www.talaythai.com
Last Update : Friday 3 August, 2001 6:33 AM

เกาะเสม็ด

          ช่วงหน้าฝน ใครต่อใครไปทะเลยากหลาย แต่ชาวทะเลไทยยังต้องหาทางไปเที่ยวกันจนได้ นิดๆหน่อยๆก็ยังดี ครั้งนี้ผมเลยนำเรื่องอุทยานฯทางทะเลที่พอมีหวังไปเที่ยวได้ในช่วงหน้าฝน หลายคนชอบถามถึงเกาะนี้ครับ...เกาะเสม็ด

          ก่อนเริ่มเรื่องผมขออธิบายความหมายของ "อุทยานแห่งชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติพ.ศ. 2504 มีใจความว่า "ที่ดินซึ่งรวมทั้งพื้นที่ดินทั่วไป ภูเขา ห้วยหนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และชายฝั่งที่ได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ"

          "ลักษณะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ที่มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ และมิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง ทั้งนี้การกำหนดดังกล่าวก็เพื่อให้คงอยู่ในสภาพเดิม เพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและความรื่นรมย์ของประชาชนสืบไป"

          คุณผู้อ่านบางคนคงเหมือนผม เคยได้ยินคำว่า "อุทยานแห่งชาติ" มาไม่รู้กี่ครั้ง เพิ่งรู้จักเป็นจริงเป็นจังก็คราวนี้ เอาล่ะครับ...เรามาลองดูกันสิว่าเมืองไทยในปัจจุบัน มีอุทยานแห่งชาติกี่แห่ง?

          ข้อมูลบอกไว้ว่า ในปีพ.ศ. 2541 เรามีอุทยานฯทั้งหมด 86 แห่ง คิดเป็นเนื้อที่ 27.44 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 8.56 ของพื้นที่เมืองไทย ในจำนวนนี้ มีอุทยานฯทางทะเล 19 แห่ง เนื้อที่ประมาณ 5,335.31 ตารางกิโลเมตร แต่ในปัจจุบัน เรากำลังจะจัดทำอุทยานฯเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง บ้างก็กำลังอยู่ในระหว่างการประกาศ บางแห่งเพิ่งได้สำรวจกันไป ว่าง่ายๆคือตอนนี้มีอุทยานฯทางทะเลทั้งสิ้น 26 แห่ง โดยรวมพวกกำลังวางแผนประกาศด้วย

          หลายคนอาจสงสัยว่า อุทยานฯทางบกกับอุทยานฯทางทะเลต่างกันตรงไหน?

          คำถามนี้ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดิน อุทยานฯทางทะเลก็ต้องติดทะเลสิครับ อาจเป็นพื้นที่ชายฝั่งอย่างเดียว เช่น หาดวนกร หรือมีทั้งชายฝั่งทั้งเกาะ เช่น หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี หรือเป็นแบบสุดท้าย นั่นคือมีแต่เกาะอย่างเดียว เช่น หมู่เกาะสิมิลัน

          เรามาลองดูอุทยานฯกันทีละแห่งบ้าง มุ่งหน้าไปทางภาคตะวันออกก่อนแล้วกัน (ไม่ได้มีแฟนเก่าเป็นคนภาคนี้ แต่เห็นมีอุทยานฯน้อยดีเลยเลือกก่อน)

          เริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่านถนนมอเตอร์เวย์ไปเรื่อย...ไปเรื่อย จนแวะกินไก่ย่างที่บางแสนก็แล้ว เหล่แหม่มรัสเซียที่พัทยาก็แล้ว คุณก็ยังไม่เจออุทยานฯทางทะเลสักแห่ง

          จนถึงระยองแน่ะครับ คุณถึงจะได้ชื่นชมกับอุทยานฯ ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดคือ ทะเลแถวชลบุรีโดนจับจองไปหมด ก่อนกฎหมายอุทยานฯจะปรากฏโฉมมาให้คนไทยได้ยล

          เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นชื่อจริงของอุทยานฯแห่งนี้ แต่คนทั่วไปรู้จักในนาม "เกาะเสม็ด" หลายคนคงไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอุทยานฯมีพื้นที่บางส่วนครอบคลุมชายฝั่ง รวมทั้งไม่ทราบด้วยว่าที่นี่มีหลายเกาะ ไม่ใช่มีเกาะเสม็ดอยู่เกาะเดียว

          ยังมีเกาะกุฎี ท้ายค้างคาว กรวย มะขาม เกล็ดฉลาม ปลายตีน ยุ้งเกลือ ทะลุ และสันฉลาม (ว้า...เยอะจัง) เราถึงเรียกรวมกันว่า "หมู่เกาะเสม็ด" ยังไงล่ะครับ

          อุทยานฯแห่งนี้ประกาศในพ.ศ. 2524 มีพื้นที่ 13.08 ตารางกิโลเมตร ประมาณร้อยละ 94 เป็นทะเล ที่เหลือเป็นแผ่นดิน มีป่าหลายรูปแบบ เช่น ป่าชายหาด ป่าดิบแล้ง (ที่ปัจจุบันเหี้ยนไปแล้ว...กลายเป็นป่าโปร่งสลับตอไม้)

          การสำรวจของกรมป่าไม้ในพ.ศ. 2536 ทีมงานพบสัตว์ป่าไม่ต่ำกว่า 70 ชนิด เช่น เสือปลา กระจง ชะมด อีเห็น ลิงแสม พังพอน ฯลฯ รวมถึงงูอีกหลายชนิด ตามด้วยนกอีกหนึ่งโขยง

          ในทะเลเราพบแนวปะการังสภาพปานกลางถึงเสื่อมโทรม แต่ยังมีปะการังให้พบเกิน 70 ชนิด รวมทั้งปลาต่าง ๆ อีกนับร้อยชนิด จะว่าไปก็คล้ายแถวพัทยา แต่หลากหลายกว่านิดหน่อย โดยเฉพาะหอยมือเสือจะมีเยอะมากกว่าจนเห็นได้ชัด

          เมื่อทราบข้อมูลทั่วไปแล้ว ถึงเวลาไปเที่ยวเกาะเสม็ดกัน

          ทะเลแถวนี้เป็นช่องลมร่องคลื่น ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน มักมีคลื่นลมแรง เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งประมาณ 15 วันที่เรือแล่นออกไปไม่ได้ ส่วนช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน ทะเลแม้จะเรียบแต่ก็มีวูบวาบเป็นระยะ บางครั้งอาจมีคลื่นนิดหน่อยพอใกล้อ้วก

          ถ้าวันไหนคุณโชคร้ายข้ามไปเกาะไม่ได้ อย่าเสียใจจนน้ำตาตก ยังมีทางเลือกให้ไปเที่ยวที่อื่นได้ ตัวอย่างเช่น หาดแม่รำพึง

          ณ ที่แห่งนี้มีหาดยาว 12 กิโลเมตรให้คุณเล่นทราย เล่นน้ำ งับหมึกปิ้ง กินส้มตำ เดินดูสาว หรือนอนกลิ้งไปกลิ้งมาเฉย ๆ ก็ไม่ผิดอะไร แต่ถ้าอยากผจญภัยหน่อย ลองไปเขาแหลมหญ้าห่างจากบ้านเพ 5 กิโลเมตร เสียค่ามอเตอร์ไซด์รับจ้างสัก 40 บาทก็ถึงแล้ว

          บริเวณนี้เป็นเขาเตี้ย ๆ มีที่ทำการอุทยานฯและจุดชมวิวงดงามมาก มีทางเดินป่าสั้น ๆ พอได้อารมณ์ร่วม บางคนอาจอยากลองซ้อมดำน้ำแบบ Snorkelling ที่อ่าวสลัด ผมเคยไปมาแล้วอย่าหวังมาก แต่ที่สำคัญคือติดฝั่งไม่ต้องเสียตังค์ค่าเรือ

          แต่ถ้าคุณโชคดีมีโอกาสฝ่าทะเลระยะทาง 5 กิโลเมตรไปจนถึงเกาะเสม็ดได้ อันดับแรกขอให้ชื่นชมกับทรายขาว เป็นที่มาของสมญานาม "เกาะแก้วพิสดาร" ตามตำนานท่านสุนทรภู่ ส่วนชื่อของเกาะเสม็ดนั้นชาวบ้านเรียกกัน เพราะมีต้นเสม็ดขาวและเสม็ดแดงอยู่เยอะ

          ท่าจอดเรือเกาะเสม็ดอยู่ที่อ่าวกลาง พวกเราลองเดินเลียบเกาะทางด้านตะวันออก (ด้านตะวันตกมีแต่เขาสูงชัน ระวังตกหน้าผาตาย) แป๊ปเดียวก็เจอหาดทรายแก้ว...หาดสวยที่สุดบนเกาะนี้ เดินไปอีกหน่อยจะเจออ่าวไผ่ อ่าววงเดือน หาดทรายขาว ไปเรื่อยจนถึงอ่าวกิ่วที่ห่างจากหาดทรายแก้วเกือบ 6 กิโลเมตร แถวนี้แหละครับแนวปะการังสวยที่สุดบนเกาะเสม็ด

          เรายังพบจุดดำน้ำตื้นอีกหลายแห่ง เช่น หินคันนา หินอ่าวไผ่ อ่าวเจ็ก นอกจากนี้ เกาะเล็กเกาะน้อยในบริเวณใกล้เคียง ยังมีแนวปะการังในระดับใช้ได้ เช่น เกาะปลายตีน เกาะกุฎี

          แต่ถ้าเอาแบบที่เดียวสวยเลย แนะนำเกาะทะลุ แถวนั้นผมเคยเจอหมึกกระดองตัวใหญ่สองตัวจู๋จี๋กัน ตามด้วยหอยเบี้ยและหอยมือเสืออีกเยอะแยะ แถมยังมีปลาสากยักษ์กับปลาอื่นว่ายวูบไปวาบมา สร้างความหรรษาปนหวาดเสียว

          อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจอยากลองไปส่องหญิง..เอ๊ย...ส่องปลา โปรดเตรียมการดังนี้ครับ

          เริ่มด้วย...เงิน!!? (มีใจไม่มีเงิน...เที่ยวไม่ได้ครับ) อุทยานฯแห่งนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายถูกจังเมื่อเทียบอุทยานฯแห่งอื่น เช่น ค่าเรือข้ามฟากจากบ้านเพไปเกาะเสม็ด ระยะเวลา 45 นาที ค่าใช้จ่ายแค่ 50 บาท แถวนั้นมีท่าเรือเยอะมากจนบอกไม่ถูกว่าท่าไหนดี เช่น ท่าเรือนวลทิพย์ รวมทั้งมีบริการรับฝากรถให้เสร็จสรรพ ลองขับรถวนอยู่แถวบ้านเพ ยังไงก็เจอแน่

          ที่พักบนเกาะมีเยอะแยะ ปรกติเราไม่ค่อยอยู่กับอุทยานฯ แต่จะไปอยู่ตามรีสอร์ตของเอกชน มีให้ตั้งแต่ราคาแค่ 100 บาทจนถึงเป็นหมื่นบาท ลองคลิกดูตรงนี้ "ที่พักระยอง"

          แต่ถ้าใครฝักใฝ่แสงสี แนะนำให้พักบนชายฝั่ง แถวหาดแม่รำพึง-บ้านก้นอ่าว มีบังกาโลเยอะแยะ สนนราคาตั้งแต่ 300-5,000 บาท ส่วนอาหารมีทุกรูปแบบ คลิกดูข้อมูลบ้านพักได้จากที่พักระยองเหมือนกันครับ

          อธิบายถึงตรงนี้คงพอเข้าใจกันแล้ว คุณมีสิทธิเลือกสองรูปแบบ จะอยู่บนเกาะหรือพักบนฝั่งกินข้าวแถวตลาด จากนั้นนั่งเรือข้ามไปเกาะแบบเช้าไปเย็นกลับ

          ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาชิกในคณะพรรคของคุณ ว่าต้องการเที่ยวแบบไหน ถ้าอยากเที่ยวแบบหลากหลาย อยู่บนเกาะอาจน่าเบื่อไปนิด เพราะส่วนใหญ่มีแต่ทะเล อาจข้ามไปนอนแค่ 1 คืน แล้วก็ไปเที่ยวที่อื่นบนฝั่ง เช่น เขาชะเมา-เขาวง อนุสาวรีย์สุนทรภู่ บ้านเพ ฯลฯ ที่ผมจะเขียนถึงต่อไป ลองติดตามใน "Trip" ทุกวันอังคารนะครับ

          ฝากกันไว้นิด...อย่าทำร้ายธรรมชาติให้มาก ทิ้งขยะบนหาด กินเหล้าแล้วปาขวดลงทะเล ก่อกองไฟบนทราย ดำน้ำย่ำปะการังเล่น ตกปลาเก๋าตัวยาวแค่สามนิ้วแล้วยังจับไปปิ้ง แบบนั้นไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบน่ารักเลย (สวยหรือหล่อแค่ไหนแต่ทำตัวย่ำแย่ เสียภาพพจน์หมดครับ)

          เอ้อ...เกือบลืมไป แถวบ้านเพมีปะการัง โคมไฟปลาปั้กเป้า พวงกุญแจม้าน้ำ ขายกันให้ตรึมไปหมด อย่าซื้อนะครับ ช่วยๆกันดูแลทะเลสักนิด ชีวิตลูกหลานจะเป็นสุข

          ตอนนี้ช่วงหน้าฝน ไปไหนมาไหนระวังตัวกันหน่อย หากไม่แน่ใจเก็บข้อมูลไว้ก่อนก็ได้ เอาไว้หน้าร้อนครั้งต่อไปแล้วค่อยว่ากันอีกที...

 

| ที่พักระยอง | ท่องทะเลไปเกาะต่างๆ |

ภาพประกอบโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

HitBox