![]() Last Update : Tuesday 16 January, 2001 11:12 AM |
|
ฉันเที่ยวตะรุเตา
นี่เป็นช่วงเวลาสั้นๆของการเดินทาง ในระหว่างการหยุดพักแบบไม่คาดฝัน ของนิสิตในมหาวิทยาลัยที่ฉันอยู่ เมื่อรู้ว่าอีกเจ็ดวันข้างหน้า ฉันพอมีเวลาว่างเป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่คิดคือเราห่างธรรมชาติมานานแค่ไหนหนอ? ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ฉันเจอนกขมิ้นตัวแรกที่ต้นโพธิ์ข้างบ้าน จนถึงวันไปบึงบอระเพ็ด ฉันยังจำนกน้ำนานาชนิดในบึงใหญ่แห่งนั้นได้ดี แต่เมื่อขึ้นปีสาม ฉันต้องเรียนหนักขึ้น เพื่อทำเกรดให้ดี มีหวังจะเรียนต่อปริญญาโท จนถึงวันนี้เกือบหนึ่งปีแล้ว ฉันยังไม่ได้กลับไปหาธรรมชาติที่หลงรักอีกเลย
มาคราวนี้ ฉันรู้ตัวเองว่าเริ่มหงุดหงิด ชีวิตมีแต่หนังสือกับหน้าอาจารย์ วนไปเวียนมาเหมือนกันทุกวัน จนสมองเริ่มตื้อคิดอะไรไม่ออก ใจบอกกับตัวเองว่าคงต้องออกเดินทางสักครั้ง ฉันจึงไปชวนเพื่อน ได้กลุ่มที่ชอบอะไรเหมือนกันมาห้าคน รวมฉันอีกคนเป็นหกชีวิตพอดี มีชายสามหญิงสาม แต่ถ้าใครคิดว่าเรื่องนี้จะกุ๊กกิ๊กมีปิ๊ง บอกไว้ก่อนเลยว่าคิดผิด เพราะการที่หนุ่มสาวไปเที่ยวด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเกิดเพราะความรักเพียงอย่างเดียว เราอาจไปเพราะใจตรงกันอย่างเพื่อน...ก็เป็นได้
ทุกคนมอบให้ฉันเป็นคนตัดสินใจ จะไปที่ไหนขึ้นอยู่กับฉัน เมื่อลองค้นข้อมูลทั้งในเว็บไซต์และในหนังสือ ฉันตกลงใจจะไปอุทยานฯทางทะเลที่อยู่ไกลกรุงเทพฯมากที่สุด หมู่เกาะที่เพียงแค่ได้ยินชื่อก็หวั่นไหวใจอยากไปเที่ยวแล้ว ที่แห่งนั้นคือ "ตะรุเตา"
ตะรุเตาในความเข้าใจของฉัน เป็นเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล แต่ก่อนเคยมีอดีตเกี่ยวกับการเป็นที่คุมขังนักโทษ บทเรียนทางประวัติศาสตร์บอกฉันว่า ที่นี่เคยมีนักโทษการเมืองอยู่หลายคน จนมีการแหกคุกตะรุเตาเกิดขึ้น ต่อมาสมัยสงคราม นักโทษยังทำตัวเยี่ยงโจรสลัด ออกปล้นสะดมเรือสินค้าที่ผ่านไปมา กลายเป็นต้นเรื่อง "นรกตะรุเตา" ของนักเขียนนักการเมืองอย่างคุณปองพล อดิเรกสาร ที่ฉันติดตามอ่านหนังสือของท่านมาตลอด
แต่วันนี้ ตะรุเตาเป็นอุทยานฯทางทะเล ฉันจึงไปค้นข้อมูลที่กรมป่าไม้ ได้เอกสารมาหนึ่งแผ่น บอกรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับตะรุเตา เช่น ที่นี่เป็นอุทยานฯทางทะเลอันดับสองของเมืองไทย (อันดับแรกคือเขาสามร้อยยอด) ตะรุเตายังเป็นอุทยานฯทางทะเลขนาดใหญ่ที่สุด กว้างถึง 1,490 ตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่นี้รวมผืนน้ำด้วยนะ ถ้าจะเปรียบไป ตะรุเตาใหญ่กว่าหมู่เกาะสิมิลันสัก 10 เท่า
ฉันนอนอ่านข้อมูลว่าไปตะรุเตาต้องทำยังไงบ้าง? ที่สำคัญคือการจองบ้านพัก เนื่องจากในเมืองไทยมีคนใจเดียวกับฉันเยอะแยะ ถ้าจองล่วงหน้านานๆก็ดี แต่ทีนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าก่อนหน้าจะได้หยุดเพียงไม่กี่วัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบ้านว่างมั้ย? เลยรีบโทรศัพท์ไปที่เบอร์ 02-561-2021 ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าว่างพอดี เนื่องจากเป็นวันธรรมดา ว่าแต่น้องอยากไปที่ไหน แถวนี้มีที่พักสองแห่ง คือหมู่เกาะตะรุเตาและหมู่เกาะอาดัง-ราวี แม้จะอยู่ในอุทยานฯแห่งเดียวกัน แต่ความน่าสนใจต่างกันนะ
ขณะที่ฉันกำลังตัดสินใจ เพื่อนเข้ามาบอกว่าให้ลองเปิดเข้าไปดู www.TalayThai.com มีข้อมูลเกี่ยวกับทะเลเยอะแยะ รวมทั้งระบบช่วยตัดสินใจในการไปเที่ยวทะเล ฉันเลยทดลองดู พบว่าเกาะตะรุเตาเหมาะสำหรับชมทะเลชมป่า แต่ไม่มีแนวปะการังให้ดำน้ำ แต่อาดังราวีมีแนวปะการังสวย เสียแต่อยู่ห่างไกลออกไป
ฉันมานั่งคิดดูแล้ว เรามีเวลาประมาณ 7 วัน ถ้าจะเที่ยวทั้งสองแห่งน่าจะเป็นไปได้ เลยจองบ้านพักที่ตะรุเตาไว้ 2 คืน ที่อาดังราวีอีก 2 คืน ส่วนที่เหลือเผื่อไว้เป็นเวลาเดินทาง
ถึงเวลาจัดกระเป๋า เนื่องจากตะรุเตามีทั้งป่าทั้งทะเล เป้ใบโปรดครั้งนี้เลยอ้วนหน่อย นอกจากของใช้ส่วนตัว ฉันยังเตรียมกล้องส่องทางไกลไว้ดูนก หนังสือคู่มืออีกหนึ่งเล่ม สมุดบันทึกที่ขาดไม่ได้ ไฟฉายไว้ส่องตอนอุทยานฯปิดไฟฟ้าที่ใช้เครื่องปั่น สุดท้ายก็หน้ากากดำน้ำและท่อหายใจ ที่ซื้อมาตั้งแต่ครั้งไปหมู่เกาะพีพี
เรานัดรวมตัวกันที่บ้านเพื่อนฉัน เพื่อเตรียมออกเดินทาง การไปเกาะตะรุเตามีหลายเทคนิค เช่น นั่งรถไฟไปหาดใหญ่ นั่งเครื่องบินก็ได้แต่ฉันไม่มีเงินแน่ หรือจะนั่งรถทัวร์ไปก็ไม่เลว แต่พอดีเพื่อนฉันมีรถกระบะ อีกทั้งนายนี่ขับรถช่วยทางบ้านส่งของประจำ ไม่มีปัญหาเรื่องฝีมือ พวกเราที่ไปด้วยกันยังขับรถได้ทุกคน ยกเว้นสาวๆที่หนุ่มไม่ไว้ใจ เพื่อนชายทั้งหมด 3 คนผลัดกันขับ ไม่น่าจะเหนื่อยมาก แถมหารค่าน้ำมันกันอาจถูกกว่าค่ารถทัวร์ เลยตัดสินใจไปรถกระบะเพื่อน
รถคันนี้มีหลังคา เพราะถ้าไม่มีฉันคงไม่นั่งตากแดดจากกรุงเทพฯถึงหาดใหญ่ เมื่อเบียดกันเข้าไป สาวๆตัวเล็กสบายพอใช้ ของต่างๆเราขนขึ้นไปวางบนแร็คหลังคา จากนั้นได้ฤกษ์ออกเดินทาง เราบ๋ายบายกรุงเทพฯตอนเช้าตรู่ มุ่งหน้าลงใต้ ไปแวะกินข้าวเช้าที่หัวหิน นั่งคุยบ้างแอบงีบบ้างสลับกันไป จนถึงสุราษฎร์ฯ กินข้าวเที่ยงที่ออกจะเลทหน่อย เรามุ่งหน้าต่อสู่หาดใหญ่ เป้าหมายคืนนี้คือหาที่นอนในเมือง
หาดใหญ่เป็นอย่างไรฉันแทบไม่ได้เห็น เพราะกว่าจะถึงก็มืดมากแล้ว มองดูแสงสีราตรีได้แป๊บเดียว ทุกคนรีบเข้านอนเพราะตอนเช้าต้องตื่นแต่หัวรุ่ง เพื่อนเดินทางต่อไปอีกหนึ่งร้อยกิโลเมตร เป้าหมายคือท่าเรือปากบารา จุดเริ่มต้นของการเดินทางอย่างจริงจัง
ฉันสอบถามเจ้าหน้าที่อุทยานฯล่วงหน้า รู้เวลาเรือออกว่าเป็นตอนเช้าประมาณ 10.30 นาฬิกา ค่าเรือ 240 บาทต่อคน (ตั๋วไปกลับ) แต่แนะนำว่าควรโทรศัพท์สอบถามอีกสักครั้ง เพื่อความชัวร์ว่าได้ไปแน่ เรือยังมีอีกเที่ยวตอนบ่าย 15.00 นาฬิกา แต่พวกฉันอยากไปให้ถึงเกาะเร็วๆ ไม่อยากอยู่ในหาดใหญ่นาน ก็เลยไปเที่ยวเช้าดีกว่า
ท่าเรือปากบาราไม่ค่อยใหญ่ แต่มีลานรับฝากรถ มีศูนย์นิทรรศการแสดงข้อมูลคร่าวๆ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา พวกฉันพากันขนของลงเรือไม้ลำใหญ่ ก่อนมานั่งกินลมชมวิวบนดาดฟ้า เราไปกันวันธรรมดา แขกที่มีบนเรือเป็นฝรั่งห้าหกคน มีคนที่เกาะนั่งกลับไปด้วยสองสามคน...ก็แค่นั้นเอง
เรือสตาร์ทเครื่องตรงเวลาดี ก่อนแล่นลัดเลาะไปตามคลองแคบๆ ข้างๆ เป็นป่าชายเลน มีกระชังเลี้ยงปลาอยู่บ้าง ที่ฉันชอบใจคือไม่ค่อยมีนากุ้งให้เห็น หมายความว่าป่าแห่งนี้ยังสมบูรณ์ดี
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรือวิ่งมาถึงปากคลอง คราวนี้แหละวิวเต็มตาเต็มใจดีแท้ มองไปเห็นหมู่เกาะหลายแห่ง เมื่อฉันลองเปิดแผนที่ เลยรู้ว่าเกาะด้านเหนือเป็น "หมู่เกาะบุโหลน" ไม่ได้เป็นอุทยานฯ มีบังกาโลอยู่บ้างพอไปพักได้ ราคาไม่แพงมากนัก มีฝรั่งแบกเป้ไปเที่ยวเยอะ แต่คราวนี้เราคงไม่มีเวลาแล้ว ฉันได้แต่หมายมั่นปั้นมือว่าคราวหน้าคงได้เจอกันแน่...บุโหลนเอ๋ย
ทะเลแถวนี้มีปลากระทุงเหวเยอะ ปลาบินก็มี บนฟ้ายังมีนกออกหลายตัว บินวนคอยโฉบกินปลา ฉันพยายามส่องกล้องดูปลาบิน ส่องเท่าไหร่ก็ไม่ทัน เลยเปลี่ยนใจมาวาดภาพปลาบินใส่สมุดบันทึกดีกว่า ส่วนพวกผู้ชายเพื่อนฉันนอนหนุนเป้กลิ้งอยู่บนดาดฟ้า สงสัยเหนื่อยเนื่องจากขับรถมาไกล
ท่าเรือปากบาราห่างจากเกาะตะรุเตาประมาณ 22 กิโลเมตร เรือใช้เวลาวิ่งเกือบ 1.30 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาจอดหน้าอ่าวแห่งใหญ่ มีชื่อว่าอ่าว "พันเตมะละกา" ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรุเตา เรือหางยาววิ่งออกมารับพวกเรา ก่อนไปขึ้นที่ท่าเรือคอนกรีตเล็กๆ ตรงนี้มีซุ้มประชาสัมพันธ์ พวกเราจัดแจงจ่ายเงินค่าธรรมเนียมอุทยานฯคนละ 20 บาท แล้วถามว่าพี่คะ บ้านที่น้องจองมาเรียบร้อยไหม?
บ้านที่เราพักคือบ้านตะบูน พักได้หลังละ 4 คน ราคา 1,000 บาท/หลัง ในห้องจัดว่าใช้ได้ ใครอยากประหยัดกว่านี้ ยังมีเรือนแถวหรือกางเต๊นท์ก็น่าสนุก สำหรับคนที่ชอบสบาย อาจลองอยู่บ้านตะแบก ราคาคืนละ 1,200 บาท พักได้ 4 คนเหมือนกัน
เก็บของเข้าบ้านเรียบร้อย ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ บอกว่าหิวจัง ฉันเลยรีบชวนเพื่อนเดินไปกินข้าวเที่ยง ที่นี่มีร้านอาหารสวัสดิการ ทำเป็นโรงพื้นไม้ไม่มีฝา ลมพัดปลอดโปร่งหายใจได้เต็มปอด ราคาอาหารที่นี่ถ้าคิดว่าเป็นเกาะก็ไม่แพง จานเดียวสัก 40 บาทก็อยู่ น้ำอัดลมก็แพงกว่าบนฝั่งไม่มาก เรียกว่ากินกันตามสบาย ไม่ต้องกั๊กท้องไว้เพราะกลัวเงินหมด
ถึงเวลานั่งมองหน้ากัน เราจะทำอะไรต่อไปดีเนี่ย? ฉันเลยชวนเพื่อนเข้าไปชมศูนย์นิทรรศการ ตามหลักการง่ายๆคิดอะไรไม่ออกหาข้อมูลไว้ก่อน ศูนย์ที่นี่น่าสนใจ มืแผนที่ขนาดใหญ่ให้ชม พร้อมข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์หรือเรื่องธรรมชาติ หลังจากดูกันพักใหญ่ เราตัดสินใจว่าน่าจะไป "ถ้ำจระเข้" เพราะที่นี่เคยมีจระเข้น้ำเค็มอาศัยอยู่ มีหลักฐานยืนยันเป็นกะโหลกจระเข้อันโต
ไปเที่ยวถ้ำทำได้ไม่ยาก แค่ไปบอกประชาสัมพันธ์เพื่อขอเช่าเรือหางยาวหนึ่งลำ ค่าเหมา 400 บาท นั่งกันได้ 8-9 คนสบาย พวกเรามา 6 คนเลยไร้ปัญหา พอลงเรือเสร็จ ความตื่นเต้นเริ่มต้น ฉันคงต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า อ่าวพันเตมะละกามีคลองใหญ่ไหลสู่ทะเล ชื่อคลองพันเตมะละกาเหมือนชื่ออ่าว ในความรู้สึกฉัน คลองนี้ชื่อเท่มาก ได้ยินแล้วรู้สึกลึกลับยังไงบอกไม่ถูก
เมื่อเรือเริ่มวิ่งเข้าคลอง ฉันยิ่งรู้สึกว่าคนตั้งชื่อเก่งจัง เพราะรอบด้านเป็นป่าชายเลนแน่นขนัด มีโขดหินขนาดใหญ่โผล่ขวางคลอง จากนั้นมีต้นโกงกางใหญ่หาดูได้ยากในเมืองไทย เสียงนกร้องกันยกใหญ่ แต่ใบไม้บังเกือบหมด ฉันมีโอกาสส่องกล้องดูนกยางหนึ่งตัวกำลังบินเข้าไปในป่า ส่วนนกอื่นไม่ค่อยเจอเพราะเรานั่งเรือวิ่งเร็ว ได้ยินแต่เสียงร้องแกว๊กๆ เล่ายังไงก็ไม่ถูก บอกง่ายๆ จากใจว่า นี่แหละ...ป่าชายเลนที่ฉันชอบที่สุดในเมืองไทยเท่าที่เคยเห็นมา
นั่งเรือเข้าไปสัก 20 นาที การเดินทางมาสิ้นสุดที่ปากถ้ำจระเข้ มีทางเดินเข้าไป เนื่องจากปากถ้ำอยู่ในระดับต่ำ น้ำขึ้นจะท่วมบางส่วน ทางเดินทำไว้อย่างดี มีศาลาให้นั่งพักด้วย แต่พวกเราใจร้อนเลยรีบเข้าถ้ำ มีพี่คนขับเรือเป็นไกด์นำทาง ไฟฟ้าที่ถ้ำนี้ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ แต่รู้สึกวันนี้ตะวันไม่ค่อยทำงาน พวกเราเลยใช้ไฟฉายที่เตรียมเรียบร้อยเป็นอาวุธบุกถ้ำ
ถ้ำจระเข้...จะว่าสวยหรือไม่สวยดีนะ ตามสายตาของฉัน...ก็สวยดี มีหินงอกหินย้อยเหมือนถ้ำทั่วไป แต่บรรยากาศการเดินทางที่แปลก ทำให้ถ้ำนี้น่าสนใจไม่น้อย เราชมถ้ำอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง พยายามเดินช้าๆระวังไม่ให้ไปโดนหินงอกหินย้อย เพราะกว่าหินพวกนี้จะโตขึ้นมาได้ ฉันเคยอ่านข้อมูลเจอว่าใช้เวลาตั้งพันปีต่อหนึ่งเซนติเมตร โอ้โฮ!!?
เสร็จสิ้นจากการชมถ้ำ เรามานั่งพักชมบรรยากาศที่ศาลาหน้าถ้ำแป๊บหนึ่ง ฉันเจอปลาตีนหลายตัว ปูก้ามดาบก็มี เลยรีบใช้กล้องส่องดู เห็นปลาตีนชัดแจ๋ว แถมยังเจอปลาตีนขู่กัน เวลาตัวหนึ่งเข้าไปใกล้อีกตัวหนึ่ง เท่าที่สังเกตจะเป็นพวกปลาตีนขนาดใหญ่ ส่วนตัวเล็กสงสัยยังไม่เต็มวัย ใจเลยยังไม่ค่อยร้อน
ถึงเวลานั่งเรือกลับ คิดแล้วค่าใช้จ่ายตกประมาณคนละไม่ถึง 70 บาท ถือว่าคุ้มมากกับประสบการณ์เช่นนี้ เรามาตั้งต้นกันแถวที่ทำการฯอีกครั้ง เป้าหมายสองของวันคือไปชมวิวบน "ผาโต๊ะบู"
ทางขึ้นผาอยู่ด้านหลังที่ทำการฯ เดินไปนิดเดียวมีป้ายบอกชัดเจน ฉันลองถามคนแถวนั้น เขาบอกว่าเดินแค่ 20-30 นาที ไม่ค่อยชันมากนัก พวกเราเลยค่อยๆเดินขึ้นไป ช่วงแรกมีป่าดิบนิดหน่อย สักเดี๋ยวเริ่มกลายเป็นป่าบนเขา ต้นไม้ส่วนใหญ่ขนาดเล็ก ตามทางมีขั้นบันไดให้เรียบร้อย เรียกว่าเด็กมาได้ผู้ใหญ่มาดี ไม่ต้องเป็นขาลุยโดยเฉพาะก็ขึ้นโต๊ะบูสบาย
สุดทางเดินเป็นหน้าผา มีระเบียงไม้ชมวิวพร้อมภาพแสดงรายละเอียดของวิวที่เห็น มองดูแล้วสวยใช้ได้ เห็นอ่าวพันเตมะละกาเกือบทั้งอ่าว มีปากคลองที่เราเพิ่งไปอยู่ด้านขวามือ บ้านพักอยู่ตามริมหาด แต่ผาสูงแค่ร้อยกว่าเมตร วิวที่เห็นเลยจำกัดอยู่แค่แถวนี้ แต่อากาศสบายดี สูดกันได้เต็มปอด
ตะวันดวงโตใกล้จะลับฟ้า ถึงเวลาเดินลงข้างล่าง ก่อนที่จะมืดต้องกลิ้งลงแทน ขากลับใช้เวลาเร็วกว่าขามาตั้งเยอะ แถมยังได้เห็นของดี นั่นคือฝูงนกเงือกเกือบสิบตัว บินกระพือปีกเสียงดังหวือๆผ่านหัวไป ฉันรีบใช้กล้องส่องตาม คาดว่าเป็นนกเงือกกรามช้างหรือเรียกว่า "นกกาฮัง" มักบินผ่านแถวบ้านพักตอนเย็นๆ แต่ไม่ทุกวัน ถือว่าวันนี้พวกฉันโชคดี
มาถึงพื้นก็ใกล้มืด เราชวนกันไปชมอาทิตย์ลับฟ้าที่ชายหาด เดินเหยียบทรายดังกรอบแกรบเล่นๆ เพื่อนฉันบางคนก็เริ่มเดินเป็นคู่ ไหนบอกว่ามาอย่างเพื่อนฝูงไง แล้วไหงกลายเป็นอย่างนี้? ส่วนฉันเป็นประเภทสาวอินกับธรรมชาติ เลยเดินเตะทรายเล่นอยู่คนเดียว มองไปตะวันจมน้ำไปครึ่งดวงแล้ว เห็นสีแสดค่อยๆละลายหายไปตามขอบฟ้า ลมทะเลพัดมาแผ่วๆ ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพื่อนฉันถึงเริ่มโรแมนติก เพราะถ้าในโลกนี้มีที่เหมาะสำหรับการเกิดรัก ยามเย็นที่พันเตมะละกาคือที่นั่น
ตะวันหายไปทั้งดวง ความมืดเข้ามาเยือนอย่างรวดเร็ว ร้านอาหารเปิดไฟวับๆ แวมๆ ริมชายหาด วันแรกของฉันที่ตะรุเตากำลังจากไป พร้อมกับความทรงจำประทับใจ แต่ตะวันจะกลับมาใหม่พรุ่งนี้
และพรุ่งนี้...ฉันยังอยู่ที่ "ตะรุเตา"
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com