www.talaythai.com
Last Update : Monday 4 December, 2000 5:30 PM

หมู่บ้านในนิทาน (จบ)

          กาลครั้งหนึ่ง เมื่อหนึ่งปีมาแล้ว...

          หมู่บ้านของเฒ่าอ่ำและไอ้โทนกำลังวุ่น...วุ่นมากด้วย เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอม เฒ่าอ่ำเป็นตัวแทนของชาวบ้านในอดีต มีชาวประมงที่ทำมาแต่หากินไม่พอ มาเข้าเป็นส่วนร่วมเยอะแยะ พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากหนุ่มสาวเมืองหลวง ที่ยึดถือปรัชญาอนุรักษ์ ที่อาจต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ เก้าอี้ กระจก และรถกระบะบางคัน แต่ห้ามเป็นเลือด เก้าอี้ กระจก หรือรถของตัวเอง

          ไอ้โทนเป็นฝ่ายรัฐ ผู้มีแผนพัฒนามาแล้ว 8 ฉบับ เจ็ดฉบับแรกเน้นด้านหาตังค์สร้างถนน โรงไฟฟ้า และเขื่อน เพื่อให้พัฒนาทัดเทียมอารยะประเทศ ฉบับที่แปดหันมาพัฒนาบุคคล เพื่อให้มีหัวคิดในการสร้างถนน โรงไฟฟ้า และเขื่อน ต่อไปภายภาคหน้า

          แผน 1-7 ประสบความสำเร็จขั้นหลุดโลก อาจเป็นเพราะคนในหมู่บ้านชอบเงิน ทีวี และพาหนะ เก่งทางตักตวงทรัพยากร เลยเข้ากับนิสัยผู้คนในหมู่บ้านได้อย่างดี แต่มาถึงแผน 8 ชักเริ่มแย่ เด็กๆในหมู่บ้านอยู่ในเจเนเรชั่นวาย ที่อาจแปลอีกอย่างได้ว่า "วายวอด" มีสมองที่เกิดมาฉลาด เพราะกิน DHA เยอะ มือเท้าอ่อนนุ่มแต่ปลายนิ้วด้าน เพราะตรากตรำกับการกดคอมฯเพื่อเข้าอินเตอร์เน็ตเล่นเกมส์ฟัดกัน

          เด็กในเจเนเรชั่นนี้ ไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่มาพัฒนาด้านบุคคล ขอเพียงหาเงินมาซื้อคอมฯให้หนูเล่นเป็นพอ อ้อ...อย่าลืมซื้อเพจเจอร์ด้วย สำหรับมือถือ ยินยอมให้พ่อเก็บตังค์เตรียมซื้อในปีหน้า เนื่องจากระบบแวร็ปยังใช้การได้ไม่สะดวก

          เมื่อแผน 8 ออกแบบมาโดยคิดว่าเด็กเป็นกระดาษขาวบริสุทธิ์ แต่เด็กวัยสิบสี่ขวบในปัจจุบัน ตรากตรำชีวิตกว่าคุณป้าวัยหกสิบ แผนนี้เลยไม่ประสบความสำเร็จ (คนเขียนเรื่องนี้ไม่ได้ตู่เอาเองว่าไม่สำเร็จ แต่สภาพัฒฯเค้าสรุปไว้ยังงั้น)

          มาถึงแผน 9 ทีมงานพัฒนาของไอ้โทนเริ่มมองลึก ตั้งแนวนโยบายเชิงปรัชญา ข้อดีคืออ่านแล้วไพเราะ รู้สึกดื่มด่ำกับความเป็นมนุษยชาติ ที่วิวัฒนาการมาตั้งแสนปี น้อยกว่าฟองน้ำถูตัว แค่เจ็ดร้อยเก้าสิบเก้าล้านเก้าแสนปี...เท่านั้นเอง

          ทีมงานไอ้โทนยังเริ่มยอมรับความจริง ว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการปกครอง เลยมอบอำนาจให้ชาวบ้านยกใหญ่ เริ่มจากจัดตั้งคณะกรรมการบริหารในแต่ละชุมชน คนที่เป็นกรรมการไม่ใช่ใครอื่น คือพวกคนรวยในหมู่บ้านมาชุมนุมกัน เพื่อหาทางร่ำรวยยิ่งขึ้น

          สิ่งที่ที่กรรมการทำ คือสร้างถนนแข่งกับไอ้โทน โดยประมาณว่าถ้าเงินร้อยละ 90 ที่เก็บมา เอามาสร้างถนนและซ่อมถนน จะสามารถหล่อเลี้ยงกิจการของคณะกรรมการ ตลอดจนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงหรือใครก็ได้ที่ให้ค่าต๋งคณะกรรมการ ได้อีกอย่างน้อยหนึ่งร้อยปี

          แต่แผน 8 ยังเน้นด้านการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรหน้าบ้าน วันหนึ่งไอ้ตี๋ลูกเฮียฮุ้น เจ้าของโรงน้ำแข็งหลอดประจำชุมชน จึงพบว่าตัวเองนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มีกระดาษปึกหนึ่งเขียนว่า "โครงการระบบฐานข้อมูลสมุทรศาสตร์ โดยใช้เทคโนโลยีเรด้าห์ระยะสั้น เพื่อวัดความสูงของคลื่นและทิศทางกระแสน้ำชายฝั่ง" มาให้เพื่อรอพิจารณาอนุมัติงบประมาณ

          ถึงตอนนี้ กลุ่มเฒ่าอ่ำรวมตัว นิยมปรากฏโฉมต่อหน้าทีวีมาก ทุกคนร้องปาวๆว่าเราต้องการสิ่งแวดล้อม เรารักปลาหน้าบ้าน เราไม่ต้องการความเจริญ เพราะเรากลัวมลพิษ

          ไอ้โทนบอกว่า เป็นการถูกที่พวกเฒ่าอ่ำจะกลัวตาย แต่อาจทะแม่งๆนิดหนึ่งที่เรียกร้องปลาหน้าบ้าน เนื่องจากเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ปลาก็ถูกพวกเฒ่าอ่ำจับไป ป่าชายเลนก็ถูกพวกเฒ่าอ่ำตัดฟัน นากุ้งก็ถูกพวกเฒ่าอ่ำเป็นคนสร้าง ไอ้โทนเป็นแค่คนวางแผน ไม่ได้เป็นคนจับปลาตัดป่าสักหน่อย

          พวกเฒ่าอ่ำแย้งว่า เงินนายทุนได้ไป พวกตนไม่ได้เลย เสี่ยย้งชักโกรธ บอกว่าแล้วมอเตอร์ไซด์ที่พวกเอ็งขับไปรับสาว พาไปร้องเพลงโหวกๆอยู่ตามเพิงข้างถนนทุกคืน ไม่ได้มาจากเงินของข้าเรอะ ถึงตอนนี้เอะอะอะไรก็โทษแต่นายทุน พวกเอ็งก็ใช้ด้วยวุ้ย ชั่วแต่ข้าได้มากกว่า เพราะข้าฉลาดกว่าและมีเงินมาก เงินต่อเงิน โบราณท่านสอนไว้ เอ็งไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบเอง

          เหตุการณ์ชักจะไปกันใหญ่ ทีมงานวางแผนพัฒนาของไอ้โทน พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย เห็นโทษใครไม่ได้ตรงๆ ก็เลยโทษมันรวดเดียวทุกคน บอกว่าเป็นปัญหาจากทรัพยากรบุคคล ชาวหมู่บ้านมีนิสัยรักความสบาย ไม่คิดมาก มองอะไรแค่ผิวเผิน ไม่มีใครผิดกว่าใครหรอก มันต้องแก้ที่นิสัย โดยฝากความหวังไว้กับเจเนเรชั่นวาย (วอด) สักวันอาจแก้ไขได้เอง

          แต่คนบางกลุ่ม ไม่อาจรอให้ตัวเองตายไป โดยไม่ได้มีส่วนร่วม เลยประชุมสุมหัวกันคิด วางแผนพัฒนา พวกไอ้โทนยังคิดถึงผลผลิตเป็นหลัก เนื่องจากไอ้โทนกู้เงินมาค้ำแบงค์ของเสี่ยย้งเยอะแยะ แถมยังมีโครงการหว่านเงินที่เรียกว่า "มีเงินก็ใช้สิวะ" ประสบความสำเร็จดีมาก

          สองอย่างเลยมาชนกันเป้ง หนึ่งคือพยายามใช้ทรัพยากรที่พอเหลืออยู่บ้าง ให้ยั่งยืนไปสักสิบยี่สิบปีก็เก่งแล้ว อีกหนึ่งคือพยายามผลิตอะไรก็ได้ให้เยอะๆ จะได้ส่งไปขายมีเงินกลับมาใช้หนี้

          สองไอเดียเกิดในเวลาเดียวกัน เลยต้องใช้เทคนิคแอบแฝง บอกไว้ว่าเราจะใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่เราจะเพิ่มผลผลิตด้วยล่ะ เทคนิคนี้เป็นแบบใหม่ ไม่เคยมีใครในโลกทำได้ เพิ่มด้วยยั่งยืนด้วย ทำมันสองอย่างพร้อมกันไปเล้ย

          แต่ทางออกใช่ว่าจะไม่มี คือไอ้โทนต้องไปวิงวอนขอร้องชาวบ้าน ที่ทำประมงแบบย่อยยับในสายตาของคนอื่น บอกว่าพี่จ๋าเลิกหน่อยเถอะจ้ะ พี่เลิกแล้วเราจะแถมเงินให้ เอาไว้ซื้อเครื่องมือใหม่ เอ้า...ถ้าพี่ยังไม่พอใจ ผมแถมเงินซื้อเรือใหม่ให้ด้วย พี่จะเลิกแบบแป๊ปๆก็ได้ ไว้พอไปทำกระชังเลี้ยงปลาสักปี ได้เงินไม่พอกิน กลับมาทำอวนใหม่ ถึงตอนนั้นคนในหมู่บ้านคงลืมไปหมดแล้วล่ะ หรือถ้าพี่ฉลาด เก็บเรือเก็บเครื่องมือไว้ ทำกระชังสักปี แล้วคราวนี้ค่อยเอาเรือออก ได้ทั้งกระชังทั้งอวน รวยเละเลยพี่

          ชาวประมงพวกนั้นชักงง เอาไงหว่า เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว พวกเอ็งยังสอนแถมสนับสนุนให้ข้าทำอวนอยู่เลย บอกอยู่ตะแง้วๆว่าฝรั่งเค้าทำแล้วดี ถึงตอนนี้จะมาให้ข้าเลิก ไม่ยอมวุ้ย เป็นอาชีพแต่ปู่ย่าตายาย สี่สิบปีไม่ใช่น้อย ถ้าให้ข้าเลิก เอ็งต้องเอาเงินมาให้อีก แล้วข้าจะลองคิดดู

          ไอ้โทนยังเริ่มเข้าหาคนในหมู่บ้าน บอกว่าในน้ำมีปลา หน้าบ้านใครก็ควรรักษา เพราะตอนนี้โทนเป็นตัวกลาง เป็นเพียงคนดูแลกฏหมายนิดๆหน่อยๆ เอ้า...เดี๋ยวโทนแก้กฏหมายให้ แล้วพวกพี่ไปทะเลาะกันเอง ชาวบ้านกับชาวบ้าน อุ้ย...สนุก โทนจะแอบซุ่มดูอย่างเงียบๆ พอพี่ทะเลาะกันเสร็จเมื่อไหร่ โทนค่อยเข้าไปไกล่เกลี่ย...ดีมั้ยพี่?

          บรรดาหนุ่มสาวนักอนุรักษ์ ทั้งธรรมชาติทั้งผู้คน ได้ทีถึงโอกาส รีบเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านยกใหญ่ บางบ้านก็ได้ผล แต่ไม่ค่อยตรงจุดประสงค์ เพราะหนุ่มสาวตลอดจนนักวิชาการเหล่านั้น มองโลกด้วยสายตาใสแจ๋วบริสุทธิ์ คิดว่าเฒ่าอ่ำดำรงชีวิตแบบพอเพียง ไม่ได้หวังอะไรมาก แต่ตอนนี้ถูกรุกราน เป็นชาวบ้านผู้น่าสงสาร ทั้งที่ผู้น่าสงสารบางคน ไม่รวยเหมือนคนอื่น เพราะดันไปเล่นบอลกินเหล้าเลี้ยงลูกเมียทีละสามบ้าน จนเงินหาเท่าไหร่ก็ใช้ไม่รู้จักพอ

          ในที่สุดทุกคนก็ตกลงกันได้ นัดวันเข้าประชุม ทีมที่ปรึกษาไอ้โทนวางแผนว่า เราจะปล่อยให้คนโน้นพูดที คนนั้นตะโกนอีกสองที ให้ชาวบ้านและหนุ่มสาวตาแป๋ว เรียกร้องโน่นนี่นั่น แล้วก็จดยิกๆพยักหน้าอือออ เพราะหนุ่มสาวและชาวบ้าน ก็ได้แต่ลำเลิกอดีต พูดออกมาเป็นถ้อยคำ แต่หามีแผนงานไม่ พอเรานำเสนอปุ๊ป ก็บอกว่านี่แหละแก้ไขตามที่ชาวบ้านต้องการแล้ว แค่นี้ก็ไปได้สวย

          บางคนวางแผนแก้กฏประมงหมู่บ้าน ที่ใช้มาถึงวันนี้ 53 ปีแล้วยังไม่เคยได้แก้เลย ให้ทันสมัยตรงต่อเหตุการณ์มากขึ้น อีกคนบอกว่าต้องประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้จักคุณค่าของทรัพยากร รวมทั้งป่าชายเลนที่เหี้ยนโกร๋นไปแล้ว แนวปะการังที่เหลือแต่เศษหินปูน ถ้าชาวบ้านรู้จักตอนนี้ ค่อยๆเสริมไปเรื่อย อีกสักสิบยี่สิบปี ชาวบ้านอาจได้คิด ว่าต้องอนุรักษ์ตอไม้ที่เหลืออยู่สองตอตรงนั้น กับปะการังที่เหลืออยู่หนึ่งก้อนตรงนี้ เก็บไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลาน

          ไอ้โทนอ่านแผนแล้วชักงง บอกว่าตอนนี้ชาวบ้านก็อนุรักษ์จี๋กันอยู่แล้ว ทำไมเราต้องรณรงค์ด้วย แต่ที่ปรึกษาบอกว่าไงๆก็ต้องรณรงค์ นี่เป็นกฏของผู้นำที่ดี รักธรรมชาติ ไม่ดูถูกคนจน และชื่นชมเยาวชนของชาติ

          ความจะกล่าวถึงเฒ่าอ่ำ หลังจากโดนปั่นหัวจนแน่ใจว่าไอ้โทนเป็นผู้ผิด จัดชุมนุมชาวบ้านเพื่อหาประชามติก่อนเข้าร่วม ชาวบ้านคนโน้นขอน้ำมันเรือราคาถูก ไม่ต้องจ่ายเลยยิ่งดี อีกคนขอให้มีกุ้งหอยปูปลามากๆ ชนิดที่เรียกว่าจับกันอีกสิบปีไม่มีหมด

          เฒ่าอ่ำเริ่มสงสัย ไอ้โทนมันจะหาปลามาจากไหนกันวุ้ย มันไม่ได้ชื่อสังข์ทองนี่หว่า แต่บรรดาที่ปรึกษาทั้งหลาย กระซิบว่าต้องขอไว้ก่อน เราเป็นชาวบ้านต้องใช้นโยบายเชิงรุก เรียกร้องให้หนัก วิธีการไม่ต้องสน ชาวบ้านไม่มีหน้าที่คิด มีหน้าที่เรียกร้องอย่างเดียว

          ในที่สุดก็มาถึงวันประชุม เริ่มต้นที่ตอนเช้า ไอ้โทนกล่าวปราศัยยืดยาว ฟังแล้วขนลุกเกรียว พอเริ่มเปิดประชุม พวกเฒ่าได้ทีกล่าวบ้าง ร้องโน่นโวยวายนี่โขมงโฉงเฉง แถมยังมีกำลังพลอยู่ข้างนอกเพียบ คอยฮึดฮัดสร้างความระทึกขวัญ บางคนก็อยู่ดีๆทำตัวเหมือนผีเข้า ต้องลุกขึ้นมาบอกว่านายเนี่ยล่ะคนผิด ต้องย้ายออกจากพื้นที่ในยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่งั้นปลาทั้งทะเลจะตรอมใจตายหมด

          เวลาผ่านไป เสียงยิ่งดังขึ้น พอถึงตอนกินน้ำชา มีการจับกลุ่มสุมหัวอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำคนละด้าน ซุบซิบกันว่าเราจะฮึดฮัดอย่างไหนดีหว่า? จนเมื่อเข้าประชุมต่อไป พอถึงประเด็นไหน แต่ละคนก็ลุกขึ้นมาพูด ท้าวความไปไกลปู๊น...ปู๊น...ปู๊น กว่าจะถึงปัจจุบันเลิกท้าว ปรากฏว่าหมดเวลาแล้ว ถึงช่วงกินข้าวเที่ยง

          ไอ้โทนกุมขมับออกมาทางหนึ่ง ตลอดเวลาเกือบสี่ชั่วโมง มันจับใจความอะไรไม่ได้เลย หูมีเสียงหวี่ๆด้วยการโดนด่า อีกทางเฒ่าอ่ำเดินออกมา แกกำลังสงสัยว่าตกลงใครเป็นคนประชุมกันแน่ เพราะตั้งแต่เช้าแล้ว สิ่งที่แกได้ทำคือการพยักหน้า ก่อนคอยฟังที่ปรึกษาพูด

          ไอ้โทนกับเฒ่าอ่ำดันเข้าห้องน้ำเดียวกัน ทันทีที่เจอ ไอ้โทนมองหน้า เฒ่าอ่ำก็มองหน้า เสร็จแล้วทั้งคู่ทำกระแดะ หันไปมองกระจก ไอ้โทนหวีผมจัดสูทให้เรียบร้อย ขณะที่เฒ่าอ่ำขยับผ้าขาวม้ามัดพุงให้เรียบร้อยเหมือนกัน

ข้างห้องน้ำมีกระจกบานเกล็ด บานหนึ่งแตกไปเนื่องจากฝีมือของพรรคพวกเฒ่าอ่ำเมื่อกาลก่อน รปภ.ห้องน้ำยังหาตังค์มาซ่อมไม่ได้ เสียงเพลงแว่วเข้ามา จากวิทยุที่กำลังเปิดเพลงวัยรุ่นแหกปาก

          "ตะลึงตึงตึ่ง...ตะหลึง...ตะหลึง"
          
ไอ้โทนเงี่ยหูฟัง ก่อนแอบยิ้ม แต่เฒ่าอ่ำดันมองเห็น
          
ไอ้โทนเขิน...เฒ่าอ่ำก็เขิน
          
ในที่สุด ไอ้โทนยกมือไว้ เฒ่าอ่ำรับไหว้ ทั้งคู่มีรอยยิ้ม
          
เสียงเพลงยังดังแว่ว
          
"ตะลึง...ตะลึง...โอ้เย่...ตะลึง!!?"

          ......

"หมู่บ้านในนิทาน" ชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าเป็นนิทาน แต่งไว้อ่านเล่นแก้กลุ้ม ในวันที่เมืองไทยมีแต่เรื่องกลุ้มใจ จะมองทางใดก็เห็นปัญหา แต่ทั้งหมดอาจแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยจุดเด่นของคนไทย นั่นคือใช้นิสัยไม่คิดมาก ใช้รอยยิ้มและความเฮฮา หันหน้าเข้าหากัน เราไม่สามารถสร้างคนไทยให้มีนิสัยขยันแบบญี่ปุ่น นิสัยช่างคิดอย่างฝรั่ง นิสัยช่างค้าอย่างคนจีน

แต่อย่าดูถูกความศักดิ์สิทธิ์ของ "ยิ้มสยาม" สิ่งที่ค้ำจุนประเทศนี้มามากกว่าแปดร้อยปี

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com