www.talaythai.com
Last Update : Friday 27 July, 2001 6:48 AM

โลกล้านปีที่ภูเวียง

          สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาคุณๆไปตรวจสอบ Sea Walker กันถึงขั้นมึนทั้งคนเขียนคนคนอ่าน สัปดาห์นี้ว่าจะเขียนเรื่อง "กินหูฉลาม" ก็กลัวเครียดเกินไป แถม "สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์" กล่าวถึงรายละเอียดไปบ้างแล้ว เลยขออนุญาตเปลี่ยนมุข พาคุณไปเที่ยวป่าไม่ใกล้ไม่ไกลในหน้าฝน

          เป้าหมายของเราเป็นอุทยานฯแห่งชาติ แต่ไม่ต้องปีนเขาระเบิดเถิดเทิง เดี๋ยวสาวที่พกพาไปด้วย จะขึ้นราไม่ก็โดนทากจุ๊บเกิดตำหนิ ที่นี่จึงไม่มีขุนเขาสูงตระหง่านเทียมฟ้า แต่มี "ไดโนเสาร์"

          คุณผู้อ่านคงทราบว่าสมัยก่อนไดโนเสาร์อาศัยอยู่ท่วมโลก พวกเขากัดกันเองจนตายบ้าง เดินไปจมโคลนบ้าง ศพไดโนเสาร์เหล่านี้เกิดเป็นซากฟอสซิลฝังตัวอยู่ในชั้นหิน เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไปขุดพบเข้า เกิดดีอกดีใจกันยกใหญ่ อาจเป็นเพราะหน้าตาเค้าประหลาดดีมั้ง หลังจากนั้นมีการขุดหาซากฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์ทั่วโลก

          คนไทยในอดีตไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ จนถึงพ.ศ.2519 นักธรณีวิทยาเข้าไปสำรวจหาแร่ยูเรเนี่ยมแถวขอนแก่น แร่น่ะเจอครับ แต่เจอไม่มากพอนำมาใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่เป็นผลพลอยได้คือ "รอยเท้าและฟอสซิลไดโนเสาร์" จากนั้นเป็นต้นมา รอยเท้าและฟอสซิลก็ถูกขัดเพื่อขอหวย แฮ่ม...ไม่ใช่ครับ การสำรวจไดโนเสาร์อย่างจริงจังเริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่พ.ศ.2522

          เวลาผ่านไป 24 ปี ปัจจุบันเราสำรวจพบซากไดโนเสาร์ทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ เลย มุกดาหาร ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู และอุบลราชธานี สังเกตสักนิดว่าทุกจังหวัดอยู่ในภาคอีสาน แต่จังหวัดที่เด่นดังจริงๆคือขอนแก่น เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบไดโนเสาร์แห่ง "ภูเวียง" อุทยานแห่งชาติเล็กๆเนื้อที่เพียง 325 ตารางกิโลเมตร จึงมีชื่อเสียงระเบิดเถิดเถิง

          ไดโนเสาร์ตัวนี้เป็นชนิดใหม่ของโลก ขนาดไม่ใช่ธรรมดายาวตั้ง 15 เมตร เดินสี่ขามีคอยาวหางยาว คล้ายไดโนเสาร์พวกบรอนโตเซารัสที่เราคุ้นเคย เจ้าพวกนี้เป็นไดโนเสาร์กินพืชครับ (Sauropod)

          หลังจากศึกษาโครงกระดูกซี่โครงและกระดูกคอจำนวน 7 ชิ้น จนมั่นใจว่าเป็นพันธุ์ใหม่แน่ๆ นางสาววาเลอรี่ มาแตง นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีส จึงกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระนามาภิไธย ให้เป็นชื่อชนิดของไดโนเสาร์พันธุ์นี้ว่า "Phuwiangosaurus sirindhornae"  (ชื่อสกุลเป็นชื่อของภูเวียง ชื่อชนิดเป็นพระนามาภิไธย)

          ข้อมูลคร่าวๆแค่นี้คงพอทำให้บางคนรู้สึกตื่นเต้น อยากไปเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งอีสาน เราเตรียมการลุยกันเลยดีกว่า ภูเวียงอยู่ใกล้ๆกับถนนขอนแก่น-ชุมแพ ห่างจากเมืองขอนแก่นสัก 60 กิโลเมตร ถ้าตั้งต้นจากกรุงเทพฯ เดินทางไปภูเวียงผ่านทางขอนแก่น เราต้องขับรถเฉียด 500 กิโลเมตร รอบๆอุทยานฯไม่มีที่พัก ในอำเภอภูเวียงก็ไม่มี เทคนิคที่ผมแนะนำคือขับรถจากกรุงเทพฯไปขอนแก่นแล้วนอนค้างคืนที่นั่น ถ้าไปวันศุกร์เย็นๆสักห้าโมง จะถึงขอนแก่นสี่ห้าทุ่ม กรณีนี้ไม่นับรถติดในกรุงเทพฯ

          ขอนแก่นเป็นเมืองใหญ่หาที่พักง่าย ของกินมีเยอะ จะไปถึงห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนก็ไม่ลำบาก โรงแรมมีให้คุณเลือกตั้งแต่คืนละ 150-200 บาท (ระวังผีนะครับ) จนถึงคืนละเป็นหลายพันหรือเป็นหมื่นบาท ที่ผมชอบมากคือโรงแรมแถวนี้สวยแต่ราคาถูก เทียบมาตรฐานห้องต่อราคาแล้ว รู้สึกว่าจะดีสุดในเมืองไทยก็ว่าได้ ผมเคยไปนอนห้องพักที่โรงแรมโซฟิเทล จ่ายเงินไปแค่คืนละ 1,000 บาท ห้องสวยกว่าใหญ่กว่าดีกว่าหลายโรงแรมชื่อดังแถวภูเก็ต ที่ปัจจุบันราคาห้องคืนละ 6,000-12,000 บาท

          บางคนอาจไม่มีเวลามากแต่มีเงินมาก แนะนำให้ใช้บริการของการบินไทย ค่าเครื่องบินประมาณ 1,200 บาทต่อเที่ยว ใช้เวลาบินไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง มีทั้งเที่ยวเช้าและเที่ยวเย็นของทุกวัน จะขึ้นเครื่องเย็นวันศุกร์หรือเช้าวันเสาร์ก็ได้ แต่ผมแนะนำให้ออกเช้าวันเสาร์ เพื่อประหยัดค่าโรงแรมมาเป็นค่าเครื่องบิน สำหรับการเดินทางไปมารอบๆขอนแก่น คุณๆที่รักอิสระอาจเช่ารถขับเอง บางคนขี้เกียจขับรถก็เช่าสองแถว ราคาถูกกว่ารถเช่าขับเองอีก เมืองไทยมีอะไรแปลกๆเสมอครับ

          อาหารอร่อยมื้อเช้าที่ขอนแก่นคือ "ไข่กระทะ" มีชื่อเสียงมานานจนตอนนี้ระบาดไปถึงภาคใต้ ขายกันเกือบทั่วทุกจังหวัด เทคนิคทำไม่ยาก เริ่มจากนำกระทะเล็กๆมาตั้งบนเตา ใส่เนยลงไปก่อน ตอกไข่ตามไปอีก 2 ใบ หั่นหมูยอและไส้กรอกเทโปะหน้า ตามด้วยหมูสับอีกนิดหน่อย พอไข่สุกก็ยกมาตั้งให้เรากินทั้งกระทะ พร้อมขนมปังแท่งเล็กๆผ่ากลางแล้วเอากุนเชียงหมูสับหมูยอยัดเป็นไส้ ถ้าเลี่ยนก็ตบด้วยกาแฟข้นคลั่ก แค่นี้อร่อยสุดๆแล้วครับ แต่โปรดระวังระดับไขมันในเส้นเลือดไว้หน่อย กินสองกระทะรับรองพุ่งกระฉูด

          ถึงเวลาเดินทาง มุ่งหน้าไปตามถนนขอนแก่น-ชุมแพ สังเกตป้ายทางขวามือไว้ ประมาณครึ่งชั่วโมงจะเห็นป้ายบอกว่าไปดูไดโนเสาร์ โปรดเชื่อฟังเลี้ยวขวาตามป้ายนั้น ถนนสายเล็กๆพาคุณไปจนถึงอำเภอภูเวียง

          เข้ามาในอำเภอ คุณจะได้บรรยากาศโลกล้านปีเต็มเหนี่ยว มองไปทางไหนเจอแต่ไดโนเสาร์ ตัวเล็กบ้างใหญ่บ้าง โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ มีรูปปั้นไดโนเสาร์กินพืชภูเวียงขนาดเท่าตัวจริง หรือดีไม่ดีผมว่าอาจใหญ่กว่าของจริงด้วยซ้ำ ยืนตระหง่านคอยให้กำลังใจคนไข้ในโรงพยาบาล แต่ยังก่อนครับ...อย่าเพิ่งแวะ เรายังต้องไปอีกหลายกิโลเมตร

          จากอำเภอขอให้ขับรถไปตามถนน ถามทางชาวบ้านเป็นระยะ คอยสังเกตป้าย "อุทยานแห่งชาติภูเวียง" ถนนจะพาคุณแยกซ้ายขวาไปเรื่อยๆ จนผ่านหน้า "พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง"

          ถึงตรงนี้ต้องอธิบายให้เข้าใจกันว่า จุดชมไดโนเสาร์แถวภูเวียงมี 2 แห่ง จุดแรกคือพิพิธภัณฑ์ มีข้อมูลและรูปปั้นไดโนเสาร์เยอะแยะ ที่สำคัญคือไม่ต้องจ่ายตังค์ เพียงแต่ว่าคุณไม่ได้เห็นหลุมขุดของจริง

          อีกแห่งคือ "อุทยานแห่งชาติภูเวียง" ขับรถเลยจากพิพิธภัณฑ์เข้าไปแค่ 2-3 กิโลเมตร ที่นี่มีหลุมขุดฟอสซิลตั้ง 9 หลุม ปัญหาคือคุณต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ (คนละ 20 บาท รถเก๋งคันละ 30 บาท) ต้องเดินไปตามป่าระยะทางไม่ใช่น้อย ในบริเวณหลุมขุดยังไม่มีรูปปั้นไดโนเสาร์ มีแต่กระดูกต้องใช้จินตนาการเอง

          คำแนะนำของผมคือ ยังไงก็ต้องแวะพิพิธภัณฑ์ เพราะคนไทยชอบของฟรี แถมยังได้ข้อมูลเยอะแยะ สำหรับหลุมขุดในอุทยานฯ ขึ้นกับว่าคุณสนใจขนาดไหน? ถ้าไม่สนใจ ไม่มีเวลา หรือไม่มีตังค์ พลาดไปก็ยังพอรับได้ ไม่ต้องเสียใจมาก

          ที่สำคัญคือ "ห้าม" ขับรถเลยพิพิธภัณฑ์เข้าไปอุทยานฯ เพราะเมื่อคุณเห็นหลุมขุดโดยไม่รู้ข้อมูลเบื้องต้น จ้างให้ก็ดูไม่รู้เรื่อง ปะเหมาะเคราะห์ร้ายจะเหมาว่านี่เหรอไดโนเสาร์? กระดูกที่ไอ้บ๊อกบ้านชั้นแทะ ยังน่าดูกว่าตั้งเยอะ

          เพื่อการเที่ยวที่ดี ผมขอแวะพิพิธภัณฑ์ก่อนเป็นอันดับแรก อาคารสิ่งก่อสร้างของที่นี่เหมือนที่อื่นทั่วเมืองไทย ตึกใหญ่โตกว้างขวาง แต่ข้างในไม่มีอะไรมาก เพราะเอาเงินไปสร้างตึกหมดแล้ว กว่าจะของบมาตกแต่งหรือใช้ประโยชน์ห้องประชุม1 ห้องประชุม2 ห้องนิทรรศการ ฯลฯ ให้ได้ครบตามวัตถุประสงค์ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ตึกพัง

          โชคดีที่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ยังพอเหลือเงินมาสร้างบางส่วนของอาคารให้น่าชม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน บริเวณแรกอยู่ติดกับประตูทางเข้า ประมาณ 20 ก้าวจากที่จอดรถ เป็นที่ตั้งของไดโนเสาร์จำลองตัวใหญ่ เหมือนกับที่เราเคยเห็นในทีวี ปัญหาคือเมืองนอกเขาใช้โครงกระดูกของจริงมาต่อกันทีละชิ้น แต่ของเรากระดูกไม่พอ เลยใช้แท่งเหล็กต่อสิ้นเรื่องสิ้นราว

          ไดโนเสาร์เหล็กเหล่านั้น จะให้ผมบอกว่ายิ่งใหญ่มหัศจรรย์น่าตื่นเต้น ผมก็กลัวตายแล้วเป็นเปรต เอาเป็นว่าพอดูได้ดีกว่าครับ บางตัวดีหน่อยมีกระดูกสัก 4-5 ชิ้นนำไปแปะๆไว้บนโครงเหล็ก พอให้เห็นว่าของจริงก็มีนะ ไม่ใช่มีแต่เหล็ก

          แถวนี้ยังทำฟอสซิลจำลองไว้หลายจุด บางชิ้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าของจริงหรือของปลอม เพราะไม่มีป้ายบอก ข้อมูลรายละเอียดยังไม่ครบถ้วน แถมไฟยังมืดสลัว

          ปัญหาของพิพิธภัณฑ์เมืองไทยส่วนใหญ่อยู่ที่แสง ผมเคยไปมาหลายแห่งแล้ว เช่น ชุมพร พิมาย ฯลฯ ทุกแห่งมีไฟดวงเท่ายักษ์ติดอยู่เต็มหลังคา แต่ไม่ยักเปิดแฮะ ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าเปิดเฉพาะตอนมีผู้ใหญ่มาตรวจงาน หรือการเข้าชมเป็นหมู่คณะที่ติดต่อไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเปลืองค่าไฟฟ้า ผมจะจ่ายค่าไฟให้เขาก็ไม่ยอมรับ บอกว่ารับไม่ได้ ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเป็นนกฮูกกันต่อไปดีกว่า

          บริเวณที่สองน่าสนใจกว่าเยอะ เขาจำลองป่าโลกล้านปีมาไว้ในอาคาร มีทางเดินไม้ลัดเลาะไปตามจุดต่างๆ รายล้อมด้วยไดโนเสาร์ที่สำรวจพบแถวภูเวียง ตั้งแต่ตัวเล็กแค่ไก่จนถึงตัวใหญ่เท่าช้าง 3 ตัวต่อกัน บางตัวเป็นประเภทแยกเขี้ยวยิงฟันเหมือนกับหนังเรื่อง "จูราสสิคปาร์ค" เราสามารถเดินเข้าไปชมจนใกล้ชิดได้ แต่แตะต้องไม่ได้ รอบๆไดโนเสาร์ยังมีป้ายให้ข้อมูลละเอียดยิบ อย่างนี้ค่อยน่าชมหน่อย

          ด้านหน้าก่อนเข้าไปในส่วนนี้ เป็นตู้กระจกใหญ่ มีไดโนเสาร์ตัวเท่าหมานอนอยู่ 1 ตัว เจ้านี่พิเศษกว่าชาวบ้านคือสามารถกระพริบตาแถมยังกรนได้ เป็นประเภทไฮเทค คาดว่าทางพิพิธภัณฑ์เขานำมาทดลอง ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนไดโนเสาร์แถวนี้ให้ไฮเทคตามเจ้าตัวนี้ทั้งหมด

          ว้า...หน้ากระดาษหมดแล้วครับ คงต้องจบเรื่องไว้แค่นี้ก่อน สัปดาห์หน้าจะพาคุณเข้าไปชมไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ เช่น ปากนกแก้ว ตัวเท่าไก่ ฯลฯ ก่อนพาไปดูหลุมขุดกระดูกไดโนเสาร์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติในอุทยานฯภูเวียง รับรองบรรยากาศแปลกใหม่ ได้ทั้งความสนุกและความรู้ครับ

 

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

HitBox