![]() Last Update : Friday 4 May, 2001 0:50 AM |
|
ดูนกหน้าร้อน...แก่งกระจาน
ตีห้า...วันเสาร์
ไก่ยังไม่ขัน กางเขนข้างบ้านยังไม่ผิวปาก แต่ผมกำลังขนสัมภาระขึ้นรถโฟร์วีลคันโปรด กล้องส่องทางไกล...พร้อม เต๊นท์นอน...เรียบร้อย หนังสือคู่มือดูนก...อยู่ในกระเป๋า เอ้า...ลุยโลด
บรรดาเพื่อนร่วมทางต่างไม่ยอมโลดไปกับผม แต่ละคนใช้ชีวิตวัยรุ่นคืนวันศุกร์หนักไปหน่อย ถึงตอนนี้พยายามยักแย่ยักยันขึ้นรถ พอหาที่ซุกตัวได้ รีบหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ผมนั่งหัวโด่ขับรถคนเดียว นับเป็นทัวร์ที่ประสบความสำเร็จดีมาก
เพื่อความสะใจผมเปิดเพลงตุ้งแช่กวนผู้คนเล่น ขณะขับรถไปตามถนนธนบุรี-ปากท่อ มุ่งหน้าไปเมืองเพชรบุรี เฉียดหมาเพิ่งตื่นนอนสร้างความหวาดเสียวนิดหน่อย ผมมาถึงอำเภอท่ายางตั้งแต่ตะวันเริ่มฉายแสงไปนิดเดียว
โบราณว่าไว้ อย่าหมายน้ำบ่อหน้า ผมจัดแจงหันไปบอกคุณๆทั้งหลายที่อุตุอยู่หลังรถ บอกพวกเขาว่าตื่นเถิดชาวไทย ลุกๆๆๆอะไรก็ไม่ทำ นั่งมาให้หนักรถเล่น ถึงเวลากินข้าว เอ้า...โด๊บเข้าไข่ลวกสองฟอง ซื้อข้าวห่อไปเผื่อมื้อเที่ยงด้วยนะ นายนั่นข้ามไปที่ตลาด ซื้อไข่มาโหลหนึ่ง ไม่งั้นเดี๋ยวตอนเย็นต้องต้มบะหมี่กินเปล่าๆ เสียสมดุลโภชนาการแย่
อำเภอท่ายางเป็นปากทางเข้าสู่ "อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน" อุทยานฯใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เนื้อที่มากกว่า 1 ล้านไร่ ครอบคลุมเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่ตะวันตกของเพชรบุรี ผ่านป่าละอูที่หัวหิน ไปจนถึงเขาพะเนินทุ่งใกล้ประจวบฯ
ที่นี่คือสวรรค์ของนักดูนกทั้งหลาย ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีปักษามากสุดในเมืองไทย ประมาณว่านก 400 ชนิดอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ ที่เด่นดังเป็นดารานก ได้แก่ "กะลิงเขียดหางหนาม" เจ้านี้ใครเห็นเข้าไปควรชื่นชม เพราะไม่ชมที่นี่ก็ไม่มีที่ไหนให้ชมอีกแล้ว แถวนี้ยังมี "นกพญาปากกว้าง" ครบทุกชนิดเท่าที่เจอในเมืองไทย (7 ชนิด)
ครั้งนี้เรากะมาดูนกแบบมือสมัครเล่น เพราะผมเป็นนักดำน้ำ ชอบน้องปลามากกว่าน้องนก แต่เมื่อไปดำน้ำไม่ได้เพราะตังค์หมด เลยต้องเปลี่ยนแผนมาดูนกแทน ค่าใช้จ่ายประหยัดกว่ากันเยอะ อย่างคราวนี้เตรียมค่านอน ค่ากิน ค่าน้ำมัน ค่าบัตรธรรมเนียม ค่าโน่นค่านี่ ใช้เงินไม่เกินพันบาท
หลังจากท้องอิ่ม เพื่อนๆกลับไปนอนต่อ ผมจัดแจงขับรถไปตามป้ายสู่ "แก่งกระจาน" ใช้เวลาประมาณ 40 นาที รถพุ่งฟิ้วผ่านเนิน เจออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้า นี่แหละครับ "เขื่อนแก่งกระจาน" สมัยโน้นเคยพาสาวมานั่งเรือชมเกาะแก่ง สนุกดีเหมือนกัน แต่คราวนี้สาวทรยศหนีหมดเลย ในรถมีแต่กลิ่นสาบชายคละคลุ้ง แถมยังเป็นชายนอนกรนอีก คิดแล้วเศร้าชะมัด
ที่ทำการอุทยานฯอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำ มีศูนย์นิทรรศการขนาดย่อม พร้อมเจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มคอยบริการนักท่องเที่ยว ตรงนี้กางเต๊นท์ก็ได้ แต่ไม่ค่อยมีอะไร เพราะยังไม่ได้เข้าไปในเขตป่า ผมรีบจัดแจงจ่ายค่าธรรมเนียมกางเต๊นท์ กรอกแบบฟอร์มขอเข้าเขตอุทยานฯ ที่ต้องรีบเพราะถนนขึ้นแก่งกระจานขนาดเล็กนิดเดียว แถมยังลัดเลาะไปตามเหลี่ยมเขา เลยต้องผลัดกันลงผลัดกันขึ้น
อุทยานฯจะเป็นคนกำหนดเวลาว่า ขึ้นตอนไหนลงตอนไหน ปรกติจะขึ้นตั้งแต่เช้าจนถึงสิบโมง จากนั้นเป็นช่วงรถลงเขา ห้ามรถขึ้นไป พอเข้าช่วงบ่ายเป็นช่วงรถขึ้นอีกที แล้วก็รถลงอีกทีตอนเย็น ส่วนตอนกลางคืนห้ามรถวิ่ง เพราะถ้าเกิดเสียหรือเป็นอะไรขึ้นมา คงหาคนช่วยได้ลำบาก
จากที่ทำการฯ ผมขับรถต่อไปประมาณ 20 นาที เจอด่านกั้นเพื่อตรวจเช็คแบบฟอร์ม ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่จะเช็คว่ามีเครื่องดนตรีหรือเปล่า? บนแก่งกระจานห้ามเล่นดนตรี ไม่ใช่จะขัดอารมณ์สุนทรีของใคร แต่เพื่อป้องกันเสียงรบกวนชาวบ้านชาวช่อง ที่ไม่ต้องการฟังเสียงร้องเพลงของคุณ ชอบเสียงจั๊กจั่นในป่ามากกว่า...ว่างั้นเถอะ
ถึงเวลาขึ้นเขาของจริง บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนจากไร่แล้งๆในหน้าร้อน กลายเป็นป่าทึบเขียวขจี เริ่มมีเสียงนกร้องตุแว้วๆ ระหว่างทางมีรถอีกหลายคันกำลังมุ่งหน้าขึ้นยอดเขา แก่งกระจานหน้านี้มีคนมาดูนกเยอะ เพราะปักษาส่วนใหญ่เพิ่งทำรังเลี้ยงลูก ส่วนน้อยอาจเป็นนกขึ้นคาน ได้แต่ดูลูกคนอื่น อิจฉาแย่เลย
เรามาถึงกม.15 หรือ "บ้านกร่าง" ที่พักของเหล่านักเที่ยว หากใครไม่พักแถวนี้ สามารถขับรถต่อไปจนถึงยอดเขา มีที่กางเต๊นท์แบบข้างถนน สะดวกสบายสู้บ้านกร่างไม่ได้ แต่อากาศจะเย็นกว่าและได้ชมวิวสวยกว่า
นักท่องเที่ยวหลายคนผ่านบ้านกร่างไปแบบไม่สนใจ มุ่งแต่จะไปยอดเขา ความจริงแล้วแถวนี้มีลำธารพร้อมจุดชมนกอันลือลั่น ใครไม่ชอบดูนก ดูเม่นก็ได้ ดึกๆจะมีเม่นใหญ่ออกมาเดินกร่างอยู่ข้างเต๊นท์ จีบสาวไปดูเม่นไป เค้าว่าให้บรรยากาศพิลึก
จากบ้านกร่างมุ่งหน้าต่อตามถนนลูกรังแคบๆ แถมยังหักชันขึ้นเขา ต้องค่อยๆไปเพื่อความปลอดภัย หากเลือกได้ ผมแนะนำให้คุณผู้อ่านหลีกเลี่ยงการขับรถ เพราะวิวข้างทางสวยมาก นกก็บินกับฟุ่บฟั่บ คนขับรถมักเสียโอกาส ผิดจากคนนั่งที่เอกเขนกก็ได้ ดูนกก็ได้ ฝากชีวิตไว้ในมือผู้อื่นสนุกดีออก
กม.30 เป็นที่ตั้งของป้อมยามอีกหนึ่งแห่ง ตรงนี้แหละครับที่กางเต๊นท์บนยอดเขา มีห้องน้ำเล็กๆ ลานกางเต๊นท์ไม่มี ต้องอาศัยพื้นที่ริมขอบถนน เลยขึ้นไปมีศาลาที่ประทับ เคยมีข่าวว่าเจอนกกะลิงเขียดหางหนาม แต่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน? ผมเลยตัดสินใจไปต่อ
จากที่กางเต๊นท์มีถนนไปถึงลานจอดรถ "น้ำตกทอทิพย์" ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร สมัยก่อนไม่มีลาน พอมาสุดถนนต้องกลับรถกันหวาดเสียวเป็นบ้า ถ้าใครมาถึงจุดนี้แล้ว จะเดินเท้าต่อไปน้ำตกก็ได้ แต่ช่วงนี้น้ำน้อยมาก กรุณาอย่าตั้งความหวังสูง
ถ้าใครชอบธรรมชาติสุดๆ ลองแบกเต๊นท์ไปนอนที่ KU Camp ระหว่างทางไปน้ำตกทอทิพย์ รับรองได้บรรยากาศป่าแท้จริง แต่ต้องนำถุงพลาสติกใหญ่ๆไปด้วย จะได้เก็บขยะกลับมา ไม้ก็อย่าไปตัดมาก่อไฟ ใช้ตะเกียงแก๊สต้มบะหมี่จะดีกว่า
เนื่องจากมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ผมไม่เดินไปน้ำตกทอทิพย์ แต่หันหน้ามาสำรวจป่าใกล้ๆลานจอดรถ แถวนี้มีเสือดาวเป็นพระเอก เลียงผาเป็นพระรอง ปีที่แล้วผมเคยเจอเสือดาวเดินย่ำต้อกอยู่บนถนน ตื่นเต้นสะใจมาก เลียงผาก็ปีนป่ายอยู่ขอบหน้าผาข้างทาง เห็นไม่ถนัดแต่ยืนยันได้ว่าเป็นเลียงผา ไม่ใช่หมาของนักปีนเขา
หนนี้ไม่เจอสัตว์ใหญ่ แต่เจอนกหลายชนิด นกเงือกยังมีเลย เห็นบินอยู่สองสามตัว เราชมนกชมไม้จนใกล้เย็น ค่อยขับรถกลับมาที่บ้านกร่างเพื่อกางเต๊นท์ คืนนี้ไม่มีเม่น แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไร นอนนับดาวเอาก็ได้ พรุ่งนี้จะรีบตื่นไปชมนกริมลำธาร
ป่าใกล้ๆที่กางเต๊นท์บ้านกร่างมีนกหลายชนิด ที่ผมเจอคือ "นกสาลิกาเขียว" ตัวนี้เห็นชัดมาก กำลังทำรังเลี้ยงลูก ผมยังเจอนกพญาปากกว้าง แต่เห็นไม่ค่อยถนัด มีนกขมิ้นธรรมดาอีกหนึ่งตัว นกกะรางหัวหงอกฝูงใหญ่ส่งเสียงกันลั่นปาก แถมนกที่ไม่รู้จักอีกนับสิบชนิด บรรดาลูกศิษย์ที่เป็นนักดูนกทั้งหลาย ดันหนีหายไปมุดป่าหาน้องนกที่ไหนก็ไม่รู้ ผมเลยได้แต่ดูแล้วพยายามถ่ายภาพ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่สนใจ เน้นเอาความสนุกไว้เป็นที่ตั้ง
ตรงนี้แหละครับที่ทำให้แก่งกระจานผิดกับป่าอื่น ใครที่เคยไปเขาใหญ่ วาดฝันว่าจะขับรถไปจนถึงลานจอด กลิ้งตัวกลุกๆก็ถึงน้ำตกเลย ไม่ต้องเดินให้เมื่อยน่อง ประเภทนั้นคงผิดหวัง เพราะแก่งกระจานไม่มีจุดเที่ยวประเภทกดกล้องแชะ ทั้งหมดเป็นป่า...ป่า...แล้วก็ป่า ถ้าคุณคิดจะมาเที่ยวป่าจริงจัง ที่นี่ไม่ผิดหวังแน่
การเที่ยวป่าที่ไม่มีป้ายให้ถ่ายภาพคู่ ต้องอาศัยความใจเย็น ตอนเช้าหรือตอนเย็นให้ออกเดินท่อม มีกล้องส่องทางไกลคล้องคอ ในมือคือหนังสือดูนก เหน็บขวดน้ำไว้ที่กระเป๋าต้นขาเท่เป็นบ้า แล้วก็ย่องไปในไพรพฤกษ์ (อย่าเข้าไพรพฤกษ์ที่รกทึบเกินไป ไม่งั้นคุณอาจเจอเสือตัวน้อยช้างตัวใหญ่ ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น)
หูต้องคอยฟังเสียง ได้ยินนกร้องขอให้หยุด กวาดสายตามองซ้ายมองขวาหาแหล่งที่มา ทันทีที่เจอค่อยใช้กล้องส่อง ดูให้ละเอียด ปากขนคอปีกหาง ถ้าไม่มีความรู้เรื่องนกเลย แนะนำให้หาแฟนเป็นนักดูนกสักคน ระหว่างทางให้เค้าสอนบ้าง จีบกันบ้าง ความรักกลางป่าใหญ่เค้าว่าทนนัก
กฏเกณฑ์ของนักดูนกมีหลายอย่าง บางอย่างเพื่อตัวเอง เช่น อย่าใส่เสื้อสายเดี่ยวโชว์ผิวขาวผ่อง เดี๋ยวนกจะหน้ามืด เสื้อสีแดงสีส้มก็ไม่ควร เลือกเสื้อกางเกงแบบกลมกลืนธรรมชาติสักนิด
กฏเกณฑ์เพื่อคนอื่น ที่สำคัญคืออย่าส่งเสียงดัง ผมเคยเจอสาวคนหนึ่ง ไปดูนกเหมือนไปดูร๊อคคอนเสิร์ต เอะอะก็กรี๊ด พี่ขา...นกอะไรคะ? ว้าย...ไหน...ไม่เห็นเลย เราดูบ้าง...อยากเห็นจัง ส่งเสียงลั่นๆขณะนกพากันบินพั่บๆหนีไป ผมแค้นมากแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเค้ามากันกลุ่มใหญ่แถมแฟนกล้ามเยอะ ได้แต่พึมพำแช่งในใจ โดนทิ้ง...โดนทิ้ง
นักดูนกที่ดีจะมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เจอนกอะไรก็บอกเล่าสู่กันฟัง ไม่ได้หวงไว้นกข้าใครอย่าแตะ บางคนโหดมากถึงขั้นปาหินให้นกบินขึ้นมาให้ดู อย่างนั้นไม่มีคำแนะนำ เพราะผมเชื่อว่าคุณคงไม่อ่านคอลัมน์นี้หรอก
ผมจากแก่งกระจานยามเย็น บรรยากาศผิดจากขาไปลิบลับ แต่ละคนคุยกันโขมง เห็นนกโน่นเจอนกนี่ (แล้วทำไมไม่เรียกวุ้ย?) เข้าป่าเพียงแค่หนึ่งคืน คนเราเปลี่ยนไปได้เพียงนี้จริงๆหนอ
ที่แก่งกระจาน ผมยังเจอคนไทยอีกมากมาย แต่กลับเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยมาก ป่าแห่งนี้คงทำรายได้เข้าประเทศไม่เท่าไหร่ ห่างไกลจากเป้าหมาย 50,000 ล้านบาทมากนัก
แต่ป่าแห่งนี้...คือป่าที่คนไทยหอบลูกจูงหลาน มาใช้ชีวิตในห้องเรียนธรรมชาติ
ผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่า แก่งกระจานควรมีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยวสักเท่าไหร่?
การเลี้ยงเด็กสักคน ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจธรรมชาติ รู้จักเหตุผล ใช้ชีวิตตรงไปตรงมา ไม่ละเมอเพ้อพกไปกับลาภลอย ไม่บ้าอำนาจทำตัวใหญ่คับฟ้า
คุณว่าใช้เงินเท่าไหร่ครับ?
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.