www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 17 January, 2001 11:30 AM

          รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่กว่าห้าสิบไร่ มีบ้านพักทั้งหมดหนึ่งร้อยหลัง แต่ละแห่งแยกจากกันโดยมีทางเดินเชื่อมต่อ ข้อดีคือทุกคนมีอิสระเสรี ไม่ต้องนอนฟังเสียงคนข้างห้องกระหนุงกระหนิงกัน แต่ข้อเสียคือราคาต้องแพงเป็นธรรมดา

          ที่น่าชมเชยประการหนึ่งคือทุกห้องเค้าสร้างแบบหกเหลี่ยม สถานปนิกออกแบบให้ไม่ต้องตัดต้นไม้ที่มีอยู่เดิมแม้แต่ต้นเดียว (ถึงแม้ทั้งหมดจะเป็นต้นมะพร้าวก็ตามทีเถอะ...เพราะต้นไม้ในป่าดั้งเดิมถูกหั่นเหี้ยนไปนานตั้งแต่สมัยเป็นสวนมะพร้าวแล้วครับ)

          บ้านพักของเราตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของรีสอร์ทเกือบสามร้อยเมตร อยู่ไม่ห่างจากสระว่ายน้ำมากนัก ส่วนวิวทะเลนั้นถ้าเอาเก้าอี้มาตั้งแล้วปีนดูตรงหน้าต่างชั้นสองคงพอมองเห็น

          เขียนมาอย่างนี้ไม่ใช่ต่อว่านะครับ เพราะรีสอร์ทแห่งนี้สร้างสไตล์เมืองนอก คนเรามีเท้าอยากเห็นทะเลก็เดินไปดูได้ ถ้าสร้างให้ทุกห้องเห็นทะเลหมดคงต้องทำเป็นตึกสูงสิบชั้นหน้าตาคงพิลึก

          ในห้องนั้นชื่อชั้นดุสิตเป็นประกันได้ จากห้องนั่งเล่นชั้นล่างจนจรดห้องนอนชั้นบนสวยสดจนแทบอยากนอนกลิ้งกลุกไปให้รอบ มีอุปกรณ์ให้ทุกอย่างรวมทั้งวิดีโอและสเตริโอ แม้กระทั่งร่มที่จำเป็นมากในการมาเที่ยวในช่วงฤดูกาลนี้

          พอดีสาวน้อยกับตัวผมเหนื่อยมาก เนื่องจากผ่านการแต่งงานที่ตรากตรำมาตลอด (สองวันยังไม่ได้พูดคุยกระจุ๋งกระจิ๋งสักคำ) เราเลยหมดแรงชื่นชมห้องสวย มัวแต่มุ่งหน้าหาการนอนหลับ

          ตื่นมาอีกทีพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว อาหารมื้อแรกของเราสั่งมากินในห้องเนื่องจากไม่มีแรงออกไปกินในภัตตาคารที่มีให้เลือกสามแห่ง พอท้องอิ่มตาก็เริ่มปรือ พวกเราเลยหันหน้าเข้าหาเตียงนอนอีกครั้ง

          เช้าวันใหม่อากาศแจ่มใสมีแดดจ้า สองเราเดินเกี่ยวก้อยจูงมือกันแบบหวานมากครับ เป้าหมายคือการกินครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

          ผมคงลืมเล่าไปว่าราคารีสอร์ทที่จ่ายไปรวมอาหารเช้าอยู่ด้วย อาหารที่ว่าเสิร์ฟถึงสิบเอ็ดโมงเช้า เป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ที่หรูหรา แถมยังสั่งอะไรก็ได้ถ้าพ่อครัวทำเป็น เพราะอย่างนั้นเรามีแรงแค่ไหนก็กินเข้าไปแบบข้อยบ่ยั่น กะว่าให้อิ่มถึงเย็นถ้าเป็นไปได้ (ปฏิบัติการประสบผลสำเร็จ เราไม่ต้องสั่งอาหารกลางวันเป็นการลดทุนสนับสนุนให้ลูกโตเลยสักครั้ง)

          อาหารอร่อยมากครับ ผมเคยไปกินอาหารเช้าตามโรงแรมมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยแห่ง ที่นี่ขึ้นอันดับหนึ่งแบบทิ้งคู่แข่งห่างไกล แถมพนักงานทุกคนน่ารักและยิ้มแย้มเป็นกันเอง ไม่มีการดูถูกคนไทยเด็ดขาด (ถึงแม้เราจะเป็นคนไทยคู่เดียวตลอดเวลาสี่วันที่นั่นก็ตามที)

          ระหว่างทานอาหารมีโชว์ประกอบรายการด้วยครับ นางเอกคือสาวน้อยแฟนผม ส่วนพระเอกคือลิงจ๋อที่ไม่ควรเรียกเช่นนั้น เพราะเค้าไม่ใช่ลิงตัวกระเปี๊ยก แต่เป็นลิงกังตัวใหญ่เขี้ยวยาวกว่าหมาข้างถนน

          พระเอกผู้ไม่ได้รับเชิญดังกล่าว เผ่นโผนโจนทะยานมากลางโต๊ะอาหาร ขณะผมกับแฟนกำลังคุยกันถึงเรื่องอนาคตว่า เราควรจะมีลูกกี่คนดี? เค้าแยกเขี้ยวให้พวกเรา คล้ายบอกว่านายอยากมีกี่คนก็เรื่องของนาย แต่เบคอนกับแพนเค็กในจานนี้เราจะกิน...มีปัญหาหรือป่าว?

          ผมยิ้มหวานให้คุณลิง ก่อนเผ่นพรวดจากโต๊ะ ปล่อยให้แฟนเผชิญหน้ากับนายจ๋อ (ไม่เป็นพระเอกเลยแฮะ) โชคดีที่คุณลิงไม่ได้ทำร้ายภรรยาในปัจจุบันของผม เค้าคว้าแพนเค็กพุ่งพรวดขึ้นต้นไม้ ขณะที่พนักงานพากันปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับลิง

          ผมถามคุณบ๋อยคนหนึ่งที่นั่น เค้าบอกว่าลิงมีปัญหามาก มักยกพวกบุกเข้าแย่งอาหารแขกเสมอ ทางโรงแรมไม่รู้จะทำอย่างไร จะทำร้ายก็เกินเหตุ เลยใช้หนังสติ๊กยิงลูกกระดาษเป็นการไล่ ไม่เจ็บอะไรมากมายแค่แสบ ๆ เหมือนตอนเราเล่นกันสมัยประถม

          พนักงานของโรงแรม เลยต้องแต่งตัวเต็มยศ แต่มีหนังสติ๊กพกไว้ที่กระเป๋าทุกคน ดูแล้วมีเอกลักษณ์ดีมากครับ

          หลังอาหารเราเดินย่อยวนไปมาในโรงแรม ผมเห็นวิวแต่ละแห่งแล้วได้แต่ซี้ดปาก ใช้คำว่า "สวย" คงไม่พอต้องแถมว่า "อุแม่เจ้าโว้ย" แถมให้

          รอบอาณาบริเวณเป็นเขาหินปูนที่มีทั้งหินงอกหินย้อย ผมคงต้องเล่านิดหนึ่งว่าหินพวกนี้เกิดจากซากสัตว์ทะเลโดยเฉพาะเปลือกหอย อัดแน่นกันจนกลายเป็นหิน เมื่อเทวดาฟ้าพิโรธหินถูกดันขึ้นมาเป็นภูเขา คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศก็ลอดเข้าไปอยู่ตามรอยแยกหิน เกิดปฏิกริยาสะดึ๋มกึ๋ยจนกลายเป็นกรดอ่อน ค่อย ๆ ละลายหินออกมาทีละนิดทีละหน่อย จนกลายเป็นถ้ำและผา บางส่วนที่ห้อยย้อยลงมากลายเป็นหินงอก

          ความจริงแค่นั้นคงไม่ประหลาดอะไรหรอกครับ ถ้ำที่ไหนก็มีเหมือนกัน เพียงแต่เขาหินปูนแถวกระบี่ติดทะเล บางส่วนเลยโดนคลื่นเซาะกลายเป็นผา แถมหินที่นี่มีแร่ธาตุต่างๆ มากเลยเกิดสีแดงสวยงามดีแท้ เป็นวิวที่แม้แต่ฝรั่งยังต้องร้องว้าว!!?

          ธรรมชาติยังเสริมความงามให้แหลมพระนาง ด้วยป่าดงดิบเขตชื้นที่สวยและสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้ในชั้นต่างๆ ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงไม้ยืนต้น พร้อมเพรียงด้วยกาฝากและเถาวัลย์ชวนให้คิดถึงทาร์ซานมาก

          ห่างจากป่าไปแค่ชายหาดคั่นมีแนวปะการังติดฝั่งอยู่โดยรอบ แม้ว่าน้ำออกจะขุ่นทำให้สีสันน้อยไปหน่อย แต่สัตว์แถวนี้มีชุกชุมและหลากหลายตามสไตล์ทะเลอันดามัน ผมลองไปว่ายน้ำใส่หน้ากากดูเจอตัวอะไรตั้งเยอะแยะ

          ภูผาและหินย้อย...ป่าดิบเขตชื้น...แนวปะการัง สามสุดยอดแห่งธรรมชาติมาตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน คำกล่าวว่าหาดบริเวณนี้สวยสุดยอดในโลกจึงไม่เกินจริง

          โดยเฉพาะเมื่อเดินไปจนถึงหาดพระนาง ผมจึงพบว่าหาดไม่รู้กี่พันแห่งที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ในชีวิตไม่มีประโยชน์ เพราะสู้ไม่ได้เลยกับทิวทัศน์แห่งนี้ ไม่ว่าอเมริกา แคริเบี้ยน ออสเตรเลีย ฟิจิ ทองก้า มอลดีฟส์...ไม่ได้ครึ่งครับ...ไม่ได้สักเสี้ยวเลยด้วยซ้ำ

          คุณผู้อ่านคงร้องวุ้ย...ชมกันจริงนะ จะหลอกให้ชั้นเสียตังค์ให้ได้ใช่มั้ยอาจารย์ธรณ์ แต่หาดแห่งนี้เป็นของสาธารณะครับ ธรรมชาติสร้างมาให้คนไทยทุกคน พวกเรามีสิทธิเช่าเรือเดินทางไปได้โดยไม่ต้องมาพักกับดุสิต ขึ้นเรือหางยาวที่อ่าวน้ำเมาหรืออ่าวพระนาง เสียเงินไม่กี่บาทกับเวลาไม่กี่นาที คุณก็มีสิทธิเห็นสุดยอดหาดแล้ว

          สาวน้อยทรุดกายลงนั่ง เธอหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยทรายเล่น สายตามองไปไกลสู่ทะเลเบื้องหน้า ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่

          ผมนั่งลงข้างกายเธอ เราไม่ได้พูดอะไรกัน ไม่ได้ส่งเสียงคุยหรือพยายามคิดจู๋จี๋ ทั้งที่เรามาฮันนีมูนควรใฝ่หาความหวาน แต่ธรรมชาติเบื้องหน้าสะกดให้ทุกอย่างอยู่นิ่ง

          อยากเก็บทุกอย่างไว้ในความทรงจำ อยากเก็บไว้ให้ลึกในจิตใจ เก็บเสียงคลื่น ป่าเขียว ทะเลฟ้า ภูเขาตระหง่าน เก็บไว้ให้รู้ว่าวันหนึ่งเราเคยมาที่นี่

          ย้ำมาตลอดและอยากจะย้ำอีกที พวกเราทุกคนโชคดีที่เกิดมาบนดินแดนแห่งนี้ ประเทศที่ชื่อว่าเมืองไทย เมืองที่ธรรมชาติลำเอียงมอบสุดยอดความงามทั้งบนบกและใต้น้ำมาให้

          อยากตะโกนบอกฝรั่งทั้งหาดว่าเราคือคนไทย

          และนี่แหละคือชาติไทยของเรา!!?

ปล. ปัจจุบันโรงแรมเปลี่ยนเจ้าของแล้ว ประสบการณ์อาจแตกต่างไป แต่โรงแรมยังอยู่ที่เดิม ส่วนคุณผู้อ่านที่สนใจไปหาดพระนาง โปรดติดต่อททท.เพื่อขอข้อมูล จะเดินทางแบบมั่ว ๆ ขึ้นรถไปกระบี่ต่อรถสองแถวไปอ่าวน้ำเมา (ก่อนถึงสุสานหอย) จากนั้นถามชาวบ้านหาเรือหางยาวเช่า อย่ามาแบบแวะผ่าน ควรใช้เวลานานอย่างน้อยครึ่งวัน รับรองไม่มีเบื่อ เห็นแล้วอาจอยากปลูกกระต๊อบอยู่ตรงนั้นก็เป็นได้

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

HitBox