www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 13 September, 2000 2:21 PM

7. รูปแบบและปัญหาด้านการจัดการ

THE REEF

ระบบนิเวศและแนวทางจัดการ
ความหมายและความสำคัญ
ปะการัง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
แนวปะการังในประเทศไทย
กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่สำคัญในแนวปะการัง
การใช้ประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้น
รูปแบบและปัญหาด้านการจัดการ
แนวทางการจัดการ

แสดงความคิดเห็น

          การจัดการแนวปะการังของประเทศไทย ดำเนินตามแผนแม่บท นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นมาโดยภาครัฐ คู่มือเล่มนี้จึงกล่าวถึงแผนต่าง ๆ ในหัวข้อ 7.1 ก่อนจะวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับแผนงานเหล่านั้นในหัวข้อ 7.2
ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถใช้แผนการและนโยบายเป็นแนวทาง พิจารณาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงแผนงานของตนเอง ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

7.1 แผนแม่บท หลักการ นโยบาย และมาตรการ

          การจัดการของแนวปะการังในทะเลไทย ขึ้นอยู่กับกฎหมายและระเบียบของกรมประมงและอุทยานแห่งชาติทางทะเล กรมป่าไม้ จนถึงในปีพ.ศ. 2534 จึงมีการกำหนดแผนแม่บท เพื่อป้องกันการทำลายและฟื้นฟูแนวปะการัง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

แผนแม่บทดังกล่าว มีหลักการต่าง ๆ ดังนี้

เพื่อเร่งรัดให้แผนแม่บทดังกล่าว จึงมีการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ดังนี้

นโยบายจัดการแนวปะการัง โดยสอดคล้องกับคุณค่าทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกิจกรรมการใช้ประโยชน์ต่างๆ
มาตรการ

นโยบายลดปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ ของกระบวนการบริหาร และนำเทคโนโลยีเหมาะสมมาใช้
มาตรการ

นโยบายสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองแนวปะการัง
มาตรการ

นโยบายปรับปรุงกฎระเบียบและองค์กร เพื่อเป็นกรอบในการจัดการทรัพยากรแนวปะการัง อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการ

นโยบายให้มีการติดตามและตรวจสอบ แนวปะการังทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
มาตรการ

นโยบายศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการคุ้มครองแนวปะการัง
มาตรการ

 

หลังจากมีประกาศแผนแม่บทและนโยบายดังกล่าว มีการจัดทำข้อเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้แผนประสบความสำเร็จ ดังนี้

          อนึ่ง ข้อความทั้งหมดในหัวข้อนี้ ได้คัดลอกมาจากต้นฉบับ โดยดัดแปลงภาษาให้กระชับ แต่ยังคงเนื้อความดังเดิม ผู้เขียนเลือกที่จะไม่ใช้คำว่า "การจัดการปะการัง" เพราะในแนวปะการังไม่ได้มีแต่ปะการังเพียงอย่างเดียว ควรใช้ว่า "การจัดการแนวปะการัง" จะเหมาะสมกว่า

 

7.2 ปัญหาของมาตรการ

          ในความเป็นจริง แผนแม่บทและมาตรการที่จัดทำขึ้น ประสบความสำเร็จน้อยเมื่อเทียบกับสถานการณ์ของแนวปะการังในประเทศไทย อันอาจเกิดจากปัญหาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความไม่เข้าใจในแนวทางจัดการอย่างแท้จริง
การวิเคราะห์มาตรการและแนวทางแก้ไขนี้ อาจมีส่วนช่วยให้ผู้ใช้นโยบายและมาตรการต่าง ๆ เหล่านั้น สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดได้ โดยผู้เขียนเลือกวิเคราะห์เพียงบางส่วนที่เห็นว่ามีความสำคัญเท่านั้น

มาตรการ - กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์

          การกำหนดเขตใช้สอยประโยชน์ในแนวปะการัง จำเป็นต้องมีแผนที่แนวปะการังที่สมบูรณ์ ตลอดจนข้อมูลด้านอื่นประกอบ แต่ปัจจุบันแผนที่ส่วนใหญ่ที่จัดทำขึ้น ยังไม่มีการเผยแพร่ และเน้นเฉพาะสภาพปะการังเพียงอย่างเดียว ไม่ได้บอกถึงสภาพของกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นที่เกี่ยวข้อง

          แนวปะการังไม่ใช่มีแต่ปะการัง อีกทั้งกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ทรงคุณค่า บางครั้งอาจเป็นกลุ่มอื่นมิใช่ปะการัง การแก้ปัญหาโดยมุ่งแต่จะอนุรักษ์หรือฟื้นฟูปะการัง ไม่สามารถทำให้เกิดใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้

ตัวอย่าง - ในพ.ศ. 2534 และพ.ศ. 2538 คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ทำการศึกษาโดยใช้แบบสอบถามจำนวนมากกว่า 700 ชุด ถามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่ากลุ่มสัตว์ที่พวกเขาสนใจเป็นอันดับแรกคือปลา รองลงมาคือปะการังอ่อนและกัลปังหา ส่วนปะการังอยู่ในอันดับที่ 5จากทั้งหมด 6 อันดับ

          การศึกษาครั้งนี้ยืนยันชัดเจนว่า ปะการังไม่ใช่กลุ่มสัตว์ที่ดึงดูดใจ สำหรับการท่องเที่ยวในแนวปะการัง

ตัวอย่าง - เกาะแตน (สุราษฎร์ธานี) มีแนวปะการังยาวประมาณ 14 กิโลเมตร จากการศึกษาพบปะการัง 118 ชนิด ร้อยละ 60-80 เป็นปะการังที่มีชีวิต จัดเป็นบริเวณที่มีปะการังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาของการประมงในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ปริมาณและความหลากหลายของปลาและสัตว์น้ำอื่นรอบเกาะแตนมีน้อยมาก เกิดปัญหาในด้านการประมงพื้นบ้านและปัญหาในการสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

          หากพิจารณาเฉพาะปริมาณและความหลากหลายของปะการังเพียงอย่างเดียว เกาะแตนถือเป็นจุดดำน้ำที่มีศักยภาพที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวไทย แต่ถ้าพิจารณาสัตว์กลุ่มปลาประกอบ จะเห็นได้ว่าศักยภาพในด้านนี้มีน้อยลง

          ปัจจุบันมีกิจกรรมดำน้ำที่เกาะแตนน้อยกว่าบริเวณใกล้เคียง เช่น หินใบ ทั้งที่เกาะแตนมีปริมาณและความหลากหลายของปะการังมากกว่า

ตัวอย่าง - แผนที่แนวปะการังเกาะตาชัย ระบุเฉพาะสภาพของปะการังว่าสมบูรณ์หรือเสื่อมโทรม แต่การใช้ประโยชน์จากแนวปะการังคือการท่องเที่ยว (เกาะตาชัยอยู่ในอุทยานฯสิมิลัน) แผนที่ไม่ได้ระบุถึงกองหินใต้น้ำ แหล่งปะการังอ่อนและกัลปังหา ตลอดจนสภาพของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ เช่น กระเบนราหู อันเป็นจุดเด่นของเกาะตาชัยที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาดำน้ำกันปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 คน (ค่าใช้จ่ายต่อวัน 5,000 บาท คิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 10 ล้านบาท) หากพิจารณาจากแผนที่แนวปะการังประการเดียว จะไม่ทราบเลยว่าเกาะแห่งนี้แตกต่างจากเกาะอื่นอย่างไร?

แนวทาง - ก่อนจะวางแผนกำหนดเขตใช้สอยประโยชน์ อันเป็นมาตรการจัดการลำดับสูง จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะปริมาณและความหลากหลายของกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ อาทิ เกาะพีพีมีม้าน้ำและปลามังกร เกาะบอนเป็นแหล่งกระเบนราหู เกาะตอริลลามีทากทะเลหลากหลาย หินแดงเป็นที่อยู่ของปลากลางน้ำจำนวนมาก สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นแรงจูงใจหลักที่ทำให้เกิดการท่องเที่ยวในบริเวณนั้น

          ข้อมูลสำคัญอีกประการ ที่ปัจจุบันมีการศึกษาน้อยมาก คือ ความต้องการของผู้เข้ามาใช้สอยประโยชน์ อาทิ นักท่องเที่ยว ข้อมูลส่วนนี้จำเป็นต่อการกำหนดแนวทางในการจัดการ

          เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจรูปแบบในการแบ่งพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ ขอยกตัวอย่างแผนแม่บทที่ใช้ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์มาประกอบ

ตัวอย่าง - การแบ่งเขตการจัดการอุทยานหมู่เกาะสุรินทร์ จัดทำขึ้นโดยมีเหตุผลดังนี้

 

เขตบริการ (Intensive Use Zone)

          กำหนดเพื่อรองรับการพัฒนาสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะทำขึ้นในอนาคต อาทิ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่กางเต้นท์ บ้านพักนักท่องเที่ยว ที่ทำการอุทยานฯ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บ้านพักเจ้าหน้าที่ โรงอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านค้าสวัสดิการ ฯลฯ

          เลือกพื้นที่แบนราบริมชายหาดเพื่อสะดวกแก่การขึ้นลงและขนย้าย มีแหล่งน้ำจืดใกล้เคียง เหมาะสมสำหรับระบายน้ำเสีย (ที่ผ่านการบำบัดแล้ว) จัดทำผังบริเวณ (Site Plan) ที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติและศักยภาพของพื้นที่ เช่น ความสามารถในการรองรับ ฯลฯ
เขตเพื่อการพักผ่อนและศึกษาหาความรู้ (Outdoor Recreation Zone)

          กำหนดเพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวประกอบกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติ โดยเน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายอุทยานฯ เช่น การว่ายน้ำ ดำน้ำดูปะการัง ดูนก เดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

          ในเขตนี้มีการนำโปรแกรมสื่อความหมายธรรมชาติมาใช้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยใช้ศูนย์นิทรรศการเป็นหลัก มีป้ายสื่อความหมายตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (บนบก) มีแผนที่และกิจกรรมพึงปฏิบัติในระหว่างการดำน้ำ ในอนาคตอาจมี Snorkelling Trail หรือเส้นทางศึกษาธรรมชาติใต้น้ำอีกด้วย

 

เขตสงวนสภาพธรรมชาติ (Primitive Zone)

          กำหนดเพื่อรักษาสภาพของธรรมชาติ เช่น ป่าดงดิบ แหล่งน้ำจืด แหล่งวางไข่เต่าทะเลและนกทะเล แหล่งปะการังที่สำคัญ ฯลฯ

          ในความหมายของแหล่งปะการังที่สำคัญ แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ แบบแรกคือแหล่งปะการังที่คงความสมบูรณ์สูงสุดตามธรรมชาติ เก็บไว้เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและขยายพันธุ์สัตว์ทะเล แบบที่สองคือแหล่งปะการังที่บอบบางต่อการท่องเที่ยว เช่น แหล่งที่มีปะการังเขากวางและปะการังพุ่มมากในน้ำตื้น เก็บไว้เพื่อป้องกันผลกระทบจากการท่องเที่ยว

          บริเวณนี้ไม่อนุญาตให้มีการประกอบกิจกรรมอื่นใด ยกเว้นการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยต้องขออนุญาตล่วงหน้าและกำหนดกระบวนการอย่างชัดเจน

 

เขตฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ (Recovery Zone)

          กำหนดเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมหรือถูกทำลายด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้สภาพแนวปะการังได้ฟื้นฟูตามวัฏจักรธรรมชาติ อาทิ แหล่งที่มีสาหร่ายปกคลุม แหล่งที่โดนทำลายเพราะการระเบิดปลาในอดีต

          แหล่งดังกล่าวจำเป็นต้องมีคัดเลือกโดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่อนุญาตให้ประกอบกิจกรรมใด ยกเว้นกิจกรรมที่ช่วยการฟื้นฟู อาทิ เคลื่อนย้ายปะการัง

 

เขตกิจกรรมพิเศษ (Special Use Zone)

กำหนดเพื่อควบคุมกิจกรรม ป้องกันให้ไม่เกิดผลเสียต่อการจัดการอุทยานฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีกิจกรรมที่อาจขัดต่อกฎหมายอุทยานฯ อาทิ หมู่บ้านชาวเล หรือพื้นที่ของส่วนราชการอื่นใช้ประโยชน์ เช่น หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง

 

เขตใช้ประโยชน์ทั่วไป (General Use Zone)

          กำหนดเพื่อให้มีการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติ อาทิ สถานที่จอดเรือประมงและเรือท่องเที่ยว

          แผนการแบ่งเขตดังกล่าว ใช้เวลาศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เป็นเวลาติดต่อกันหลายปี จึงสามารถทำขึ้นได้ละเอียดในระดับนี้ สำหรับพื้นที่ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าไปจัดการ จำเป็นต้องอาศัยเวลา และค่อยพัฒนาขั้นตอนการแบ่งเขตใช้สอยประโยชน์ จากขั้นต้นไปจนถึงขั้นพัฒนาในที่สุด

          ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประเมินศักยภาพของข้อมูล กำลังพล และงบประมาณ ก่อนจะพัฒนาแผนการแบ่งเขตใช้สอยประโยชน์

มาตรการ - นำเทคนิคในการป้องกันความเสื่อมโทรมแนวปะการังในพื้นที่ศึกษา มาปรับใช้กับพื้นที่อื่น

          ปัจจุบันเทคนิคที่นิยมใช้กันในการป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง คือ ปะการังเทียม และการปลูกปะการัง การวางทุ่นจอดเรือ เพื่อให้เข้าใจจึงขอกล่าวถึง ดังนี้

ปะการังเทียม - แม้จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ แต่ปะการังเทียมมิได้สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนแนวปะการังตามธรรมชาติ เป้าหมายที่แท้จริงคือป้องกันเรืออวนลากและให้เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านมากกว่า จากการศึกษาพบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยในปะการังเทียมรวมทั้งเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อน แต่เมื่อเทียบกับแนวปะการังตามธรรมชาติแล้ว สัตว์น้ำที่พบมีความหลากหลายน้อยกว่ามาก (มาก...มาก) นอกจากนี้ ปะการังเทียมยังไม่สามารถทดแทนคุณค่าของแนวปะการังในด้านการท่องเที่ยวได้

          ปะการังเทียมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ไม่สามารถทดแทนแนวปะการังตามธรรมชาติ

การปลูกปะการัง - ยังอยู่ในลำดับขั้นของการวิจัย ทำได้ในสองรูปแบบคือใช้แผ่นให้ตัวอ่อนปะการังเกาะแล้วนำไปปลูก หรือใช้การเคลื่อนย้ายปะการังจากที่หนึ่งไปปลูก

          ปัญหาสำคัญของการปลูกปะการังคือยังเป็นงานทดลอง ไม่สามารถทำได้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ที่สำคัญคือยังไม่มีประเทศใดในโลกสามารถปลูกปะการังขึ้นมาได้ทั้งเกาะ

          สำหรับด้านการจัดการแล้ว การปลูกปะการังยังต้องวิจัยต่อไป โดยเล็งผลในพื้นที่เล็กมาก เช่น การปลูกปะการังหน้ารีสอร์ท

การวางทุ่นจอดเรือ - เป็นวิธีที่ใช้เพื่อลดปัญหาจากการทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง เรือจะมาจอดโดยใช้ทุ่นแทนที่จะทิ้งสมอ มีการวางทุ่นจอดเรือจำนวนมากในประเทศไทย เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน เกาะแตน และมีการควบคุมให้เรือจอดตามทุ่นอย่างเคร่งครัด ทำให้ปัญหาในด้านนี้มีน้อยลง

 

          อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นจอดเรือบางครั้งยังขาดข้อมูลที่ดีพอ อาจเกิดปัญหา เช่น การวางทุ่นจำนวนมากเกินไปในพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้นักดำน้ำมาใช้พื้นที่มาก เกิดผลกระทบจากการดำน้ำต่อแนวปะการัง การวางทุ่นโดยไม่มีแผนใช้สอยประโยชน์ ทำให้แนวปะการังทุกแห่งถูกรบกวน การวางทุ่นบางครั้งคำนึงถึงเฉพาะเรือท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริงมีเรือประมงจำนวนมากเข้ามาใช้ทุ่นเพื่อจอดเรือด้วยเช่นกัน

แนวทาง - สำหรับผู้ที่ต้องการจัดการแนวปะการัง ขอให้ยึดหลักเกณฑ์ว่า "ป้องกันย่อมดีกว่าฟื้นฟู" ทั้งในด้านงบประมาณและความสำเร็จ การป้องกันที่ได้ผลลงทุนน้อยกว่าการฟื้นฟู

มาตรการ - สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดทำแผนและการจัดการแนวปะการัง

แนวทาง - คำนึงถึงศักยภาพของตนเอง การจัดการแนวปะการังมิใช่ทำได้โดยง่าย ต้องอาศัยนักวิชาการและการศึกษาในพื้นที่ จำเป็นต้องมีงบประมาณและค่าใช้จ่าย แนวทางจัดการไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการประชุมหรือเปิดหนังสืออ่านเพียงอย่างเดียว (แน่นอน)

มาตรการ - สนับสนุนแผนงานสร้างความตระหนักในคุณค่าทรัพยากรแนวปะการัง

มาตรการ - สนับสนุนกลุ่มอาสาสมัคร ผู้ใช้ และสาธารณชน ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการป้องกันแนวปะการัง

          มาตรการทั้งสองข้อใช้การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ โปสเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ จัดค่ายเยาวชน จัดงานรณรงค์ นิทรรศการ แต่ผลที่ได้อยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น

 

          ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ เกิดจากไม่ได้มีการวางแผนระยะยาว เป็นเพียงโครงการเฉพาะกิจที่จัดทำขึ้นมาปีต่อปี วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่จะซ้ำซ้อน อาทิ ให้คนรู้จักปะการัง ให้ช่วยกันอนุรักษ์ปะการัง

ตัวอย่าง - การทำโปสเตอร์ไม่ให้ระเบิดปลา ไม่มีผลต่อคนจำนวนมาก เพราะพวกเขาไม่ระเบิดปลาอยู่แล้ว มีเพียงชาวประมงกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องใช้วิธีการจัดการแบบอื่น

ตัวอย่าง - การจัดค่ายเยาวชน เน้นเฉพาะคนในพื้นที่ชายฝั่ง ในระดับมัธยมปลาย แต่ละเลยกลุ่มเยาวชนที่มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์และการตัดสินใจ เช่น นิสิตนักศึกษา เทคนิคในการจัดค่ายเยาวชนยังติดอยู่กับการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ ขาดเทคนิคการเรียนรู้จากธรรมชาติด้วยตัวเอง

ตัวอย่าง - การอบรมนักดำน้ำและนักท่องเที่ยว ให้ระมัดระวังในการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง มีประโยชน์ชัดเจน แต่ปัจจุบันยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักดำน้ำแบบ SCUBA ขณะที่นักดำน้ำแบบ Snorkelling ที่มีจำนวนมากกว่า ยังไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย

แนวทาง - การประชาสัมพันธ์ที่ได้ผล ต้องวางแผนต่อเนื่องเป็นขั้นตอน เริ่มจากศึกษากลุ่มเป้าหมายเพื่อกำหนดความต้องการ ศึกษาจุดประสงค์เพื่อกำหนดแนวทาง ศึกษารูปแบบของสื่อและข้อจำกัด รวบรวมข้อมูลจากสื่อในรูปแบบเดียวกันที่เคยจัดทำมาก่อน ผลิตสื่อเพื่อการทดสอบและการปรับปรุง ก่อนจะผลิตสื่อที่ใช้จริงเป็นลำดับสุดท้าย มีการประเมินผลเพื่อนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงและหาแนวทางในอนาคต

ตัวอย่าง - คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา จัดทำศูนย์นิทรรศการเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางทะเล ปัจจุบันศูนย์ฯดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชนหลายสาขาว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติของเมืองไทย ทั้งที่ศูนย์แห่งนี้ใช้งบประมาณน้อยมาก ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนของภาคเอกชน

 

แนวทางจัดสร้างศูนย์ ได้กำหนดขั้นตอน โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาต่าง ๆ ดังนี้

กลุ่มเป้าหมาย

ปัญหา

สื่อ

สื่อสนับสนุน

ลักษณะสื่อที่ใช้เปรียบเทียบ

ทดสอบสื่อ

หางบประมาณ

จัดทำศูนย์

ประเมินผล

กลับไปหน้าที่แล้ว

| THE REEF |

Copyright © 1999-2000 SeaPapa. All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com