![]() Last Update : Friday 10 August, 2001 4:44 AM |
|
ดูนกหน้าฝน...บึงบอระเพ็ด
เมื่อกว่าห้าสิบปีที่แล้ว ปากน้ำโพเป็นเมืองท่าและเมืองชุมทางภายใน ใหญ่ที่สุดของสยาม
ข้อความนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเองนะครับ เพราะสมัยนั้นยังไม่ทันเกิด แต่เป็นคำพูดของร้อยเอกหลวงเถกิงเดชา บอกกับภรรยาสาวเปรี้ยวชื่อสุดา เพื่อนหญิงของนเรนทร์ ผู้ช่วงชิงภัคคินีมาจากอ้อมกอดของอาธำรง ตัวเอกเหล่านี้เคยโลดแล่นในอมตะนิยายเรื่องเยี่ยมของ "แม่อนงค์" หรือครูมาลัย ชูพินิจ
เมื่อเอ่ยถึง "แผ่นดินของเรา" แทบทุกคนต้องคิดถึงบรรยากาศอ่าวทุ่งวัวแล่นแห่งเมืองชุมพร แต่ส่วนหนึ่งของเนื้อหา บรรยายถึงบรรยากาศของปากน้ำโพในตอนนั้น รวมถึงเหตุการณ์ของไฟนรกที่เผาผลาญตลาดจนเกือบหมด
ณ บัดนี้ ผมกำลังยืนอยู่บนสถานที่จริงริมขอบแม่น้ำเจ้าพระยา พยายามหลับตาคิดถึงภาพตามตัวอักษรแม่อนงค์ เปลวไฟลุกขึ้นท่วมห้องแถวไม้ ถนนสายที่ภัคคินีเดินไปขายทั้งตัวทั้งวิญญาน เพื่อช่วยชายชู้อันเป็นที่รักยิ่งกว่าดวงใจ
แต่วันนี้ไม่มีใครทำท่าอยากขายอะไรเหมือนภัคคินี ถ้าจะมีก็น้ำหอมชั้นดีกรอกใส่ขวดขาย ใช้วิธีตวงเป็นซีซี ราคาเฉลี่ย 8 บาท คุณจะผสมกันเพื่อสร้างความพิลึกพิลั่นให้กลิ่นตัวก็ไม่มีใครว่า แต่ผมชอบสาบชายมากกว่า เลยเดินไปต่อคิวซื้อหอยทอด
สิบห้านาทีผ่านไป ไม่มีวี่แววว่าผมจะได้กินหอยทอดชื่อดังแห่งตลาดโต้รุ่งริมแม่น้ำ ผมตัดใจเปลี่ยนไปกินหอยทอดเจ้าไม่ดังก็ได้ จากนั้นถึงเวลาเตร็ดเตร่ดูหาบเร่แผงลอยนับร้อยร้าน ที่มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย
ผมมาอยู่ปากน้ำโพได้อย่างไร? เอ้อ...มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบครับ ตอนเช้ายังนอนเล่นดูข่าวทีมแมนยูฯอยู่ที่บ้าน สายหน่อยเริ่มคิดได้ว่าเรามีงานเป็นนักเขียนสารคดีท่องเที่ยว ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่มีอะไรเขียน ไร้ต้นฉบับส่ง ย่อมถูกเลิกจ้าง จากนั้นลูกเมียทางบ้านจะร้องไห้กระจองอแง พ่อจ๋า...หนูหิว
ด้วยความคิดเช่นนี้ ผมเลยค้นกล้องถ่ายรูปตัวโปรดที่ยืมเค้ามา กล้องส่องทางไกลตัวโปรดที่ยืมเค้ามาอีกนั่นแหละ แล้วก็โทรศัพท์ไปยืมเพื่อนคนโปรดจากคุณภรรยาที่บ้าน สองเรารวมตัวกันได้ตอนเที่ยงวันเสาร์ ถึงเวลาเปิดหูเปิดตาชมโลกแล้วเย้
เรามีเวลาเพียงแค่หนึ่งวันครึ่ง หกโมงเย็นวันอาทิตย์ต้องถึงบ้าน ไม่ใช่แฟนโหดนะครับ แต่พวกเรากลัวอดดูทีมแมนยูฯเตะบอล ทริปสั้นๆแค่นี้ไปไหนไม่ค่อยได้ ทะเลหน้านี้ยังไม่อยากไปเพราะฝนเยอะ ในป่าก็ทากเยอะ เราไปเที่ยวแบบสบายๆมีอะไรทำดีกว่า
หลังจากปรึกษากันชั่วครู่ เราได้เป้าหมายเป็นบึงน้ำจืดใหญ่สุดของประเทศไทย เนื้อที่กว้างถึง 212 ตารางกิโลเมตร มีชื่อเรียกขานว่า "บึงบอระเพ็ด" ตั้งอยู่จังหวัดนครสวรรค์ เพียงไม่ถึง 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ
การขับรถตามถนนสายเอเชีย มุ่งหน้าขึ้นเหนือในวันเสาร์ เป็นความสุขประการหนึ่ง เหตุเพราะจากอยุธยาไปถึงชัยนาท ตามขอบถนนหลวงมีร้านค้ามากมาย ตั้งแต่ร้านขายกระจับ ร้านค้าเครื่องใช้ทำจากหวายและหญ้า ไปจนถึงไก่หันตัวอ้วนและมันกระต่ายนึ่ง จบลงที่ปลาและอาหารจากไร่นาแบบต่างๆ
ด้วยเหตุที่ผมชอบแวะดูของกินโน่นนี่ กว่าเราจะมาถึงนครสวรรค์ เป็นเวลาใกล้ค่ำ โรงแรมของเราราคาห้องละ 500 บาท ลักษณะคล้ายรีสอร์ตอยู่กลางเมือง มีแอร์และทีวีให้ดู แต่ผมไม่ได้คิดขับรถจากกรุงเทพฯมาดูทีวีที่นครสวรรค์ เลยชวนเพื่อนร่วมทางไปชมตลาดยามค่ำคืน
การเที่ยวตลาดให้สนุกต้องใช้เวลา พอดีคืนนี้เรามีเหลือเฟือ ผมเลยเตร็ดเตร่ดูน้องๆชาวปากน้ำโพซื้อข้าวของ จนเกือบห้าทุ่มถึงได้ฤกษ์กลับไปนอน
เราตื่นแต่เช้าด้วยหัวใจเริงร่า ถึงเวลาไปดูนกกันแล้วล่ะ จากตัวเมืองขับรถข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาย้อนไปตามถนนสายเอเชีย เพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที เรามาถึงแยกบอกไว้ว่า เลี้ยวซ้ายไปอำเภอท่าตะโก (ทางหลวงหมายเลข 3004) คราวนี้ก็วิ่งบรื๋อไปเรื่อยอีก 13 กิโลเมตร จะเจอทางเข้าเล็กๆพร้อมหุ่นฟางของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร มีป้ายบอกชัดเจนว่า "อุทยานนกน้ำ"
ผมคงต้องเล่าลักษณะบึงบอระเพ็ดไว้สักนิด ที่นี่เป็นบึงที่รายล้อมด้วยไร่นา ไม่ใช่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะเข้าได้ทุกทาง บึงแห่งนี้ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2470 ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันชื่อคุณสมิท แนะนำกรมประมงว่าถ้ากั้นคลองเล็กคลองน้อย เราจะได้บึงใหญ่เชียว บริเวณนี้จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดแสนสำคัญ ชาวบ้านได้อาศัยเป็นแหล่งอาหารและทำมาหาเลี้ยงชีพ
ตำนานของบึงบอระเพ็ดเริ่มต้นแต่บัดนั้น ด้วยเหตุที่เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดยักษ์ รอบด้านรายล้อมด้วยป่า นกน้ำหลายชนิดจึงเข้ามาอาศัย รวมทั้งนกหายากที่แทบสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทย เช่น นกอ้ายงั่ว ตามด้วยจระเข้น้ำจืดน้อยใหญ่ ชื่อบึงบอระเพ็ดจึงเลื่องลือไกล ในฐานะบึงมหาโหด
แต่ธรรมชาติยังไงก็โหดสู้มนุษย์ไม่ได้ ไม่ช้าไม่นานเมื่อความเจริญมาถึง จระเข้กลายเป็นกระเป๋า นกอ้ายงั่วลงหม้อแกง กรมป่าไม้เห็นท่าไม่ค่อยดี รีบประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตั้งแต่พ.ศ.2512 นับตั้งแต่นั้นมา บึงบอระเพ็ดเปลี่ยนโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมนกน้ำ สำคัญที่สุดในภาคกลาง
หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบบึงบอระเพ็ด นอกจากกรมป่าไม้ที่ดูแลนกทั้งหลาย ยังมีกรมประมงที่ดูแลสัตว์น้ำต่างๆ รวมทั้งจระเข้ที่สูญพันธุ์จากบึงไปเรียบร้อยแล้ว กรมประมงจึงจัดตั้งสถานีหาทางเพาะพันธุ์สัตว์น้ำหายากหลายชนิด หนึ่งในจำนวนนี้คือ "ปลาเสือตอ"
ผมไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านเกิดทันได้กินปลาชนิดนี้หรือเปล่า? แต่ตอนเด็กๆผมเคยกินครับ ตัวเขาขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย สีเหลืองมีลายดำพาดเป็นบั้ง เนื้อนั้นหลายคนบอกว่าอร่อยสุดๆ เท่าที่ผมจำรสชาติได้ถือว่าไม่เลว แต่ก็ไม่ได้เลิศถึงขั้นต้องกินเขาจนสูญพันธุ์
จะอย่างไรก็แล้วแต่ ปลาเสือตอโดนกินหมดบึง แถมที่อื่นในเมืองไทยก็หายากมาก เรียกว่าไม่มีก็ว่าได้ เพราะปลาชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามตอไม้ในเขตน้ำไม่ค่อยลึก ปัจจุบันเราเหลือเฉพาะส่วนที่กรมประมงยังเลี้ยงไว้ และหาทางเพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีต่างๆ
เนื่องจากมี 2 หน่วยราชการที่ตั้งอยู่ติดบึง เราเลยมีทางเลือกเที่ยวชมบึงได้ 2 แห่ง ที่แรกคือ "สถานีส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด" กรมป่าไม้ เรียกอีกชื่อว่าอุทยานนกน้ำ อีกแห่งคือ "ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดนครสวรรค์" จัดว่าเป็นสถานีประมงแห่งแรกของเมืองไทย ทั้งสองจุดนี้มีดีคนละอย่าง
ถ้าคุณอยากเห็นปลาเสือตอ จระเข้ รวมทั้งสัตว์น้ำอื่นๆในบึงบอระเพ็ด คุณควรไปเที่ยวสถานีกรมประมง แต่สรรพสัตว์เหล่านี้ไปดูตอนไหนก็เหมือนกัน ต่างจากนกที่ต้องไปดูช่วงเช้าหรือช่วงเย็นถึงจะได้เห็นเยอะๆ ผมเลยเลือกมาที่สถานีของกรมป่าไม้เป็นแห่งแรก
จากถนนใหญ่เข้าไปอุทยานนกน้ำ ระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฝูงวัวที่ผมมา 7-8 ครั้งแล้ว เจอทุกครั้ง เลยตั้งเป็นกฎว่าถ้ามาบึงแล้วไม่เจอวัว ถือว่าเป็นความสูญเสียในชีวิต
เมื่อเข้ามาในเขต จุดสังเกตชัดเจนคือวงเวียนขนาดใหญ่ มีรูปปั้นนกเจ้าฟ้าเด่นเป็นสง่า เราเจอนกชนิดนี้มาสองหนแล้ว รู้จักเขาสักหน่อยดีมั้ยครับ
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2511 จัดเป็นนกชนิดใหม่ของโลก ไม่มีที่อื่นยกเว้นที่บึงบอระเพ็ด ปัญหาคือนกเจ้าฟ้ามีน้อย แถมสิ่งแวดล้อมรอบบึงยังเปลี่ยนแปลง จากนั้นเพียงสิบกว่าปี พวกเขาถึงกาลสูญพันธุ์ ปัจจุบันเราไม่เจอมาเกือบยี่สิบปี คิดว่าคงสูญพันธุ์แน่นอน จะเสียใจยังไงก็คงไม่มีประโยชน์ เอาความเศร้าครั้งนี้ไว้เตือนใจ เพื่อช่วยรักษานกอื่นๆที่ใกล้สูญพันธุ์ดีกว่าครับ
การดูนกบึงบอระเพ็ดทำได้ 2 วิธี แบบแรกง่ายสุดแถมไม่เสียเงิน คือไปตามหอดูนกต่างๆที่ตั้งอยู่ริมขอบบึง ถ้าผมจำไม่ผิดแถวนี้มีตั้ง 4 หอ ปัญหาคือบนหอมองเห็นบึงแต่ไม่เห็นนก ใช้เป็นหอชมวิวพอจะได้ แต่อยากเห็นนกและได้ความสนุกจริงจัง ผมแนะนำให้ใช้เทคนิคสอง นั่นคือการนั่งเรือดูนก
เนื่องจากมีประสบการณ์มาหลายครั้ง ผมเลยไม่แวะไปหอดูนกให้เสียเวลา แต่ขับรถตรงไปที่ท่าเรือเล็กๆ แถวนี้มีร้านขายน้ำขายอาหาร พร้อมคุณคนขับเรือที่เตรียมตัวบริการ ในสนนราคา 180-200 บาทต่อหนึ่งชั่วโมง
เรือที่เราใช้เป็นเรือหางยาวลำจิ๋ว ห้ามนำไปเทียบกับเรือหางตามแม่น้ำเจ้าพระยา ลำหนึ่งนั่งได้ 4-5 คน ความกว้างของเรือขนาดใหญ่กว่าหน้าตักนิดหนึ่ง ถ้าใครอวบอาจลำบากหน่อย แต่ไงๆผมก็พาตัวเองลงเรือไปจนได้ ที่ทุลักทุเลมากกว่านั้นคือกล้องพร้อมเลนส์ ผมขนชุดใหญ่ความยาวช่วงเลนส์ตั้ง 500 mm เรียกว่าสามารถกระชากภาพนกที่เดินห่างไป 7-8 เมตร เข้าเกือบประชิดติดตัวได้สบายมาก แต่ข้อเสียคือเลนส์ตัวนี้ยืมเขามา และเขาในที่นี่คือท่านรองนายกฯปองพล อดิเรกสาร ขืนผมทำเลนส์ท่านตกน้ำไป มีหวังทำงานหาตังค์ใช้อีก 3 ปีก็ไม่พอจ่ายค่าเลนส์ (ราคาคร่าวๆเท่ากับค่าต้นฉบับที่เขียนให้สยามรัฐฯ 120 ตอนครับ)
ทุกอย่างพร้อมแล้ว เรายังมีน้ำติดมือไปอีก 2 ขวด พร้อมกล้องส่องทางไกลและหนังสือคู่มือใช้ดูนก คนเรือที่มองเลนส์ผมอย่างทึ่งมาก ก่อนจัดแจงสตาร์ทเครื่อง พาเรือพุ่งเข้าสู่ดงบัวขนาดใหญ่เบื้องหน้า เมื่อเข้าไปใกล้ผมถึงสังเกตเห็นว่า มีร่องน้ำเล็กๆให้เรือลอดออกไป
ดงบัวกว้างแค่ 30 เมตร ทันทีที่เรือพุ่งพ้นผ่าน เบื้องหน้าคือบึงกว้างใหญ่ ยังไม่ทันไรก็มีนกหลายชนิดพุ่งพรวดผ่านหน้า บ้างก็หันมามองอย่างระแวดระวัง เตรียมตัวกระพือปีกบิน หากเราเข้าใกล้เขาเกินไป
นกพริก อีโก้ง อีแจว เป็ดแดง กระยางไฟ ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้จะมาพบกับชาวสยามรัฐฯในสัปดาห์หน้าครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.