www.talaythai.com
Last Update : Friday 3 August, 2001 1:34 AM

เผชิญหน้าไดโนเสาร์

          เขาเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ มีชีวิตเมื่อ 130 ปีล้านก่อน แต่ตอนนี้เขากลับกำลังจ้องหน้าผม อ้าปากเห็นฟันขาวใหญ่เท่านิ้วโป้งยาวเท่านิ้วกลาง ด้านข้างของฟันมีรอยหยัก เหมาะมากสำหรับเลื่อยเนื้อเถือกระดูก ลูกตาสีเหลืองขนาดเท่ากำปั้นส่อแววเจ้าเล่ห์ คล้ายกับกำลังประเมินว่า พุงแค่นี้ต้องงับกี่คำถึงจะหมด?

          ร่างอันใหญ่โตสูงเท่าผู้ชายสองคนขี่คอกัน ตั้งอยู่บนขาหลังทั้งสองข้าง ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ขาหน้ากลับลดรูปจนมีขนาดเล็ก อยู่ติดกับหน้าอก มีเล็บยาวและคม 2 เล็บ เหมาะมากสำหรับการฉีกพุงมนุษย์ออกเป็นชิ้นๆ เหมือนสาวน้อยใช้มือฉีกปลาส้มให้เป็นริ้ว

          ผมแลบลิ้นใส่เขา แต่เจ้าไดโนเสาร์ก็ไม่สน เพราะขืนสนมีหวังวิ่งกันป่าราบ เนื่องจากเจ้านี่เป็น 1 ใน 5 ไดโนเสาร์จำลองที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งภูเวียง

          สัปดาห์ที่แล้วผมพาพวกเราเดินทางมาจนถึงพิพิธภัณฑ์ฯ แวะเวียนชมไดโนเสาร์เหล็กและให้รายละเอียดความเป็นมา ถึงตอนนี้ผมขอพาคุณลัดเลาะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ส่วนที่สอง เขาจัดไว้เป็นทางเดินไม้ความยาวสัก 50 เมตร ลัดเลาะเข้าไปในป่าที่จำลองสภาพมาคล้ายของจริงเมื่อ 130 ล้านปีก่อน พร้อมไดโนเสาร์หลายชนิด ที่เคยมีหลักฐานว่าอาศัยอยู่แถวนี้

          เจ้าตัวแรกที่ผมเล่าตอนต้นเรื่อง เขามีชื่อว่า Siamotyrannus isanensis หรือ "ไดโนเสาร์กินเนื้อไทรันสยาม" ถือเป็นไดโนเสาร์ของบ้านเราแต่ดั้งเดิม ค้นพบที่หลุมขุดหมายเลข 9 ในอุทยานฯภูเวียง จัดเป็นการพบครั้งแรกของโลก เราจึงตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ โดยมีชื่อสกุลตามชื่อประเทศชาติ ส่วนชื่อชนิดใช้ตามภาคอีสาน

          ไทรันสยามเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ (Theropod) รูปร่างหน้าตาเหมือนเจ้า T. rex ในหนังเรื่องจูราสสิค ปาร์ก แต่ตัวย่อมกว่าสักนิด ความสูงประมาณ 3 เมตร ความยาวรวมหางเท่ากับ 7 เมตร รูปร่างสูงยาวเข่าดี ถ้าจับมาฝึกมวยไทยมีหวังชื่อกระฉ่อน เพราะกินนักมวยฝ่ายตรงข้ามหมด อาหารที่แท้จริงของเจ้านี่ในสมัยนั้น คงเป็นไดโนเสาร์ร่วมยุค เช่น "ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว"

          คุณที่คิดถึงภาพนกแก้วบินได้แต่มีเกล็ด โปรดรีบเปลี่ยนความคิดนั้นเสียใหม่ ไดโนเสาร์ปากนกแก้วมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacosaurus sattayaraki เพื่อนๆของเขา เช่น P. mongoliensis เคยค้นพบที่มองโกเลีย ยังมีบางชนิดพบที่ประเทศจีน แต่เจ้าตัวนี้มีความแตกต่าง เลยใช้ชื่อสกุลเดียวกัน แต่ตั้งชื่อชนิดใหม่ ตามชื่อของคุณนเรศ สัตยารักษ์ ผู้ค้นพบกระดูกที่มีอายุประมาณ 100 ล้านปี บริเวณอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

          เจ้านกแก้วดึกดำบรรพ์ถูกจำลองไว้เป็นฝูง แอบอยู่ตรงพุ่มไม้ข้างทางเดิน ถ้าไม่สังเกตมีสิทธิเดินเลย ความสูงของเจ้านี่ประมาณ 1 เมตร มีปากคล้ายปากนกแก้ว ใช้ฉีกผลไม้หรือส่วนต่างๆของพืชเพื่อกินเป็นอาหาร เราเลยจัดให้อยู่ในพวกไดโนเสาร์กินพืช Ceratopsian

          ปากนกแก้วยังมีเพื่อนฝูงเป็นไดโนเสาร์ขนาดจิ๋ว เชื่อว่าหลายคนอาจจำได้กับเจ้าตัวจิ๋วในจูราสสิคฯ ความสูงแค่ 90 เซนติเมตร ถือเป็นไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่สุด นายนี่ชอบกระโดดดึ๋งๆไปตามจุดต่างๆ แต่เมื่อรวมฝูงได้ก็ลุยเข้าขม้ำคน

          ไดโนเสาร์จิ๋วมีชื่อไพเราะว่า "ไดโนเสาร์ตัวเท่าไก่" (Compsognathus) ไม่มีชื่อชนิด เคยพบหลายแห่งในโลก โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศสเป็นโครงกระดูกสมบูรณ์ ของเมืองไทยพบแค่หน้าแข้ง แต่แน่ใจว่าเป็นชนิดนี้ เลยตั้งชื่อไว้ตามของเขา

          หลังจากทางเดินพาเราผ่านไดโนเสาร์ 3 ชนิดในป่า สะพานไม้วกกลับมาแถวบึงจำลอง มีไดโนเสาร์ที่ชอบอาศัยแถวริมน้ำอีก 2 ตัว เจ้าตัวแรกหน้าตาเหมือนลูกหลานของจระเข้มีรักกับจิงโจ้ หัวเหมือนจระเข้ แต่ตัวคล้ายๆจิงโจ้หรือไดโนเสาร์ที่ยืนบนขาหลัง (Theropod)

          ผมลองอ่านป้ายอธิบายข้อมูล พบว่านี่คือ "ไดโนเสาร์กินปลาสยาม" (Siamosaurus suteethorni) จากชื่อดูวูบเดียวก็รู้ว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก พบแถวภูเวียงนี่เอง สัดส่วนความสูงความยาว ล้วนเท่ากับเจ้าไดโนเสาร์กินเนื้อไทรันสยาม แต่จุดต่างที่เห็นชัดคือหัวและรูปปาก จุดต่างที่เห็นไม่ชัดคือฟัน เพราะถ้าอยากเห็นชัดต้องปีนขึ้นไปดูในปาก ผมไม่มีความพยายามปานนั้น เลยอ่านคำอธิบายได้ความว่า ฟันของเขาเป็นรูปกรวย มีสันและร่องๆเล็กๆเป็นบั้ง คาดว่ามีไว้เพื่อยึดจับเหยื่อๆลื่นๆ เช่น ปลาไหล (มั้ง?) ฟันแบบนี้เหมาะมากสำหรับสาวที่มีแฟนเป็นหนุ่มเจ้าชู้

          อีกตัวที่อาศัยอยู่ในบึงเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดยักษ์ (Sauropod) ความยาวถึง 15 เมตร นี่คือ "ไดโนเสาร์กินพืชภูเวียง" (Phuwiangosaurus sirindhornae) รายละเอียดเล่าไปในสัปดาห์ก่อน สนใจเชิญพลิกกลับไปดูกันได้

          ถึงเวลาจากพิพิธภัณฑ์ ขืนอยู่ต่อไปมีหวังเรื่องนี้สองตอนไม่จบ แต่อยากแนะนำไว้นิดว่า ที่นี่เหมาะมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่พาคุณลูกมาชม ถ้าน้องๆขยันจดข้อมูลและขอให้คุณพ่อถ่ายภาพเก็บไว้ รับรองได้เรื่องไปทำรายงานเพียบ อีกหน่อยพิพิธภัณฑ์ฯเค้าคงคิดทำเอกสารไว้ขายหรือไว้แจก เราไม่ต้องลำบากข้อมูลเอง แต่ตอนนี้มีขายเฉพาะพวงกุญแจ แผ่นพับก็ยังไม่มีเลย ใครรับผิดชอบด้านนี้ ผมแนะนำให้ขอเจียดงบท่องเที่ยวจากท่านนายกฯ แค่ไม่กี่แสนบาท จะได้ประโยชน์ตรึม แถมนักท่องเที่ยวก็ประทับใจ ไปแล้วช่วยกันกระจายข่าวไม่ต้องทำโรดโชว์

          เราเดินทางต่อไปมุ่งหน้าสู่อุทยานฯ หากใครไปไม่เป็นสามารถสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ ระยะทางแค่ 2 กิโลเมตร ถึงเวลาจ่ายเงินที่ด่านตรวจ คุณเจ้าหน้าที่เป็นสาวน้อยยิ้มแย้มน่ารักชะมัด ผมเลยควักตังค์ไปให้แบบไม่เสียดาย ค่ารถ 30 บาท ค่าคน 20 บาท เอาเลยน้อง ขอให้ยิ้มสวยๆต้อนรับอย่างนี้ ไม่ใช่เก็บตังค์เราไปแล้วยังแยกเขี้ยวใส่ อย่างนั้นก็เกินไปนะคุณ

          เราเป็นแขกกลุ่มเดียวที่เข้ามาเที่ยวอุทยานฯภูเวียงในช่วงนี้ เพราะฝนห่าใหญ่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ แต่ผมต้องขอชมคุณเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานฯ พอรถเราแล่นมาถึงลานจอด เขารีบเดินลงมาจากที่ทำการฯ ยิ้มแย้มทักทายและอธิบายข้อมูล ทั้งที่ไม่ทราบว่าผมเป็นนักเขียนมาทำคอลัมน์ (ปรกติไปไหนมาไหนไม่เคยบอกใครล่วงหน้าครับ ชอบไปแบบเงียบๆ)

          พี่แกบอกว่าหลุมขุดฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูเวียงมีทั้งหมด 9 หลุม อยู่ในระดับความสูง 200-400 เมตร ที่น่าแปลกคือเลขที่หลุมกลับไม่เรียงลำดับ คาดว่าคงขุดเป็นระยะ เกือบทุกหลุมอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ยกเว้นหลุมขุดที่ 4 แยกตัวออกไปไกลกว่าเพื่อน

          ตอนนี้อุทยานฯกำลังปรับปรุงถนนเข้าไปหลุมขุดต่างๆ เมื่อถนนเสร็จเราสามารถไปจอดรถใกล้ๆหลุม แล้วเดินชมทีละแห่ง ปัญหาคือถนนที่ว่ายังไม่เสร็จ แถมตอนนี้เจอฝน ใครเข้าไปมีหวังได้จมโคลนกลายเป็นฟอสซิลให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

          การเที่ยวในตอนนี้เลยใช้เทคนิคย่ำต๊อก แถมยังเป็นการเดินขึ้นเขา ระยะทางโดยรวม 3 กิโลเมตรนิดหน่อย แต่คุณต้องมีรถไปรับที่ปลายถนนอีกด้าน ผมปรึกษากับพรรคพวกแล้ว เราเดินไปดูหลุมใกล้ๆหลุมเดียวก็พอนิ

          เส้นทางเดินผ่านป่าละเมาะน้อยๆ มีลานหินกว้างเป็นบางจุด บนลานหินยังมีรูเล็กๆติดป้ายแขวนปักไว้ "นี่คือจุดสำรวจแร่ยูเรเนี่ยม" ผมเคยบอกไปในสัปดาห์ก่อนว่า การพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ในพ.ศ.2519 เป็นเหตุบังเอิญ จริงๆเขามาสำรวจหาแร่ แต่แร่ที่เจอมีน้อยเกินไปจนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยังไงก็ตาม ผมเคยได้ยินว่าสารกำมันตภาพรังสี บางครั้งอาจทำให้คุณเป็นหมัน งานนี้เลยรีบจ้ำเท้าผ่านลานสักหน่อย (เรื่องไม่จริงนะครับ ต้องเป็นรังสีบางประเภทเท่านั้น ที่นี่ไม่มีอันตราย)

          หลังจากเดินมาสัก 300 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เรามาถึงบริเวณหลุมขุดที่ 1 ผมไม่ได้วาดฝันอะไรมากนัก เพราะเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่หลุมขุดชั้นดี ถ้าอยากเห็นของแจ๋วจริงต้องไปหลุมที่ 9 แต่ภาพอาคารเบื้องหน้าทำเอาเสียบรรยากาศนิดหน่อย

          สมัยก่อนหลุมขุดอยู่กลางแจ้ง เขาเลยสร้างอาคารขึ้นมากันฝนกันลม แต่จริงๆคงเอาไว้กันไม่ให้คนไทยลงไปขัดไดโนเสาร์เพื่อขอหวย รอบด้านเป็นกระจก มีประตูใส่กลอนล้อคกุญแจ คุณไม่สามารถเข้าไปใกล้ฟอสซิลได้ ต้องชำเลืองดูในระยะห่าง 5 เมตร ผ่านกระจกที่มีคราบมือเต็มไปหมด กระดูกที่เราเห็นก็ขนาดนิดเดียว ดูยังไงก็คิดไม่ออกว่าเป็นส่วนไหน คาดว่าอาจเป็นซี่โครงไดโนเสาร์

          การมาเยี่ยมชมหลุมขุดจึงต้องทำใจล่วงหน้า ถ้าฝันอยากเห็นให้ยิ่งใหญ่เหมือนในเมืองนอก โปรดอย่ามาดีกว่า หรือควรหาทางไปชมหลุมที่ 9 แต่ถ้าไม่ฝันมากนัก ถือว่าใช้ได้ อย่างน้อยก็ได้เดินผ่านป่าสัมผัสบรรยากาศ แม้จะหลับตาคิดภาพในอดีตไม่ค่อยออกก็ตามที

          ฟอสซิลไดโนเสาร์ยังมีการค้นพบอีก 11 จังหวัดทั่วอีสาน ป่านนี้คงเริ่มพัฒนาพื้นที่เตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์ เช่น กาฬสินธุ์ หากมีโอกาสผมจะแวะเวียนไปชม เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์ที่ภูเวียงว่า แห่งไหนสิเจ๋งจริง?

          เอาล่ะครับ ทริปโลกล้านปีที่ภูเวียงจบไปแล้ว เหมาะมากสำหรับการเดินทางสั้นๆจากขอนแก่น คุณอาจรวมทริปไปเที่ยวที่อื่น สำหรับผมทริป 3 วัน 2 คืน เราไปน้ำตกชาติตระการ เยี่ยมชมภูเรือ แวะดูคุนหมิงเมืองไทย แถมยังได้ผ่านป่าเขาใหญ่อีกนิดหน่อย

          จุดเด่นของการเที่ยวภาคอีสาน คงต้องเน้นที่ความแปลกและความประหยัด ภูเก็ตเกาะสมุยเชียงใหม่ ใครก็อยากเที่ยว แต่ค่าใช้จ่ายโหดสมกับเป็นเมืองอินเตอร์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ฯลฯ จึงเป็นแหล่งเที่ยวทางเลือกของคนไทย โดยเฉพาะในหน้าฝน อากาศชุ่มชื้นเย็นฉ่ำสบาย ต้นไม้ดอกไม้ก็ผลิใบออกดอก ฝนตกนิดหน่อยไม่นานก็หยุด ถ้าเราใจเย็นๆวางแผนให้ดี ผมว่าช่วงนี้เหมาะมากสำหรับท่องตะวันออกเฉียงเหนือ

          จริงๆแล้วที่เหมาะกว่าคือช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่คุณๆคงมุ่งหน้าไปยอดดอยภาคเหนือ ใครจะมาอยากเที่ยวแถวนี้กัน?

          การโปรโมทท่องเที่ยวในอีสาน จึงต้องลงทุนลงแรงพัฒนาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว จะไปโฆษณาอย่างเดียวเหมือนภาคเหนือหรือภาคใต้ อย่างนั้นคงลำบากหน่อยครับ

          สัปดาห์หน้าไปดูนกน้ำที่บึงบอระเพ็ดดีมั้ยเอ่ย?

 

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

HitBox