายๆคือผมเป็นคนซวยไร้วาสนา
แต่คุณโอภาสยังไม่ย่อท้อ หลังจากแน่ใจว่าเจ้านิลตวาไม่ออกมาแน่ แกพาผมมุดไปหลังร้าน ไปจนถึงห้องน้ำ ก่อนทำท่ายงโย่ยงหยก คล้ายกับพยายามติดกล้องวิดีโอประเภทแอบถ่าย แต่เมื่อไปดูใกล้ๆ ผมจึงพบว่าแกกำลังแอบส่องนกตัวหนึ่ง ที่จำเพาะเจาะจงมาอาศัยอยู่หลังห้องน้ำ
นกนั้นมีชื่อว่า "จับแมลงหัวเทา" ขนาดตัวเท่านกกระจอก แต่ไม่ค่อยกระจอกเพราะเป็นนกอพยพ พบในพื้นที่บางแห่งเท่านั้น เช่น หลังห้องน้ำในร้านลุงแดง
เนื่องจากเจ้านกตัวนี้ส่อแววว่าไม่ค่อยฉลาด แถมยังเป็นนกนิสัยดี ชอบเกาะบนกิ่งไม้ที่เดิม ผมเลยหอบเลนส์เข้าห้องน้ำ ตั้งป้อมถ่ายภาพน้องนก
การถ่ายภาพนกเป็นความสุขอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ได้ซื้อฟิล์มเอง ผมเลยตั้งป้อมถ่ายภาพอยู่นาน หมดฟิล์มไปเกือบยี่สิบภาพ ผลจากการล้างฟิล์มปรากฏว่า ร้านล้างไม่ดี เพราะฟิล์มที่ถ่ายมามืดหมด จะมีดีก็เพียง 1 ภาพ ทั้งที่ช่างภาพฝีมือดีแท้ๆ (บางครั้งคนเราก็ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเองครับ)
ข้าวก็กินแล้ว นกก็ถ่ายแล้ว รั้งรออยู่ทำไม เราจึงจากร้านลุงแดง มุ่งหน้าไปสู่ยอดดอย ผ่านด่านตรวจ 2 ใกล้ทางแยกไปอำเภอแม่แจ่ม ให้คุณเจ้าหน้าที่เช็คตั๋วว่าเราซื้อมาเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทางต่อไปที่ "กิ่วแม่ปาน"
กิ่วแม่ปานเป็นชื่อเส้นทางเดินป่า เจ๋งที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ก่อนมาเดินบนเส้นทางนี้ คุณต้องติดต่อเจ้าหน้าที่บริเวณที่ทำการอุทยานฯที่กม.31 เพื่อขออนุญาตเข้า รวมทั้งต้องมีมัคคุเทศก์พื้นเมืองหรือศัพท์สูงเรียกว่า "นักสื่อความหมายธรรมชาติ" เสียค่าใช้จ่าย 200 บาทครับ
เรามาจอดรถที่กม.42 มีลานจอดรถใหญ่พร้อมห้องน้ำ มีป้ายใหญ่โตพร้อมป้อมยาม ช่วงที่ผมขึ้นไป มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กำลังต่อรองกับเจ้าหน้าที่ บอกว่าอยากเดินป่าแต่ไม่ได้ติดต่อมา ขี้เกียจขับรถกลับไปที่ทำการฯ ต้องย้อนลงไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร แต่คุณเจ้าหน้าที่ก็ไม่ยินยอม ซึ่งผมเห็นด้วยเต็มที่ เพราะมีป้ายบอกระหว่างทางแล้วว่า ใครอยากเดินป่าที่กิ่วแม่ปาน ต้องติดต่อที่ทำการฯก่อน ในเมื่อนักเที่ยวไม่สังเกตหรือวางแผนให้ดี...ก็ช่วยบ่ได้เจ๊า
ทุกอย่างเตรียมพร้อม เรามีทั้งนักสื่อฯ มีใบอนุญาตเรียบร้อย กล้องพร้อม...เลนส์พร้อม คนเดิมก็พร้อมแล้ว แต่...แฮะๆ...หน้ากระดาษหมด เอาไว้อาทิตย์หน้า ผมจะพาเดินชมกิ่วแม่ปาน รับรองพิสดารกว่าที่คุณเคยอ่าน อย่าลืมว่านี่คือกระแดะทัวร์เที่ยวทั่วไทย เรามีมุมมองแปลกใหม่มานำเสนอคุณเสมอ
อาทิตย์หน้าเตรียมใจพบกับ "เย้ยฟ้าท้ากิ่ว...แม่ปาน"
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com