![]() Last Update : Friday 3 November, 2000 3:01 PM |
|
(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันอังคารที่ 19 กันยายน 2543)
ความตายที่เกาะสมุย
ผมมองดูเต่ากระตัวนั้น พยายามอ้าปากงับผักกาดจากมือฝรั่ง ก่อนกระเดือกลงไปอย่างหิวกระหาย ด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก
ความรู้สึกยิ่งบรรยายไม่ถูก เมื่อผักกาดขนาดเท่านิ้วโป้งทั้งสามชิ้น ถูกป้อนจนหมด แต่เต่าหลายตัวยังโผล่ขึ้นมาตะกายขอบบ่อ พลางมองหน้าผู้คนด้วยสายตาเฝ้าวิงวอน พวกเขากำลังหิว
แม้สงสารเต่าแค่ไหน แต่ผมไม่สามารถตัดใจควักแบงค์ 20 บาทจากกระเป๋า เพื่อซื้อผักกาดสามชิ้นให้เต่ากิน เพราะตั้งแต่เกิดมา ร่ำเรียนมาก็พอสมควร ผมยังไม่เคยทราบเลยว่า เต่ากระกินผักกาดเป็นอาหาร
จากภาพบาดตา ผมเบือนหน้าหนีเพื่อไปพบกับตู้กระจกขนาดใหญ่ ข้างในคือปลาหมอทะเลและปลาเก๋ายักษ์เกือบสิบตัว หลายตัวนอนนิ่งกับพื้น โบกครีบช้าๆคล้ายหมดแรง
นักดำน้ำหลายคนบอกผมว่า ปลาเก๋ายักษ์แถวกองชุมพรหายไป ผมอยากเดาว่าพวกเขาอพยพมาอยู่ในที่แห่งใหม่ ในตู้กระจกกลางอาคารแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย
คุณผู้อ่านอาจสงสัย ผมกำลังเล่าเรื่องอะไรอยู่เนี่ย?
ความเดิมเริ่มจากการไปเยือนเกาะสมุย ผมเห็นโฆษณาว่ามีอะควอเรี่ยมเอกชนอยู่แห่งหนึ่ง จึงแวะเวียนเข้าไปชม เพราะอยากรู้ว่ามีอะไรข้างในบ้าง?
เริ่มจากทางเข้าอะควอเรี่ยม มีป้ายบอกเวลาเปิดปิด ค่าผ่านประตูสำหรับฝรั่ง 6.5 เหรียญสหรัฐ สำหรับคนไทยคนละ 100 บาท
เหนือป้ายนั้นคือประกาศนียบัตร "Certificate of Honour - Master of International Tourism Excellent" ออกให้โดยหน่วยงานชื่อ MITEX
ผมไม่ทราบว่า MITEX คือชื่อย่อของหน่วยงานไหน? แต่หลังจากเสร็จสิ้นการชมอะควอเรี่ยม ผมสงสัยว่าหน่วยงานนี้ใช้อะไรพิจารณา ในการมอบประกาศนียบัตรยกย่องแหล่งท่องเที่ยว?
เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อย ผมเดินผ่านเข้าไปในอาคารที่ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงจากตู้ปลาให้ความสว่างสลัวๆ
ตู้แรกที่เห็น เป็นปลาทั่วไป พบได้ทั่วทะเลไทย แต่ที่สะดุดใจมากคือ "กัลปังหา" ที่ยังมีชีวิต (สังเกตจากหนวด)
ตลอดทางเดินสายนั้น เกือบทุกตู้มีกัลปังหาที่มีชีวิต ส่วนใหญ่เป็นสกุล Ctenocella (หวีทะเล) และสกุล Ellisella (กัลปังหาเส้น) ผมจำได้ว่ากัลปังหาพวกนี้พบอยู่บ้างในแนวปะการังรอบเกาะสมุย
สิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ตรงนั้นหรอกครับ แต่อยู่ที่ว่า "กัลปังหา" เป็นสัตว์คุ้มครองตามกฏหมายประมง ห้ามมีไว้ในครอบครอง ผมจึงสงสัยว่า อะควอเรี่ยมแห่งนี้อาศัยอำนาจใดในการเลี้ยงกัลปังหาไว้ในตู้เป็นจำนวนมาก?
ผมเดินต่อไปจนถึงตู้ปลาการ์ตูน ก่อนร้องโอ้โฮเฮะ เพราะปลาการ์ตูนหลายสิบว่ายกันให้วุ่น มีดอกไม้ทะเลเหี่ยวๆใกล้ตายอยู่หนึ่งกอ
ปลาการ์ตูนที่ต้องอยู่กับดอกไม้ทะเลตลอดเวลา เพราะธรรมชาติสร้างสัมพันธ์เช่นนี้มาหลายล้านปี แต่ตอนนี้เขาต้องมาว่ายอย่างโดดเดี่ยว เพื่อรอวันตายในตู้กระจก
ผมรีบจ้ำผ่านตู้ปลาการ์ตูน เพราะไม่อยากเห็นภาพแย่ๆเช่นนี้ แต่ผมกลับเจอภาพที่แย่กว่า
ปลาวัวเหล่านั้นยังอยู่ในวัยเด็ก ตัวขนาดเท่านิ้วโป้ง มีหลายสิบหรือนับร้อยตัว ว่ายชนกันให้มั่วอยู่ในตู้กระจกเล็กๆ
ที่ร้ายกว่านั้นคือปลาวัวมงกุฏห้าหกตัว ใหญ่ขนาดแค่ฝ่ามือ นักดำน้ำรู้จักพวกเขาดีในนามของ Titan ด้วยอุปนิสัยที่ชอบว่ายเข้ามาจรดๆจ้องๆคอยเฝ้ามองผู้คน บางครั้งก็อาจเข้ามากัดเพราะอยู่ในช่วงทำรังวางไข่
ผมเคยเรียกเขาว่า "ปลาวัวอำมหิต" เคยว่ายเอาเถิดเอาล่อกับปลาวัวชนิดนี้หลายครั้ง เคยแม้แต่รู้สึกเกลียดพวกเขา
แต่สิ่งที่ผมเห็นในตู้ ทำให้ความรู้สึกที่แล้วๆมา...หายไปหมดเลย เพราะไตตันที่เคยกร้าวแกร่ง เป็นผู้ครองแนวปะการัง บัดนี้นอนซบอยู่บนก้อนหิน เปิดเหงือกหายใจพะงาบๆ พร้อมจ้องมองผมด้วยสายตา...ที่บอกไม่ได้...บรรยายไม่ได้ แต่ยกตัวอย่างได้
เหมือนสายตาของลูกหมาข้างถนน ที่ถูกรถชนก่อนตาย เป็นสายตาที่ไม่ได้เว้าวอน ไม่ได้ขอให้ช่วย แต่คล้ายถามว่า "ฉันทำอะไรผิด?"
ถัดจากตู้ปลาวัวเป็นตู้เล็กๆ ที่นี่ไม่มีปลามานอนจ้องหน้า เพราะเขากลายเป็นศพ เหลือแต่โครงกระดูกองอยู่บนเศษปะการังก้นตู้
ศพของปลาปักเป้ากล่อง พอบอกได้ว่า เขาตายตั้งแต่ยังเล็ก
ไม่ไกลนักเป็นตู้กระจก มีดาวทะเลอยู่เต็มไปหมด แต่เมื่อสังเกตให้ดี ผมมองเห็นกุ้งตัวตลก 2 ตัวเกาะอยู่มุมตู้ สีของพวกเขาซีดจาง ไม่มีตัวไหนพยายามกินดาวทะเลเลย
กุ้งตัวหนึ่งพยายามชูก้ามขู่ผม ก่อนปล่อยก้ามตกลงไปแบบหมดเรี่ยวหมดแรง พฤติกรรมนี้แตกต่างจากกุ้งที่ผมเคยเห็นในแนวปะการัง...คนละเรื่อง
ผมเคยเขียนเรื่อง "นรกตู้ปลา" มีกุ้งตัวตลกกลางห้างสรรพสินค้าเป็นพระเอก เมื่อไม่นานมานี้ยังเขียนเรื่อง "สองกุ้งตัวตลก" ใน "ผู้จัดการ" และเขียน "เรื่องไม่ตลก...ของกุ้งตัวตลก" ลงนิตยสาร ATG เรื่องทั้งหมดกล่าวถึงกุ้งตัวตลกที่เป็นสัตว์ทรงคุณค่าด้านการท่องเที่ยวดำน้ำ ต้องจบชีวิตในตู้ปลาแคบๆ
มีบางคนเข้าใจว่า ผมแต่งเรื่องขึ้นมาให้ชีวิตกุ้งน่าสงสาร ผมอยากบอกให้พวกเขาไปเกาะสมุย แล้วดูด้วยสายตาตนเอง
เหลือบมองไปข้างๆกุ้งตัวตลก ผมสะดุ้งเฮือก เพราะสัตว์ที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นคือ "ปลากบ" ตัวของเขาขนาดไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง อยู่ในช่วงวัยอ่อน เมื่อเติบโตขึ้นมาจะมีขนาดเกือบเท่ากำปั้น
ปลากบ...เนี่ยนะ? สัตว์ที่นักดำน้ำชาวไทยและชาวต่างชาติแห่กันไปดู มีอยู่ตัวเดียวที่สิมิลัน นักดำน้ำลงไปไม่รู้ปีละกี่พัน เพื่อไปชื่นชมเจ้าปลากบ
ผมบรรยายไม่ถูกว่า ความสำคัญของปลากบมีแค่ไหน? อยากให้ลองถามนักดำน้ำที่เป็นเพื่อนคุณ ลองเข้าไปถามในเว็ปบอร์ดต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องทะเล ถามเลยว่า...ปลากบสำคัญมั้ย?
เราเดินมาถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่สองสามบ่อ จุดนี้เองที่ผมได้ชม "การเลี้ยงอาหารเต่ากระด้วยผักกาด" เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่สำคัญคือนักท่องเที่ยวต้องเป็นคนจ่ายเงินจำนวน 20 บาท เพื่อแลกกับการป้อนผักกาดให้เต่ากระสามชิ้น
ผมไม่ทราบว่าอะควอเรี่ยมแห่งนี้อาศัยอำนาจเช่นใด? ในการเลี้ยงเต่าทะเลที่เป็นสัตว์คุ้มครองเกือบสิบตัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวป้อนด้วยผักกาด คงเป็นโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลที่แปลกดีพิลึก
ผมยังอยากพาคนที่เคยปล่อยเต่าทะเลนับพันนับหมื่นทั่วประเทศ มาเห็นภาพเช่นนี้เหมือนผม เห็นมั้ยล่ะ...เต่าที่อาจเป็นเจ้าตัวที่คุณปล่อยไป กำลังกินผักกาดอยู่นะ
ตู้ปลาช่วงสุดท้ายมีขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งมีปลาเก๋ายักษ์นับสิบนอนนิ่งอยู่ตามพื้น อีกด้านหนึ่งคือตู้ปลาสารพัดชนิด รวมถึงสองตัวที่ผมเห็นแล้ว...อ้าปากค้าง
หนึ่งในนั้นคือ "ปลากะรังหน้างอน" การประชุมด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสผ. พ.ศ.2538 บอกไว้ชัดเจนว่า "เป็นปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์"
อีกหนึ่งคือ "ปลานโปเลียน" ความยาวเมตรเศษ การประชุมของสผ.ไม่ได้ระบุไว้ เพราะไม่มีรายงานในประเทศไทย เราเพิ่งรายงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อต้นปี 2543 เจ้าตัวนี้ไม่ได้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะในเมืองไทยที่ผมเคยเห็นแค่ 2 ตัว เรียกว่าปลากำลังสูญพันธุ์ได้เลย...ไม่ต้องเสี่ยง
แสงสว่างจ้าบาดตา เมื่อผมเปิดประตูกระจกออกมาข้างนอก อาจเป็นเพราะแสงอาทิตย์ อาจเป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้? ผมรู้สึกเคืองตา น้ำตาพาลจะไหล หันไปดูเหล่านิสิตที่อยู่ข้างๆ หลายคนทำจมูกฟุดฟิดคล้ายเป็นหวัด แต่หนูดาวสาวเจ้าไม่ชอบเก็บอารมณ์ เธอกำลังร้องไห้อยู่เงียบๆ
สัตว์คุ้มครอง (กัลปังหา เต่าทะเล) สัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (ปลากะรังหน้างอน) สัตว์รายงานแรกๆของเมืองไทย (ปลานโปเลียน) สัตว์ที่มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยวดำน้ำ (ปลากบ กุ้งตัวตลก) ทั้งหมดมีอยู่พร้อมสรรพในอะควอเรี่ยมที่ "เกาะสมุย"
สัตว์ไม่คุ้มครอง ไม่มีรายชื่อที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อาจมีคุณค่าเพียงเล็กน้อยต่อการท่องเที่ยวดำน้ำ แต่พวกเขามี "ชีวิต" อีกนับพันหรือหลายพันชีวิต กำลังโดนกักขังอยู่ในนรกตู้ปลา
จากการแยกชนิดปลาอย่างคร่าวๆ ผมพบว่าในนี้มีปลามากกว่า 80 ชนิด มากกว่าที่ดำน้ำเจอรอบเกาะสมุยติดต่อกัน 7 วัน
อะควอเรี่ยมมีไว้เพื่ออะไร? ผมพอเข้าใจหากเป็นที่บางแสนหรือที่ภูเก็ต มีคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆไปดู มีนักเรียนมากมายไปกับคุณครู เด็กๆเหล่านั้นไปเพื่อเรียนรู้สิ่งสวยงามใต้ท้องทะเล เพราะไม่มีโอกาสได้ดำน้ำไปดูด้วยตนเอง
แม้เบื้องหลังของปลาในตู้ที่ดูสวยงาม คือศพปลาวางเรียงรายกันอยู่ในถัง คือสวิงที่ต้องออกไปจับสัตว์ แต่อย่างน้อยอะควอเรี่ยมสองแห่งเป็นของรัฐ มีนักวิชาการดูแลอย่างใกล้ชิด ถูกจัดตั้งมาเพื่อการศึกษา มีการวิจัยค้นคว้าเพื่อหาทางอนุรักษ์ทะเลไทย บางแสนเพาะพันธุ์ม้าน้ำ ภูเก็ตเพาะพันธุ์เต่า เพาะพันธุ์ฉลามเสือดาว
แต่อะควอเรี่ยมที่เกาะสมุย มีไว้เพื่อเหตุผลใด?
ถ้าเป็นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมอยากบอกว่าไม่เชื่อ...ไม่จริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น คือการทำลายล้างทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างตรงไปตรงมา จับปลาในแนวปะการัง มาขังไว้ให้คนดูจนตาย นี่เหรอ...การท่องเที่ยว?
ผมยังไม่เห็นป้ายความรู้แม้แต่อันเดียว ไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ไม่มีชื่อปลา ไม่มีชนิดปลา ไม่มีแหล่งที่อยู่ ไม่มีอะไรสักอย่าง ทั้งหมดที่เห็นคือตู้ขังปลาและบ่อขังเต่า
ผมจบบทความนี้ ด้วยความสงสัยว่า หน่วยงานของรัฐแห่งไหนเป็นผู้ดูแล "อะควอเรี่ยมเอกชน"? ถ้ามี...แล้วเกิดอะไรขึ้น?
ผมจบบทความนี้ โดยมีหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ระบุว่ารัฐบาลไทยกำลังหาทางเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวใน 5 ปีให้เป็น 16 ล้านคน โดยหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซนต์
ผมจบความนี้ โดยมีหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ระบุว่า ททท. กำลังสนับสนุนให้เกาะสมุยใช้ระบบ ISO 14000 เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม จัดทำเตาเผาขยะ รณรงค์ให้ใช้เฉพาะขวดแก้ว ฯลฯ
โครงการเหล่านั้นดี...ถ้าทำได้ แต่โปรดอย่าหลงลืมอะไรบางอย่าง ที่เป็นพื้นฐานแรกของการอนุรักษ์ เป็นสิ่งที่คิดออกง่าย...เสียเหลือเกิน ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องใช้นักวิชาการระดับปริญญาเอก ไม่ต้องใช้สมองเสียด้วยซ้ำ ใช้เพียง "ใจ" ก็พอแล้ว
เราคงไม่อยากให้นักท่องเที่ยวมาดู "เต่ากระกินผักกาด" มาดู "สรรพชีวิตแสนสวยงาม" ในนรกตู้ปลา
และมาดู "ความตายที่เกาะสมุย"...ใช่ไหมครับ?
หมายเหตุ - อาจารย์ธรณ์ชอบเขียนแนวท่องเที่ยวกุ๊กกิ๊ก ไม่ชอบเขียนแนวอนุรักษ์หัวรุนแรง เพราะกลัวน๊อตหลุด แต่บางครั้งมันตำตาตำใจ อะไรจะหลุด...มันก็ต้องหลุด
อนึ่ง ภาพที่คุณเห็นอยู่นี่ คือตั๋วเข้าชมอะควอเรี่ยม บางภาพใช้ภาพตัดต่อจากหนังสือ "ทะเลไทย" ผู้ถ่ายภาพคือผมและคุณสกลพรรณ ทิพานันท์ เราทั้งคู่รู้สึกไม่เป็นเกียรติอย่างยิ่ง เมื่อเห็นภาพที่พวกเราทุ่มเทลงไปใต้น้ำ เพื่อถ่ายมาให้คนไทยได้รักและเข้าใจทะเล ถูกแอบนำมาใช้เช่นนี้
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com