![]() Last Update : Wednesday 14 March, 2001 0:05 AM |
|
ไม่เกี่ยวอะไรกับทะเลเลย แต่ฝนตกจั้กๆอย่างนี้น่าเศร้า จะนำเรื่องเที่ยวมาให้อ่านกันก็กลัวเบื่อ (จริงๆ งานยุ่งครับ ต้องปิดต้นฉบับแถมยังต้องตรวจข้อสอบ...ไม่ว่างเลย ฮือๆ) สัปดาห์นี้เปลี่ยนบรรยากาศ พบกับ "ปฏิบัติการหมั้นสาว" ประสบการณ์ของจริงล้วนๆ แต่งุบงิบไว้ไม่ยอมบอกว่าเจ้าสาวคือใคร? ถึงบางคนอาจเดาได้ แต่เงียบๆ ไว้นะครับ
ผมเขียนเรื่องนี้ให้ "ผู้จัดการ" เมื่อสามปีมาแล้ว แต่บก.เค้าใจร้าย ไม่ยอมเอาลง เรื่องนี้เลยค้างเติ่งคาฮาร์ดดิสก์มาหลายปี วันนี้ค้นมาปัดฝุ่นแต่งเติมใหม่ คิดว่าคงมีประโยชน์สำหรับชายหนุ่มที่อยากมีแฟนเป็นอาหมวย
อ้อ...เนื่องจากภาพถ่ายวันนั้นอยู่ไหนก็ไม่รู้? (จริงๆ รู้แต่เค้าเขินน่ะ) ดูภาพหัวใจคิขุแทนนะครับ
.......
ปฏิบัติการหมั้นสาว!!?
ขึ้นเรื่องมาเช่นนี้หลายคนคงบอกว่า ฮั่นแน่!!? ไปงานแต่งงานเพื่อนมา เลยคิดเล่าเรื่องการเตรียมตัวเพื่อวิวาห์ใช่มั้ยคะ? เชยไปแล้วล่ะอาจารย์
หากใจร้ายกันเช่นนี้ ผมจะบอกบ้างว่า ฮั่นแน่!!? ไม่เชยหรอกครับ เพราะถึงมีหลายบทความเคยกล่าวถึงเรื่องทำนองนี้ แต่รับรองว่าสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปหาได้ยากยิ่ง เพราะคงเป็นน้อยครั้งที่เจ้าบ่าวเขียนเรื่องงานตัวเองให้คุณอ่าน
อุ๊ย!!? อาจารย์ไม่ใช่มีลูกแล้วเหรอคะ? นี่คงเป็นอีกหลายเสียงอุทานที่ผมแอบได้ยิน สิ่งนี้คือเรื่องเข้าใจผิดมาแสนนาน คุณผู้อ่านส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาจารย์ธรณ์ต้องแก่วัยกลางคน ผมหงอกลงพุงพลุ๊ย อ้วนปุ๊กแถมใส่แว่นตาทำท่าคงแก่เรียน
ผิดครับ...ผิดหมดเลย นักเขียนคนนี้เพิ่งอายุครบสามสิบได้ไม่กี่เดือน หน้าหล่อหุ่นงาม ชอบเสียงเพลง รักธรรมชาติ และไม่ดูถูกคนจน บรรยายสรรพคุณมาเช่นนี้แล้วเริ่มหลงรักบ้างไหมครับ? (ฮือ...เราหมั้นแล้ว ไม่มีโอกาสแล้ว โอ้!!? เสียใจ)
จุดเริ่มต้นในการหมั้นของผมเหมือนคนทั่วไป เริ่มจากไปปิ๊งสาวน้อยคนหนึ่ง เมื่อรวบรวมความกล้าถามเธอว่าปิ๊งฉันบ้างไหม? สาวน้อยไม่ยิ้มอายๆ แต่แยกเขี้ยวตอบว่าเพิ่งรู้เหรอ?
หลังจากสองเราดูใจกันไปมา จนแน่ใจว่าขืนดูต่อมีหวังทนไม่ไหว (ดูได้แค่หกเดือนก็เกือบทนไม่ไหวแล้วครับ พอดีเจ้าสาวผมหุ่นดีน่ะ) ผมจัดแจงเข้าหาคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายหญิง ไปคนเดียวองอาจมาก พอเจอหน้าก็ทำตาซื่อสัตย์ ก่อนบอกว่าผมรักลูกสาวท่าน อยากจะขอเธอมาเป็นคู่ครอง จะพยายามดูแลสุดความสามารถ แม้ผมเป็นข้าราชการซีเจ็ดจนๆ มีงานอดิเรกเป็นนักประพันธ์เรทติ้งต่ำ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ก็ไม่ค่อยดัง แต่รับรองว่ารักจริงหวังแต่งเลยมาขอ
ใจตอนนั้นเต้นตุ้บตั้บ รอเวลาให้ท่านเอ่ยบอกมาว่าลูกฉันยังเด็กไป จะได้เศร้าสะเทือนใจร้องไห้ฮือๆ แต่คงเป็นเพราะท่านคงดูใจผมออกว่า ถ้าไม่รักจริงคงไม่กล้ามาหาตัวคนเดียว แถมยังพูดตามตรงไม่โย้เย้ ในที่สุดท่านก็บอกว่า "ไปหาเถ้าแก่มาขอสิ"
หลังจากกลับมาบ้าน ผมจัดแจงไปหาคุณพ่อถามว่ารู้จักเถ้าแก่บ้างไหม? ท่านตอบมาว่าพ่อก็แก่แล้ว ด้วยเหตุนี้เถ้าแก่จึงเป็นคุณพ่อคุณแม่ของผมเอง
ในวันไปขอมีคุณพ่อคุณแม่กับผม เราทั้งสามคนเข้าไปในห้อง หลังจากพูดเรื่องดินฟ้าอากาศรวมทั้งการเมืองเล็กน้อย คุณพ่อผมก็พูดขึ้นว่าสองคนนี้เค้าก็รักกันมานานแล้ว เจ้าบ่าว (ถ้าได้เป็น) มีหน้าที่การงานมั่นคงเพราะคือข้าราชการ อนาคตอาจไม่รวยขึ้น แต่เชื่อมั่นว่าคนนี้ถ้าคิดก็ทำถ้ารักก็จริง (อ๊ะแฮ่ม...อย่าชมกันตรงๆ อย่างนั้นสิจ๊ะพ่อ)
ตลอดเวลาผมนั่งมือสั่น ทั้งชีวิตเคยทำอะไรมาก็หลายหน ยังไม่เห็นตื่นเต้นเหมือนวันนี้ เสียงพูดคุยดูเหมือนจะผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ใช่ไม่ตั้งใจฟังนะครับแต่มันฟังไม่รู้เรื่อง จนเห็นทั้งสองฝ่ายยิ้มแย้มชี้ชวนให้ออกไปกินอาหาร จึงทราบว่าทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี
ถึงเวลาหาฤกษ์หมั้นวันแต่ง เนื่องจากสาวเป็นอาหมวย ผมเลยไปหาซินแส ได้ซองสีชมพูมาคู่หนึ่ง พอเปิดออกมาเป็นภาษาจีนอ่านไม่รู้เรื่อง ต้องกลับไปใหม่เพื่อขอคำแปล
ความในซองบอกว่า เจ้าบ่าวเกิดปีมะเมีย เจ้าสาวเกิดปีขาล สมกันดีแท้ เวลาช่วงเจ้าบ่าวเกิดเป็นตอนม้าคึก ส่วนเจ้าสาวเกิดตอนเสือนอนหลับ สรุปแล้วเสือไม่ตื่นมากินม้า สมควรให้วิวาห์กันเป็นอย่างยิ่ง อนาคตจะอยู่ผ่อนบ้านไปจนเมืองไทยจะปลอดจากผู้ใหญ่หัวงู
การหมั้นแบบจีนนั้น ฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นคนจัดงาน ส่วนผมมีหน้าที่หาขันหมากไปให้ครบ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยข้าวของ 21 ถาด ซึ่งผมเรียงลำดับจัดเตรียมดังนี้
เริ่มจากอ้อยและกล้วย เราต้องถือนำหน้าขบวนขันหมาก ด้วยความเป็นคนไม่รู้เรื่องของผมเลยเตรียมซื้ออ้อยควั่นกะใส่น้ำแข็งด้วยเย็นชื่นใจดี กล้วยก็ว่าจะแบกไปสักสองเครือกินกันได้ทั้งงาน ปรากฏว่าต้องเป็นต้นกล้วยต้นอ้อย โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่สาวช่วยเป็นธุระให้ ไม่เช่นนั้นผมคงไม่รู้จะไปหากล้วยอ้อยได้ที่ไหนในกรุงเทพฯ (มีแต่ต้นปาล์มริมถนนโกร๋นดีครับ)
ของสำคัญคือแหวนหมั้นและแหวนแต่ง ผมใช้ระบบ Two in One เพื่อความประหยัด เนื่องจากคุณแม่ผมมีวิชั่น ท่านเลยซื้อเพชรไว้ให้ลูกชายตั้งแต่ยังเรียนมัธยม ถึงเวลานี้เพียงเอาไปใส่ตัวเรือนก็สวมนิ้วได้ กรณีนี้นับว่าโชคดีมาก เพราะเมื่อผ่านไปแถวร้านเพชรเห็นราคาแล้ว ได้แต่สงสัยว่าหนุ่มไทยจะซื้อแหวนเดี๋ยวนี้ คงต้องเป็นหนี้สถานเดียว (สาวๆ เห็นใจหนุ่มหน่อยนะครับ...แหวนเอาไปก็เฝ้าบ้านไม่ได้ เปลี่ยนเป็นลูกหมาเห่าบ๊อกน่ารักดีออก เกาพุงก็ได้นะครับ)
สำหรับแหวนเราจะถือไปโทงๆ หรือใส่กระเป๋าไว้แบบหนุ่มนอก ก็เสียประเพณีที่ดีหมด ต้องจัดใส่พานครับและเป็นพานเอกด้วย มีดอกไม้ประดับให้งดงาม พร้อมหากล่องใส่ให้เรียบร้อย สืบราคามาปรากฏว่า เฉพาะค่าพานอย่างเดียวสองพันห้าร้อยบาท โชคดีที่ฝ่ายเจ้าสาวช่วยกรุณาจัดเตรียมให้ ใครคิดจะจีบสาว ถามก่อนว่าที่บ้านเธอมีพานหรือเปล่าจ๊ะ?
มาถึงขันเงินขันทอง ที่ไม่ได้ทำจากเงินและทองจริง ๆ (ถ้าจะเอาของจริงสงสัยต้องขายบ้าน) ในขันเงินเราก็จัดแจงใส่เงินลงไป ห้ามใส่เช็คเพราะอาจเด้งได้ (มีตัวอย่างมาแล้ว) คนจีนนิยมเลขสี่ แต่ตัวเลขหน้าสุดไม่จำเป็นต้องเป็นสี่เสมอไป ไม่อย่างนั้นจากสี่หมื่นเป็นสี่แสนถึงสี่ล้านได้เวลาเป็นลม
ในขันทองจะเป็นที่ใส่ของประดับอื่น ตั้งแต่สร้อย กำไล จนถึงทองจิปาถะที่เราหามาหมั้นได้ ในจำนวนนี้ที่สำคัญคือต่างหู กำไล และสร้อยของเจ้าสาว เหลดกับสร้อยของเจ้าบ่าว (ไม่ต้องมีต่างหูครับไม่งั้นสงสัยวงแตก) ส่วนแหวนที่เจ้าสาวจะใช้คล้องใจเราฝ่ายเธอเป็นผู้เตรียมมาเอง
การหาสร้อยและเครื่องประดับอื่นๆ คนจีนชอบมากๆ ปัญหาคือผมมีน้อยๆ เลยแชร์กับเพื่อนสนิทสองสามคน ตกลงกันไว้ว่าใครจะหมั้นก็เอาทองมารวมกัน จะได้ดูเป็นกอบเป็นกำ ทองพวกนี้เป็นทองโชว์ สร้อยหนักแค่สองบาท ให้ร้านเค้าทำเสียบางจ๋อย จะได้ดูใหญ่ๆ ขนาดคล้องช้างได้ แต่ต้องวัดใจล่วงหน้าว่าพ่อตาแม่ยายจะคืนทองมาให้ ไม่งั้นมีหวังแต่งานเสร็จก็ถึงงานศพ เพราะถูกเพื่อนตื้บตาย
ในถาดต่อๆ ไปประกอบด้วยขนม "จับกิ้ม" อันเป็นพวกถั่วตัด ฟักเชื่อม ฯลฯ อีกสองถุงๆ ละสิบชั่ง (หกกิโลกรัม) ถุงพวกนี้ควรห่อกระดาษแก้วสีแดงเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย รวมทั้งปิดตัวอักษร "ซังฮี่" ไว้ด้วยตามประเพณีจีน
เรายังต้องเตรียมขนมหมั้นอีกสี่กล่อง ข้างในเป็นขนมเหนียวและบรรดาขนมที่ผมไม่รู้จัก ถาดต่อมาคือขนมเปี๊ะอันใหญ่สี่กล่อง มีรูปหงส์เหินกับมังกรผงาดฟ้าประดับบนฝา ขนมพวกนี้ต้องวางถาดละสองกล่องและถือไปเป็นคู่ ห้ามคิดวิธีเรียงใหม่ให้แตกต่างจากเดิมเป็นอันขาด
สำหรับถาดตามขบวนที่เหลือคือขนมอะไรก็ได้ แต่ควรพิจารณาดูให้ดีไม่ใช่เอาข้าวเหนียวทุเรียนใส่ลงไป บางขันหมากอาจใช้คุ๊กกี้ในกล่องสีแดง แต่ผมใช้ขนมไทยพวกทองเอก เสน่ห์จันทร์ จ่ามงกุฎ ทองหยิบ ทองหยอด ลูกชุบ เพราะทราบมาว่าบรรดาเพื่อนเจ้าสาวผู้ยังไม่ได้แต่งงานมักมุ่งหวังมาทานขนมเหล่านี้ นัยว่ากินครบชุดแล้วจะได้แต่งงานกับหนุ่มรัก (พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นจริง...ผมเคยไปแย่งเขากิน ครบชุดแป๊ปเดียวเห็นผล)
นอกจากขนมตามประเพณี เราต้องมีความคิดครีเอทีฟ ผมไปได้ยินมาจากไหนไม่ทราบว่าเขามีขนมชื่อ "เกลียวสวาท" ในใจคิดว่านี่แหละใช่แล้ว รักยืนยงเกิดจากตรงนี้ เลยบอกรุ่นน้องให้ช่วยเป็นธุระหาเกลียวสวาทมาให้ได้ ผลปรากฏคือผมมั่วเอง เพราะน้องกลับมาบอกว่าขนมพี่ธรณ์สงสัยไว้มอมสาวไม่ใช่หมั้นสาว
คราวนี้มาถึงผลไม้บ้าง คนจีนนิยมส้มมีก้านมีใบ ผมเลยไปหาส้มเช๊งมาได้สี่สิบแปดลูก (เลขมงคล) พวกนี้ต้องก็ต้องติดตัวอักษร "ซังฮี่" เหมือนกันครับ อีกอย่างคือกล้วยน้ำว้ามาเป็นหวี ใส่ให้ครบคู่เหมือนกันแต่ไม่ต้องติดตัวอักษร (ห้ามถามว่าทำไม?)
สรรพสิ่งในขบวนขันหมากยังไม่จบ เพราะผมต้องหาใบเงินใบทองใบรัก ขัดใจขึ้นมาหาไม่ได้เลยซื้อทั้งต้นแล้วเด็ดเอา ยังต้องหาถาดให้ครบตามจำนวนพร้อมผ้าปูสีแดง ผมค้นทั้งบ้านแล้วได้มาสี่ใบแถมกระดำกระด่างเพราะรับใช้มานานปี เลยต้องไปวัดขอยืมจากพระท่าน
สิ่งสุดท้ายที่ต้องมีคือขนมไว้ให้ญาติผู้ใหญ่ ผมใช้คุ๊กกี้เพราะสะดวกดีและกล่องสีแดง แต่ทุกอันต้องติดอักษร "ซังฮี่" ผมไปเตรียมมาสี่สิบสี่กล่อง พอเอาของทั้งหมดมารวมกันแล้วสูงกว่าหลังคารถ น้ำหนักโดยรวมแล้วหนักกว่าเจ้าสาวแน่นอน
ภารกิจครั้งนี้เลยยังไม่จบ ผมต้องไปหาผู้คนเพื่อมาขนของ เนื่องจากในตระกูลมีคนค่อนข้างน้อย หนุ่มสาวมีนับคนได้ ที่เหลือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ส่วนมากอายุเกินเจ็ดสิบแล้ว งานนี้ลูกศิษย์เลยมีสิทธิช่วยอาจารย์ ขอแรงกันได้เกือบยี่สิบคน (แปลกแต่จริง...นิสิตหญิงมีมากกว่าชาย...พิสูจน์ได้ว่าสาวไทยชอบงานประเภทนี้มาก)
เล่ามาถึงตรงนี้ ปรากฏว่าขบวนขันหมากยังไม่ได้เคลื่อนเลยครับ จริงๆเราจะลงให้ครบก็ได้แต่กั๊กไว้ ตามสไตล์เว็บไซต์มีลูกเล่น อีกสองสามวันผมจะมาเล่าต่อว่างานเป็นเช่นไร? เสียงโห่เล่นลูกคอหวานแหววขนาดไหน? อย่าพลาด "วันขออาหมวย" นะครับ
ปล. อ่านถึงตรงนี้แล้วอยากไปหมั้นหรือโดนหมั้นไหมครับ? รีบไปหาหวานใจแล้วบอกว่าถึงเวลาของเราแล้ว เศรษฐกิจอย่างนี้รออีกสองปีรับรองไม่มีรวยขึ้น อย่าลืมนะครับ "กินของไทย...ใช้ของไทย...หมั้นสาวไทย...เงินทองไม่รั่วไหล...ชื่นใจทั้งบ่าวสาว" สาวไทยจงเจริญครับ...
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.