www.talaythai.com
Last Update : Friday 3 November, 2000 3:01 PM

เรื่องตลกที่เกาะเต่า

          ความทรงจำ...คือสิ่งที่อยู่ในใจ บางครั้ง...หลายครั้ง ในชีวิตประจำวัน... เรามักลืมต่อเมื่อนั่งอยู่ในบรรยากาศเงียบๆ มองออกไปในความมืด รอบด้านคือความอ้างว้าง..อยู่คนเดียว ความทรงจำมักกลับคืนมา

          ความทรงจำ...บางเรื่องสะเทือนใจ คิดถึงทีไรน้ำตาพานจะไหล แต่ก็ไม่มีทางลบให้ลืมจากใจได้ บางเรื่องเป็นความประทับใจ น่าเสียดายที่ความทรง จำเช่นนี้ มีไม่มากนักในชีวิตของคนหนึ่งคน

          ผมยังจำสาวคนแรก ที่รู้สึกว่าน่ารัก ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น จำถึงการโทรศัพท์ไปหาสาวครั้งแรก เมื่ออยู่มัธยมปลาย จำได้ถึงการจีบแฟนคนแรกเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย จนถึงการอกหักครั้งแรกที่ต้องเสียน้ำตาตั้งมากมาย

          ที่น่าเจ็บใจ ผมกลับจำไม่ได้ว่า ครั้งแรกกับทะเลนั้น...เป็นที่ไหน? ทั้งที่ทุกวันนี้ทะเลเป็นเสมือนเพื่อนสนิท เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นหม้อข้าวหม้อแกง เป็นอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มีความหมายต่อผมมาก... จนสุดจะมาก

          ผมรู้เพียงว่า ที่นั่นต้องเป็นหัวหิน เพราะสมัยก่อนมีบ้านอยู่แถวหาดเขาตะเกียบ แต่จำไม่ได้ว่าเราไปเมื่ออายุเท่าไหร่? สี่ขวบห้าขวบ หรือเด็กกว่านั้น ผมไม่มีความทรงจำเหลืออยู่เลย

          แต่สิ่งที่จำได้ดี...จำได้แม่น คือ เหตุการณ์ครั้งแรกของผม...กับแนวปะการัง

          หลายคนเคยถามผมว่าทะเลแห่งไหนสวยที่สุด? สำหรับผมแล้ว สิมิลัน สวย สุรินทร์ก็สวย อินโดนีเ ซีย มาเลเซีย ฟิจิ แต่ละแห่งสวยไปคน ละอย่าง แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่หลับตา ครั้งใดยังเห็นภาพ

          วันนั้นแดดแรงทรายขาวแต่ทะเลเรียบ เด็กคนหนึ่งเดินอยู่ริมชาย หาด ในมือของเขาคือห่วงยางเป็ดน้อย น้ำใสๆ ยั่วยวนให้เข้าไปหา เด็กน้อยเดินลงน้ำหนึ่งก้าว...สองก้าว... สามก้าว ความลึกถึงแค่เอว เขาเกาะห่วงยาง ก่อนกระทุ่มน้ำออกไป...กลางทะเล

          หน้ากากยางสีดำกับท่อหายใจขนาดไม่เกินนิ้วโป้ง คือสิ่งที่เขาใช้ในการ "มอง" โลกใต้น้ำเป็นครั้งแรก พื้นทรายกว้างใหญ่ เศษปะการัง และปลาเล็กๆ หนึ่งตัว กลับทำให้เขาวนเวียนอยู่ตรงนั้นแสนนาน สงสัยว่า เจ้าปลาสีซีดที่ เห็นอยู่มีชื่อว่าอะไรกันแน่? แต่เมื่อว่ายต่อไ ปอีกหน่อย เขาเห็นอีกร้อยอีกพัน ปลา เห็นอีกพันอีก หมื่นปะการัง ตลอดแนวชายฝั่งยาวกว่า 2 กิโลเมตรของ หาดทรายด้านตะวันตก หน้าชุมชนหนึ่งเดียวของเกาะเต่า (ในสมัยนั้น)

          ตลอดช่วงบ่ายตะวันร้อนแรง ผมลอยคอ เกาะห่วงยางเป็ดน้อยที่เป็น เหมือนเพื่อนแสนดี เพื่อชื่นชมกับโลกแห่งแนวปะการัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น ชวนให้สงสัยไปหมด ผมเห็นปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล เห็นหอยมือเสือตัวโตอ้าปากเปิดเปลือกโชว์เนื้อหลากสี ยังเจอปลานกแก้วเป็น ฝูงพุ่งเข้ามากัดแทะปะการัง รวมทั้งแมงกะพรุนตัวโตที่ต้องว่ายหนี

          ผมกลับขึ้นมาฝั่ง ถามคุณพ่อที่ไปด้วยว่า บรรดาสิ่งที่ผมเห็นต่างๆ เหล่านั้นคืออะไร? คุณพ่อตอบไม่ได้ วันรุ่งขึ้นผมจึงพาคุณพ่อลงไปดูอีกครั้ง คุณพ่อก็ยังตอบไม่ได้อีก แม้พวกพี่ที่ทำงานอยู่กรมป่าไม้และกรมประมง ติดตามพวกเราไปลอยคอในทะเล ก็ไม่มีใครตอบได้ รู้จักแค่นั่นคือปะการัง นี่คือปลา โน่นคือหอย ในวันนั้นไม่มีใครตอบคำถามที่ผมอยากรู้ได้เลย

          ผมกลับจากเกาะเต่า แต่ภาพจากใต้ทะเลหนึ่งบ่ายหนึ่งเช้ายังจำติดตา ไม่ใช่เพียงคืนสองคืน แต่เป็นสามสิบปี

          ตลอดช่วงเวลายาวนาน ผมไปเกาะเต่าอีกหลายสิบครั้ง เห็นการจากไปของโลกที่ผมเคยรู้จัก ปะการังหายไป ปลาหายไป หอยมือเสือหายไป ขยะเข้ามาแทน ท่าเรือโผล่ขึ้นมา ทุกอย่างของหาดทรายในวันนี้ แตกต่างจากทุกอย่างของหาดทรายในวันนั้น...ลิบลับ

          แต่สำหรับผม ทุกครั้งที่อยากเห็นโลกใต้ทะเลสวยที่สุด ผมจะหลับตา...

          มาถึงตอนนี้ หลับตาอย่างเดียว คงช่วยไม่ได้ เพราะผมต้องรื้อฟื้นความทรงจำที่เกาะเต่าขึ้นมาอีกครั้ง และอาจเป็นครั้งสำคัญกว่าครั้งไหนๆ

          เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว (พสท.) มาพบผมเพื่อเชิญไปร่วมเป็นวิทยากรในงาน "วันรักษ์เกาะเต่า" ที่จะจัดขึ้นในชุมชนเกาะเต่า ระหว่างวันที่ 12-14 สิงหาคม 2543

          รายละเอียดคร่าวๆ ของงาน ตามที่ได้รับเอกสารมา จะมีการสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ มีนิทรรศการให้ชื่นชม ปล่อยหอยมือเสือ วางทุ่นตามจุดดำน้ำต่างๆ รวมทั้งการระดมทุนเพื่อจัดตั้ง "กองทุนรักษ์เกาะเต่า" ให้ชาวบ้านได้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมในทะเล รอบบ้านของพวกเขาเอง

          ผมไม่เคยปฏิเสธงานลักษณะนี้ ถ้ามีเวลาจะไปช่วยเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าความรู้และประสบการณ์ของตนเอง อาจมีส่วนช่วยทะเลไทยได้ แม้จะน้อยนิดแต่ก็อยากช่วย

          เมื่อรับปากแล้ว ต้องคิดถึงข้อมูลและประเด็นต่างๆ ที่จะนำไปร่วมพูดในการสัมมนา ปรกติการเตรียมข้อมูล มักค้นคว้าจากเอกสารและหนังสือ แต่วิธีการของผมอาจผิดแปลกไปบ้าง เพราะผมต้องการความรู้สึก...ก่อน ข้อมูลรายละเอียด

          ผมจึงนึกถึงเกาะเต่าในอดีต คิดถึงเกาะเต่าตลอดเวลาที่ผ่านมา จากหมู่เกาะปลูกมะพร้าวกลางทะเลไกล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตามด้วยอุตสาหกรรมการดำน้ำ จนถึงวันนี้ เกาะเต่ากลายเป็นจุดที่มีการสอน ดำน้ำ มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

          ผมคิดถึงการสำรวจแนวปะการังครั้งแรกที่เกาะเต่า เกือบสิบห้าปีมาแล้ว พวกเรานิสิตจากจุฬาฯ เหมาเรือหางยาวจากเกาะพงัน นั่งตากแดดหัวแดงกว่าจะไปถึงเกาะเต่า

          คิดถึงแนวปะการังกว้างแสนกว้าง ว่ายเท่าไหร่ก็ไม่สิ้นสุด ปะการังเขากวางไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกอ เรียงราย สุดสายตา ฉลามหูดำตัวเล็กๆ สามสี่ตัว ว่ายเข้ามาในเขตน้ำตื้ นแค่เอว ภาพฉลามตัวแรกที่ตนเองถ่ายได้ เห็นฉลามตัวแค่ปลาซิว เพราะไม่กล้าว่าย เข้าไปใกล้ แต่ยังเอาไปโชว์ในงานวิชาการระดับ ASEAN ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เรียกเสียงฮือฮาได้มากมาย

          ยังจำได้ถึงข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของปะการังเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่แรกและที่เดียวในเขตทะเลไทยทั้งหมด ไม่หรอกครับ ความจริงคือในเขตสำรวจแนวปะการังมากกว่า 500 แห่งในกลุ่มประเทศ ASEAN ทั้งหมด ข้อมูลที่ทำให้เพื่อนนักวิจัยชาวอินโดนีเซีย ประเทศที่มีเกาะ 13,000
เกาะหรือชาวฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีเกาะ 7,000 เกาะ ต่างทำตาโต ถามว่ายูสำรวจผิดหรือเปล่า?

          แต่วันนี้...เกาะเต่าเปลี่ยนเป็นอย่างไร...บ้างหนอ?

          ในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเยอะแยะ บ้างมาเรียนดำน้ำ มีผู้ประกอบการเยอะแยะ แต่มีกี่แห่งที่เป็นคนไทย?

          ผมไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยายามคิดว่าฝรั่งเหล่านั้นมาตักตวงทรัพยากรของเมืองไทยไปใช้ โดยแทบจะไม่ได้ให้อะไรตอบแทน เพราะผมทราบดีว่าฝรั่งดีๆ ก็มีถมไป คนไทยเลวๆ ก็มีเยอะ ทุกอย่างขึ้นกับคนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ได้ขึ้นกับชนชั้นหรือเชื้อชาติ

          แต่สำหรับบางคนที่เข้ามาผลาญ ทรัพยากร ไม่ได้ดูแลรักษา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนชื่นชมดอกไม้ริมทาง บางครั้งก็ทำงานแบบผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาต บางคนมาแค่สามเดือนก่อน ร่อนไปต่อประเทศอื่น ตรงนี้ น่าจะควบคุมเพื่อให้ถูกต้อง

          ผมฝันอยากเห็นฝรั่งทุกคนที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย รักและห่วงใยชาติบ้านเมืองนี้ เพราะอย่างน้อยอาจไม่เป็นที่เกิด แต่เป็นที่กินและที่นอนในปัจจุบัน

          ผมยังได้ยินเรื่องอื่นๆ เช่น ปลา เกาะเต่ามีน้อยลง น้ำทะเลขุ่นมากขึ้น ปะการังตายเยอะแยะ ฯลฯ

ในเวลาเดียวกัน ผมได้ยินการ รณรงค์เรื่องต่างๆ เช่น การเก็บขยะที่ช่วยกันทุกร้านดำน้ำ การวางทุ่น จอดเรือ การปล่อยหอยมือเสือ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งดี แต่...

          ขยะหายไป ทัศนียภาพใต้น้ำดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปลาจะชอบมามากขึ้น เพราะเห็นวิวสวยๆ

          วางทุ่นจอดเรือ ช่วยปะการังไม่ให้ถูกสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปะการังตายเพราะโดนตะกอนทับ... จะรอดตาย

          ปล่อยหอยมือเสือ กระตุ้นจิตสำนึก แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวปะการังที่มีหอยมือเสือเยอะแยะ เป็นแนวปะการังที่สมบูรณ์ ตราบใดที่สัตว์ทะเลอีกนับหมื่นชนิด ลดน้อยหายไปทุกวัน

          ผมเห็นด้วยกับกิจกรรมเหล่านี้ พร้อมจะสนับสนุน แต่ปัญหาจริงๆ ยังคงอยู่ เพราะเราไม่มีกฎหมายสำหรับควบคุมและจัดการทะเลรอบเกาะเต่า

          สิ่งที่ผมอยากเห็น...ไม่ทราบว่า เป็นไปได้หรือไม่? คือการประกาศเขตอุทยานฯทางทะเล รอบน่านน้ำเกาะเต่า อาจเป็นแค่บางส่วน เช่น หินใบ กองหินชุมพรฯลฯ ผนวกเข้ากับอุทยานฯทางทะเลที่มีอยู่เดิม เช่น อุทยานฯ น้ำตกธารเสด็จ (เกาะพงัน) เพื่อให้มีกฎหมายด้านการอนุรักษ์และจัดการแบ่งเขตใช้สอยพื้นที่ให้เหมาะสม

          ไม่มีใครสามารถประกาศเขตเช่นนี้ขึ้นมาได้ ตราบใดที่ความคิดและความร่วมมือยังไม่เกิดขึ้น เช่น หินใบที่ผมเข้าใจว่าเป็นเขตของทหารเรือ ไม่สามารถจะประกาศอุทยานฯ ได้ หากกองทัพเรือมีความคิดเห็นที่แตกต่าง

          ทั้งหมดนี้คือความเห็นของผม ไม่จำเป็นว่านี่คือความคิดเห็นดีที่สุด อาจมีความคิดอย่างอื่น มีแนวทางอย่างอื่น ที่อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

          นั่นเองคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการสัมมนา "วันรักษ์เกาะเต่า" เกิดขึ้นเพราะผมไม่คิดว่าเราจะคุยกันถึง ไอเดียที่พร่ำเพ้อ บอกว่าต้องกระตุ้นจิตสำนึก ซึ่งคนในเกาะเต่าน่าจะมีอยู่ แล้ว ทำไมต้องให้คนนอกเข้าไปช่วยกระตุ้น?

          ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับไอเดียนามธรรม พูดกันเถียงกันสนุกดี แต่ปฏิบัติไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น การจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยไม่มีกฎระเบียบเป็นกรอบ ใช้เพียงสิ่งเดียวคือใจ คนทั้งชุมชนมีไม่รู้กี่ร้อยกี่พัน นักท่องเที่ยวอีกกี่พันกี่หมื่นจะให้ทุกคนมีใจ และสำนึกเหมือนกันตามประสบการณ์ของผม...เป็นเรื่องยาก (มาก)

          ทั้งหมดนี้คือหนึ่งในหลายประเด็นที่เราจะพูดกัน เพื่อหาทางช่วยกันแก้ปัญหาและวางแนวทางเพื่ออนาคตของเกาะเต่า

          อ่านถึงตอนนี้ หลายคนอาจหัวเราะว่าจะเป็นไปได้เหรอ? บางคน อาจคิดว่าเรื่องตลก นายจะเขียนยังไงก็เขียนได้ ทำจริงๆ ไม่ได้หรอก

          แต่เรื่องตลกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้น แล้วที่เกาะสุ รินทร์ เมื่อเราช่วยกันทำศูนย์นิทรรศการและการศึกษาข้อมูลสัตว์รอบเกาะ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐสักบาท ปัจจุบัน... หมู่เกาะสุรินทร์คืออุทยานฯ ทางทะเลตัวอย่างของเมืองไทย

          เรื่องตลกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นที่หินกรูด เมื่อรายงาน EIA ไม่มีแนวปะการัง แต่เราไปค้นหาแนวปะการังจนเจอ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของโรงไฟฟ้า เพิ่มงบประมาณเพื่อป้องกันผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมหลายร้อยล้านบาท

          เรื่องตลกเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อมีการพูดคุยกันว่า น่าจะช่วยกันรักษาฉลามวาฬ ปัจจุบัน...ฉลามวาฬ คือสัตว์ทะเลที่ได้รับการคุ้มครอง ชนิดแรกของเมืองไทยก็ว่าได้ ที่ได้รับการผลักดันมาจากกลุ่มคนทั่วไป มิใช่จากทางราชการเพียงอย่างเดียว

          นั่นเป็นเพียงบางเรื่องตลก ที่ผมมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้อง ในเมืองไทยยังมีอีกหลายร้อยหลายพันเรื่องตลกที่เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นว่า...เป็น ไปไม่ได้

          ครั้งนี้เรื่องตลกจะเกิดขึ้ นที่เกาะเต่าได้มั้ย? ผมไม่รู้...

          รู้อย่างเดียวว่าทุกเรื่องตลก เกิด ขึ้นจากการลงมือทำ...

          เมื่อมีโอกาส...จะทำ Go Back

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com