![]() Last Update : Tuesday 20 March, 2001 4:03 AM |
|
รวมมิตรเสฉวน ความเศร้าของปูเสฉวน
หนูดาวกับปูเสฉวนแก้ว
คืนบ้านให้ปูเสฉวน
บ้านมีรูของปูตัวนิ่ม
บ้านในฝันของเสฉวน
Green Trip กับบ้านมีรูของปูตัวนิ่ม
แสดงความคิดเห็น
บ้านมีรูของปูตัวนิ่ม
"แต๋ว...มนุษย์เค้ามาทำไมกันเยอะแยะ?" ฉันพูดด้วยเสียงตื่นตระหนก พลางหดกายเข้าไปในบ้าน แต่ยังเหลือหน้าไว้ดูเหตุการณ์นิดหนึ่ง
"แหม...เธอก็กลัวไปได้ ชั้นเป็นปู จะไปรู้ได้ยังไงจ๊ะว่าเค้ามากันทำไม?" แต๋วตอบขณะคลานไปข้างหน้า พลางชะเง้อมองฝูงคนที่กำลังเดินกระจัดกระจายทั่วชายหาด
ที่ซึ่งฉันกับแต๋วแอบอยู่ เป็นดงผักบุ้งทะเล ห่างจากชายหาดทรายเม็ดละเอียดไม่กี่มากน้อย โพทะเลต้นใหญ่ขึ้นกั้นขวางบังแสงแดด เกิดเงาดำเป็นหย่อมๆทั่วพื้น พรางพวกเราให้กลมกลืนกับพื้นรอบด้าน แม้มนุษย์บางคนเดินผ่านเข้ามาใกล้ เขาก็ยังไม่เห็นเราอยู่ดี
เลยจากโพทะเลต้นนั้นเข้าไปด้านใน เป็นป่าชายหาดขนาดใหญ่แสนสมบูรณ์ ในเมืองไทยหาดูได้ยากยิ่ง ไม้หลายชนิด เช่น ปรงทะเล ปอทะเล หูกวาง ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ก่อนเลยเข้าสู่เขตป่าดิบชื้นแห่งหมู่เกาะสุรินทร์ เต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลาย ตั้งแต่ยาง ตะเคียน กะทิง และจำปา ขึ้นสูงหยัดเหยียดตรง มีหวายและไผ่เลื้อยหลายชนิดเกาะอาศัย เป็นที่อยู่ของนกและสัตว์นานาพันธุ์ ตั้งแต่กระจง หมีหมา จนถึงนกเปล้าใหญ่และนกชาปีไหนที่หาดูแสนยากในที่อื่น
ในทะเลเล่า...เลยจากเราไปไม่กี่มากน้อย คือแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สุดในอันดามัน มีพื้นที่รวมกันกว่า 8 ตารางกิโลเมตร เป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์ ตั้งแต่ปลาในแนวปะการังหลายร้อยชนิด จนถึงเต่ากระตัวใหญ่ แมนต้าว่ายฉวัดเฉวียน จนถึงปลาใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฉลามวาฬ ต่างใช้หมู่เกาะสุรินทร์ เป็นที่อยู่อาศัยหาอาหารพักผ่อนพึ่งพิง
โลกของฉันเป็นเช่นนี้ โลกที่เคยเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เป็นไข่ที่คุณแม่ปล่อยลงสู่มวลน้ำ ล่องลอยไปไกลแค่ไหนฉันก็ไม่รู้ เพราะยังจำไม่ได้ จนวันหนึ่งฉันกลายเป็นแพลงก์ตอน ลอกคราบหลายครั้ง จนกลายเป็นเสฉวนตัวน้อยลงสู่พื้น รีบหาเปลือกเข้าซ่อนพรางกาย จนเติบใหญ่มาเป็นเช่นทุกวันนี้
เสฉวนเป็นปูประหลาด ธรรมชาติวิวัฒนาการให้พวกฉันยังคงมีส่วนท้องหลงเหลืออยู่ มนุษย์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เรียกพวกฉันว่าปูกลุ่ม Anomura ต่างจากปูลม ปูม้า ปูทะเล ที่เป็นปูแท้จริง ไม่มีส่วนท้องเหลือให้เห็น เป็นปูกลุ่ม Branchyura
ฉันเป็นปูท้องนิ่ม กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของร่างกาย หากฉันเดินลากท้องนิ่มเหล่านี้ไปเรื่อย มีหวังโดนศัตรูทั้งหลายไล่ล่า จนไม่อาจรอดพ้นผ่านช่วงเวลาหลายแสนหลายล้านปี มาถึงทุกวันนี้ ธรรมชาติจึงยื่นมือมาช่วยเหลือ
ปูส่วนใหญ่วิวัฒนาการจนส่วนท้องหายไป ทั่วกายมีเปลือกแข็งคลุมร่าง แต่สำหรับฉัน การวิวัฒนาการเกิดขึ้นยิ่งซับซ้อน ฉันมีพฤติกรรมแปลกประหลาด จะไปหาเปลือกหอยที่ไร้ผู้อาศัยแล้ว มาใช้เป็นบ้าน สอดท้องเข้าไปซ่อนตัวในนั้น ธรรมชาติยังช่วยให้ท้องของฉันเอียงไปด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับสอดใส่ในเปลือกหอยที่เวียนด้านขวาหรือเวียนตามเข็มนาฬิกา
จึงกลายเป็นพฤติกรรมปรกติของปูเสฉวนทุกตัว เมื่อเดินมาเจอเปลือกหอย ต้องหยุดแล้วออกมาจากเปลือกหอยอันเก่า ลองสอดใส่ร่างกายเข้าไปในเปลือกหอยอันใหม่ เหมือนกับมนุษย์สาวๆเวลาลองเสื้อในห้างไม่มีผิด หากเจอเปลือกที่รับกับเรือนร่าง ฉันจะเปลี่ยนไปอยู่บ้านใหม่ ทิ้งบ้านเดิมไว้ให้ปูตัวอื่นได้มาลอง
ฉันยังลอกคราบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เปลือกหอยที่ฉันชอบจึงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากหอยเล็กจนถึงหอยใหญ่ โดยเฉพาะฉันที่เป็นเสฉวนบก มีขนาดใหญ่มาก โตเต็มที่อาจกว้างถึง 15 เซนติเมตร ใหญ่กว่าปูเสฉวนอื่นๆหลายเท่า จะมีก็แต่ปูมะพร้าวญาติผู้พี่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าฉัน พวกเขาโตเต็มที่อาจกว้างถึง 70 เซนติเมตร (จากปลายขาจรดปลายขา) แต่พวกเขาเมื่อเติบใหญ่เต็มที่ ไม่ต้องอาศัยอยู่ในเปลือกหอยอีกต่อไป อีกอย่าง...พวกเขามีอยู่แถวนี้น้อยมาก น้อยจนฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เคยได้ข่าวจากชาปีไหนเพื่อนยาก ว่ามีปูมะพร้าวอาศัยอยู่บ้างที่หมู่เกาะสิมิลัน ห่างไกลจากที่นี่ไปทางใต้นับร้อยกิโลเมตร
ว้าย!!? ฉันสะดุ้งเฮือก เพราะยัยแต๋วดันมาสะกิดตอนคิดอะไรเพลินอยู่ เคราะห์ดีมนุษย์ฟังภาษาปูไม่ออก เลยไม่รู้ว่านอกจากป่าอันกว้างใหญ่ นกขุนทองสองตัวที่แอบอยู่บนขอนไม้ และเขาเปล้าอีกฝูงหนึ่งใกล้ต้นไทร ยังมีปูเสฉวนสองตัวจ้องมองพวกเขาอยู่
"อะไรยะหล่อน อยู่ดีๆทำมาสะกิด" แทนคำตอบแต๋วใช้ก้ามชี้ให้ฉันดูป้ายอันหนึ่ง ที่มนุษย์สองสามคนกำลังช่วยกันตอกให้ติดแน่นกับพื้น บนป้ายมีตัวอักษรเขียนไว้สวยเชียวว่า
"โครงการคืนบ้านให้ปูเสฉวน Green Trip ครั้งที่ 29 โดยกรีนเวฟ โครงการ Think Earth เรืออันดามันพริ๊นเซส และอุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์"
ใต้ตัวหนังสือแถวนั้น ยังมีตัวอักษรเขียนต่อหนึ่งแถวว่า
"โปรดอย่าเก็บเปลือกหอยเหล่านี้ไป นี่คือบ้านใหม่ของปูเสฉวน"
หมายความว่ายังไงนะ? ฉันสงสัยมาก หันไปมองหน้ายัยแต๋วที่งุนงงไม่แพ้กัน มนุษย์พวกนี้หรือเอาเปลือกหอยมาให้พวกเรา
มนุษย์...ในความหมายของสัตว์ทะเลทั้งหลาย คือตัวอันตรายที่ต้องหลีกให้ห่าง ไม่งั้นโดนล่าโดนกินจนสิ้นโลก แม้มนุษย์จะไม่กินปูเสฉวนอย่างพวกฉัน แต่พวกเขายังทำร้ายเราอย่างแสนสาหัส ไม่ผิดอะไรกับการฆ่าให้ตายไปช้าๆ ที่น่าเจ็บใจคือพวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาทำอะไรกับพวกเราบ้าง?
มนุษย์...เก็บเปลือกหอยไปหมด จะเป็นด้วยการซื้อเปลือกหอยจากผู้ขาย ที่ได้จัดการจับหอยในทะเล มาฆ่าให้ตายด้วยวิธีการต่างๆนาๆ บ้างใช้การฝังทรายทั้งเป็น บ้างหารังมดแดงแล้วเอาไว้ฝังไว้ใกล้ๆ ให้มดแดงกินเนื้อหอยจนหมด จะได้ไม่เหม็น จากนั้นจัดแจงขัดให้สวยๆแล้วส่งมาขายในกรุงเทพฯ คนที่ไม่รู้ก็ซื้อกลับไปประดับบ้าน แถมยังเข้าใจว่าชาวบ้านเก็บเปลือกหอยตามชายหาดมาขาย ซื้อเปลือกหอยพวกนี้เป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน
มนุษย์...ยังมาเที่ยวทะเล พอจะกลับบ้านก็คิดถึงทะเล อยากเก็บอะไรไปเป็นของที่ระลึก พวกเขาไม่คิดจะเก็บความทรงจำ แต่เก็บเปลือกหอยกลับไปแทน เข้าใจเอาเองว่าเปลือกหอยเหล่านั้นอยู่ตามชายหาด ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะเจ้าของก็ตายไปแล้ว เอากลับไปบ้านดีกว่า อย่างน้อยก็เอาไปไว้ในลิ้นชัก ก่อนจะถูกทิ้งไว้จนลืม
เมื่อหลายปีที่แล้ว หมู่เกาะสุรินทร์เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ชาวเลจับเปลือกหอยมาขาย จับมาจนเกือบหมดทะเล ที่เหลือตามชายฝั่งถูกนักท่องเที่ยวเก็บกลับบ้าน พวกปูเสฉวนอย่างฉันได้แต่เดินท่อมๆไปทั่ว ไม่มีอะไรจะมาเป็นบ้าน บ้างหาเปลือกหอยไม่ได้ ต้องอยู่กับเปลือกหอยอันเดิม จนตัวใหญ่มีเปลือกหอยติดปลายท้องอยู่นิดเดียว โดนสัตว์บางชนิดจู่โจม ครั้งสองครั้งก็ตาย ไม่มีโอกาสรอด เพราะเขาเข้าไปอยู่ในเปลือกหอยไม่ได้อีกแล้ว
ปูเสฉวนตัวน้อยๆ ที่โตขึ้นมา จึงโตขึ้นมาตาย พวกฉันน้อยลงทุกวัน น้อยจนเกือบหมดไปจากชายหาด ทั้งที่หมู่เกาะสุรินทร์เป็นหนึ่งในทะเลสมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
อาจเป็นเคราะห์ดีของฉัน เมื่อกรมป่าไม้หาทางแก้ไข หัวหน้าอุทยานฯคุณสมพงษ์ จีราระรื่นศักดิ์ ได้ขอให้ชาวเลหยุดจับหยุดขายหอยในอุทยานฯ แต่หาทางออกโดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนให้มีกองทุนชาวเล มีการจักสานหัตกรรมพื้นบ้าน รวมทั้งสนับสนุนให้ชาวเลทำหน้าที่เป็นคนขับเรือพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ ปัจจุบันชาวเลในหมู่เกาะสุรินทร์จึงพบทางออก สามารถอยู่ร่วมกับทะเลต่อไปได้ โดยไม่เอาชีวิตจากทะเลมาขายกิน
แต่เมื่อทะเลถูกทำลาย โอกาสกลับคืนมาไม่ง่ายเลย หอยที่ลดจำนวนไปมากในอดีต ทำให้ประชากรของหอยยังไม่ฟื้นตัว ปูเสฉวนรุ่นใหม่อย่างพวกฉัน หาได้แต่เปลือกหอยขนาดเล็ก แถมยังมีจำกัด ได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง พระเจ้าอาจมาโปรด
วันนี้มาแล้ว แต่ไม่ใช่พระเจ้า พวกเขาเป็นแค่มนุษย์ บางคนอาจเคยเก็บบ้านของฉันไปจากทะเล บางคนอาจเคยซื้อบ้านฉันจากห้างสรรพสินค้า แต่วันนี้พวกเขากลับมาช่วยกัน บ้างเอาเปลือกหอยขนาดเล็กไปโปรยไว้แถวชายหาด เผื่อเสฉวนตัวเล็กๆจะคลานมาเจอ บ้างเอาเปลือกหอยขนาดใหญ่ไปวางไว้ริมป่า ฉันหมายตาไว้เปลือกหนึ่งแล้ว อีกไม่นานคงได้มีโอกาสลองบ้านใหม่
ยัยแต๋วสะกิดอีก ฉันเซ็งกับยัยนี่จริง มีอะไรก็ไม่พูด ได้แต่สะกิด แต่ครั้งนี้ฉันหันกลับไป แต๋วไม่พูด...เพราะแต๋วพูดไม่ออก มนุษย์สองคนกำลังยื่นหน้ามาดูพวกฉัน แต๋วตัวสั่น ฉันก็ตัวสั่น จะเกิดอะไรต่อไปเนี่ย?
แทนคำตอบ มนุษย์ผู้ชายยื่นเปลือกหอยชิ้นหนึ่งวางไว้ข้างๆยัยแต๋ว มนุษย์ผู้หญิงยื่นอีกเปลือกมาวางข้างหน้าฉัน แล้วเธอก็พูดว่า "เรารู้แล้วว่าพวกเธอขาดบ้านเหล่านี้ไม่ได้ เปลือกหอยชิ้นนี้อาจมีค่าแค่ของประดับบ้านของคน ของที่ระลึกสำหรับความทรงจำกับทะเล แต่สำหรับพวกเธอ มีความหมายมากกว่านั้น เราขอโทษ นี่ไงจ๊ะ...บ้านมีรูสำหรับปูตัวนิ่มอย่างเธอ"
ฉันเข้าใจทุกถ้อยคำ แต่ตัวก็ยังสั่น เราไม่กล้าเดินไปเปลี่ยนเปลือกหอยให้เขาและเธอเห็น เพราะนั่นไม่ใช่พฤติกรรมที่จะทำเรื่องเช่นนั้นต่อหน้าคนอื่น หรือท่ามกลางแสงสว่างของกลางวัน แต่มนุษย์ทั้งคู่ดูเหมือนจะเข้าใจ เธอและเขายืนขึ้นก่อนเดินจากไป ไม่สำคัญหรอกว่าการอนุรักษ์ต้องมองเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงจะแน่ใจว่าสำเร็จ บางสิ่งบางอย่าง สามารถใช้ใจเป็นการรับรู้
คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ส่องจ้ากระทบยอดคลื่นเป็นประกาย บนชายหาดสีขาว ปูเสฉวนสองตัวกำลังเริงร่ากับบ้านใหม่ของพวกเธอ
ผมเขียนเรื่องนี้เพื่อสานต่อโครงการ "คืนบ้านให้ปูเสฉวน" หลังจากเรื่อง "ความเศร้าของปูเสฉวน" ตีพิมพ์ใน "ผู้จัดการ" เมื่อหลายปีก่อน กล่าวถึงความเศร้าของเสฉวน ที่ต้องนำแก้วนำใช้เป็นบ้านแทนเปลือกหอย จนถึงเรื่อง "ขอโทษครับ...ปูเสฉวน" บรรยายเรื่องราว ครั้งเมื่อติดตามท่านปองพล อดิเรกสาร และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไปคืนเปลือกหอยให้ปูเสฉวน ที่อุทยานฯหมู่เกาะลันตาและที่อุทยานฯหมู่เกาะตะรุเตา เมื่อปลายปี 2542
ถึงเวลาภาคเอกชนสานต่องานภาครัฐ เมื่อบริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด โดยคลื่นวิทยุ Green Wave ร่วมกับโครงการ Think Earth จัดทำ Green Trip ครั้งที่ 29 รับบริจาคเปลือกหอย เพื่อไปคืนให้ปูเสฉวนที่อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ ในวันที่ 23-26 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามฟังได้จากคลื่น Green Wave ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป
สำหรับผู้ที่อยากร่วมโครงการ อาจไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ด้วยตัวเอง แต่สามารถคืนเปลือกหอยให้ปูเสฉวนได้ ที่บริษัท เอ-ไทม์ มีเดีย จำกัด ชั้น 20 อาคาร CMIC ตึก B อโศก สุขุมวิท 21 โดยติดต่อรายละเอียดที่เบอร์โทรศัพท์ 664-4333 หรือที่โชว์รูมนิสสันที่ร่วมโครงการ สอบถามรายละเอียดที่โครงการ Think Earth เบอร์โทรศัพท์ 215-3507 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน
เรื่องนี้เขียนล่วงหน้า เพื่อคุณผู้อ่านที่สนใจ จะได้มีเวลาและมีโอกาสนำ "บ้านมีรูของปูตัวนิ่ม" คืนสู่ท้องทะเล...อีกครั้งหนึ่ง
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.