![]() Last Update : Tuesday 12 December, 2000 2:03 PM |
|
ล่องเรือสำราญ...คืนบ้านให้เสฉวน
เรือลำนั้นสูงไม่น้อยกว่าตึก 7 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งออกเป็นห้องพัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตั้งแต่ร้านค้า ห้องดนตรี โรงภาพยนต์ ฯลฯ
ห้องพักมีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่ห้องรวมที่นอนได้ 6 คน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน จนถึงห้องฮันนีมูนเริ่ดหรู เตียงคิงไซส์ขนาดใหญ่ พร้อมห้องน้ำในตัว
ผมเตร็ดเตร่ไปตามห้องต่างๆ แง้มดูตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ก่อนลงเอยด้วยการนั่งยิ้มอยู่บนสตูลของห้องคาราโอเกะ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดเข้ามากระทบข้างเรือตูมๆ
แม้ช่วงที่พวกเราออกทะเล ตามโครงการ "คืนบ้านให้ปูเสฉวน" จะเป็นช่วงที่คลื่นโหดทะเลคลั่ง ความสูงยอดคลื่นไม่น้อยกว่า 2 เมตร ปะเหมาะเคราะห์ร้ายอาจถึง 3 เมตร เรือใหญ่ของส่วนอุทยานฯทางทะเล โดนคลื่นเข้าไปยังเกือบถึงขั้นตีลังกา ไม่ต้องพูดถึงเรือทัวร์อื่นๆ แต่ละลำไม่กล้าโผล่ออกมาโล้คลื่นเหยงๆ บ้างที่ออกจากฝั่งไปแล้ว ยังติดอยู่ตามเกาะต่างๆ นักท่องเที่ยวหลายสิบคนค้างเติ่งที่หมู่เกาะสิมิลัน
จะยกเว้นก็คงมีลำเดียว ได้แก่ อันดามันพริ๊นเซส เรือสำราญขนาดยักษ์ที่เป็นพาหนะของเรา ด้วยขนาดระวางเกือบหนึ่งหมื่นตัน สิ่งที่ทุกคนบนเรือรู้สึก เป็นแค่อาการไหวยวบยาบนิดหน่อย ในยามที่เรือวิ่งฝ่าคลื่น
ท้าวความสักนิด โครงการ "คืนบ้านให้ปูเสฉวน" เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2542 เมื่อคุณปองพล อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ริเริ่มโครงการ นำเปลือกหอยนับล้านเปลือก ที่เคยถูกเก็บมาเป็นของที่ระลึก กลับไปคืนให้ท้องทะเล เพื่อเป็นบ้านสำหรับปูเสฉวน
สำหรับครั้งนี้ จัดเป็นหนที่สอง ที่คนไทยมีโอกาสขอโทษปูเสฉวน
แต่ครั้งนี้เป็นการดำเนินการของภาคเอกชน ได้แก่ คลื่นกรีนเวฟ FM 106.5 Mz ผู้เป็นตัวตั้งตัวตี ร่วมกับโครงการ THINK EARTH และคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ขอบริจาคหอยจากคุณผู้ฟังทางบ้าน นำมาคืนให้นายเสฉวน โดยมีส่วนอุทยานฯทางทะเล กรมป่าไม้ สนับสนุนโครงการ
การเดินทางของเราเริ่มตั้งแต่กลางดึกของวันที่ 23 พฤศจิกายน เรืออันดามันฯถอนสมอจากท่าเรือน้ำลึกอ่าวมะขาม มุ่งหน้าไปหมู่เกาะสิมิลันเป็นหมายแรก
ประมาณ 8 โมงเช้า เรือทอดสมออยู่นอกฝั่ง "อ่าวเกือก" มองเห็นหินเรือใบตั้งโดดเด่น ข้างๆกับหาดทรายขาวสวยของเกาะแปด เกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน
นี่เป็นจุดท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด สำหรับทุกคนที่มาเยือนทะเลแห่งนี้ เพราะเป็นบริเวณที่มีทั้งจุดชมวิว สำหรับคนที่ชอบมุมมองจากที่สูง สามารถปีนป่ายขึ้นไปบนหินใบ บางคนที่ชอบดำน้ำแบบ Snorkelling อ่าวเกือกมีปะการังน้ำตื้นมากมาย ใครที่อยากพักผ่อนชายหาด บริเวณนี้มีป่าหนาทึบให้ร่มเงา แม้คุณที่อยาก SCUBA ยังมีจุดดำน้ำสวยๆหลายแห่งอยู่ไม่ไกล
ปัจจุบัน อุทยานฯยังปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายอย่าง เช่น ห้องน้ำ ฯลฯ ยังมีแผนทำแค้มปิ้งกราวน์หรือ "จุดกางเต๊นท์" ให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสงบ
เราพักอยู่ที่อ่าวเกือกได้ครึ่งวัน เรืออันดามันฯได้ฤกษ์เดินทางต่อ คราวนี้มุ่งหน้าไปที่ "เกาะสี่" หรือเกาะเมียง จุดที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ
ผมล่วงหน้าไปที่เกาะเมียง พร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อสำรวจความพร้อมก่อนที่จะเปิดฤดูท่องเที่ยวของอุทยานฯฝั่งทะเลอันดามัน
เชื่อว่าใครที่เคยไปเกาะเมียงมาเมื่อปีหรือสองปีก่อน กลับมาครั้งนี้ อาจจำภาพเดิมไม่ได้ เพราะอุทยานฯได้ปรับปรุงพื้นที่หลายประการ รื้อบ้านพักหลายแห่งที่สร้างมาเกินสิบปีแล้วออกไป เปิดทางให้ลมทะเลพัดตรงเข้าสู่ชายหาด จัดทำห้องน้ำใหม่ พร้อมศูนย์นิทรรศการ ร้านสวัสดิการ ฯลฯ
แม้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากอุทยานฯเพิ่งเริ่มลงมือในปีนี้ แต่เชื่อว่าในไม่ช้า หลายคนคงมานอนพักบนเกาะเมียงอย่างเป็นสุข
ที่น่าสนใจมากอีกอย่าง คือ พยาบาลสาวสวยหลายคน ที่เดินทางมาจากสาธารสุขจังหวัดพังงา เพื่อประจำอยู่ที่เกาะตลอดเวลา สามารถช่วยปฐมพยาบาลนักท่องเที่ยวได้ในกรณีที่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ
ในกรณีฉุกเฉิน อุบัติเหตุรุนแรง อุทยานฯเตรียมเรือเร็วไว้พร้อมเดินทางเข้าฝั่ง ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่ถ้าคลื่นลมแรง อาจประสานให้กองทัพเรือช่วยส่งเรือเข้าปฏิบัติการ
โชคไม่ดีที่วันนี้ฟ้าครึ้มตลอดทั้งวัน ฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะ แถมคลื่นยังกระหน่ำแรงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถขึ้นเกาะเมียงได้ พวกผมที่กระโดดลงเรือมาตั้งแต่เช้า ถึงเวลาต้องนั่งเรือเล็กฝ่าคลื่นตูมๆกลับไปเรืออันดามันฯ กว่าจะขึ้นเรือใหญ่ได้ เปียกตั้งแต่หัวจรดเท้า
เรืออันดามันฯถอนสมอ เดินทางตลอดทั้งคืน มุ่งหน้าไปทางเหนือ เป้าหมายคือหมู่เกาะสุรินทร์ จุดที่เราจะทำการคืนบ้านให้ปูเสฉวน
เช้านี้อากาศดีขึ้น แม้เมฆยังปกคลุมเต็มท้องฟ้า แต่เริ่มมีแสงแดดส่องผ่านมานิดๆ ฝนไม่ตกดังเช่นสองสามวันก่อน
นักท่องเที่ยวทยอยกันขึ้นเรือเล็ก มุ่งตรงมาที่เกาะสุรินทร์เหนือ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ เราจะทำพิธีเปิดฤดูท่องเที่ยวอุทยานฯทางทะเลประจำพ.ศ.2543-44
ท่านรองอธิบดีสนั่น เป็นผู้กล่าวเปิดงาน มีชาวคณะกรีนเวฟและชาวอันดามันพริ๊นเซสนับร้อย คอยให้กำลังใจ ตามด้วยการรับมอบเงินบริจาคสามหมื่นกว่าบาท จากนักท่องเที่ยวบนเรืออันดามันฯ ให้แก่ทางอุทยานฯ เพื่อเป็นกองทุนเลี้ยงเต่าทะเล
โครงการนี้เรืออันดามันฯกับอุทยานฯ ได้ร่วมกันดำเนินการมาหลายปีแล้ว แต่ละปีเพาะฟักเต่าได้หลายร้อยตัว สำหรับหนนี้เรามีเต่า 40 ตัวรอให้ปล่อยลงทะเล พี่สมพงษ์ หัวหน้าอุทยานฯเกาะสุรินทร์ ยังเข้ามากระซิบว่าปีนี้เต่าทะเลขึ้นวางไข่ตั้ง 7 รัง คงได้ลูกเต่าหลายร้อยตัว
ปล่อยเต่าเสร็จแล้ว ถึงเวลาคืนเปลือกหอยให้คุณปูเสฉวนบ้าง ชาวคณะกรีนเวฟพากันขึ้นเรือหางยาว ที่อุทยานฯจัดเตรียมไว้ให้ แล่นผ่านแนวปะการังน้ำตื้นสุดสวย มุ่งหน้าไปที่หาดเล็กๆ ห่างออกไปสัก 10 นาทีเรือวิ่ง
จากหาดนี้ เราจะเดินลัดเลาะผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติสู่หาดไม้งาม ผ่านป่าดิบชื้นสุดสมบูรณ์ มีต้นไทรสุกพร้อมนกลงกินเป็นฝูง ก่อนจะสิ้นสุดที่หาดทรายขาวละเอียด
หาดไม้งาม เป็นหาดสวยที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสุรินทร์ มีแนวปะการังที่สามารถว่ายไปดูได้จากชายฝั่ง เนื่องจากปะการังจำนวนมากอยู่ในน้ำตื้น อุทยานฯจึงไม่อนุญาตให้นำเรือหางยาวเข้ามาในหาดไม้งาม
การเดินทางไปหาด ทำได้ 2 วิธี หนึ่งคือออกเดินจากที่ทำการอุทยานฯ ลัดเลาะริมฝั่ง ผ่านป่าเป็นช่วงๆ ระยะทางทั้งหมด 2,000 เมตร อีกวิธีคือเทคนิคที่เราใช้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย อาจนั่งเรือหางยาวมาจนเกือบถึงหาดไม้งาม แล้วเดินตามเส้นทางผ่านป่า ระยะทางเพียง 200 เมตร
ปัจจุบันหาดไม้งามได้รับการปรับปรุง เตรียมพร้อมเป็นจุดที่พักแห่งใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ บริเวณนี้มีน้ำใช้แล้ว แต่ไม่มีไฟฟ้า ที่พักเป็นเต๊นท์อย่างเดียว ไม่มีบ้านพัก แต่เต๊นท์รุ่นใหม่ของกรมป่าไม้ มีขนาดใหญ่มาก ยกพื้นป้องกันน้ำท่วม แถมยังมีเตียงกางไว้ในเต๊นท์เสร็จสรรพ
ผมเมียงมองบรรยากาศโดยรอบแล้ว บอกได้เลยว่าใครที่ชอบความสงบ ต้องการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง หาดไม้งามจะเหมาะกับคุณดีแท้ เพราะป่ารอบด้านยังสมบูรณ์ มีทะเลกว้างอยู่ตรงหน้า ไม่มีอาคารหรือผู้คนเดินไปมาทำให้เสียอารมณ์
แนะนำกันไว้เลยครับ ใครสนใจบรรยากาศที่ว่า กลางคืนนอนดูดาว (ไม่มีไฟฟ้า ไงๆก็ได้เห็นดาวแน่) ตื่นเช้าฟังเสียงนก กลางวันพุ่งลงน้ำดูปะการัง มาหาดไม้งามเถิด...จะเกิดผล ผมกล้ารับประกันความแตกต่าง
มาถึงช่วงนี้ ผู้ร่วมโครงการกรีนเวฟ พากันมารับเปลือกหอยไปคนละ 4-5 เปลือก ก่อนแยกย้ายไปตามชายป่า ช่วงรอยต่อกับหาดทราย นำเปลือกเหล่านั้นไปวางไว้ เพื่อรอให้ปูเสฉวนนำไปใช้เป็นบ้านใหม่
ช่วงที่เรามาเป็นตอนกลางวัน ปูเสฉวนต่างซุ่มอยู่ ไม่ยอมออกมาเสนอหน้าให้เราเห็น แต่เชื่อได้เลยว่า คืนนี้พวกเค้าคงดีใจเป็นพิเศษ เมื่อเห็นเปลือกหอยหลายพัน มาให้ทดลองใช้เป็นบ้าน
โครงการยังทำป้ายขนาดใหญ่ ปักไว้ในบริเวณนั้น เพื่ออธิบายกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆว่า บริเวณนี้เป็นจุดคืนเปลือกหอยให้ปูเสฉวน นักท่องเที่ยวโปรดอย่าเก็บเปลือกหอยไป เรายังมีข้อมูลอีกเยอะแยะที่ศูนย์นิทรรศการฯเกาะสุรินทร์ ที่จะให้ความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยว เกี่ยวกับโครงการนี้โดยเฉพาะ
เชื่อมั่นได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์ เปลือกหอยที่หลายคนบริจาคมา จะอยู่ที่นี่ตลอดไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ถูกเก็บกลับมาเป็นของที่ระลึกเช่นครั้งก่อน
ถึงเวลาเดินทางกลับ ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอิบ ฟ้าฝนดูช่างเป็นใจ วันนี้ยังไม่มีน้ำหยดลงมาสักแหมะ แดดส่องสว่างมากขึ้น ไม่นาน...ตะวันเริ่มโผล่พ้นเหลี่ยมเมฆ บอกให้พวกเรารู้ว่า การดำน้ำชมแนวปะการังวันนี้ คงสวยกว่าเมื่อวานหรือวันไหนๆตลอดทริป
ก่อนจะจากไป ผมหันไปมองกองเปลือกหอยเป็นครั้งสุดท้าย ปีที่แล้วที่เกาะรอก ปีนี้ที่เกาะสุรินทร์ แล้วปีหน้าล่ะ...จะเป็นที่ไหน? ใครจะคิดว่าจากเรื่อง "ความเศร้าของปูเสฉวน" ที่เคยเขียนเมื่อ 4 ปีก่อน จะกลายมาเป็นโครงการต่อเนื่องได้ถึงขั้นนี้
ผมบรรจงถ่ายภาพเก็บไว้อีกหนึ่งรูป ตั้งใจไว้ว่าจะนำไปให้คุณปองพล อดิเรกสาร เพื่อบอกกับท่านว่า ถึงท่านจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่โครงการที่ท่านจุดประกายขึ้น ยังคงอยู่ต่อไป
คนไทยอีกหลายคน ยังพร้อมสานฝันของปูน้อยๆเหล่านั้น...ให้เป็นจริง
หมายเหตุ - ไม่มีเปลือกหอยบริจาค ไม่เป็นไรครับ ขอเพียงเราอย่าเก็บอย่าซื้ออย่าสะสม ของที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มาไว้ในบ้านเรา ช่วยกันบอกต่อ จากหนึ่งเป็นสอง จากร้อยเป็นพันเสียง สักวัน...ปาฏิหารย์ย่อมเกิด ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นโครงการ "คืนบ้านให้ปูเสฉวน" ทั้งโลกนี้ เท่าที่ผมเคยได้ยิน มีอยู่ที่นี่ที่เดียว...ประเทศไทย
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com