![]() Last Update : Wednesday 13 September, 2000 2:31 PM |
|
8. แนวทางการจัดการ
แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่สลับซับซ้อน กระบวนการอนุรักษ์และการจัดการเป็นเรื่องยุ่งยาก เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแนวทางการจัดการ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ จึงขอเสนอลำดับขั้นตอนของกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้
8.1 กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายวิชาการ มีหน้าที่ในการหาความรู้ ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลง และหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยในการจัดการแนวปะการัง ตลอดจนการสอนและการให้บริการในเชิงวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยงานศึกษาวิจัยในกระทรวงต่างๆ
ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ในการนำข้อมูลและวิธีการต่าง ๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ ตลอดจนดูแลป้องกันแนวปะการัง ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมป่าไม้ กรมประมง กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการัง นำความรู้และแนวทางปฏิบัติจากฝ่ายวิชาการและฝ่ายบริหาร ไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ในการใช้แนวปะการังอย่างยั่งยืน ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว ชาวประมง ฯลฯ
ชาวบ้านผู้อยู่ในพื้นที่ เป็นผู้มีความใกล้ชิดกับแนวปะการัง หากแนวทางที่ใช้ในการจัดการเหมาะสม บุคคลเหล่านี้จะช่วยดูแลรักษาทรัพยากรแนวปะการังในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
นักท่องเที่ยว มีส่วนในการกำหนดแนวทางของการท่องเที่ยวในแนวปะการัง หากพวกเขาได้รับข้อมูลที่มีคุณค่า พวกเขาจะช่วยทำให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแนวปะการัง
กลุ่มอนุรักษ์ มีบทบาทช่วยภาครัฐและกลุ่มอื่น ๆ ในการจัดการแนวปะการัง รวมถึงทำกิจกรรมหลายอย่างที่ภาครัฐไม่สามารถทำได้ และช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังในการอนุรักษ์
สื่อมวลชน มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารสู่ประชาชน เป็นตัวกลางในการเสนอความคิดเห็นจากประชาชนสู่กลุ่มอื่น ๆ
ประชาชนทั่วไป สามารถมีส่วนร่วมในการจัดการแนวปะการัง โดยผ่านทางกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการ
8.2 ลำดับขั้นตอนในการจัดการ
รู้จักพื้นที่
- ที่ตั้ง แผนที่โดยรวมแสดงบริเวณใกล้เคียง เช่น ปากแม่น้ำ เมือง ชายฝั่ง ฯลฯ
- ลักษณะทางภูมิสัณฐานและการแบ่งเขตแนวปะการัง เช่น การพัฒนาของแนวปะการัง ลักษณะการแพร่กระจายสิ่งมีชีวิต ทั้งในน้ำตื้นและน้ำลึก
- ข้อมูลด้านฟิสิกส์และเคมี เช่น มรสุม ตะกอน กระแสน้ำ คลื่นลม น้ำขึ้นน้ำลง ธาตุอาหาร
รู้จักสภาพของระบบนิเวศ
- ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น จำนวนชนิดปะการัง ปลา สัตว์อื่น โดยเฉพาะพวกที่มีความสำคัญ ทั้งด้านการประมงและด้านการท่องเที่ยว และสัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์
- ข้อมูลด้านปริมาณ เช่น เปอร์เซ็นต์ปกคลุมพื้นที่ของปะการัง ข้อมูลปลา ต้องมีในกลุ่มที่สำคัญ ในรูปแบบที่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับแนวปะการังแห่งอื่นของประเทศไทยได้
รู้จักการใช้ประโยชน์
- การใช้ประโยชน์ด้านการประมง เช่น รูปแบบการประมง ปริมาณและความหนาแน่น
- การใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยว รูปแบบ แรงจูงใจ ความคาดหวัง ปริมาณ ความหนาแน่น ประสบการณ์ ข้อเสนอแนะ ฯลฯ
- การใช้ประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ที่ตั้งท่าเรือ ชุมชน ฯลฯ
- การใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น ศักยภาพในด้านต่างๆ
รู้จักปัญหา
- แยกปัญหาโดยวัดจากสาเหตุ เช่น ธรรมชาติ มนุษย์
- แยกปัญหาที่เกิดกับกลุ่มสัตว์ เช่น ปลา ปะการัง
- แยกปัญหาที่ส่งผลกระทบกับกิจกรรม เช่น การท่องเที่ยว การประมง
- แยกปัญหาโดยวัดจากผลกระทบ เช่น รุนแรง ปานกลาง น้อย
- ตั้งวัตถุประสงค์โครงการโดยให้สัมพันธ์กับปัญหา
ตั้งเป้าหมาย
- เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านหรืออนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน
- เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในระดับไหน? จังหวัด ภาค ประเทศ ฯลฯ
- เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ ในระดับไหน?
หาแนวทางอนุรักษ์
- หากฎหมายที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น กฎหมายประมง ฯลฯ
- หาทางนำเสนอเป็นเขตอนุรักษ์ เช่น เขตอภัยทาน เขตรักษาพืชพันธุ์ เขตอุทยานฯ
หาแนวทางจัดการ
- หานักวิชาการเข้ามาร่วมมือศึกษาและวางแผน เช่น มหาวิทยาลัย กรมประมง กรมป่าไม้
- หางบประมาณจากภาครัฐ เช่น อบต. อบจ. กระทรวง
- หางบประมาณและความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น มูลนิธิ สถาบัน บริษัท โครงการ ฯลฯ
หาแนวทางประชาสัมพันธ์
- ในระดับภูมิภาค เช่น นิทรรศการในโรงเรียน สื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ
- ในระดับประเทศ เช่น จัดสัปดาห์อนุรักษ์ สื่อมวลชนสัญจร ค่ายสิ่งแวดล้อม สัมมนา ฯลฯ
8.3 ข้อเสนอแนะ
อย่าประเมินศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเอง ปรึกษานักวิชาการก่อน
อย่าเน้นเฉพาะปะการัง ควรให้ความสำคัญกับสัตว์กลุ่มอื่นด้วย
อย่าตามกระแส เช่น ปลูกปะการัง จับดาวหนาม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและทำการจัดการโดยคำนึงถึงศักยภาพในพื้นที่เป็นหลัก มิใช่ทำตามคนอื่น
อย่าลงทุนทุกอย่างด้วยงบประมาณ ขอความร่วมมือ เช่น สไลด์ วิดีโอ ภาพถ่าย ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนมีบริการด้านนี้อยู่มาก
อย่าทำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ควรหาแนวร่วมที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน
อย่าทำกิจกรรมเฉพาะหน้า ควรมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว
ควรศึกษาแนวทางการจัดการในพื้นที่อื่น ตัวอย่างเหล่านั้นจะช่วยในการวางแผนได้
ควรประเมินผลการทำงานทุกครั้ง อาจขอมหาวิทยาลัยเข้าช่วย
ควรมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี ขอความร่วมมือ เช่น โครงการ THINK EARTH
อย่าคิดว่าทำไม่ได้เพราะงบประมาณหรือกำลังคนจำกัด
8.4 กรณีศึกษา - แนวปะการังและการสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด
หินกรูดเป็นแนวปะการังกลางน้ำ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่ง 1,000 เมตร บริเวณด้านหน้าสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยบริษัทยูเนี่ยนพาวเวอร์ จำกัด ได้รับสัมปทานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
โรงไฟฟ้าดังกล่าว ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง จึงจำเป็นต้องสร้างท่าเทียบเรือความยาวประมาณ 3,500 เมตร เพื่อขนถ่ายถ่านหิน บริษัทยูเนี่ยนฯ จ้างบริษัทสร้างสรรค์คอนซัลแทน จำกัด เพื่อจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อขออนุมัติการสร้างท่าเรือแห่งนี้ โดยนำเสนอแก่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.)
อย่างไรก็ตาม ในรายงานฯไม่ได้ระบุว่า "บริเวณหินกรูดมีแนวปะการัง" อีกทั้งยังระบุว่า "จะทิ้งตะกอนที่ได้จากการสร้างท่าเรือและท่อน้ำหล่อเย็น ลงไปบนหินกรูด มีปริมาณตะกอนประมาณ 120,000 - 150,000 ลูกบาศก์เมตร"
สผ.พิจารณา EIA โดยเทียบกับข้อมูลสำรวจแนวปะการังทั่วประเทศของกรมประมง ซึ่งไม่มีข้อมูลสำรวจแนวปะการังหินกรูด ทำให้สผ.ไม่ทราบว่าที่นี่มีแนวปะการัง และได้อนุมัติ EIA ให้ผ่านการพิจารณา หลังจากนั้นทางบริษัทยูเนี่ยนฯ จึงได้รับการอนุมัติให้สร้างท่าเรือและสิ่งก่อสร้างอื่น จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมเจ้าท่า ทั้งนี้โดยพิจารณาจาก EIA ฉบับที่อนุมัติจากสผ.แล้ว เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่บ้านกรูด บริเวณใกล้สถานที่สร้างโรงไฟฟ้า รวมกลุ่มกันคัดค้านในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวปะการังที่หินกรูด จึงได้รวมตัวกันยื่นหนังสือขอให้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ส่งผู้เขียนไปสำรวจ
การสำรวจพบว่าหินกรูดเป็นแนวปะการังกลางน้ำ มีสภาพสมบูรณ์ ปะการังมีชีวิตร้อยละ 68 เกือบทั้งหมดเป็นปะการังก้อน เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำสำคัญหลายชนิด มีศักยภาพทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว การศึกษาธรรมชาติ และด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
หากทิ้งตะกอนทรายจำนวนดังกล่าว ลงบนหินกรูด แนวปะการังจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผู้เขียนจึงเปิดเผยข้อมูลที่ผิดพลาดใน EIA นำเสนอต่อคณะกรรมการประชาพิจารณ์โรงไฟฟ้าหินกรูด ในปัจจุบันที่เขียนคู่มือฉบับนี้ (เมษายน 2542) กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูล
นอกจากนี้ ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวปะการัง ยังออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำ EIA ฉบับนี้ แต่มีชื่อดร.ธรรมศักดิ์ อยู่ในคณะทีมงานจัดทำ EIA
กรณีดังกล่าวทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแนวปะการัง ผู้เขียนจึงขอสรุปประเด็นและเสนอแนะ ดังนี้
1. ชาวบ้านไม่ได้รับ EIA จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจากสผ. ทั้งที่ยื่นเรื่องขอ EIA ที่ผ่านการอนุมัติ มานานเกือบ 1 ปี ทำให้เกิดความสงสัย ต่อเนื่องไปถึงความไม่เชื่อถือในกระบวนการของภาครัฐในที่สุด
ข้อเสนอแนะ ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ากรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ เอกสารที่สามารถเปิดเผยได้ จึงสมควรให้ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลโดยเร็ว2. สผ.ตรวจสอบข้อมูลจากกรมประมง พบว่าไม่มีรายงานถึงแนวปะการังที่หินกรูด จึงไม่คิดว่ามีแนวปะการังที่จุดทิ้งตะกอน
ข้อเสนอแนะ ข้อมูลจากกรมประมงหรือจากหน่วยงานอื่น รวมทั้งแนวปะการังตามจุดต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในคู่มือเล่มนี้ เป็นการสำรวจในบริเวณกว้างทั่วประเทศ อาจมีการตกสำรวจบางบริเวณ โดยเฉพาะแนวปะการังกลางน้ำ ที่ไม่มีเกาะเป็นหมายแน่นอน ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจเท่านั้น ข้อมูลจากท้องถิ่น โดยเฉพาะจากชาวบ้านที่ทราบดีว่ามีแนวปะการังอยู่ตรงนั้น มีการจับสัตว์น้ำกว่า 20 ปีแล้ว มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อมูลจากทางราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสนใจ
3. สผ.ขอให้บริษัทสร้างสรรค์คอนซัลแทน จำกัด ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของจุดทิ้งตะกอน ได้แก่ หินกรูด แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแนวปะการังแจ้งไว้ใน EIA
ข้อเสนอแนะ ความผิดพลาดของบริษัทคอนซัลแทน เกิดผลกระทบต่อเนื่องหลายประการ อาทิ การอนุมัติท่าเทียบเรือของกรมเจ้าท่า พิจารณาจาก EIA เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ สผ.และหน่วยงานอื่นจึงควรระมัดระวังในข้อมูลของบริษัทฯ ควรมีการตรวจสอบเพื่อยืนยัน
4. บริษัทสร้างสรรค์คอนซัลแทน จำกัด แอบอ้างชื่อของดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ที่ไปสำรวจแนวปะการังบริเวณนั้นโดยคร่าว ๆ โดยมิได้ทราบว่าเป็นการศึกษาทำ EIA แต่กลับมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มทีมงานจัดทำ EIA
ข้อเสนอแนะ การสำรวจแนวปะการังกับการศึกษา EIA แตกต่างกัน การสำรวจแนวปะการังทำเพื่อให้ทราบว่ามีแนวปะการังอย่างไร? โดยไม่เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง? สผ.จึงควรตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องใน EIA ว่าทราบเรื่องหรือเปล่า? หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่สงสัย และตรวจสอบบริษัทคอนซัลแทนว่ามีเหตุผลเช่นไรจึงทำอย่างนี้?
5. ชาวบ้านขอให้ม.เกษตรศาสตร์เข้าไปสำรวจแนวปะการังข้อเสนอแนะ ปัจจุบันการทำประชาพิจารณ์หรือตัดสินใจเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมมาก แต่ถ้าไม่มีข้อมูลวิชาการประกอบ อาจทำให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ จึงควรขอข้อมูลหรือขอให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปสำรวจ เช่น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่พร้อมจะให้บริการทางวิชาการแก่สังคม โดยบางกรณีไม่จำเป็นต้องมีความจำกัดด้านงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง
Copyright
© 1999-2000 SeaPapa. All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com