![]() Last Update : Monday 24 September, 2001 11:35 PM |
|
บันทายสรี...อัญมณีแห่งขอม
ก่อนตายต้องไป...นครวัด
ฮันนีมูนที่เสียมราฐ
ก่อนตายต้องไป...นครวัด
บันทายสรี...อัญมณีแห่งขอม
เที่ยวเมืองนครธม
ตะวันตกดินที่พนมบาเก็ง
โบราณท่านว่าไว้ เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปรวดเร็ว หลังจากพาคุณมาฮันนีมูนที่เสียมราฐติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ใกล้ถึงเวลาสั่งลาแดนปราสาท แต่จะสั่งลาทั้งทีต้องเอาให้แจ๋ว ของดีอันดับสุดท้ายที่เราจะไปเยือนคือปราสาทที่ได้ชื่อว่าอัญมณีแห่งอาณาจักรขอม แม้จะเล็กกว่านครวัดหรือบายน เทียบกับพิมายหรือพนมรุ้งยังไม่ได้ แต่ทุกคนที่เคยไปเห็น ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า บันทายสรี...สวย
เส้นทางสู่บันทายสรีลึกลับกว่าปราสาทอื่นๆที่กระจุกรวมตัวกันในรัศมีประมาณ 15 กิโลเมตรรอบเสียมราฐ แต่บันทายสรีกลับตั้งอยู่ที่เมือง อิศวรปุระ หรือเมืองแห่งพระอิศวร (พระศิวะ) ริมแม่น้ำเสียมราฐ ห่างจากตัวเมืองไปเกือบ 30 กิโลเมตร
ระยะทางแค่นี้ถ้าเป็นเมืองไทย ผมขับรถจากบ้านแถวเอกมัยไปม.เกษตรศาสตร์ ใช้เวลาแค่ 30 นาทีในวันที่รถไม่ติด แต่การเดินทางไปบันทายสรีต้องใช้เวลาถึง 1.30 ชั่วโมงในหน้าแล้ง และ 2 ชั่วโมงในหน้าฝน บรรดารถเช่าเมืองเสียมราฐ จะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มจากวันละ 20 เหรียญ เป็นวันละ 40 เหรียญ
เหตุผลที่ต้องคิดเงินเพิ่มเพราะถนนตลอดเส้นทางอยู่ในสภาพมหาโหด ลาดยางเฉพาะช่วง 10 กิโลเมตรแรก จากนั้นเป็นทางดิน มักจะซ่อมถนนกันเสมอ แต่การซ่อมของช่างเขมรแปลกพิสดารกว่าเมืองไทย เพราะเขาจะนำหินคมๆลูกเท่าครกมาวางเรียงกันเต็มพื้น รถเราวิ่งไปกระเด้งกระดอนเสียวยางแตก ยิ่งถ้าไปหน้าฝน บางครั้งอาจเจอปลักควายกลางถนน รถไต่ลงไปที เสียงน้ำกระทบประตูดังกระซิก ชวนให้เสียวติดหล่มแล้วคู่ฮันนีมูนจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่ เข็นรถในเมืองเขมรแปลกดีออก
การผจญภัยของเรายังไม่จบง่ายๆ เพราะปลายทางที่ลานจอดรถกลับไม่มีปราสาท ดันมีแม่น้ำกั้นขวาง ปรกติแม่น้ำเสียมราฐกว้างแค่คลองแสนแสบ มีสะพานสามารถข้ามไปถึงปราสาทได้เลย แต่ช่วงฝนตกหนักน้ำเอ่อล้นท่วมตลิ่ง กินพื้นที่กว้างไม่ต่ำกว่า 200 เมตร จุดลึกที่สุดอยู่ตรงสะพานที่จมน้ำไปแล้ว ความลึกประมาณแค่คอผู้ใหญ่ รถโฟว์วีลไดรฟ์คันไหนว่าเจ๋ง เจอน้ำท่วมตรงนี้เป็นอันจอดทุกราย
เทคนิคข้ามแม่น้ำเล่นไม่ยาก ชาวบ้านแถวนั้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะเตรียมพาหนะไว้ให้เรา ตั้งแต่ซาเล้งติดถังน้ำมัน สะเทินน้ำสะเทินบกใช้ได้สารพัด บางก็เป็นแพนั่งได้สามสี่คน แต่คู่ฮันนีมูนควรเหมาเรือขุดขนาดเล็กนั่งได้สองคนพอดี จะได้จู๋จี๋ระหว่างเดินทางไปปราสาท บรรดาเรือหรือแพพวกนี้ไม่ใช้การพาย ชาวเขมรจะเข็นไป ในช่วงน้ำลึกก็จะว่ายลากเรือ เป็นบริการด้วยน้ำใจ แต่คุณต้องจ่ายตังค์ค่าข้ามเที่ยวละ 1 เหรียญต่อคน ไปกลับรวม 2 เหรียญพอดี
เมื่อเรือถึงริมฝั่งอีกด้าน เพียงแค่เดินไปตามถนน 100 เมตร ปราสาทอยู่ด้านซ้ายมือ ไม่สูงตระหง่านหลายสิบเมตรเหมือนหลายแห่งที่เราไปเยือน บันทายสรีสูงแค่ตึกสองชั้น ถือเป็นปราสาทจิ๋วที่หลายคนมักสงสัยว่าเสียเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงจากเสียมราฐมาทำไมกันเนี่ย?
ความสงสัยอาจเริ่มหมดไป ยามเมื่อคุณมายืนหน้าทางเข้าทิศตะวันออก ซุ้มประตูแห่งนั้นสร้างจากศิลาทรายสีแดง แกะสลักลวดลายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียร พระอินทร์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก ช่างชาวขอมมักนิยมสลักท่านไว้ที่ประตูทางเข้าทิศนี้
จากซุ้มประตูแรกเดินเข้าไปตามทางสายเล็กๆ บางครั้งต้องปีนป่ายขอบทางเพราะน้ำท่วมจมมิด เราผ่านอาคารด้านนอกที่บางส่วนพังทลาย แต่ยังมีของดีเหลืออีกมาก ผมอยากให้คุณจูงมือคู่ชีวิตเข้าไปดูทับหลัง 2 ชิ้น
หนึ่งคือทับหลัง นรสิงหาวตาร เป็นลายสลักแสดงเรื่องอวตารของพระนารายณ์ที่หาดูได้ยากมาก ทับหลังอีกชิ้นคือ อุมามเหศวร ลายสลักรูปพระศิวะและพระอุมาทรงโคนนทิ ลายนี้พบที่ปราสาทหลายแห่งในเมืองไทย เช่น กำแพงใหญ่ พนมรุ้ง แต่สวยสุดต้องไปดูที่ปราสาท เมืองต่ำ
เลยจากจุดนี้เป็นซุ้มประตู 3 แห่งเรียงกัน สรุปแล้วบันทายสรีมีซุ้มประตูทั้งหมด 4 แห่ง ขนาดลดหลั่นตั้งแต่ด้านนอกใหญ่สุด จนถึงด้านในซุ้มเล็กนิดเดียว จนหลายคนไม่เชื่อว่านี่คือซุ้มประตูด้วยซ้ำ
ทันทีที่ผ่านซุ้มประตูสุดท้าย ปราสาทจิ๋วปรากฏตรงหน้า ต่อให้คุณเคยไปนครวัด ไปเที่ยวบายน หรือทัวร์ปราสาทขอมแห่งอื่นมาจนครบถ้วน มายืนอยู่ตรงนี้คุณก็ยังอึ้งอยู่ดี พร้อมกับคิดว่าเวลาครึ่งวันและเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม 24 เหรียญเป็นค่ารถและค่าเรือ...ไม่แพงเลย
บันทายสรีแบ่งเป็น 2 ส่วนคือบรรณาลัยและปราสาท บรรณาลัย 2 หลังสร้างอยู่ซ้ายขวาขนาบปราสาท มีลายสลักสวยงามระดับเป่าปากเปี๊ยว จุดที่ผมอยากให้คุณจูงหวานใจไปดูให้ชัดๆคือหน้าบันทั้ง 4 ด้าน (บรรณาลัยละ 2 ด้าน) ควรมีกล้องส่องทางไกลและหนังสือคู่มือสักเล่มไว้ใช้อธิบาย การฮันนีมูนที่บันทายสรีจะสนุกยิ่งขึ้น
บรรณาลัยหลังซ้ายมือของเราสร้างอุทิศให้พระศิวะ ลายแรกที่เตะตามากคือ ทศกัณฑ์เขย่าเขาไกรลาส เป็นช่วงที่ทศกัณฑ์ไปขอพรจากพระศิวะแต่ยามไม่ยอมให้ขึ้น ทศกัณฑ์โมโหเลยยกเขาไกรลาสขึ้นมาเขย่า พระศิวะฉุนใช้นิ้วกดเขาทับทศกัณฑ์ไว้ 1,000 ปีก่อนสงสารยอมปล่อยและให้พรไปตามระเบียบ อีกด้านหนึ่งมีลายสลัก กามเทพแผลงศร ใส่พระศิวะให้หลงรักพระอุมา พระศิวะตกใจจึงเบิกเนตรที่ 3 กลางหน้าผาก ปล่อยไฟพุ่งฟิ้วมาเผาผลาญกามเทพสูญสลาย
บรรณาลัยหลังขวาสร้างอุทิศให้พระนารายณ์ มีเรื่องของพระกฤษณะสู้กับพระอินทร์ที่บันดาลให้ฝนตกมาท่วมเขาโควรรธนะ อีกด้านเป็นเรื่องพระกฤษณะฆ่าพญากงส์ โจรโฉดที่ครองแผ่นดินในสมัยนั้น ทั้งสองลายอยู่ในเรื่อง กฤษณาวตาร อันเป็น 1 ใน 10 อวตารของพระนารายณ์
อาคารตรงกลางคือปราสาทมี 3 ปรางค์ เชื่อมต่อกับมณฑปเล็กๆเหมือนปราสาทเด็กเล่น เพราะประตูทางเข้าสูงแค่ 1 เมตร ต้องมุดถึงจะเข้าไปได้ แต่พื้นที่แทบทุกตารางนิ้วถูกแกะสลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายก้านบัว ก้านต่อดอก สลับกับลายสลักทวารบาลและอัปสร
บันทายสรีไม่ได้สร้างโดยกษัตริย์ แต่สร้างโดยพราหมณ์ "ยัชญวราหะ" ในพ.ศ.1510 สมัยปลายรัชกาลพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ช่วงนี้ขอมนับถือพระศิวะตามลัทธไศวนิกาย ปราสาทองค์กลางและองค์ซ้ายมือของเรา จึงสร้างถวายแด่พระศิวะ เหลือองค์ขวามือที่สร้างอุทิศแด่พระนารายณ์ ลักษณะเช่นนี้ค่อนข้างแปลก เพราะปรกติขอมจะสร้างปราสาทอุทิศแด่พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม แต่ที่นี่ไม่ทราบว่าพระพรหมหายไปไหน?
สิ่งที่ช่วยบอกเราว่า ปราสาทสร้างให้ใคร ดูจากลายสลักทั่วปราสาท ถ้าสร้างให้เทพองค์ใดจะมีลายสลักเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ลายสลักในแต่ละทิศยังเกี่ยวข้องกับเทพประจำทิศ เช่น พระอินทร์ครองทิศตะวันออก พระวรุณครองทิศตะวันตก พระยมครองทิศใต้ พระกุเวรครองทิศเหนือ
จุดเด่นอีกประการที่น่าสังเกตคือทวารบาลและนางอัปสร ทวารบาลจะมีเฉพาะปราสาทประธานองค์กลาง นางอัปสรถูกสลักไว้ที่ปราสาทองค์ซ้ายและองค์ขวา ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่านางอัปสรที่นี่ไม่เหมือนนครวัดหรือปราสาทอื่นๆของขอม ลายลสักนางอัปสรแม้จะสวยแค่ไหนแต่แกะลึกเข้าไปในหินไม่มากนัก เท้าของนางจึงต้องเอียงซ้ายหรือเอียงขวาผิดธรรมชาติที่ยื่นออกมาตรงๆ แต่ลายสลักบันทายสรีแกะลึกมาก นางอัปสรจึงมีเท้าเหมือนมนุษย์อย่างเราท่านทั่วไป อ้อ...นางอัปสรที่นี่ยังอวบกว่าที่อื่น ทรวดทรงค่อนข้างท้วมเห็นได้ชัด
ลายสลักของบันทายสรีถือเป็นศิลปะเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญจัดอยู่ในช่วงศิลปะ บันทายสรี (พ.ศ.1510-1545) เป็นศิลปะก่อนยุคนครวัด (พ.ศ.1650-1724) ในเมืองไทยมีลายสลักยุคนี้น้อยมาก ถ้าอยากเห็นจริงๆต้องชวนคู่รักไปปีนเขาพระวิหาร ลองดูตามซุ้มประตูที่มีเชิงชายโค้งออกมางามงด แต่ถ้าเทียบกับบันทายสรีของจริง ยังห่างไกลครับ ลายสลักทับหลังและหน้าบันไม่ว่าที่ไหนในอาณาจักรขอม ฝีมือเทียบชั้นกับบันทายสรีไม่ได้
ที่น่าแปลกอีกอย่างคือบันทายสรีสร้างมาตั้งนานแล้ว แต่ลวดลายต่างๆคงความสมบูรณ์ ถ้ามาเทียบกับพิมายหรือพนมรุ้งของไทย ลายสลักโดนโจรโฉดแงะไปขายหมด ยิ่งปราสาทตาเมือนธม อยู่ในเขตเมืองไทยแท้ๆ ยังโดนเขมรแดงถล่มลายสลักเหี้ยนเต้ ทั้งที่เป็นปราสาทขนาดใหญ่ เป็นสมบัติของชาติกลับดูแลรักษาไม่ได้...ฮึ่ม
การมาบันทายสรีส่วนใหญ่เราจะมากันตอนเช้า เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ถ้าคุณออกเช้าหน่อยสัก 7 โมง อาจมีลุ้นได้เห็นปราสาทยาม 9 โมงเช้า แสงอาทิตย์ยังเป็นใจส่องมาแล้วปราสาทเห็นเป็นสีแสด ที่สำคัญคือศิลาทรายพวกนี้จะสวยมากในหน้าฝน ยิ่งถ้าฝนตกไปหมาดๆ หินชุ่มน้ำ มีตะไคร่และไลเคนอีกนิดชวนให้ลึกลับ บันทายสรีเป็นปราสาทที่เหมาะกับการไปเยือนในหน้าฝนจริงๆ โดยมีข้อแม้ว่าคุณสามารถลุยไปได้จนถึงปราสาท
ทีแรกผมกะว่าจะจบฮันนีมูนเมืองเสียมราฐไว้แต่เพียงแค่นี้ แต่มีคุณผู้อ่านส่งเมลมาบอกว่าอยากให้เล่าถึงปราสาทอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะเขา พนมบาเก็ง จุดชมวิวอาทิตย์ตกดินสวยสุดในดินแดนเขมร เพราะไปแล้วไม่มีโอกาสขึ้นเนื่องจากคนในคณะที่เป็นผู้ใหญ่ไม่กล้าขึ้น ผมเลยกั๊กเรื่องไว้หนึ่งตอน สัปดาห์หน้าเราอำลาเมืองเขมรกันด้วยการไปชมตะวันลับฟ้าที่พนมบาเก็ง แสงสีทองส่องอาบนครวัดสวยสุดๆ พร้อมกับปราสาทอีกบางแห่งที่อาจไม่สวยไม่ใหญ่เท่าที่กล่าวไปแล้ว แต่ทุกแห่งล้วนมีบรรยากาศที่แตกต่างครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.