www.talaythai.com
Last Update : Tuesday 28 November, 2000 2:07 PM

หมู่บ้านในนิทาน (1)

          กาลครั้งหนึ่ง เมื่อ 40 ปีมาแล้ว...

          มีหมู่บ้านอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมทะเล มีผู้คนอาศัยไม่เกินสิบครอบครัว ส่วนใหญ่ตั้งบ้านอยู่ริมคลองสายเล็กๆ เรื่อยไปจนถึงชายหาดขาวสะอาด มีป่าโกงกางผืนใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง ห่างจากชายฝั่งไปไม่กี่กิโลเมตร มีเกาะรกร้างอยู่หนึ่งแห่ง

          ตาอ่ำ... เป็นผู้แรกที่ตั้งรกรากในหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังสมัยหนุ่มๆ แกเที่ยวชักชวนเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง บอกว่าบ้านแห่งนี้สมบูรณ์ มีกุ้งหอยปูปลากินเพียบ

          ชีวิตในหมู่บ้านดำรงอย่างเรียบง่าย เกือบทุกวันเหมือนกันหมด เริ่มจากเช้าตรู่ ตาอ่ำกับพวกผู้ชาย พากันไปที่ปากคลอง แต่ละคนเข็นเรือเล็กลงน้ำ บ้างก็ไปตกปลาตามกองหิน บ้างไปข้างเกาะที่มีหินปะการัง หย่อนเบ็ดหากะพงตกปลาเก๋า บางคนหย่อนเบ็ดกลางน้ำ หวังได้อินทรีหรือโฉมงาม มาทำเค็มกินกันให้คึกครื้น

          ทั้งหมู่บ้านมีโป๊ะเพียงหนึ่งแห่ง ชาวบ้านต่างช่วยกันลงไม้ลงมือทำ ตั้งแต่ตัดไม้มาปักให้เป็นกับดักปลาง่ายๆ จากนั้นผลัดกันไปดู วันไหนปลามีเยอะในโป๊ะ วันรุ่งขึ้นถึงงานใหญ่ แต่ละคนไปช่วยกันจับปลาให้สนุกสนาน บางครั้งปลามีจนเกินกิน ต้องตากแดดทำเค็มให้วุ่นวาย เพื่อเก็บไว้ไปขายบ้านอื่น

          ในครั้งนั้น ถนนหนทางยังไม่มี ตาอ่ำกับลูกบ้านใช้การติดใบเรือ พาสินค้าที่หาได้ ไปขายที่เมืองใหญ่ ปีละ 2-3 ครั้ง โดยแลกเอาข้าวสาร อันเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต สำหรับหมู่บ้านที่ปลูกข้าวเองไม่ได้ สำหรับสินค้าที่เหลือ อาจเป็นเสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้ ที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ บางครั้งตาอ่ำและลูกบ้าน เลยเหลือเงินกลับบ้านเป็นกอบเป็นกำ

          เมื่อผู้ชายออกไปทำมาหาปลา สาวใหญ่สาวน้อยและเด็กตาดำๆ หลังจากเสร็จกิจกรรมในบ้าน ทุกคนพากันเดินไปป่า บ้างลองดูปูดำตัวใหญ่ในลอบ เสียงสาวร้องว้ายปูน้อยหนีบ เด็กๆวิ่งไล่ปลากันโผงผาง บางทีชวนกันไปหาดทราย เอาเนื้อล่อกั้งออกมาดองกินแซ่บอีหลี (ชาวหมู่บ้านนี้ในอดีตมาจากอีสาน)

          แต่แล้ววันหนึ่ง ไอ้โทนหนุ่มเจเนเรชั่นใหม่ เริ่มมีความคิดกว้างไกล ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องบอกว่าไอ้โทนมีวิสัยทัศน์ โทนบอกกับตาอ่ำว่า หมู่บ้านเราอะไรก็ดี แต่ยังงี้จะไปแข่งกับบ้านอื่นได้ยังไง? ตาไม่อยากรวยเรอะ...เงินน่ะ เงินทั้งนั้น บ้านเราจะได้มีไฟฟ้ามีน้ำประปา มิใยตาอ่ำแย้งว่า ไฟก็จุดไต้เอาได้ น้ำประปาก็กินน้ำฝน มันตกมาคึกๆปีละหกเจ็ดเดือน เอ็งจะกินประปาทำอีหยัง? หากน้ำไม่พอก็เจาะเอาสิ ตรงนั้นมีน้ำบาดาลใสเย็น ขุดบ่อแค่ไม่กี่วาเอง

          ตามประสาคนที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี ไอ้โทนไม่ยอมพึงพอใจกับชีวิตปัจจุบัน มันมองไปไกลเห็นวันฟ้าทองผ่องอำไพ บ้านเราจะมีถนน มีมอเตอร์ไซด์ขี่ไวปานอีนกออกโฉบกินปลากระบอก ไอ้โทนเลยไม่ยอมฟังตาอ่ำ มันไปชวนลูกบ้านที่อยากนั่งอีเหยี่ยวไว้ไปยืดกับสาวๆ บอกว่ามาทำการพัฒนาหมู่บ้านกันเถอะ

          แผนพัฒนาของไอ้โทน เริ่มจากหัวใจหมู่บ้าน หัวใจมันคร่ำครึ ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ว่าแล้วไอ้โทนก็ประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับตาอ่ำ ในการเป็นผู้ใหญ่บ้าน

          ตาอ่ำยอมไอ้โทนแต่โดยดี เพราะหนึ่งคือพ่อมันรวยกว่าแก สองคือแกขี้เกียจมีเรื่อง อยู่เงียบๆคอยนินทาลับหลัง สนุกกว่าตั้งเยอะ ว่าแล้วตาอ่ำก็ปล่อยให้ไอ้โทนยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ

          ไอ้โทนหายไปหลายวัน กลับมาพร้อมกับอาเสี่ยพุงพลุ้ย บอกว่านี่คือเสี่ยย้ง แกเป็นคนใจบุญอยู่ในเมือง ร่ำรวยเงินทองมากมาย แต่ยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ เลยอยากบริจาคเงินทำนาบุญ ช่วยลูกบ้านนี้ให้ลืมตาอ้าปาก

          เสี่ยย้งหัวเราะฮ่าๆเห็นฟันเลี่ยมทอง เอาเงินมาเป็นปึกๆให้ชาวบ้านยืม ชาวบ้านก็ดีใจ แต่ยืมมาทำไมหว่า? เสี่ยแกรีบพามนุษย์ผมทองมาหนึ่งคน บอกว่านี่คือฝรั่งมาจากเมืองนอกไกลโพ้น เมืองเค้าเจริญจนมีตึกสูงเป็นร้อยๆชั้น ไฟสว่างหนทางสะดวกทุกค่ำคืน ฝรั่งอยากให้ทั้งโลกเจริญเหมือนเมืองตัวเอง เลยมาช่วยทำบุญให้ชาวโลก

          ฝรั่งมองดูชาวบ้านตกเบ็ดแล้วส่ายหน้า บอกว่ายังงี้จะได้ปลากี่ตัวกั้น? มิใยตาอ่ำจะบอกว่าได้แค่สิบก็กินไม่หมดแล้ว แต่ฝรั่งไม่ชอบใจ มันไม่เกี่ยวว่าจะกินแค่ไหน? แต่เกี่ยวกับคำว่าโปรดักชั่นยูอันเดอร์แสต้น? วีมัสท์เอ็กปอร์ตปลาเยอะๆ

          ฝรั่งเอาเครื่องมือจับปลาแบบใหม่ หน้าตาคล้ายๆอวนแบบเดิม แต่ทั้งยาวทั้งกว้าง ฝรั่งบอกว่านี่แหละใช้ลากไปตามก้นทะเล ปูปลาตกใจกระโดดเข้ามาโดนกวาดในอวนหมดเหี้ยน อย่างนี้สิถึงเรียกว่าฟิชชิ่งอินดัสตรี้ อย่างพวกยูทำมันโซโลคัล ไอรับบ่ได้ (ฝรั่งคนนี้มีญาติทางมารดาเป็นคนอีสาน)

          ไอ้โทนพาชาวบ้านช่วยกันโยนอวนโครมไปในน้ำ ปัญหาคือเอาเรือแจวลากไปไม่ไหว ถึงเวลาเสี่ยย้งออกปฏิบัตการ หัวเราะฮ่าๆก่อนเอาเรือลำใหญ่ติดเครื่องวิ่งปู๊นๆมาหนึ่งลำ บอกว่าขึ้นมาเรือเสี่ยสิ มาช่วยกันจับปลา รับรองรวยกันถ้วนหน้า ฮ่าๆๆอีกครั้งตามสไตล์

          เรือลำใหญ่จับปลามาได้ท่วมหมู่บ้าน ทำเค็มกันไม่ทันปลาเน่าเหม็นหึ่ง เสี่ยเลยให้เงินชาวบ้านหยิบยืมทำถนน โดยมีฝรั่งเป็นผู้วางแผน ลากเส้นโน้นขีดเส้นนี้ สักเดี๋ยวก็ได้ถนนสายเล็กไปเชื่อมกับถนนสายใหญ่ โดยมีเสี่ยเป็นผู้รับเหมาทำถนน

          ถึงคราวนี้ทั้งหมู่บ้านส่งออกปลากันครื้นเครง เงินทองไหลคึกๆเข้าบ้าน ใครไม่ทำเรือใหญ่กับเสี่ยย้ง ก็ยืมเงินมาลงทุนซื้อเครื่องติดท้าย ออกไปเกาะข้างหน้า ตกเบ็ดหาปลากัน แต่ตกไปแล้วมันได้น้อยเสียหน้า เลยไปยืมปุ๋ยและส่วนผสมบางอย่าง คลุกเคล้าให้ดี จุดชนวนโยนลงน้ำระเบิดตูม ปลาตายหงายเก๋งมาให้ช้อน ไม่ต้องลำบากตกให้ยุ่งยาก

          เงินทองที่ชาวบ้านได้มา แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่งส่วนไอ้โทนเก็บเรียบ เพื่อเอาไปใช้วางแผนพัฒนา สร้างนู่นเติมนี่ให้ชีวิตศิวิไลย์ ตอนหลังไอ้โทนยังเก็บเงินพิเศษ ใครใคร่ค้าใคร่ซื้อ เชิญตามสบาย แต่ต้องหักเงินแบ่งเปอร์เซนต์ให้ไอ้โทน ในฐานะอะไรก็ไม่รู้ แต่ต้องเอาเงินมาแล้วกัน

          ส่วนที่สอง ชาวบ้านเอาไปซื้อข้าวของ ไอ้โทนสร้างถนนแล้วเดี๋ยวไม่มีอะไรวิ่ง ต้องซื้อมอเตอร์ไซด์ ไอ้โทนทำโรงไฟฟ้า ได้สายอะไรมาก็ไม่รู้ดำๆยาวๆ ปลายสายมีไฟวิ่งแปล๊บๆดูดลูกชาวบ้านชักตาตั้งไปหลายคน เลยต้องเอาปลั้กมาเสียบ ได้ภาพออกมาทางตู้ มีทั้งภาพไอ้โทนกำลังจับมือกับฝรั่งคนโน้นแขกคนนี้ แต่ที่ชอบจริงต้องเป็นละคร ได้ดูเรื่องในครอบครัวใครก็ไม่รู้ แต่ละคนช่างสรรหาเรื่องมางอนมาทะเลาะกันปานจอจะแตก ดูแล้วนินทามันหลาย แถมไม่ต้องกลัวอ้ายอีพวกนั้นยกพลมาตบ

          ส่วนที่สาม ชาวบ้านเอาไปซื้อเรือจับปลา อวนลากมีเยอะแยะจนปลาเริ่มหมด ไม่เป็นไรวีแฮฟเทคโนโลยี ฝรั่งกลับเข้ามาอีกครั้ง ช่วยสอนชาวบ้านเลี้ยงกุ้ง โน่น...เห็นป่าโน่นมั้ย? มีแต่ยุงเก็บไว้ทำไม ตัดมันลงดีกว่า ไม้เอามาเผาทำถ่าน ทีละต้นสองต้นเดี๋ยวไม่รวย ต้องทำมันทีละคันรถบรรทุก จากนั้นก็เอาแทร็กเตอร์วิ่งลุยเข้าไป ทำนากุ้งขึ้นมา สามเดือนเท่านั้นรวยเละๆ

          วันหนึ่งฝรั่งนั่งเรือไปเที่ยวเกาะ ว่าจะไปหาที่เงียบๆคิดแผนพัฒนา พอกลับมาบอกว่านี่แหละเหมาะเลย เราต้องมีที่พักผ่อนหย่อนใจ ว่าแล้วก็ชวนชาวบ้านไปสร้างกระต๊อบที่เกาะ แล้วกลับไปชวนพรรคพวกที่บ้านเมืองตนมาเที่ยว

          เที่ยวไปเที่ยวมาฝรั่งบอกว่าอย่างนี้ไม่ถูก อาหารยูเผ็ดไปไอกินไม่ได้ แถมบริการยังไม่ดีไม่มีไอโซ่ ไอจะทำให้ดู ว่าแล้วก็ซื้อกระต้อบชาวบ้าน ทำกิจการใหญ่โต จากนั้นก็จ้างชาวบ้านกลับมาทำงานในกระต้อบ ที่เปลี่ยนชื่อเป็น "รีสอร์ต" เรียบร้อยแล้ว

          กาลผ่านไป ตลอดเวลาเฒ่าอ่ำยังมองชาวบ้านด้วยสายตาครุ่นคิด แต่เฒ่าอ่ำขี้เกียจพูด นั่นข้อที่หนึ่ง อีกข้อคือเห็นลูกเป็นสุข ได้ขับมอเตอร์ไซด์วิ่งกันเฟี้ยวฟ้าว หลานเลิกเล่นตั้งเต แต่เปลี่ยนมาเล่นเกมส์ในตู้แทน ตอนหลังถึงขั้นมีเกมส์ในคอมฯ เปิดเป็นร้านให้เด็กๆเข้าไปผ่อนคลายสมอง ที่ต้องทนลำบากตรากตรำ ฟังเสียงครูพร่ำบ่นแต่เช้ายันเย็น

          ถึงตอนนี้ ปลาในทะเลเริ่มหมด ไม่ว่าจะหาเทคนิคดีเลิศประเสริฐศรีเพียงใด สามารถจับปลาได้แม้ตัวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่ก็ยังไม่มีปลาให้จับ ส่วนใหญ่ที่ได้จะเป็นฝาหม้อ โทรศัพท์มือถือ และถุงยางอนามัย เป็นต้น

          ป่าชายเลนข้างบ้าน เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่รกร้างเหมือนเดิม ชั่วแต่ไม่มีต้นไม้เหลืออยู่ มีเพียงขี้เลนเหลวๆเหม็นหึ่ง เพราะนากุ้งทำแล้วรวยเร็วแต่ก็เจ๊งเร็ว มีโรคโน่นโรคนี่ขึ้นมาบานเบอะ ต้องทำยาเทลงไปช่วยรักษากุ้ง ใส่ยาโน่นผสมยานี่ กุ้งยังรอดแต่มียาประมาณสิบอย่างสะสมอยู่ คนซื้อกุ้งแถมยาด้วยหาได้ไหน กินแล้วตายในอีกยี่สิบปีข้างหน้าก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะเราเป็นคนขายไม่ใช่คนกิน

          ในที่สุด...มาถึงวันหนึ่ง ถนนก็มีแล้ว แม้ต้องซ่อมทุกปี แต่ก็ยังดีพอให้แก๊งมอเตอร์ไซด์ได้ออกซิ่ง ไฟฟ้าก็มีสว่างปานแจ้ง แถมยังมีตู้เพลงร้องกันโหวกๆ ฝรั่งก็มีเต็มเกาะ แม้เงินจะหายเข้ากระเป๋าฝรั่งด้วยกันเอง ก็ไม่เห็นเป็นไร ปัญหามีอย่างเดียวคือเดี๋ยวนี้ ไม่มีกุ้งหอยปูปลากิน

          ถึงเวลาโทษนั่นโทษนี่ เฒ่าอ่ำแก่แล้วกลัวตายไปแล้วลูกหลานไม่จดจำ เลยออกโรงมาโวยวาย มีชาวบ้านอีกกลุ่มที่ไม่มีอะไรกินเหมือนกัน อาจเป็นเพราะชอบชีวิตแบบสมถะอย่างเฒ่าอ่ำ หรือเพราะไม่ชอบชีวิตสมถะ แต่ดันเสียบอลหมดตัว เลยจำต้องใช้ชีวิตสมถะ ฯลฯ พากันมารวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรอง

          กลุ่มเฒ่าอ่ำขาดวิสัยทัศน์ แต่โชคดีที่มีหนุ่มสาวจากเมืองหลวงช่วยสร้างให้ บอกว่ามีฝรั่งจากแดนไกล เค้าต้องการให้ทั้งโลกเป็นสวรรค์ คนกับธรรมชาติอยู่กันอย่างสันติ สร้างที่บ้านเมืองตนเองแล้วรู้สึกดี อยากช่วยสร้างที่บ้านเมืองอื่นบ้าง เลยเข้ามาสนับสนุนพวกหนู ให้ความรู้และเทคนิค แถมเงินอีกนิดหน่อย เพื่อเข้ามาช่วยพวกลุง

          เวลาเปลี่ยนไป ชาวบ้านเริ่มไม่ชอบไอ้โทน เพราะหาเงินซื้อน้ำมันมาขี่มอเตอร์ไซด์ หาเงินมาซื้อทีวีเครื่องใหม่ดูไม่ได้ เลยหันมาเข้าข้างพวกเฒ่าอ่ำมากขึ้น โดยมีคนหนุ่มสาวหนุนหลัง บุกเข้าต่อรองกับไอ้โทนเป็นระยะ บางทีก็ชุมนุมกัน มีคนหนุ่มหัวใสในชุมชน ปีนขึ้นมาบนหลังคารถ แล้วตะโกนโหวกเหวกพร้อมชูกระดาษ บอกว่าเรามีข้อเท็จจริง แม้ว่าในกระดาษอาจจะไม่มีตัวอักษรอะไร หรือมีไว้หน่อยพอให้เห็น เช่น คัดลอกเรื่องจากศาลาคนเศร้าเอามาลง

          เหตุการณ์กำลังระทึกขวัญ ชาวบ้านที่เคยชอบถนนชอบไฟฟ้าชอบความเจริญ หันมาอนุรักษ์ธรรมชาติจี๋ ทั้งที่ไอ้หนุ่มที่ตะโกนว่าชั้นรักจริงหวังแต่งกับทะเล เมื่อสี่ปีก่อนยังระเบิดปะการังตูมๆ แต่ได้ฟังคำพูดของคนเมืองกรุงได้ห้าหกนาที เกิดบรรลุอะไรบางอย่าง เลิกระเบิดปลา ทำงานอนุรักษ์ดีกว่า อย่างน้อยก็รวยกว่า

          ในยามวิกฤต ไอ้โทนมองซ้ายมองขวา จะเรียกฝรั่งมาช่วย เดี๋ยวนี้คนเค้าก็แอนตี้ เอาคนไทยด้วยกันนี่แหละว้า เรียกทุกฝ่ายมาประชุม ชาวบ้านด้วยเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมกินน้ำชาในที่ประชุม เราก็ร่างแผนเตรียมไว้ก่อน ยัดเนื้อในให้กระดาษหนาๆสักหนึ่งคืบ ประชุมหนึ่งวัน ปล่อยให้ชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกเจ็ดชั่วโมงสี่สิบห้านาที เหลือเวลาอีกสิบห้านาที จ้างก็อ่านไม่ทัน ไงๆแผนของเรามันก็ต้องลงตัวอยู่แล้ว

          เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร? โปรดติดตามความระทึกขวัญได้ในอาทิตย์หน้า...

ปล. เรื่องนี้เขียนแบบมองโลกในแง่ร้าย เพราะฉะนั้น ไม่มีใครในเรื่องเป็นพระเอกขี่ม้าขาวฮี้ก้อบๆ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเล่นๆ ในช่วงที่กำลังพยายามอ่าน "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 9" (พ.ศ.2545-49) ในส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง เพื่อเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานในวันอังคารนี้พอดีครับ

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com