![]() Last Update : Wednesday 13 September, 2000 2:21 PM |
|
7. รูปแบบและปัญหาด้านการจัดการ
การจัดการแนวปะการังของประเทศไทย ดำเนินตามแผนแม่บท นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมาโดยภาครัฐ คู่มือเล่มนี้จึงกล่าวถึงแผนต่าง ๆ ในหัวข้อ 7.1 ก่อนจะวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับแผนงานเหล่านั้นในหัวข้อ 7.2
ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถใช้แผนการและนโยบายเป็นแนวทาง พิจารณาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงแผนงานของตนเอง ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น7.1 แผนแม่บท หลักการ นโยบาย และมาตรการ
การจัดการของแนวปะการังในทะเลไทย ขึ้นอยู่กับกฎหมายและระเบียบของกรมประมงและอุทยานแห่งชาติทางทะเล กรมป่าไม้ จนถึงในปีพ.ศ. 2534 จึงมีการกำหนดแผนแม่บท เพื่อป้องกันการทำลายและฟื้นฟูแนวปะการัง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากแนวปะการังในกิจกรรมต่าง ๆ มีความสมดุลและสอดคล้องกับการจัดการ ตามคุณค่าทางนิเวศวิทยาและคุณค่าทางเศรษฐกิจ
- เพื่อลดปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง ให้สามารถเอื้ออำนวยต่อการใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้
- เพื่อป้องกันและรักษาแนวปะการัง ที่ยังมีคุณภาพดีเยี่ยมไว้ ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการประสานงานส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน โดยกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของแต่ละฝ่าย
- เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมทั้งความรู้ความสามารถ ให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน ในการปฏิบัติตามแผนแม่บทการจัดการ
แผนแม่บทดังกล่าว มีหลักการต่าง ๆ ดังนี้
- การคงไว้ซึ่งความสมดุลของคุณภาพ ความหนาแน่น และความหลากหลายให้เหมาะสมกับระดับของการใช้ประโยชน์
- การพิจารณาลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ และความต้องการของท้องถิ่น จะต้องมีความสมดุลสอดคล้องกัน
- สร้างเสริมแรงจูงใจในการจัดการแนวปะการัง ให้ประชนชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในการจัดการแนวปะการังในพื้นที่
- ความสมดุลระหว่างมาตรการทางด้านข้อบังคับและควบคุม และมาตรการด้านการส่งเสริม โดยให้มีการดำเนินการควบคู่กันไป
- ความร่วมมือในการจัดการแนวปะการัง ระหว่างหน่วยงานของส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น เอกชน ผู้ใช้ประโยชน์ทรัพยากร และนักวิชาการ
- การตัดสินใจในการจัดการ ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานภาพแนวปะการัง การใช้ประโยชน์ และความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดระบบข้อมูลที่ดีและเชื่อถือได้ อันจะช่วยในการตัดสินใจเป็นไปโดยถูกต้องยิ่งขึ้น
เพื่อเร่งรัดให้แผนแม่บทดังกล่าว จึงมีการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ดังนี้
นโยบายจัดการแนวปะการัง โดยสอดคล้องกับคุณค่าทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกิจกรรมการใช้ประโยชน์ต่างๆ
มาตรการ
- กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง
นโยบายลดปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ ของกระบวนการบริหาร และนำเทคโนโลยีเหมาะสมมาใช้
มาตรการ
- นำเทคนิคป้องกันความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในพื้นที่ศึกษา มาปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ
- ป้องกันผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในบริเวณชายฝั่ง
- ให้ยึดถือข้อควรปฏิบัติ ในแนวปะการังโดยเคร่งครัด
- ให้การศึกษาและการจัดการประมงชายฝั่งในพื้นที่แนวปะการัง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
- สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย
- สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดทำแผนและการจัดการแนวปะการัง
นโยบายสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองแนวปะการัง
มาตรการ
- สนับสนุนแผนงานสร้างความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรแนวปะการัง
- สนับสนุนกลุ่มอาสาสมัคร ผู้ใช้ และสาธารณชน ให้มีส่วนร่วมในการป้องกันแนวปะการัง
- กำหนดหลักสูตรการคุ้มครองแนวปะการังในโรงเรียนและวิทยาลัย
นโยบายปรับปรุงกฎระเบียบและองค์กร เพื่อเป็นกรอบในการจัดการทรัพยากรแนวปะการัง อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการ
- ปรับปรุงกฎระเบียบและองค์กร เพื่อเป็นกรอบในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
- ปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการแนวปะการัง
- ให้มีการประสานการจัดการแนวปะการัง
- การจัดการระบบการวางแผนอุทยานแห่งชาติทางทะเล
นโยบายให้มีการติดตามและตรวจสอบ แนวปะการังทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
มาตรการ
- จัดทำแผนงานติดตามและตรวจสอบแนวปะการังทั่วประเทศ
นโยบายศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการคุ้มครองแนวปะการัง
มาตรการ
- แผนงานวิจัยแนวปะการัง
หลังจากมีประกาศแผนแม่บทและนโยบายดังกล่าว มีการจัดทำข้อเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้แผนประสบความสำเร็จ ดังนี้
- นำมาตรการภายใต้แผนแม่บท มาบังคับใช้ในการจัดการแนวปะการัง
- เร่งรัดให้มีการจัดทำแผนที่แนวปะการัง ให้แล้วเสร็จในพ.ศ. 2539 และจัดทำแผนปฏิบัติการกำหนดเขตในการใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง และดำเนินการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรการคุ้มครอง
- ประกาศเขตแนวปะการัง และแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษแก่ผู้ทำลายแนวปะการัง
- จัดทำแผนปฏิบัติการฟื้นฟูแนวปะการังแต่ละเขต และการใช้ประโยชน์
- ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ จัดประชุม และฝึกอบรม เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชน ในเรื่องการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะท้องถิ่นและองค์กรเอกชน เพื่อร่วมมือดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ และประกาศเขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง ให้ครบทุกชายฝั่งทะเล
- จัดทำแผนทุนวิจัยเกี่ยวกับแนวปะการัง เพื่อเป็นข้อมูลในการออกกฎระเบียบ สำหรับคุ้มครองแนวปะการัง รวมทั้งการจัดทำแผนงานวิจัย เพื่อการใช้ประโยชน์ในระยะยาว
อนึ่ง ข้อความทั้งหมดในหัวข้อนี้ ได้คัดลอกมาจากต้นฉบับ โดยดัดแปลงภาษาให้กระชับ แต่ยังคงเนื้อความดังเดิม ผู้เขียนเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า "การจัดการปะการัง" เพราะในแนวปะการังไม่ได้มีแต่ปะการังเพียงอย่างเดียว ควรใช้ว่า "การจัดการแนวปะการัง" จะเหมาะสมกว่า
7.2 ปัญหาของมาตรการ
ในความเป็นจริง แผนแม่บทและมาตรการที่จัดทำขึ้น ประสบความสำเร็จน้อยเมื่อเทียบกับสถานการณ์ของแนวปะการังในประเทศไทย อันอาจเกิดจากปัญหาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความไม่เข้าใจในแนวทางจัดการอย่างแท้จริง
การวิเคราะห์มาตรการและแนวทางแก้ไขนี้ อาจมีส่วนช่วยให้ผู้ใช้นโยบายและมาตรการต่าง ๆ เหล่านั้น สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดได้ โดยผู้เขียนเลือกวิเคราะห์เพียงบางส่วนที่เห็นว่ามีความสำคัญเท่านั้น
มาตรการ - กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์
การกำหนดเขตใช้สอยประโยชน์ในแนวปะการัง จำเป็นต้องมีแผนที่แนวปะการังที่สมบูรณ์ ตลอดจนข้อมูลด้านอื่นประกอบ แต่ปัจจุบันแผนที่ส่วนใหญ่ที่จัดทำขึ้น ยังไม่มีการเผยแพร่ และเน้นเฉพาะสภาพปะการังเพียงอย่างเดียว ไม่ได้บอกถึงสภาพของกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นที่เกี่ยวข้อง
แนวปะการังไม่ใช่มีแต่ปะการัง อีกทั้งกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ทรงคุณค่า บางครั้งอาจเป็นกลุ่มอื่นมิใช่ปะการัง การแก้ปัญหาโดยมุ่งแต่จะอนุรักษ์หรือฟื้นฟูปะการัง ไม่สามารถทำให้เกิดใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้
ตัวอย่าง - ในพ.ศ. 2534 และพ.ศ. 2538 คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาโดยใช้แบบสอบถามจำนวนมากกว่า 700 ชุด ถามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่ากลุ่มสัตว์ที่พวกเขาสนใจเป็นอันดับแรกคือปลา รองลงมาคือปะการังอ่อนและกัลปังหา ส่วนปะการังอยู่ในอันดับที่ 5จากทั้งหมด 6 อันดับ
การศึกษาครั้งนี้ยืนยันชัดเจนว่า ปะการังไม่ใช่กลุ่มสัตว์ที่ดึงดูดใจ สำหรับการท่องเที่ยวในแนวปะการัง
ตัวอย่าง - เกาะแตน (สุราษฎร์ธานี) มีแนวปะการังยาวประมาณ 14 กิโลเมตร จากการศึกษาพบปะการัง 118 ชนิด ร้อยละ 60-80 เป็นปะการังที่มีชีวิต จัดเป็นบริเวณที่มีปะการังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาของการประมงในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ปริมาณและความหลากหลายของปลาและสัตว์น้ำอื่นรอบเกาะแตนมีน้อยมาก เกิดปัญหาในด้านการประมงพื้นบ้านและปัญหาในการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
หากพิจารณาเฉพาะปริมาณและความหลากหลายของปะการังเพียงอย่างเดียว เกาะแตนถือเป็นจุดดำน้ำที่มีศักยภาพที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวไทย แต่ถ้าพิจารณาสัตว์กลุ่มปลาประกอบ จะเห็นได้ว่าศักยภาพในด้านนี้มีน้อยลง
ปัจจุบันมีกิจกรรมดำน้ำที่เกาะแตนน้อยกว่าบริเวณใกล้เคียง เช่น หินใบ ทั้งที่เกาะแตนมีปริมาณและความหลากหลายของปะการังมากกว่า
ตัวอย่าง - แผนที่แนวปะการังเกาะตาชัย ระบุเฉพาะสภาพของปะการังว่าสมบูรณ์หรือเสื่อมโทรม แต่การใช้ประโยชน์จากแนวปะการังคือการท่องเที่ยว (เกาะตาชัยอยู่ในอุทยานฯสิมิลัน) แผนที่ไม่ได้ระบุถึงกองหินใต้น้ำ แหล่งปะการังอ่อนและกัลปังหา ตลอดจนสภาพของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ เช่น กระเบนราหู อันเป็นจุดเด่นของเกาะตาชัยที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาดำน้ำกันปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 คน (ค่าใช้จ่ายต่อวัน 5,000 บาท คิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 10 ล้านบาท) หากพิจารณาจากแผนที่แนวปะการังประการเดียว จะไม่ทราบเลยว่าเกาะแห่งนี้แตกต่างจากเกาะอื่นอย่างไร?
แนวทาง - ก่อนจะวางแผนกำหนดเขตใช้สอยประโยชน์ อันเป็นมาตรการจัดการลำดับสูง จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะปริมาณและความหลากหลายของกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ อาทิ เกาะพีพีมีม้าน้ำและปลามังกร เกาะบอนเป็นแหล่งกระเบนราหู เกาะตอริลลามีทากทะเลหลากหลาย หินแดงเป็นที่อยู่ของปลากลางน้ำจำนวนมาก สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นแรงจูงใจหลักที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวในบริเวณนั้น
ข้อมูลสำคัญอีกประการ ที่ปัจจุบันมีการศึกษาน้อยมาก คือ ความต้องการของผู้เข้ามาใช้สอยประโยชน์ อาทิ นักท่องเที่ยว ข้อมูลส่วนนี้จำเป็นต่อการกำหนดแนวทางในการจัดการ
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจรูปแบบในการแบ่งพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ ขอยกตัวอย่างแผนแม่บทที่ใช้ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์มาประกอบ
ตัวอย่าง - การแบ่งเขตการจัดการอุทยานหมู่เกาะสุรินทร์ จัดทำขึ้นโดยมีเหตุผลดังนี้
- เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ที่อนุญาตให้ดำเนินในพื้นที่อุทยานฯ เช่น ดำน้ำกับจอดเรือท่องเที่ยว แค้มป์ไฟกับการศึกษาธรรมชาติ
- เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งของจุดประสงค์อุทยานฯ ได้แก่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวนันทนาการ
- การแบ่งเขตช่วยให้มีการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และช่วยให้สามารถบริการนักท่องเที่ยว มิให้ได้รับอันตรายจากธรรมชาติ เช่น คลื่นลม กระแสน้ำ น้ำลึก
- เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะกรณี เช่น แนวปะการังที่มีเอกลักษณ์ หมู่บ้านชาวเล
- เพื่อฟื้นฟูอุทยานฯในพื้นที่เฉพาะส่วน เช่น เขตที่ถูกทำลาย ทำให้สามารถกำหนดรูปแบบการดำเนินงานโดยง่าย
- เพื่อง่ายต่อการบริหารพื้นที่ การกำหนดเขตต่าง ๆ ทำให้มีการแบ่งเขตการบริหาร สามารถกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ง่ายขึ้น
เขตบริการ (Intensive Use Zone)
กำหนดเพื่อรองรับการพัฒนาสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะทำขึ้นในอนาคต อาทิ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่กางเต้นท์ บ้านพักนักท่องเที่ยว ที่ทำการอุทยานฯ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บ้านพักเจ้าหน้าที่ โรงอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านค้าสวัสดิการ ฯลฯ
เลือกพื้นที่แบนราบริมชายหาดเพื่อสะดวกแก่การขึ้นลงและขนย้าย มีแหล่งน้ำจืดใกล้เคียง เหมาะสมสำหรับระบายน้ำเสีย (ที่ผ่านการบำบัดแล้ว) จัดทำผังบริเวณ (Site Plan) ที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติและศักยภาพของพื้นที่ เช่น ความสามารถในการรองรับ ฯลฯ
เขตเพื่อการพักผ่อนและศึกษาหาความรู้ (Outdoor Recreation Zone)
กำหนดเพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวประกอบกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติ โดยเน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายอุทยานฯ เช่น การว่ายน้ำ ดำน้ำดูปะการัง ดูนก เดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ในเขตนี้มีการนำโปรแกรมสื่อความหมายธรรมชาติมาใช้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยใช้ศูนย์นิทรรศการเป็นหลัก มีป้ายสื่อความหมายตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (บนบก) มีแผนที่และกิจกรรมพึงปฏิบัติในระหว่างการดำน้ำ ในอนาคตอาจมี Snorkelling Trail หรือเส้นทางศึกษาธรรมชาติใต้น้ำอีกด้วย
เขตสงวนสภาพธรรมชาติ (Primitive Zone)
กำหนดเพื่อรักษาสภาพของธรรมชาติ เช่น ป่าดงดิบ แหล่งน้ำจืด แหล่งวางไข่เต่าทะเลและนกทะเล แหล่งปะการังที่สำคัญ ฯลฯ
ในความหมายของแหล่งปะการังที่สำคัญ แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ แบบแรกคือแหล่งปะการังที่คงความสมบูรณ์สูงสุดตามธรรมชาติ เก็บไว้เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและขยายพันธุ์สัตว์ทะเล แบบที่สองคือแหล่งปะการังที่บอบบางต่อการท่องเที่ยว เช่น แหล่งที่มีปะการังเขากวางและปะการังพุ่มมากในน้ำตื้น เก็บไว้เพื่อป้องกันผลกระทบจากการท่องเที่ยว
บริเวณนี้ไม่อนุญาตให้มีการประกอบกิจกรรมอื่นใด ยกเว้นการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยต้องขออนุญาตล่วงหน้าและกำหนดกระบวนการอย่างชัดเจน
เขตฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ (Recovery Zone)
กำหนดเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมหรือถูกทำลายด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้สภาพแนวปะการังได้ฟื้นฟูตามวัฏจักรธรรมชาติ อาทิ แหล่งที่มีสาหร่ายปกคลุม แหล่งที่โดนทำลายเพราะการระเบิดปลาในอดีต
แหล่งดังกล่าวจำเป็นต้องมีคัดเลือกโดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่อนุญาตให้ประกอบกิจกรรมใด ยกเว้นกิจกรรมที่ช่วยการฟื้นฟู อาทิ เคลื่อนย้ายปะการัง
เขตกิจกรรมพิเศษ (Special Use Zone)
กำหนดเพื่อควบคุมกิจกรรม ป้องกันให้ไม่เกิดผลเสียต่อการจัดการอุทยานฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีกิจกรรมที่อาจขัดต่อกฎหมายอุทยานฯ อาทิ หมู่บ้านชาวเล หรือพื้นที่ของส่วนราชการอื่นใช้ประโยชน์ เช่น หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง
เขตใช้ประโยชน์ทั่วไป (General Use Zone)
กำหนดเพื่อให้มีการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติ อาทิ สถานที่จอดเรือประมงและเรือท่องเที่ยว
แผนการแบ่งเขตดังกล่าว ใช้เวลาศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เป็นเวลาติดต่อกันหลายปี จึงสามารถทำขึ้นได้ละเอียดในระดับนี้ สำหรับพื้นที่ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าไปจัดการ จำเป็นต้องอาศัยเวลา และค่อยพัฒนาขั้นตอนการแบ่งเขตใช้สอยประโยชน์ จากขั้นต้นไปจนถึงขั้นพัฒนาในที่สุด
ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประเมินศักยภาพของข้อมูล กำลังพล และงบประมาณ ก่อนจะพัฒนาแผนการแบ่งเขตใช้สอยประโยชน์
มาตรการ - นำเทคนิคในการป้องกันความเสื่อมโทรมแนวปะการังในพื้นที่ศึกษา มาปรับใช้กับพื้นที่อื่น
ปัจจุบันเทคนิคที่นิยมใช้กันในการป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง คือ ปะการังเทียม และการปลูกปะการัง การวางทุ่นจอดเรือ เพื่อให้เข้าใจจึงขอกล่าวถึง ดังนี้
ปะการังเทียม - แม้จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ แต่ปะการังเทียมมิได้สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนแนวปะการังตามธรรมชาติ เป้าหมายที่แท้จริงคือป้องกันเรืออวนลากและให้เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านมากกว่า จากการศึกษาพบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยในปะการังเทียมรวมทั้งเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อน แต่เมื่อเทียบกับแนวปะการังตามธรรมชาติแล้ว สัตว์น้ำที่พบมีความหลากหลายน้อยกว่ามาก (มาก...มาก) นอกจากนี้ ปะการังเทียมยังไม่สามารถทดแทนคุณค่าของแนวปะการังในด้านการท่องเที่ยวได้
ปะการังเทียมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ไม่สามารถทดแทนแนวปะการังตามธรรมชาติ
การปลูกปะการัง - ยังอยู่ในลำดับขั้นของการวิจัย ทำได้ในสองรูปแบบคือใช้แผ่นให้ตัวอ่อนปะการังเกาะแล้วนำไปปลูก หรือใช้การเคลื่อนย้ายปะการังจากที่หนึ่งไปปลูก
ปัญหาสำคัญของการปลูกปะการังคือยังเป็นงานทดลอง ไม่สามารถทำได้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ที่สำคัญคือยังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถปลูกปะการังขึ้นมาได้ทั้งเกาะ
สำหรับด้านการจัดการแล้ว การปลูกปะการังยังต้องวิจัยต่อไป โดยเล็งผลในพื้นที่เล็กมาก เช่น การปลูกปะการังหน้ารีสอร์ท
การวางทุ่นจอดเรือ - เป็นวิธีที่ใช้เพื่อลดปัญหาจากการทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง เรือจะมาจอดโดยใช้ทุ่นแทนที่จะทิ้งสมอ มีการวางทุ่นจอดเรือจำนวนมากในประเทศไทย เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน เกาะแตน และมีการควบคุมให้เรือจอดตามทุ่นอย่างเคร่งครัด ทำให้ปัญหาในด้านนี้มีน้อยลง
อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นจอดเรือบางครั้งยังขาดข้อมูลที่ดีพอ อาจเกิดปัญหา เช่น การวางทุ่นจำนวนมากเกินไปในพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้นักดำน้ำมาใช้พื้นที่มาก เกิดผลกระทบจากการดำน้ำต่อแนวปะการัง การวางทุ่นโดยไม่มีแผนใช้สอยประโยชน์ ทำให้แนวปะการังทุกแห่งถูกรบกวน การวางทุ่นบางครั้งคำนึงถึงเฉพาะเรือท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริงมีเรือประมงจำนวนมากเข้ามาใช้ทุ่นเพื่อจอดเรือด้วยเช่นกัน
แนวทาง - สำหรับผู้ที่ต้องการจัดการแนวปะการัง ขอให้ยึดหลักเกณฑ์ว่า "ป้องกันย่อมดีกว่าฟื้นฟู" ทั้งในด้านงบประมาณและความสำเร็จ การป้องกันที่ได้ผลลงทุนน้อยกว่าการฟื้นฟู
มาตรการ - สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดทำแผนและการจัดการแนวปะการัง
แนวทาง - คำนึงถึงศักยภาพของตนเอง การจัดการแนวปะการังมิใช่ทำได้โดยง่าย ต้องอาศัยนักวิชาการและการศึกษาในพื้นที่ จำเป็นต้องมีงบประมาณและค่าใช้จ่าย แนวทางจัดการไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการประชุมหรือเปิดหนังสืออ่านเพียงอย่างเดียว (แน่นอน)
มาตรการ - สนับสนุนแผนงานสร้างความตระหนักในคุณค่าทรัพยากรแนวปะการัง
มาตรการ - สนับสนุนกลุ่มอาสาสมัคร ผู้ใช้ และสาธารณชน ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการป้องกันแนวปะการัง
มาตรการทั้งสองข้อใช้การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โปสเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ จัดค่ายเยาวชน จัดงานรณรงค์ นิทรรศการ แต่ผลที่ได้อยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น
ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ เกิดจากไม่ได้มีการวางแผนระยะยาว เป็นเพียงโครงการเฉพาะกิจที่จัดทำขึ้นมาปีต่อปี วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่จะซ้ำซ้อน อาทิ ให้คนรู้จักปะการัง ให้ช่วยกันอนุรักษ์ปะการัง
ตัวอย่าง - การทำโปสเตอร์ไม่ให้ระเบิดปลา ไม่มีผลต่อคนจำนวนมาก เพราะพวกเขาไม่ระเบิดปลาอยู่แล้ว มีเพียงชาวประมงกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องใช้วิธีการจัดการแบบอื่น
ตัวอย่าง - การจัดค่ายเยาวชน เน้นเฉพาะคนในพื้นที่ชายฝั่ง ในระดับมัธยมปลาย แต่ละเลยกลุ่มเยาวชนที่มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์และการตัดสินใจ เช่น นิสิตนักศึกษา เทคนิคในการจัดค่ายเยาวชนยังติดอยู่กับการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ ขาดเทคนิคการเรียนรู้จากธรรมชาติด้วยตัวเอง
ตัวอย่าง - การอบรมนักดำน้ำและนักท่องเที่ยว ให้ระมัดระวังในการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง มีประโยชน์ชัดเจน แต่ปัจจุบันยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักดำน้ำแบบ SCUBA ขณะที่นักดำน้ำแบบ Snorkelling ที่มีจำนวนมากกว่า ยังไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย
แนวทาง - การประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล ต้องวางแผนต่อเนื่องเป็นขั้นตอน เริ่มจากศึกษากลุ่มเป้าหมายเพื่อกำหนดความต้องการ ศึกษาจุดประสงค์เพื่อกำหนดแนวทาง ศึกษารูปแบบของสื่อและข้อจำกัด รวบรวมข้อมูลจากสื่อในรูปแบบเดียวกันที่เคยจัดทำมาก่อน ผลิตสื่อเพื่อการทดสอบและการปรับปรุง ก่อนจะผลิตสื่อที่ใช้จริงเป็นลำดับสุดท้าย มีการประเมินผลเพื่อนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงและหาแนวทางในอนาคต
ตัวอย่าง - คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา จัดทำศูนย์นิทรรศการเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางทะเล ปัจจุบันศูนย์ฯดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชนหลายสาขาว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติของเมืองไทย ทั้งที่ศูนย์แห่งนี้ใช้งบประมาณน้อยมาก ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนของภาคเอกชน
แนวทางจัดสร้างศูนย์ ได้กำหนดขั้นตอน โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
กลุ่มเป้าหมาย
- นักท่องเที่ยวช่วงอายุ 25-35 ปี วุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป ส่วนใหญ่มาเที่ยวเป็นครั้งแรก มาเพราะต้องการเห็นแนวปะการัง ดำน้ำแบบ Snorkelling เคยทำกิจกรรมนี้มาก่อน อยากเห็นปลาเป็นอันดับแรก (การศึกษาใช้แบบสอบถาม)
ปัญหา
- นักท่องเที่ยวว่ายไล่สัตว์น้ำเพราะอยากเห็นชัด ๆ จับสัตว์น้ำมาให้เพื่อนดู เบื่อเพราะดูแล้วไม่รู้จักสัตว์ กลัวสัตว์ทะเลจนไม่กล้าลงน้ำ ดำน้ำในสถานที่หนึ่งหนาแน่นมากเกินไป (การศึกษาใช้แบบสอบถามและสังเกตพฤติกรรมระหว่างประกอบกิจกรรม)
สื่อ
- ศูนย์นิทรรศการโดยใช้ภาพถ่ายและคำอธิบาย
- เรื่องสัตว์ทะเลที่น่าสนใจในหมู่เกาะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักสัตว์ รู้ว่าหาเจอที่ไหน ฯลฯ
- การดำน้ำที่ถูกวิธี เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ว่ายไล่หรือจับสัตว์ ทำความเข้าใจว่าจะรบกวนสัตว์
- ข้อมูลเกี่ยวกับจุดดำน้ำต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ให้นักท่องเที่ยวสามารถ
เลือกจุดดำน้ำ เพื่อไม่ให้หนาแน่นเกินไปในแต่ละแห่ง
- ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีอันตรายและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
สื่อสนับสนุน
- การฉายสไลด์และวิดีทัศน์ตอนเย็น การสอนวิธีดำน้ำก่อนลงทะเล
ลักษณะสื่อที่ใช้เปรียบเทียบ
- ศูนย์นิทรรศการที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาและสิมิลัน
ทดสอบสื่อ
- ภาพถ่ายต้องใหญ่ ตัวหนังสืออธิบายต้องใหญ่และชัด ควรมีภาพลายเส้นประกอบ ใช้ลักษณะคำถาม
- คำตอบเพื่อให้น่าสนใจ ภาพต้องมีการเคลือบเพื่อป้องกันการจับและไอเกลือ จัดเรื่องให้เป็นหมวดหมู่ สามารถถอดเก็บง่ายในฤดูมรสุม
หางบประมาณ
- นำเสนอรายละเอียดโดยมีจุดประสงค์ แนวทาง และประโยชน์ที่ได้รับชัดเจน
จัดทำศูนย์
- วางแผนให้มีการปรับปรุงทุกปี
ประเมินผล
- โดยบุคลากรของอุทยานฯและนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ในรูปแบบของงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษา ใช้งบประมาณต่ำแต่ได้ผลดี)
Copyright
© 1999-2000 SeaPapa. All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com