www.talaythai.com
Last Update : Monday 24 September, 2001 11:35 PM

ก่อนตายต้องไป...นครวัด

ก่อนตายต้องไป...นครวัด
 
ฮันนีมูนที่เสียมราฐ
ก่อนตายต้องไป...นครวัด
บันทายสรี...อัญมณีแห่งขอม
เที่ยวเมืองนครธม
ตะวันตกดินที่พนมบาเก็ง

          สัปดาห์ที่แล้ว ผมชวนคุณพาคู่ฮันนีมูนไปดื่มน้ำผึ้งในรูปแบบแปลกใหม่ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศเขมร เพื่อหาประสบการณ์ที่รับรองว่าจะอยู่ในความทรงจำชั่วชีวิต

          จากเมืองเสียมราฐ รถเช่าพาเรามุ่งหน้าตรงไปตามถนนลาดยางสายเล็กๆ รอบด้านคือต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน เหมือนเราเข้าไปเที่ยวป่าเลยครับ แต่ป่าแห่งนี้มีข้อแม้นิดหนึ่ง เพราะก่อนที่คุณจะถึงมหาวิหาร มีด่านเล็กๆอยู่ข้างทาง รถนักท่องเที่ยวทุกคันต้องวิ่งออกตามทางเบี่ยง เพื่อผ่านด่านแห่งนี้

          เขมรเพิ่งสร้างด่านเก็บเงินแห่งใหม่ เสร็จสมบูรณ์เมื่อปีที่แล้ว เป้าหมายหลักคือเพื่อเก็บตังค์ค่าเข้าจากพวกเราชาวนักท่องเที่ยว ในอัตราค่าบริการ หนึ่งวันเสียเงิน 20 เหรียญต่อคน ถ้าเป็นบัตร 3 วัน เสียค่าชม 40 เหรียญ บัตรหนึ่งอาทิตย์เสียค่าชม 60 เหรียญ เมื่อลองเอาตัวเลข 45 คูณแล้ว เงินที่เสียไปอาจทำให้ช้อคน้อยๆ ยิ่งถ้าเทียบกับค่าชมโบราณสถานเมืองไทย เช่น พิมาย คุณเสียเงินแค่คนละ 10 บาท

          แต่บัตรของเขมรเท่กว่าบัตรเมืองไทยเยอะ เพราะจะมีภาพหน้าคุณอยู่ในบัตรให้เสร็จสรรพ ใครไม่ได้เตรียมรูปไป มีบริการถ่ายภาพด่วนแต่เสียเงินเพิ่ม กฎของการเที่ยวนครวัดที่ดี อย่าลืมเอาภาพถ่ายไปเยอะๆนะครับ

          บัตรนี้สามารถใช้ได้ทุกหนแห่ง ทุกโบราณสถาน แต่คุณต้องมีติดตัวไว้ ไม่งั้นเวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจ ไม่มีบัตรต้องเสียเงินค่าปรับ 100 เหรียญ แถมยังต้องเสียค่าทำบัตรใหม่ คิดยังไงก็ไม่คุ้ม

          จากด่านเก็บเงิน รถเช่าพาเราตรงต่อมาจนถึงคูน้ำรอบกำแพง สาวหรือคุณอาจเคยเห็นคูเมืองมามากหลาย ที่เชียงใหม่ก็มี ที่โคราชก็มี แต่มาเจอคูของนครวัดอาจถึงขั้นอึ้ง คูน้ำดังกล่าวกว้างกว่าคลองแสนแสบหลายเท่า ขนาดเกือบเท่าแม่น้ำสายย่อมๆ ผมค้นข้อมูลได้ความว่า คูน้ำแห่งนี้กว้าง 190 เมตร

          เราเข้ามาทางด้านใต้ รถจะพาเลียบคูน้ำไปจนถึงด้านตะวันตก นครวัดผิดกับปราสาทขอมส่วนใหญ่ เพราะสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ไม่ใช่ทิศตะวันออก อาจเป็นเพราะความเชื่อบางประการ ที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เช่น เชื่อว่าที่นี่เป็นสุสาน หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะเป็นทิศแห่งความตาย

          รถของเราจอดที่ลานใหญ่ริมคูน้ำ ผมแนะนำให้คุณหยุดดูภาพเบื้องหน้าสักอึดใจ ลองคิดถึงแผนผังคร่าวๆ ก่อนบอกสาวน้อยว่า ที่รัก...เธอรู้ไหม? นครวัดมีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร ถือเป็นศาสนสถานที่สร้างด้วยหินใหญ่ที่สุดในโลก

          ถึงเวลาออกเดินไปตามสะพานหินขนาดยักษ์ พาคุณข้ามคูเมืองไปสู่กำแพงชั้นนอก สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 802 เมตร ยาว 1025 เมตร แค่คิดถึงจำนวนหินที่นำมาสร้างกำแพงนี้ก็หนาวแล้วครับ

          ใหญ่อย่างเดียวคงไม่เท่าไหร่ แต่คุณมีสิทธิทึ่งได้ตั้งแต่กำแพงชั้นนอก ลองเดินดูตามผนังกำแพงสิครับ ช่างขอมแกะสลักนางอัปสรเล็กๆไว้เพียบ ฝีมือสลักละเอียดจนงงว่าสลักได้ไงเนี่ย? บนหินนี่นะ

          ถ้าสาวน้อยยังไม่ทึ่งพอ ผมแนะนำให้เดินทะลุประตูเข้าไปด้านใน เสร็จแล้วหันหลัง รับรองคุณเธอร้องว้าย เพราะด้านในของกำแพงรอบนครวัด มีลายสลักนางอัปสรขนาดใหญ่ สูงประมาณ 1 เมตรมีเศษนิดหน่อย ยืนเรียงกันรอบกำแพง นางอัปสรเหล่านี้แหละครับ...ความมหัศจรรย์แห่งนครวัด

          ช่างขอมสลักนางอัปสรขนาดใหญ่ไว้ประมาณ 1,600 นาง ที่สำคัญคือไม่มีนางไหนเหมือนกันเลย นับตั้งแต่ท่าทาง รูปร่าง ลีลา เครื่องประดับ ฯลฯ ทุกนางล้วนแตกต่าง แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่ยากบรรยายออกมาเป็นคำพูด

          ในจำนวน 1,600 นาง มีอยู่เพียง 2 นางที่ยิ้มเห็นฟัน หนึ่งในสองอยู่ข้างกำแพงประตูทิศตะวันตก หรือทิศที่คุณกำลังเดินเข้ามา ลองสังเกตว่าไกด์พานักท่องเที่ยวไปถ่ายภาพคู่กับนางอัปสรที่ไหน? นั่นแหละครับใช่เลย ถือเป็นจุดถ่ายภาพคู่มีชื่อเสียงสุดแห่งหนึ่งในอาณาจักรขอม แขกไปใครมาก็ต้องยืนถ่ายภาพกับนางอัปสรยิ้ม อย่าลืมชวนสาวน้อยข้างกายไปประชันโฉมกับนางอัปสรนะครับ จะได้รู้ว่าใครสวยจริง? (ข้อแม้ - นางอัปสรอาจสวยกว่า แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นหิน)

          ถึงเวลาเดินตากแดดหัวแดง ถ้าคุณมีหมวกควรรีบนำมาให้หวานใจ เพราะทางเดินช่วงนี้ยาวหลายร้อยเมตร จากกำแพงชั้นนอกมุ่งหน้าสู่ตัวอาคาร มีสะพานนาคกั้นขวางเป็นช่วงๆ ด้านซ้ายขวาข้างทางเดิน มีอาคารหินเล็กๆเรียกว่า "บรรณาลัย" พบได้ทั่วไปตามปราสาทขอม แต่ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เราเดินเลยไปดีกว่า

          ผมขอให้คุณสังเกตซ้ายขวา ก่อนถึงอาคารชั้นในจะมีบึงอยู่ด้านหน้า บึงด้านขวาไม่เท่าไหร่ ต้องบึงด้านซ้ายถึงเจ๋ง แนะนำให้ลงจากทางเดินชั่วคราว แวะเข้าไปที่บึงด้านซ้าย (ของเรา) มองลงไปในบึง แล้วคุณจะได้เห็นภาพสะท้อนสุดสวย

          เราถ่ายภาพกับนางอัปสรไปแล้ว มาถึงบึงนี้ก็ห้ามพลาด มีช่างเขมรรับบริการถ่ายภาพอยู่หลายคน บางคนจูงม้าแกลบใส่เครื่องประดับเต็มตัว เอาไว้ให้เราขึ้นไปขี่โชว์หุ่น แต่ม้ากับนครวัดไม่ได้เกี่ยวกัน พอดีช่างหาพาหนะอื่นไม่ได้ จะเอาควายมาให้ขี่ก็มีหวังนักท่องเที่ยวไม่ยอมใช้บริการ เลยใช้ม้านี่แหละ...ปลอดภัยดี

          การถ่ายภาพมุมนี้ให้สวยต้องไปตอนบ่าย สักบ่ายสี่โมงกำลังเหมาะ แสงอาทิตย์จะส่องมาเห็นนครวัดเป็นสีทอง มีคุณโอบสาวน้อยยืนยิ้มอยู่ด้านหน้า ภาพนี้ต้องขยายเก็บไว้ดู เผื่อในอนาคตคิดจะหย่า จะได้มีเครื่องเตือนใจว่าสองเราเคยมีสุขร่วมกัน

          ถึงเวลาเดินต่อ มุ่งหน้าเข้าไปที่ปราสาท พอเราขึ้นบันไดเข้าสู่กำแพงชั้นใน คราวนี้แหละครับเรื่องใหญ่ สาวน้อยอาจจะพยายามจูงคุณมุ่งหน้าเข้าใจกลางปราสาท ขอให้ฉุดมือเธอไว้ เพราะบนปราสาทไม่มีอะไรมาก ของจริงอยู่ตามกำแพงรอบปราสาทต่างหาก

          ผมขอให้คุณเลี้ยวขวา เดินเลียบตามกำแพง แล้วมองดูให้ชัดว่าอะไรเอ่ยอยู่บนกำแพง? นี่แหละครับลายสลักหินยาวที่สุดในโลก ความยาวโดยรวมประมาณ 600 เมตร ความสูง 2 เมตร ต่อเนื่องกันไปรอบปราสาท

          ถ้าลวดลายสลักเหล่านี้กิ๊กก๊อก ต่อให้ยาวใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจ แต่ลายสลักที่นครวัดได้ชื่อว่าเป็นสุดยอด ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าลายพวกนี้สวยเหมือนเทวดามาสลัก แนะนำให้จับมือหวานใจของคุณไว้ แล้วหยิกเธอเบาๆเพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ฝันไปนะจ๊ะ

          ถึงเวลาเดินชมลายสลัก แบ่งออกเป็นเรื่องต่างๆตามผนังแต่ละช่วง ที่สวยสุดต้องเป็นลาย "กวนเกษียณสมุทร" อย่าถามผมนะครับว่าสวยยังไง? ลองไปยืนดูเองแล้วคุณสามารถให้คำจำกัดความของคำว่า "สวย" ได้แน่นอน

          การชมลายสลักนครวัดใช้เวลาต่างกัน บางคนเดินผ่านๆประมาณครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย แต่บางคนมาดูสามวันยังไม่จบเลย ผมเคยลองถ่ายภาพและตามดูเรื่องต่างๆ ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม กว่าจะเก็บเรื่องได้ครบ สำหรับพวกเราคนไทย อย่าลืมไปดูลายสลัก "เสียมกุก" หรือลายสลักที่เชื่อว่าเป็นทหารไทยในกองทัพขอมสมัยนั้น

          เมื่อคุณพาสาวเดินวนดูลายสลักจนครบทุกด้าน ถึงเวลาเดินเข้าไปในองค์ปราสาท ทางขึ้นแบ่งเป็น 2 ชั้น ช่วงแรกเป็นบันไดหินสูงประมาณ 10 เมตร ความชันจัดว่าใช้ได้ เพราะขั้นบันไดแคบมาก ถ้าไม่อยากให้สาวตกกลิ้งลงมาเลิกฮันนีมูนแต่ไปโรงพยาบาลแทน แนะนำให้พาคุณเธอไปขึ้นทางทิศตะวันตกหรือทางเข้าหลัก บริเวณนี้จะมีบันไดขนาดใหญ่ทำไว้ให้ขึ้นปราสาทได้ง่าย

          เราเข้ามาถึงลานปราสาทชั้นบน มีลายสลักนางอัปสรรอบกำแพงไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยนาง ที่เห็นตระหง่านอยู่ข้างหน้าคือองค์ปราสาทใหญ่ตรงกลาง นครวัดถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เลียนแบบเขาพระสุเมรุ ที่อยู่ของเทพเจ้าตามศาสนาฮินดู เขาทั้งหมดมี 5 ยอด สี่ยอดตั้งอยู่ที่มุมต่างๆ ส่วนยอดที่ห้าสูงที่สุดอยู่ตรงกลาง นั่นคือปราสาทที่คุณเห็นอยู่เบื้องหน้า

          ถึงเวลาเสี่ยงตายขึ้นปราสาท เนื่องจากที่นี่ถูกสมมุติให้เป็นเขาพระสุเมรุ ปราสาทเลยชันมาก ยอดสูงประมาณ 42 เมตร แต่ทางขึ้นสูงประมาณ 15 เมตร ระดับความชันใกล้เคียง 80 องศา แถมบันไดยังขั้นแคบๆนิดเดียว บางขั้นก็กร่อนหักไป ขาขึ้นนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นขาลง...ฮึ่ม!!?

          อย่าเพิ่งรีบใจร้อนพาแฟนตกปราสาท ลองเดินให้รอบคุณจะเห็นบันไดและราวเหล็กที่สร้างต่อเติมเพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่อย่าหวังว่าขึ้นง่ายเหมือนบันไดเลื่อนในห้างฯเมืองไทย เพราะชันและสร้างความหวาดเสียวระดับเป่าปากเปี๊ยวได้แน่

          บนยอดปราสาท มองลงมาเห็นวิวโดยรอบ บอกกันตามตรงว่าถ้าคุณขึ้นได้โดยไม่กลัวความสูง น่าจะขึ้นไปชมวิว แต่ถ้ากลัวความสูงหรือกลัวพลาดพลั้งตกลงมาแข้งขาหัก (คิดว่าคงไม่หักเพียงอย่างเดียว อาจถึงขั้นคอย่น) ไม่ต้องขึ้นไปก็ได้ครับ ข้างบนไม่ได้เป็นสุดยอดของนครวัด ลายสลักและนางอัปสรต่างหากที่ทุกคนต้องมาชม

          การเที่ยวนครวัดใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง ทัวร์ปรกติจะเข้ากันตอนบ่าย เพราะแสงอาทิตย์เป็นใจ แต่ถ้าเราไปตอนนั้นผู้คนอาจเยอะมาก บางครั้งเยอะจนทำให้เสียบรรยากาศ เทคนิคฮันนีมูนให้แจ๋ว ได้บรรยากาศเป็นของตัวเอง ควรมานครวัด 2 ครั้ง หนแรกมาตอนบ่าย รีบๆถ่ายภาพคู่กับเดินไปให้ถึงยอด พอวันรุ่งขึ้นลองมาตอนเช้า ประมาณ 9 โมงกำลังสวย จากนั้นค่อยๆใช้เวลาเดินชมลายแกะสลักรอบปราสาท ช่วงนี้คนจะน้อยมาก บางครั้งอาจมีเพียงคุณกับหวานใจ เดินช้าๆไปตามระเบียงยาวใหญ่ รอบตัวคือสุดยอดลายสลัก

          ความเงียบคือประตูสู่จินตนาการ หูคุณอาจได้ยินเสียงแว่วของมนต์เพลงเมื่อเกือบหนึ่งพันปีก่อน นางอัปสรอาจออกจากกำแพงหินมาร่ายรำ

          แล้วคุณจะเชื่อ เหมือนที่คุณชายคึกฤทธิ์เชื่อ ผมเชื่อ และคนอีกนับล้านๆที่เคยเห็นนครวัดเชื่อ

          พระอินทร์เป็นผู้สร้างนครวัด

 

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

HitBox