www.talaythai.com
Last Update : Friday 11 May, 2001 1:06 AM

มือใหม่หัดดำ

          “ยูรู้มั้ย?

          ดูนกในป่ากับดำน้ำในแนวปะการัง ต่างกันยังไง?”

          โปรเฟสเซอร์ตั้งคำถามกับผม

          “โอ้...ซอรี่ ไอด๊อนท์โนว์”

          ผมตอบไปอย่างนั้น แต่ในใจคิดว่าจะถามทำไมวุ้ย? ไอเข้ามาปรึกษายูเรื่องทีซิส ดันมาถามอะไรก็ไม่รู้ เด็กป.1ก็ตอบได้ ดำน้ำตัวเปียก ดูนกตัวไม่เปียก แค่นี้เองนายจ๋า

          “จริงๆแล้ว สองอย่างนั้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเหมือนกัน” คุณโปรเฟสเซอร์เริ่มทำท่าทางภูมิฐานเหมือนนักวิชาการที่ดีทั้งหลาย ก่อนเอ่ยเอื้อนออกมา

          “เวลายูเข้าป่าเที่ยวหานกหรือสรรพสัตว์ ยูต้องมีผู้เชี่ยวชาญนำทาง คอยชี้ให้ยูมองขนนกตัวโน้นอึกวางตัวนี้ โอกาสที่ยูจะได้เห็นนกหรือเห็นสัตว์นั้นน้อยนัก

          แต่ถ้ายูดำน้ำ ยูไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญอะไรมาคอยชี้สัตว์ให้ดู ไม่ต้องคอยเดินตามไปหาร่องรอยหรือตัวสัตว์ด้วยซ้ำ เพราะบรรดาปลาต่างๆจะว่ายเข้ามาหายูเอง อย่างใน Great Barrier Reef ของเรานี้ หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ยูจะเห็นปลาได้ไม่ต่ำกว่าร้อยชนิด โฮ่ๆๆ ถ้ายูรู้ว่าชนิดไหนเป็นชนิดไหนนะ?”

          ผมพยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มแหยๆ ตามประสาลูกศิษย์ที่ดีเข้าไปหาอาจารย์ พลางสงสัยว่ายูจะบอกไอทำไมหนอ? แล้วเรื่องทีซิสไอล่ะ เป็นไงบ้าง? ส่งมาตั้งสามอาทิตย์แล้ว ยูตรวจไปได้กี่หน้า?

          ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในแนวปะการัง โบกมือให้ผมออกไปจากห้องเขาได้ โดยไม่ยอมตอบคำถามว่า ตกลงผมจะกลับเมืองไทยได้ตามกำหนดหรือไม่? สร้างความหวั่นใจเป็นอันมาก เพราะผมรู้ดีว่าสาวน้อยที่รออยู่กรุงเทพฯ กำลังทำตัวหวังชิ่ง หลงไปกับคำป้อโลมของเหล่าจิ้งจอกกรุง ถ้าขืนข้าพเจ้าไม่รีบกลับไปในเร็ววัน มีหวังโดนทิ้งแน่นอน

          เวลาผ่านไปหลายปี ผมหวนระลึกถึงคำของโปรเฟสเซอร์ ยามที่โดนสาวทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว และยามที่กำลังจะเริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับการหัดดำน้ำให้ “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” สักหนึ่งตอน

          ดำน้ำ...คล้ายๆกับการเล่นน้ำ เพราะตัวเปียกเหมือนกัน ผิดกันตรงที่คุณมีโอกาสเห็นโลกใหม่ โลกที่แท้จริงของดาวเคราะห์ดวงนี้ ที่ประกอบด้วยทะเลร้อยละ 70.8

          ในน้ำมีสรรพสัตว์ ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่ามากมายขนาดไหน? เฉพาะปลาที่พบอยู่ในทะเลไทย มีจำนวนชนิดมากกว่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของบ้านเรารวมกัน ยังไม่กล่าวถึงกุ้งปูและหอย ตลอดจนสัตว์ยึกยืออีกนับแสนชนิด ที่อาศัยโลกสีครามเป็นเช่นบ้าน

          การที่เราจะลงไปเห็นชีวิตเหล่านั้น มีอยู่ทางเดียว คือสลัดชุดสายเดี่ยว เปลี่ยนเป็นชุดมนุษย์กบ แล้วพาตัวเองลงไปในโลกที่พวกเขาอยู่

          การดำน้ำแบ่งเป็น 2 รูปแบบ หนึ่งคือ Snorkelling หรือ Skindiving ในภาษาไทยบางครั้งเราใช้ทับศัพท์ เรียกแบบกระแดะนิดๆว่า “สนอก-เกิล-ลิ่ง”

          เทคนิคการดำน้ำแบบนี้ ใครก็ทำได้ตั้งแต่เด็กอายุสี่ห้าขวบจนถึงคุณยายวัยเฉียดร้อย เพราะเราต้องการอุปกรณ์เพียง 3 อย่าง หน้ากากมีไว้ให้มองเห็นในน้ำได้ ท่อหายใจมีไว้คาบดูดอากาศ ชูชีพใส่ไว้เพื่อกันตัวเองจมน้ำตายกลายเป็นผีพรายทะเล จากนั้นถึงเวลาล่องลอยไปตามผิวน้ำ ปล่อยตัวตุ๊บป่องคล้ายแมงกะพรุน มองดูโลกใต้ทะเลไปเรื่อย...สุขใจๆ

          การดำน้ำอีกแบบเราเรียกว่า SCUBA สังเกตนิดหนึ่งว่าผมใช้ตัวอักษรใหญ่ทั้งหมด เพราะเป็นชื่อย่อมาจากคำว่า Self Contained Underwater Breathing Apparatus หรือการดำน้ำโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ

          เครื่องดังกล่าวประกอบด้วยถังอัดอากาศไว้เต็ม มีท่อต่อออกมาให้เราคาบดูดอากาศเอาไปใช้ ใส่ตีนกบอีกหน่อยจะได้ว่ายน้ำคล่อง อุปกรณ์ที่เหลืออยู่มีไว้แต่งเสริมเติมความสวยและความปลอดภัย เช่น ที่วัดอากาศ เข็มทิศ ชุดเว็ทสูท ฯลฯ

          เนื่องจากการดำน้ำแบบ SCUBA เป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องร่ำเรียนกันในคอร์สพิเศษ มีครูสอนดำน้ำหรือ Diving Instructor คอยควบคุมโดยเฉพาะ ผมเลยขออนุญาตไม่กล่าวถึง มาว่ากันถึงเรื่องง่ายๆแบบการดำน้ำ Snorkelling อย่างเดียวก่อน

          เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ผมเริ่มหัดดำน้ำ Snorkelling ตอนนั้นกิจกรรมนี้ยังไม่แพร่หลาย อุปกรณ์ก็ไม่มีให้เช่า ต้องไปหาซื้อเอง แถมยังหาซื้อยากอีกแน่ะ แต่สิ่งที่ทดแทนคือโลกใต้ทะเลสวยๆ ชนิดนี้ปัจจุบันนี้หาให้ตายก็ไม่มีวันเจอ

          มาถึงปัจจุบัน เราเช่ายืมอุปกรณ์ได้ในเกือบทุกแหล่งท่องเที่ยวที่มีแนวปะการัง เกาะช้าง เกาะเต่า เกาะสุรินทร์ ตะรุเตา ชุมพร และอีกนับร้อยเกาะ ไม่ต้องห่วงว่าคุณจะหาอุปกรณ์ไม่ได้ เพียงมีเงิน 150-200 บาท คุณก็เช่าอุปกรณ์ไปท่องทะเลได้หนึ่งวันเต็ม

          ปัญหาของอุปกรณ์เช่ามีหลายประการ บางชิ้นอาจไม่สมบูรณ์ หน้ากากรั่วน้ำเข้าสร้างความสับสนให้ชีวิต บางทีอาจมีของแถม เช่น แมลงสาบในท่อหายใจ ดูดฟุบเข้าไปถึงลิ้นไก่เลย

          อีกปัญหาหนึ่งเกิดกับคนสายตาสั้น ใส่แว่นตาในหน้ากากไม่ได้ พอถอดแว่นก็มองอะไรพร่ามัว เผลอๆคว้าผิดคว้าถูก กะจะได้ข้อมือแฟนกลับได้ข้อเท้าขาวๆของสาวรายอื่นมาแทน นักดำน้ำสายตาสั้นเหล่านี้ รวมถึงผู้ที่อยากมีอุปกรณ์เป็นของส่วนตัว เลยต้องลงทุนหน่อย

          หน้ากากดำน้ำหลายรุ่น ออกแบบให้สามารถเปลี่ยนเลนส์สายตาได้ มีให้เลือกตั้งแต่ +0.5 ไปถึง +6.5 สองข้างไม่เท่ากันก็ได้ แต่ต้องเสียค่าเลนส์แพงหน่อย หน้ากากแบบธรรมดาราคา 800-1,000 บาท เจอค่าเลนส์ไปอีกข้างละ 600-1,200 บาท บางคนใช้เทคนิคนำเลนส์แว่นตามาติดกับหน้ากากไว้ โดยใช้ซิลิโคนเป็นตัวเชื่อม อย่างนั้นก็ใช้ได้แม้ไม่สะดวกแต่ประหยัดกว่า

          การเลือกหน้ากากให้เหมาะมีหลายเทคนิค อย่างแรกคือรูปแบบของหน้ากาก มีทั้งแบบ “สองตา” และแบบ “เต็มหน้า” อย่างแรกจะเป็นที่นิยมมากกว่า โดยเฉพาะชาวสายตาสั้นทั้งหลาย สามารถเลือกเปลี่ยนเลนส์ได้ตามความเหมาะสม

          แบบเต็มหน้ามีข้อดีที่ให้มุมมองกว้างไกล อีกทั้งยังมองเห็นหน้าเราชัดเจน เหมาะสำหรับนางแบบของช่างภาพใต้น้ำ หรือคุณๆที่ต้องการอวดโฉมให้ปลาปิ๊ง แต่ใครใส่แว่นใช้หน้ากากแบบนี้ไม่ได้ครับ

          เมื่อเลือกหน้ากากได้เหมาะกับเงินที่มีในกระเป๋า ลองนำมาสวมดูโดยไม่ต้องรัดสาย หายใจเข้าเบาๆแล้วกลั้นไว้ ถ้าหน้ากากฟิตกับหน้าเรา จะติดแน่นปึ๋งไม่หลุด แต่ถ้าไม่ฟิตมีรูรั่ว หน้ากากจะตกตุ้บ เพราะฉะนั้น ควรเอามือลองไว้ด้วย เดี๋ยวหน้ากากเค้าเจ๊งขณะลอง เราจะต้องเสียเงินเปล่าๆ

          มาถึงท่อหายใจ ราคา 300-500 บาท อาจมีพวกรุ่นพิสดารกันน้ำเข้าได้ ราคาขึ้นไปเป็นพัน จริงๆแล้วไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร เลือกแบบธรรมดาก็ได้ครับ

          สำหรับเสื้อชูชีพ เราไม่ต้องซื้อ เพราะเสียเงินโดยใช่เหตุ แถมยังต้องคอยดูแลรักษาลำบากเปล่าๆ ตามทะเลมีให้เช่าเยอะแยะไป อย่างไหนก็ใช้ได้ถ้าคุณจะใส่ติดตัวไว้ ไม่ใช่เอามากอดลอยคอดูสิชั้นเก่งมั้ย? พอลื่นหลุดมือก็จมน้ำบุ๋งๆ

          เทคนิคเลือกซื้ออุปกรณ์ของผมง่ายนิดเดียว อย่าซื้ออุปกรณ์ที่เหมือนคนอื่น ประเภทโหลๆเราไม่ชอบ เพราะหนึ่ง...ไม่เท่ สอง...เวลาขึ้นเรือไปเที่ยวรวมกัน หาหน้ากากไม่เจอ เนื่องจากเหมือนกันไปหมด ควรเลือกแบบที่โดดเด่น จะจำได้ว่าอันไหนเป็นของเรา

          มาถึงการเที่ยวทะเลไปดำน้ำบ้าง ช่วงนี้พายุเริ่มเข้าฝั่งอันดามัน แต่ยังพอไปได้หากคุณรีบๆหน่อย อย่าให้เลยไปถึงปลายเดือนพฤษภาคม

          ทะเลฝั่งอันดามันหลากหลายกว่าทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยปรกติน้ำก็ใสกว่า กุ้งหอยปูปลามีเยอะ ปัญหาคือต้องใช้เงินและใช้เวลามาก ถ้าคุณมีงบแค่ 1,500-2,000 บาท มีเวลาเที่ยวแค่ 3-4 วัน ผมแนะนำให้ไปเกาะแถวกระบี่และตรัง เช่น เกาะกระดาน เกาะไหง เกาะเชือก เกาะปอดะ ฯลฯ หรือจะข้ามไปดำน้ำแถวเกาะลันตา

          แต่ถ้าคุณมีเงินในระดับ 3,000++ มีเวลาเกิน 4 วัน อยากเห็นแนวปะการังสุดยอดของประเทศ คงต้องไปเกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะอาดัง-ราวี (ตะรุเตา) ต้องรีบไปหน่อยนะครับ ประมาณวันที่ 15 พฤษภาคม อุทยานฯเหล่านั้นจะปิดให้บริการแล้ว

          หลายคนเตรียมตัวไม่ทัน ทะเลอันดามันมีมรสุม คุณยังมีทางเลือก เพราะตั้งแต่ปลายพฤษภาคมเรื่อยไปจนถึงสิงหาคม อ่าวไทยรอคุณอยู่ เราไปได้ 2 ทาง ใครชอบผลไม้อยากพูดฮิ ให้ไปภาคตะวันออก แม้แนวปะการังจะสวยสู้ภาคใต้ไม่ได้ แต่ข้อดีคือระยะทางใกล้กว่า

          บางคนมีงบมีเวลามากกว่านั้น ลองไปภาคใต้ แนวปะการังที่ดีมี 3 จุด คือ ชุมพร เกาะพะงัน และเกาะเต่า ชุมพรราคาถูกกว่าทั้งสองแห่งที่เหลือ แต่น้ำอาจใสน้อยกว่า สำหรับกุ้งหอยปูปลา มีพอๆกันครับ

          ก่อนจะจากกันในสัปดาห์นี้ ใครก็ตามที่ลงไปเปิดโลกใหม่ใต้น้ำ โปรดลงไปอย่างคนน่ารัก เข้าใจเสมอว่ากุ้งหอยปูปลาคือเจ้าของบ้าน เราเป็นแขกผู้มาเยือน ไม่มีแขกคนไหนเข้าไปในบ้านคนอื่น ยืนเหยียบหัวเจ้าของบ้าน (ยืนเหยียบปะการัง) จับเด็กน้อยมาปาเล่น (ปาปลิง) หยิกหรือทึ้งแก้มแฟนเจ้าของบ้าน (จับและแตะสรรพสัตว์ใต้ทะเล) ตลอดจนทำหน้าหื่นกระหายวิ่งไล่ฟัดลูกสาวคนโต (ว่ายไล่ปลาหรือสัตว์ทะเล)

          การดำน้ำคือการเปิดโลกใหม่ โลกที่เราไม่รู้จัก การทำตัวน่ารัก เข้าใจเสมอว่าเราไม่ได้ลงทะเลเพียงเพื่อความสะใจของเรา แต่เราอยากลงไปเพื่อรู้จักกับพวกเขา ก่อนจะจากมาด้วยรอยยิ้มและความสุขทั้งสองฝ่าย

          ไม่ว่ายไล่แต่ลองยิ้มให้ปลา บางครั้งมัจฉาอาจมองหน้า

          แล้วยิ้มให้คุณ...

 

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

HitBox