![]() Last Update : Friday 3 November, 2000 3:03 PM |
|
กัลปังหา...บนกิ่งก้านมีชีวิต
กระแสน้ำวันนั้นสงบนิ่ง น้ำทะเลใสแจ๋วมองเห็นได้ไกลเกือบยี่สิบเมตร ฝูงปลากล้วยว่ายผ่านตัดหน้า สองสามตัวหันมาดู ขณะที่ผมเตะขาพาตัวเองดำดิ่งลงไป ตามแนวปะการังที่หักชันทำมุมเกือบ 90 องศา
ไดฟ์คอมพิวเตอร์บอกความลึกเกือบ 80 ฟุต ผมเริ่มมองเห็นเงาตะคุ่มด้านล่าง ขยายขนาดขึ้นเรื่อยจนน่าตกใจ ในที่สุด ผมลงมาถึงความลึก 120 ฟุต จุดที่มี "กัลปังหา" ใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดของทะเลไทย
จากยอดกัลปังหายักษ์ ผมลอยอยู่สูงจากพื้นเกือบสี่เมตร เมื่อเรียกเพื่อนมาช่วยกันต่อแขน ผมพบว่ากัลปังหากว้างเกือบสี่เมตรเช่นกัน ไม่รู้ว่าเขามีอายุนานแค่ไหน? แต่กัลปังหาเป็นสัตว์โตช้า ผมเชื่อว่าเขาอยู่ใต้ทะเลหมู่เกาะสุรินทร์มา ไม่ต่ำกว่า 200 ปีเป็นอย่างน้อย
ตลอดเวลาเกือบยี่สิบปี นับตั้งแต่เริ่มดำน้ำที่เกาะสุรินทร์ในพ.ศ.2524 ผมกลับไปเยือนกัลปังหายักษ์นับครั้งไม่ถ้วน เวลาเจอนักดำน้ำหน้าใหม่ ผมมักพาเธอลงไปดูสิ่งมหัศจรรย์ใต้ทะเล (ถ้าเป็นผู้ชาย เชิญดำน้ำลงไปดูเองครับ) กัลปังหาต้นนั้นกลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ที่ผมหวังว่าจะอยู่คู่กับทะเลหมู่เกาะสุรินทร์ต่อไป จนกว่าลูกผมจะโต แล้วลงไปดูด้วยสายตาของเขาได้ (อีกประมาณสิบสามปีแค่นั้นเอง สู้เค้าหน่อยนะ...คุณกัลปังหา)
พร้อมๆ กับการเจอกัลปังหายักษ์ ผมเริ่มสนใจสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ ค้นคว้าจนทราบว่ากัลปังหา (Gorgonian) เป็นสัตว์ไฟลั่ม Cnidaria เช่นเดียวกับเหล่าปะการังทั้งหลาย แต่พวกเขาอยู่ใน Subclass Octocorallia แตกต่างจากปะการัง เพราะตัวกัลปังหามีแปดหนวด ขณะที่ปะการังมีหกหนวดหรืออนุกรมของหก
ความแตกต่างของปะการังกับกัลปังหา ยังมีอีกหลายประการ เช่น กัลปังหาไม่สร้างก้อนหินปูนเพื่อเป็นที่อาศัย แต่จะสร้างแกนแข็ง เป็นสารประกอบจำพวก Gorgonin (เราเลยเรียกเขาว่า Gorgonian) โดยมีตัวกัลปังหาขนาดเล็กเท่าปลายปากกา อาศัยอยู่นับร้อยนับพันบนกัลปังหาหนึ่งต้น
จากความรู้เบื้องต้น ผมพยายามค้นคว้าต่อไป เพราะอยากทราบว่า กัลปังหาในทะเลไทยมีกี่ชนิด? พบที่ไหนบ้าง? แต่ผมกลับไม่ได้รับคำตอบ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าไม่มีข้อมูล ในเมืองไทยไม่เคยมีการศึกษาการแพร่กระจายของกัลปังหาอย่างจริงจัง แม้แต่ครั้งเดียว
ในระหว่างนั้น ความงามของโลกใต้น้ำเมืองไทย ถูกนำเสนอให้ทั่วโลกชื่นชม เรามีทะเลสวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แต่ละปีนักดำน้ำหลายแสนคนเดินทางข้ามโลกมา เพื่อชื่นชมความงามของปะการังอ่อนและกัลปังหา จุดดำน้ำหลายแห่ง มีกัลปังหาเป็นเอกลักษณ์ เช่น หินวงก์ (เกาะเต่า) ถ้าปราศจากพวกเขา กล่าวได้เลยว่า คงไม่มีใครไปดำน้ำดูปะการังกับก้อนหินแน่ๆ
ปัญหามีอยู่หนึ่งประการ คือ ขณะที่เราทุ่มงบประมาณด้านการท่องเที่ยว ทำโปสเตอร์แจกจ่ายไปทั่วโลก ภาพถ่ายใต้น้ำสวยๆเหล่านี้ล้วนมีกัลปังหา แต่เรารู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้าง?
ในความเป็นจริง เราแทบไม่รู้อะไรเลย ยกเว้นกัลปังหาสวยดี นักท่องเที่ยวชอบดูอะไรสวยๆ
อาจเป็นเรื่องน่าตลก ถ้าคุณผู้อ่านรู้ว่าเงินค่าทำโปสเตอร์หรือแผ่นพับเพื่อโปรโมท เงินออกบู้ท ฯลฯ แต่ละงานอาจมีค่าใช้จ่ายเกินหนึ่งล้านบาท แต่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกลับหาเงินจำนวนเท่านั้น มาเพื่อศึกษากัลปังหาไม่ได้ ที่เราหาได้คือเงินทุนวิจัยระดับครึ่งแสน
เงิน 50,000 บาทสำหรับงานวิจัยการแพร่กระจายเรื่องกัลปังหา ถ้าใครเป็นนักดำน้ำคงหัวเราะก้าก เพราะเงินจำนวนนั้น เดินทางไปทริปที่สิมิลันสัก 3 ครั้งก็หมดแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเกาะและกองหินอีกหลายร้อยแห่งทั่วทะเลไทย
นอกจากเรื่องเงิน นักวิจัยยังต้องมีความชำนาญด้านการดำน้ำอย่างมาก เพราะเขาต้องดำดิ่งลงไปในที่ลึก บางครั้งมากกว่า 40 เมตร ทำงานในบริเวณที่มีแรงกดดันมากกว่าบรรยากาศบนผิวโลกถึง 4 เท่า ใช้เวลาใต้น้ำที่ความลึกนั้นได้เพียง 10-15 นาที ก่อนต้องขึ้นมาพักอยู่หลายชั่วโมง หนึ่งวันในการออกภาคสนาม คุณอาจมีเวลาสำรวจจริงๆได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
งานวิจัยด้านกัลปังหา คงเป็นความฝันไปอีกนาน ถ้าวันหนึ่งเมื่อห้าปีมาแล้ว ไม่มีนิสิตชื่อ "สุชาย วรชนะนันท์" เข้ามาพบผม บอกว่าเขาอยากทำงานวิจัยใต้ทะเล
ผมรู้จักกับสุชายก่อนหน้านี้ เพราะเป็นคนสอนให้เขาดำน้ำในวิชา SCUBA Diving สุชายเป็นนักดำน้ำที่ดีสุดในคอร์สนั้น ผมจึงเสนองานวิจัยให้เขาเรื่องหนึ่ง นั่นคือการศึกษาปะการังอ่อนและกัลปังหา...ทั่วทะเลไทย
แต่ก่อนอื่น ผมอธิบายความยากลำบากของงานชิ้นนี้ สุชายต้องเริ่มงานตั้งแต่เรียนปีสามเทอมปลายในระดับปริญญาตรี ต้องใช้เวลาอีกสี่ปีในการเรียนปริญญาโท ทั้งที่นิสิตเกรดดีเช่นเขา น่าจะใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์แค่สองปี ตามที่หลักสูตรกำหนด
เขาต้องเดินทางจากหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด เรื่อยไปจนถึงสุดเขตอ่าวไทยที่เกาะโลซิน จังหวัดนราธิวาส จากทะเลอันดามันใต้ เรื่อยไปจนข้ามเส้นแบ่งเขตแดนไทย-พม่า เลยขึ้นไปหลายร้อยกิโลเมตร เกือบถึงปากแม่น้ำอิรวดี รวมถึงแนวปะการัง Burma Bank ที่ห่างจากชายฝั่งมากกว่า 200 กิโลเมตร
แลกกับความเหนื่อยยาก เวลาที่เสียไป และอันตรายต่างๆ ในการทำงาน ไม่มีอะไรที่เขาจะได้รับ มากไปกว่าวิทยานิพนธ์หนึ่งเล่ม ที่มีข้อมูลการศึกษากัลปังหา "ครั้งแรกของเมืองไทย"
อ้อ...อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ นั่นคืองานนี้ไม่มีเงินทุนวิจัย ผมจะพยายามขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ที่บอกไม่ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่? แล้วแต่ความกรุณาของผู้คนเหล่านั้น
ผมไม่ทราบว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้สุชายรับคำ? แต่ห้าปีหลังจากนั้น เขามายืนอยู่หน้าผมอีกครั้ง พร้อมวิทยานิพนธ์หนาเกือบ 300 หน้า บอกถึงข้อมูลต่างๆ มากมาย จากจุดศึกษา 74 จุด
แต่สิ่งที่วิทยานิพนธ์เล่มนั้นไม่ได้บอกไว้ คือประสบการณ์และความทรงจำมากมาย ตลอดระยเวลามากกว่า 1,800 วัน ในการดำน้ำเกือบหนึ่งพันครั้ง เพื่อจ้องดูกัลปังหานับหมื่นต้น กว่าจะมาเป็นกระดาษปึกนั้น
ผมไม่เคยเชื่อว่า ถ้าไม่มีเงินแล้วเราทำงานไม่ได้ งานของสุชายคือคำตอบ เพราะงานวิจัยนี้ไม่ได้รับทุนสนับสนุนจากภาครัฐแม้แต่บาทเดียว สิ่งที่เราได้รับคือน้ำใจจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
หากน้ำใจถูกตีค่าออกมาเป็นเม็ดเงิน งานวิจัยครั้งนี้ใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท (ทริปดำน้ำไปสิมิลันครั้งละ 17,000 บาท สุชายไปสิมิลันมากกว่า 20 ครั้ง ยังไม่รวมทริปไปทะเลพม่าอีกหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ 38,000 บาท ไม่รวมค่าเดินทาง การดำน้ำต้องมีบัดดี้หรือผู้ดำน้ำด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน)
จากข้อมูลที่ได้รับ เราบอกได้ว่ากัลปังหาในทะเลไทยมี 13 สกุล นอกจากนี้ ยังมีกัลปังหาที่แยกสกุลไม่ได้อีก 3 ตัวอย่าง
ในอ่าวไทยมีกัลปังหา 11 สกุล น้อยกว่าในทะเลอันดามัน ที่พบกัลปังหาถึง 13 สกุล กัลปังหาทุกชนิดที่พบในอ่าวไทย พบในทะเลอันดามัน จุดดำน้ำที่พบกัลปังหาหลากหลายที่สุดของอ่าวไทยคือเกาะโลซิน จังหวัดนราธิวาส และเกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งสองแห่งมีกัลปังหา 6 สกุล
จุดดำน้ำในอันดามัน ที่มีความหลากหลายของกัลปังหาสูงที่สุด คือ เกาะตอรินลา หมู่เกาะสุรินทร์ พบกัลปังหาถึง 12 สกุล กล่าวได้ว่ากัลปังหาเกือบทุกสกุลที่มีอยู่ในน่านน้ำไทย พบได้ในเกาะแห่งนี้ (ปัจจุบัน เกาะตอรินลาถูกประกาศเป็นเขตสงวนเพื่อการวิจัย)
ในทะเลพม่า เราพบกัลปังหาทั้งหมด 13 สกุล มีอยู่หนึ่งสกุลที่เราไม่พบในน่านน้ำไทย เราพบเขาที่เกาะ Black Rock ห่างไกลชายแดนไปมากกว่า 150 กิโลเมตร
งานวิจัยของสุชาย ยังรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับกัลปังหาแต่ละชนิด ภาพถ่ายใต้น้ำประกอบรายละเอียด จุดที่พบ ฯลฯ รวมถึงความหนาแน่นในแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ งานของเขายังรวมปะการังอ่อน สัตว์แสนสวยแต่มีข้อมูลการศึกษาน้อยมาก สุชายค้นพบพวกเขาทั้งหมด 12 สกุล พร้อมรายละเอียดต่างๆเช่นเดียวกับกัลปังหา
ข้อมูลยังรวมถึงสัตว์ขนาดเล็กที่อาศัยร่วมกับปะการังอ่อนและกัลปังหาตลอดเวลา ทั้งหมด 20 ชนิด และปัจจัย 5 ประการที่มีผลต่อการแพร่กระจายของกัลปังหา ได้แก่ สถานที่ตั้ง ลักษณะแนวปะการัง กระแสน้ำ ความขุ่นใสของน้ำ และปริมาณตะกอน
สุชายเพิ่งสอบวิทยานิพนธ์ไปเมื่อต้นเดือนกันยายน จากความเห็นของคณะกรรมการทั้งห้าท่าน นี่คือวิทยานิพนธ์ดีเด่น ที่ไม่ใช่เรื่องปรกติของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
ในฐานะอาจารย์ พวกเราชื่นชมกับความพยายามของสุชาย ในฐานะบัดดี้คู่ดำน้ำกับเขาเกือบทุกครั้ง ผมรู้สึกดีใจที่งานของเขาลุล่วงไปได้
แต่ในฐานะของคนไทย ผมอยากขอบคุณเขา ที่ยอมสละเวลา ยินยอมลงไปใต้น้ำเพื่อจ้องหน้าสัตว์กลุ่มหนึ่ง ติดต่อกันมาห้าปี เพื่อสร้างบางสิ่งที่ไม่เคยมีให้กับทะเลไทย
ผมเป็นอาจารย์ แต่ละปีมีนิสิตปริญญาโทจำนวนมาก อยากทำงานวิจัยด้านแนวปะการัง เพราะเหตุผลหลายประการ บ้างก็ว่าสวยดี บ้างอยากช่วยอนุรักษ์ บางคนทำได้ปีหนึ่งก็ลาออกไป บางคนขอเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา เพราะอยากจบให้เร็วขึ้น
ผมไม่โกรธเธอและเขา แม้เคยบอกไว้ก่อนจะมาเป็นอาจารย์นิสิตกันว่า งานประเภทนี้ใช้เวลาแสนนาน จะมากะเกณฑ์ให้จบในช่วงเวลานั้นๆ เป็นไปไม่ได้สำหรับผม
แต่ผมยังแอบดีใจ ที่ยังมีนิสิตอย่างสุชาย เพราะทำให้ผมรู้สึกรักชีวิตการเป็นอาจารย์
หัวเรื่องของเราวันนี้คือ "กัลปังหา...บนกิ่งก้านมีชีวิต"
ทุกครั้งที่ผมจ้องมองกัลปังหา ผมเห็นชีวิตของสัตว์ตัวน้อยนับร้อยนับพันยื่นหนวดออกมา ผมเห็นชีวิตสัตว์อีกหลากหลาย ที่ไปแอบซ่อนหลบพรางตามกัลปังหา
ผมยังเห็นชีวิตของคนอีกหนึ่งคน...
.....
ผมรู้ดีว่าในบรรดานักวิทยาศาสตร์ทางทะเลรุ่นใหม่ ยังมีอีกหลายคนที่ทำได้เช่นสุชาย ขอเพียงโอกาสให้ได้ทำ
ขอใคร?
ขอใครก็ได้ ที่รู้ว่าหลักการตลาดเบื้องต้น คือเราต้อง "รู้จัก" สินค้า ให้ดีก่อนที่เราจะ "โปรโมท" สินค้า
ผมหวังเพียงว่า "ใคร" จะให้โอกาสเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น ได้ออกไปใช้ชีวิตกลางทะเล อย่างที่เธอและเขาปราถนา
ก่อนจะถึงวันสายเกินไป ที่ดูเหมือนจะอีกไม่นานแล้ว สำหรับทะเลไทยของเรา
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com