![]() Last Update : Wednesday 13 September, 2000 2:20 PM |
|
6. การใช้ประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้น
6.1 การประมงพื้นบ้าน
คนไทยใช้แนวปะการังเป็นแหล่งหาอาหารมาเป็นเวลานาน โดยการประมงแบบยังชีพใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น เบ็ด ลอบ แห อวนติด ฯลฯ เพื่อจับสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ อาทิ ปลาทราย ปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง หอย กุ้ง กั้ง ฯลฯ สัตว์น้ำที่จับได้ เมื่อเหลือจากการใช้เป็นอาหารในครอบครัว จะนำไปขายต่อไป
ในปัจจุบัน แนวปะการังจำนวนมากเสื่อมสภาพลง เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ แนวปะการังที่เคยเป็นแหล่งอาหาร จึงมีจำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การประมงพื้นบ้าน ยังมีอยู่ในแนวปะการังทั่วประเทศ เพียงแต่ผลผลิตที่ได้อาจไม่มากเช่นในสมัยก่อน
ปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง ที่เกิดจากการประมงพื้นบ้าน ยังไม่ได้รับการศึกษามากนัก โดยนักวิชาการคาดว่ามีอยู่น้อย หากการประมงเหล่านั้นทำโดยใช้วิธีถูกกฎหมาย แต่ในบางกรณี หากกระทำติดต่อกันเป็นเวลานานหรือทำกันมาก อาจส่งทำให้แนวปะการังเปลี่ยนแปลงได้
6.2 การประมงอุตสาหกรรม
แตกต่างจากการประมงแบบพื้นบ้าน อุตสาหกรรมการประมงต้องการสัตว์น้ำจำนวนมากเพื่อไปขายให้ได้กำไร ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้า ต้องการจับสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว เกิดการประมงแบบผิดกฎหมายใน 3 รูปแบบ
การประมงโดยใช้เครื่องมือผิดกฎหมายในพื้นที่ทั่วไป
ระเบิดปลา บริเวณแนวปะการังในฝั่งอันดามันและอ่าวไทยตอนล่าง ทำลายปลาทุกชนิดทุกวัย ทำความเสียหายให้กับปะการังและสัตว์น้ำเกาะติดประเภทอื่น เกิดปัญหาหลายด้าน
ยาเบื่อ ใช้เพื่อจับสัตว์น้ำเพื่อการประมง เช่น กุ้งมังกร จับสัตว์สวยงามไปขาย เช่น ปลาการ์ตูน เกิดปัญหาด้านการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อการประมงเช่นกัน
การประมงโดยใช้เครื่องมือถูกกฎหมายแต่ทำในพื้นที่อนุรักษ์
อวนลาก ทำความเสียหายให้กับปะการังและสัตว์เกาะติดหน้าดิน โดยเฉพาะกัลปังหาและฟองน้ำ ทำลายแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เช่น ม้าน้ำใกล้สูญพันธุ์
อวนตะเกียง ใช้ไฟล่อใกล้แนวปะการัง จับปลาไปหมด ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง สูญเสียทั้งด้านแหล่งประมงและการท่องเที่ยว บางครั้งอวนอาจติดปะการัง
ลอบน้ำลึก วางในแนวปะการัง ทับปะการังหักพังเสียหาย จับสัตว์น้ำโดยเฉพาะฉลามและปลาทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล เกิดปัญหาด้านการท่องเที่ยว
ตกปลาและจับสัตว์น้ำ มีหลายรูปแบบ เช่น การกีฬา การพักผ่อน หรือการประมง เก็บปะการังไปขาย จับสัตว์น้ำเป็นของที่ระลึก เกิดความสูญเสียสัตว์น้ำเฉพาะกลุ่ม ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการรณรงค์ด้านการอนุรักษ์
การประมงโดยใช้เครื่องมือผิดกฎหมายในเขตอนุรักษ์ เป็นผลจากการประมงทั้งสองรูปแบบเช่น ระเบิดปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ
ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประมง ที่ส่งผลกระทบต่อสมดุลของแนวปะการัง ทำให้เกิดปัญหาของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดในแต่ละแห่งแตกต่างกันออกไป ตามแต่สภาพของแนวปะการรังและความรุนแรงของการประมงเพื่อให้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จึงขอยกตัวอย่างประกอบ ดังนี้
หมู่เกาะสิมิลัน (พังงา) เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล จุดดำน้ำที่เคยได้รับการยกย่องให้สวยติดอันดับโลก แต่มีการลักลอบทำอวนตะเกียงในเขตอุทยานติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาลดจำนวนลงมาก ปัจจุบัน นักดำน้ำจำนวนมากรายงานว่าปลาใหญ่ในบริเวณนี้เหลือน้อยมาก พวกเขาไม่อยากมาดำน้ำที่หมู่เกาะนี้อีกต่อไป
เกาะเต่า (สุราษฎร์ธานี) เคยมีแนวปะการังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวไทย เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลชายฝั่ง น้ำใสมีตะกอนน้อย เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของปะการัง อย่างไรก็ตาม การประมงอวนลากที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน บางครั้งเข้ามาลากในเขตรอบเกาะเต่า ห่างจากแนวปะการังไม่มากนัก ทำให้ตะกอนฟุ้งกระจายขึ้นมาในมวลน้ำ น้ำทะเลในบริเวณนี้อาจขุ่นขึ้น ตะกอนบางส่วนอาจลอยมาตกทับถมปะการัง ทำให้ปะการังบางส่วนตาย ผู้ประกอบการดำน้ำได้รายงานปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในแนวปะการังอย่างมาก
6.3 การท่องเที่ยวในแนวปะการัง
เมื่อเปรียบเทียบกับป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเล แนวปะการังถือว่าเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญสูงสุด เพราะเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้
แนวปะการังมักพบในบริเวณที่มีน้ำใส เหมาะสำหรับการเล่นน้ำและการท่องเที่ยว
มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูงมาก ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่มีสีสันสวยงาม เช่น ปะการังอ่อน กัลปังหา ปลาในแนวปะการัง ฯลฯ
เป็นแหล่งที่มีความสลับซับซ้อนของสายสัมพันธ์ตามธรรมชาติ มีพฤติกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ การอยู่ร่วมกันของปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเล การพรางตัวของสัตว์ ฯลฯ แนวปะการังจึงเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่มีความสำคัญ
เป็นระบบนิเวศที่อยู่ใต้น้ำ แตกต่างจากสภาพบนบก นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเป็นการผจญภัย ได้พบเห็นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
จากการศึกษาของคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ในแนวปะการังที่หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน (พังงา) เกาะสาก (ชลบุรี) และเกาะแตน (สุราษฎร์ธานี) พบว่ามีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในแนวปะการัง ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้ ดังนี้
การเดินเล่นในแนวปะการัง มักนิยมทำตอนน้ำลง โดยคนทุกเพศวัย อาจเกิดปัญหา เช่น เหยียบปะการัง จับสัตว์น้ำเล่น ฯลฯ
การดำน้ำแบบ Snorkelling เป็นกิจกรรมหลักในแนวปะการัง เพราะใช้อุปกรณ์น้อยและเรียนรู้วิธีการได้ง่าย อาจเกิดปัญหา เช่น เหยียบปะการังเพื่อพัก ให้อาหารปลา ว่ายไล่สัตว์น้ำ ฯลฯ
การดำน้ำแบบ SCUBA ปัจจุบันเริ่มนิยมอย่างแพร่หลาย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การเรียนดำน้ำและการดำน้ำท่องเที่ยว อาจเกิดปัญหา เช่น เตะปะการัง จับสัตว์น้ำ ฯลฯ
การตกปลาในแนวปะการัง นิยมทำกันมานานแล้ว แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การตกปลาในแนวปะการังโดยตรง และการลากปลากลางน้ำใกล้เขตแนวปะการัง
ยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวอีกหลายรูปแบบ เช่น นั่งเรือเล่น ว่ายน้ำ ฯลฯ แต่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังค่อนข้างน้อย จึงไม่กล่าวถึงในที่นี้
เพื่อให้เห็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังที่เกิดขึ้นจริง ขอใช้ตัวอย่างข้อมูลการศึกษาของคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ที่จัดทำบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์และหมู่เกาะสิมิลัน ระหว่างปีพ.ศ. 2537-2539 ดังนี้
หมู่เกาะสุรินทร์ พบว่านักท่องเที่ยวปีละมากกว่าสองหมื่นคนเดินทางมาที่นี่ มากกว่าร้อยละ 90 มีจุดประสงค์หลักคือต้องการชมแนวปะการัง กิจกรรมที่ประกอบมากที่สุด คือ การดำน้ำแบบ Snorkelling มากกว่าปีละ 50,000 ครั้ง ประเมินว่าหมู่เกาะแห่งนี้มีคุณค่าในด้านการท่องเที่ยวมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
หมู่เกาะสิมิลัน นักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 95 เดินทางมาชมแนวปะการัง กิจกรรมที่ประกอบมากที่สุดคือการดำน้ำแบบ SCUBA โดยเฉพาะที่กองหินแฟนตาซี ประเมินว่ามีการดำน้ำแบบนี้โดยเฉลี่ยวันละ 78 ครั้ง (เฉพาะฤดูท่องเที่ยว พย.-พค.)
การท่องเที่ยวในแนวปะการัง ทำให้ผู้เข้ามาชมเกิดความรู้สึกรักและเข้าใจธรรมชาติ แต่บางครั้งเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศขึ้น อาจเป็นเพราะระบบจัดการไม่ดีพอหรือเพราะนักท่องเที่ยวไม่ทราบวิธีปฏิบัติตัวหรือไม่มีจิตสำนึก หรือหลายสาเหตุประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวทำให้แนวปะการังหลายแห่งของประเทศไทยเสื่อมสภาพลง
ปัญหาจากการท่องเที่ยวเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งแบบถาวรและชั่วคราว อาทิ การสร้างท่าเรือบนแนวปะการังเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรงและอย่างถาวร การตกปลาในแนวปะการังเกิดผลกระทบโดยตรงแบบชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม การจำแนกดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ การสร้างท่าเรือบนแนวปะการังที่เกาะมันใน จ.ระยอง (โดยตรงและถาวร) ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังในพื้นที่ น้อยกว่าการทิ้งน้ำเสียและขยะลงทะเลพัทยา (โดยอ้อมและชั่วคราว)
การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องพิจารณาสาเหตุอื่น ๆ ประกอบ โดยเฉพาะในบางบริเวณอาจมีปัญหาซับซ้อนกว่าที่คาด
ตัวอย่าง - การศึกษาผลกระทบของการดำน้ำแบบ Snorkelling ที่หมู่เกาะสุรินทร์ โดยคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด พบว่านักดำน้ำแบบ Snorkelling มากกว่าร้อยละ 34 หรือคิดเป็นจำนวนการดำน้ำมากกว่า 18,000 ครั้งต่อปี ไปดำน้ำบริเวณแหลมแม่ยาย ซึ่งเป็นแนวปะการังมีขนาดพื้นที่ไม่ถึง 10,000 ตารางเมตร (คิดเฉพาะพื้นที่ปะการังที่มีชีวิต ไม่รวมพื้นทรายด้านใน เพราะนักดำน้ำจะไม่ไปบริเวณนั้น)
นักดำน้ำกว่าร้อยละ 75 ยอมรับว่าพวกเขาถูกปะการังระหว่างดำน้ำ เพราะเหตุผลหลายประการ เช่น ต้องการทรงตัว จับเพราะอยากลองจับ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่า แนวปะการังทุกตารางเมตรของแหลมแม่ยาย จะต้องโดนจับอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่านี้ เพราะนักดำน้ำบางคนอาจจับปะการังมากกว่า 1 ครั้งต่อการดำน้ำ 1 หน
เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่เกิดจากการท่องเที่ยวดีขึ้น ผู้เขียนขอสรุปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบมานักท่องเที่ยว
เก็บหอยโดยไม่ทราบว่า ในหอยขนาดเล็กบางครั้งมีปูเสฉวนอาศัยอยู่ เมื่อเก็บไปปูเหล่านั้นจะตายคาเปลือก
ซื้อเปลือกหอยเป็นของที่ระลึก โดยไม่ทราบว่าเปลือกหอยสวย ๆ เหล่านั้นเดิมเคยเป็นหอยที่มีชีวิต ถูกจับมาฆ่าให้ตายแล้วนำมาขาย ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบนิเวศ
จับสัตว์น้ำมาแกล้ง เช่น จับปูลมมากัดกัน
จับสัตว์น้ำ เช่น ทากทะเล มาให้เพื่อนดู
เดินในแนวปะการังตอนน้ำลง เหยียบย่ำปะการังขนาดเล็กและปะการังเกิดใหม่
ทิ้งขยะลงบนเรือแต่ไม่เก็บใส่ถุงกลับฝั่ง หลังจากนั้นคนเรือก็ทิ้งขยะลงทะเลต่อ
ผู้ประกอบการ
ยังคงทิ้งสมอลงในแนวปะการัง ในบริเวณที่ไม่มีทุ่นจอดเรือให้บริการ หรือมีแล้วอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
นำขยะไปทิ้งกลางทะเล ถูกน้ำพัดกลับมาในแนวปะการัง
ปล่อยน้ำเสียลงทะเลโดยตรง แม้ว่าอาจมีปริมาณน้อย แต่ถ้าแนวปะการังบางแห่งที่อยู่ห่างไกลในธรรมชาติบริสุทธิ์ น้ำเสียจำนวนน้อยสามารถทำให้แนวปะการังเปลี่ยนไป
เรือไม่มีถังเก็บของเสียที่เกิดจากการขับถ่าย ปล่อยลงสู่แนวปะการังโดยตรง
นักดำน้ำแบบ Snorkelling
ยืนบนปะการังเพื่อพักเหนื่อย
ใส่ตีนกบทั้งที่ยังไม่ชำนาญ เตะปะการังหรือเตะทรายให้ฟุ้งกระจายมาทับบนแนวปะการัง
ว่ายไล่สัตว์น้ำ ทำให้ตื่นกลัวจนพฤติกรรมเบี่ยงเบน
ให้อาหารสัตว์น้ำ ทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบน
นักดำน้ำแบบ SCUBA
จับสัตว์น้ำบางชนิดขึ้นมากิน เช่น กุ้งมังกร ใช้ปืนฉมวกยิงปลา
ไม่ชำนาญ ลงไปแล้วทำให้แนวปะการังเสียหาย เช่น ปะการังอ่อน กัลปังหา ปะการังเขากวาง
ท ลงทะเลตอนไม่เหมาะสม เช่น ตอนน้ำแรง ต้องเกาะหรือถูกน้ำพัดลอยไปชนสัตว์ต่าง ๆ
ไม่ให้ความสำคัญกับการไม่จับอะไรใต้ทะเล มักชอบจับเล่นหรือเข้าไปถ่ายภาพ
จับหรือเกาะสัตว์ใหญ่ เช่น ฉลามวาฬ เต่าทะเล
ชอบมุดเข้าไปในพื้นที่เล็ก ๆ เช่น ถ้ำ ทั้งที่ยังไม่ชำนาญ ฟองอากาศลอยไปติดทำให้สัตว์ตาย แทงค์ดำน้ำอาจไปโดนสัตว์ต่าง ๆ เช่น ฟองน้ำ ปะการัง ปะการังอ่อน
6.4 การใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ
คนไทยยังใช้ประโยชน์จากทะเลในด้านต่าง ๆ อาทิ เป็นแหล่งวัสดุก่อสร้าง ผลกระทบจากการพัฒนาชายฝั่ง เช่น โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม เป็นต้น
6.5 ปัญหาที่เกิดจากสาเหตุธรรมชาติ
ปัญหาจากธรรมชาติมีหลายรูปแบบ แต่จะกล่าวเฉพาะสิ่งที่เกิดในประเทศไทย ดังนี้
ดาวหนาม เป็นสัตว์ที่กินปะการังโดยตรง อย่างไรก็ตาม การทำลายแนวปะการังจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีปรากฎการณ์ระบาดของดาวหนามเป็นจำนวนมาก สำหรับประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าแนวปะการังโดนทำลายโดยดาวหนาม แต่มีรายงานการสำรวจพบดาวหนามในบางพื้นที่ซึ่งมีมากกว่าบริเวณอื่น อาทิ เกาะอาดัง-ราวี (สตูล) เกาะโลซิน (นราธิวาส)
การแก้ปัญหาที่นิยมทำกันคือการรณรงค์เก็บดาวหนาม อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลโดยละเอียด ก่อนลงมือปฏิบัติการทุกครั้ง มิฉะนั้น จะเหมือนกับการล่าเสือเพื่อไม่ให้กินกวาง
ปะการังเปลี่ยนสี (Coral Bleaching) เกิดขึ้นได้เพราะหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญคืออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องจากปรากฎการณ์เอลนินโญ่ ปะการังสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียว เหลือแต่เนื้อเยื่อเห็นเป็นสีขาว ปะการังเปลี่ยนสีอาจกินเวลาไม่กี่วันถึงหนึ่งเดือน ปะการังบางส่วนอาจตาย บางส่วนอาจมีชีวิตรอด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของปรากฎการณ์
รายงานปรากฎการณ์ปะการังเปลี่ยนสีครั้งแรกในเมืองไทย เกิดขึ้นที่ทะเลอันดามัน พ.ศ. 2534 ในพ.ศ. 2541 เกิดปรากฎการณ์ปะการังเปลี่ยนสีครั้งรุนแรงที่สุด รวมพื้นที่ทั่วอ่าวไทย ทำให้ปะการังตายเป็นจำนวนมาก
เราไม่สามารถช่วยปะการังจากปรากฎการณ์ปะการังเปลี่ยนสีได้ จำเป็นต้องปล่อยไปตามวัฏจักรธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้คือศึกษาความรุนแรงของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น
พายุและคลื่นลม แบ่งออกเป็นสองกรณี คือ คลื่นลมที่เกิดจากมรสุมทุกปี ส่งผลกับแนวปะการังในพื้นที่เฉพาะ เช่น บางส่วนของหมู่เกาะอาดัง-ราวี และคลื่นลมที่เกิดจากพายุภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่น ส่งผลต่อแนวปะการังเกือบทั้งหมด เช่น แนวปะการังที่เกาะเต่าในช่วงพายุเกย์ เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
6.6 ลักษณะแนวปะการังที่เสื่อมโทรม
ความเสื่อมโทรมของแนวปะการังต่าง ๆ ที่กล่าวถึงไปแล้ว บางครั้งสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ โดยดูจากสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงสภาพที่เห็นมาจากประสบการณ์ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินปัญหาว่ามีอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่บ้าง
แนวปะการังที่โดนระเบิด - ปะการังเขากวาง แผ่นตั้ง แผ่นนอน จะพังทลายกลายเป็นเศษปะการัง บางครั้งเป็นแอ่ง บางครั้งพังลงเกือบหมด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการระเบิดปลา ปะการังก้อนขนาดใหญ่ บางครั้งอาจแตกออกจากกัน สัตว์น้ำในบริเวณนั้นจะมีน้อยกว่าปรกติ โดยเฉพาะปลาใหญ่ที่มักอาศัยตามพื้น เช่น ปลาเก๋า ปลากะพง
ตัวอย่าง - หินใบ (สุราษฎร์) สิมิลัน (พังงา)
แนวปะการังที่โดนพายุ - ลักษณะคล้ายแนวปะการังที่โดนระเบิด แต่บางครั้งอาจมีปะการังก้อนขนาดใหญ่พลิกคว่ำ เนื่องจากแรงพายุ (แนวปะการังที่โดนระเบิดปะการังก้อนส่วนใหญ่ไม่พลิกแต่จะแตกเป็นเสี่ยง) ไม่พบเศษปะการังอยู่ในพื้นที่มากนัก เพราะปะการังที่ขึ้นอยู่บริเวณนี้ได้ต้องเป็นปะการังที่คงทนต่อความรุนแรงของคลื่นลม สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาตามพื้น ยังมีปริมาณเป็นปรกติ
ตัวอย่าง - อาดัง ราวี แนวปะการังที่อยู่ด้านรับลมของเกาะ
แนวปะการังที่มีการประมงประเภทอวน - ปะการังยังสมบูรณ์ แต่ปลามีจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะฝูงปลากลางน้ำ เช่น ปลาค้างคาว (อีกชื่อคือปลาหูช้าง) ปลากล้วย สัตว์น้ำส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสลิดหิน ปลาผีเสื้อ เท่านั้น
ตัวอย่าง - เกาะแตน (สุราษฎร์ฯ) เกาะสิมิลัน (พังงา)
แนวปะการังที่มีการจับสัตว์น้ำเฉพาะชนิด - ปะการังยังสมบูรณ์ แต่สัตว์น้ำบางชนิดจะมีจำนวนน้อยกว่าปรกติ ขึ้นอยู่กับว่าในพื้นที่นั้นจับสัตว์อะไรเป็นหลัก การจับอาจเพื่อนำไปทาน (เม่นทะเล) เพื่อขายเป็นอาหาร (ปลิงทะเล กุ้งมังกร) หรือเพื่อขายเป็นสัตว์สวยงาม (ปลาการ์ตูน)
ตัวอย่าง - แสดงสัตว์น้ำที่มีน้อยกว่าปรกติในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น เม่นทะเลที่เกาะแตน (สุราษฎร์) กุ้งมังกรที่เกาะกระดาน (ตรัง) ปลาการ์ตูนที่เกาะรอก (ตรัง) ปลาสวยงามที่เกาะสิมิลัน (พังงา) เกาะกูด (ตราด)
แนวปะการังที่เกิดปัญหาน้ำเสีย - ส่วนใหญ่จะพบสาหร่ายขึ้นคลุมพื้นที่ บางครั้งอาจเป็นสาหร่ายคล้ายตะไคร่น้ำ บางครั้งอาจเป็นสาหร่ายประเภทอื่น น้ำเสียในกรณีนี้อาจมาจากบริเวณนั้นโดยตรง (ของเสียจากเรือนักท่องเที่ยว น้ำล้างปลาจากเรือประมง) หรือมาตามกระแสน้ำจากที่อื่น (จากที่พัก กระแสน้ำอาจพาของเสียมารวมตัวกันในอ่าวที่ห่างไกลออกไปได้)
ตัวอย่าง - แนวปะการังที่อ่าวเกือก (เกาะสิมิลัน)
6.7 สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นจากบุคลากร
สภาพความเสื่อมโทรมและปัญหาที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังในประเทศไทย บางส่วนเกิดเพราะความไม่เข้าใจหรือความผิดพลาดในหน้าที่ของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นทั้งกลุ่ม อาจมีเพียงบางครั้งและบางคนเท่านั้น แต่เพื่อความเข้าใจถึงสาเหตุที่ชัดเจน จึงขอสรุปไว้โดยใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้เขียน ดังนี้
ฝ่ายวิชาการ บางครั้งเน้นงานวิจัยเฉพาะด้านมากเกินไป ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์และการใช้สอยประโยชน์อย่างชัดเจน ไม่สามารถขยายผลการศึกษาให้ครอบคลุมพื้นที่ ส่วนใหญ่จะยึดติดกับบางบริเวณเท่านั้น ประเทศไทยขาดข้อมูลเกี่ยวกับแนวปะการังที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกล เช่น ริเชลิว หินแดง โลซิน
ฝ่ายบริหาร ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปะการังอย่างแท้จริง เน้นที่ปะการังเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงสัตว์น้ำชนิดอื่น มุ่งเน้นนโยบายแต่ไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการในพื้นที่ เน้นอุปกรณ์แต่ไม่เน้นบุคลากร มีการพัฒนาเทคนิคในด้านการจัดการน้อยมาก
ฝ่ายปฏิบัติ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปะการัง ไปมุ่งทางนโยบายและการจัดการขั้นรายละเอียด แต่ไม่สามารถรักษากฎหมายป้องกันแนวปะการังไว้ได้ ขาดความคิดริเริ่มในภาคปฏิบัติ มุ่งเน้นที่อุปกรณ์แต่ไม่ให้ความสำคัญกับศักยภาพของผู้ใต้บังคับบัญชา
ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแนวปะการัง ไม่สามารถประสานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างได้ผล มุ่งหาผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าการใช้ประโยชน์ระยะยาว ทำผิดกฎหมายในบางครั้งเมื่อลับหลังเจ้าหน้าที่
ชาวบ้านผู้อยู่ในพื้นที่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ไม่สามารถประสานงานกับทางราชการ รวมทั้งผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มอื่น เพื่อให้เกิดการแบ่งใช้ทรัพยากรอย่างยุติธรรมได้
นักท่องเที่ยว ไม่สนใจในการอนุรักษ์ด้วยการกระทำ เน้นที่กระแสนิยมมากกว่า ละเลยและไม่ใส่ใจต่อกฎข้อห้ามต่างๆ แต่ยึดถือความสนุกของตัวเอง
กลุ่มอนุรักษ์ เข้ามามีบทบาทเฉพาะเหตุการณ์ ไม่วางแผนและปฏิบัติระยะยาว ไม่แยกแยะลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่สามารถประสานกับทางราชการได้
สื่อมวลชน สร้างกระแสขึ้นมาเป็นครั้งคราว ขาดความรู้ที่แท้จริงทำให้เสนอข้อมูลผิดพลาด
ประชาชนทั่วไป ไม่สนใจกับทรัพยากรแนวปะการัง ไม่เรียกร้องใช้สิทธิของตนเองในการดูแลรักษาและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ กระทำตัวเป็นผู้อยู่วงนอกเท่านั้น
ขอย้ำอีกครั้ง การสรุปปัญหาดังกล่าวคือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและผู้เขียนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น บุคลากรที่ดีและการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จมีมากมาย แต่ผู้เขียนเลือกกล่าวถึงส่วนที่เกิดปัญหา เพื่อให้ระวังและหาทางป้องกันล่วงหน้าเท่านั้น
Copyright
© 1999-2000 SeaPapa. All right reserved.
comment to webmaster@seapapa.com