www.talaythai.com
Last Update : Thursday 27 September, 2001 3:39 AM

เส้นทางสู่โมโกจู

         คุณผู้อ่านครับ ขณะที่คุณกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ ผมกำลังสลบอยู่ที่บ้าน เพิ่งตะลุยอาฟริกามาหยกๆ เหนื่อยมากแถมยังติดไข้หวัดอาฟริกามาด้วย คาดว่าเป็นยุงลายที่กัดผมแถว Hippo Pool ที่อุทยานฯมาไซมารา แต่ขืนอุบอิบไม่เขียนเรื่องให้คุณอ่านอีก มีหวังผมป่นเป็นแป้งแน่ พอดีรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อนาย "จุ๊กกรู" เขาเขียนเรื่องเตรียมไว้ให้ผม โดยตกลงกันว่าผมจะซื้อหมวกแก๊ปอาฟริกามาแลกเปลี่ยนเป็นค่าเรื่อง แต่ผมไม่ได้ซื้อหรอกครับ ได้เรื่องมาก่อนแล้วซื้อทำไมให้เปลืองตังค์ เก็บเงินไว้ไปเที่ยวอีกดีกว่าเยอะ พฤหัสฯนี้เลยต้องขอตัวสักวัน อ่านเรื่องโมโกจูของนายจุ๊กกรูไปก่อน พฤหัสฯหน้าได้ลุยอาฟริกากับเล็กลุยกินแน่ครับ

         ....

         เชื่อไหมว่า ป่าหลายๆแห่งที่ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสมานั้น ผมจะได้รับเรื่องราวแตกต่างกันออกไป จนไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้แม้แต่น้อย พื้นที่แต่ละแห่งคือความทรงจำอันเป็นเอกลักษณ์ตามแต่สถานที่เหล่านั้นกำหนด สิ่งเหล่านี้เอง สร้างให้ผมต้องหลงใหลในวิถีป่าและติดใจในรสชาติความซึ้งใจหรือสะใจ อันเกิดจากการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าในดง เช่นเดียวกันสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้หลายต่อหลายคนยังคงแสวงหาเส้นทางอีกหลายหลากเพื่อ การเดินทาง

         หนึ่งในเส้นทางที่ผมอยากนำเสนอในครั้งนี้คือ เส้นทางสู่....ยอดเขาโมโกจู

         ผืนป่าตะวันตกอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นประกอบด้วยสภาพที่หลากหลายและสมบูรณ์ จนได้รับการกล่าวขวัญกันไปทั่วในหมู่นักเดินทางผู้หลงใหลธรรมชาติ และภายในความกว้างใหญ่นั้นก็มีความงามที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกการดูแลรักษาเป็นส่วนเล็กลงด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติมากมาย

         นักเดินทางที่ตั้งใจให้ผืนป่าตะวันตกเป็นจุดหมายปลายทางครั้งต่อไปอาจจะเลือกไม่ถูกว่าส่วนใดในป่าใหญ่แห่งนี้คือผืนป่าที่จะเข้าไปพิชิต ผมจึงขอแนะนำอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โดยมียอดเขาโมโกจูเป็นชัยชนะของการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ที่โมโกจูจะเริ่มปรากฏความงดงามของภูมิทัศน์ให้เราได้เห็นอย่างเต็มที่

         โมโกจูไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก ในสายตานักเดินทาง และเชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงเคยได้ยินชื่อเขาโมโกจูมาบ้างแล้วเนื่องจากในอดีต มีนักเดินทางหลายกลุ่มได้เข้าไปชื่นชมความงามบนยอดเขาแห่งนี้ ส่วนใหญ่มีจุดมุ่งเพื่อเป็นผู้พิชิตยอดเขาสูงที่สุดในป่าตะวันตก

         เขาโมโกจูนั้น อันที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งเป็นเทือกเขาที่วางตัวทอดยาวลงมาจากรัฐฉานประเทศพม่า ต่อเข้ามาทางฝั่งไทย ผ่านยอดเขาสูงที่สุดของประเทศคือยอดดอยอินทนนท์ และทอดตัวลงมาเรื่อยๆทางด้านทิศใต้ จนกระทั่งมาบรรจบกับเทือกเขาตะนาวศรี ที่จังหวัดกาญจนบุรี

         ผืนป่าอันเป็นที่ตั้งของยอดเขาโมโกจูนั้น คือพื้นที่อนุรักษ์ ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งได้ทำการจัดตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526 และได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในปีพ.ศ. 2531

         ด้วยเหตุที่เป็นยอดเขากลางป่าลึก จึงมีน้อยคนนักสามารถเดินทางเข้าไปถึงสถานที่แห่งนี้ นักเดินทางทั่วไปจึงต้องอาศัยทั้งร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่อดทนไม่น้อย เพราะต้องใช้เวลาเดินไม่ต่ำกว่า 2-3 วันจึงจะเดินทางขึ้นไปชื่นชมความงดงามแห่งดินแดนที่ชื่อโมโกจูได้ ดังนั้นเวลาจึงเป็นข้อจำกัดของการเดินทางครั้งนี้ แต่สำหรับคนที่ตั้งใจจริงคงไม่ยอมให้เวลามาเป็นเงื่อนไขที่จะทำลายการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของชีวิตลงได้

         เพราะอย่างน้อยผมก็เคยเดินทางขึ้นไปสัมผัสยอดเขาแห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งพร้อมกับการกลับมาด้วยความทรงจำมากมาย

         จุดเริ่มต้นการเดินทางสู่ยอดเขาโมโกจู อยู่ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราจำเป็นต้องติดต่อล่วงหน้าเสียก่อนว่าจะขึ้นสู่ยอดโมโกจู เพราะว่ามีระเบียบที่เคร่งครัดในการจำกัดจำนวนคนแต่ละครั้งในการขึ้น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมไว้ให้ถูกทำลายน้อยที่สุด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อนำทาง

         ช่วงแรกๆเราต้องเดินผ่านป่าเบญจพรรณและทุ่งหญ้าจึงค่อนข้างร้อน ทุ่งหญ้าเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและเข้ามาตั้งหักร้างถางพงเพื่อทำไร่ของชาวเขา ร่องรอยแผลของคนรักป่าเหล่านี้กำลังถูกผสานรักษาอย่างช้าๆด้วยกาลเวลา

         แต่ก็ยังดีที่มีลำห้วยหลายสายที่เราต้องผ่านไปทำให้มีน้ำพอที่จะคลายความร้อนและกระหายน้ำได้ตลอดทาง ซึ่งภายในค่ำคืนนี้เราก็ต้องพักแรมอยู่ริมลำธารสายใหญ่สายหนึ่งคือคลองแม่รีวา คลองแห่งนี้เป็นลำน้ำสายใหญ่สายหนึ่งในพื้นที่อุทยานฯแม่วงก์ และมีน้ำตกขนาดใหญ่ที่ขึ้นชื่อ คือน้ำตกแม่รีวาตามชื่อคลอง(หรือชื่อคลองจะตั้งตามชื่อน้ำตกก็ไม่ทราบ) ซึ่งน้ำแห่งนี้นับว่าคุ้มค่าหากเดินทางเข้าไปดูเพราะเป็นน้ำตกที่สูงใหญ่และสวยงามมาก เพียงแต่ต้องใช้เวลามากสักหน่อย ความจริงแล้วในละแวกเดียวกันกับน้ำแม่รีวา ยังมีน้ำตกใหญ่และสวยไม่แพ้กันอีกสองแห่งคือน้ำตกแม่กีและน้ำตกแม่กระสา ซึ่งก็ตั้งอยู่บริเวณคลองแม่กีและคลองแม่กระสาเช่นเดียวกับชื่อน้ำตกเช่นกัน และเราจะต้องเดินผ่านคลองทั้งสามนี้จึงจะถึงโมโกจู

         และจากจุดพักค้างแรมที่คลองแม่รีวา วันรุ่งขึ้นเราจึงเดินขึ้นเขาอีกครั้งซึ่งนับว่าหนักหนาสากรรจ์ทีเดียว แม้ว่าผมจะเคยเดินขึ้นเขามาหลายแห่งแล้ว แต่จะเหนื่อยเช่นไรแต่เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นยังอยู่อีกไกลก็จำต้องแข็งใจก้าวเดินตามคนนำทางไม่หยุด

         แต่สภาพพื้นที่ของเส้นทางนี้ก็ค่อนข้างจะคลายความเหนื่อยไปได้บ้างเพราะว่าร่มรื่นด้วยพรรณไม้แปลกตาของป่าดงดิบเขา ที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เสียงนกชนิดต่างๆร้องกันเซ็งแซ่ไปหมด รวมถึงร่องรอยสัตว์ป่าต่างๆก็มีให้พบเห็นได้ตลอดทาง ยืนยันความสมบูรณ์ของป่าได้อย่างดี

         นอกจากนี้บนเส้นทางสายเดียวกันเจ้าหน้าที่บอกว่ามีสมบัติโบราณฝังอยู่ ซึ่งเราเห็นร่องรอยการขุดเป็นหลุมอยู่มากมาย ร่องรอยของการขุดหาของเก่าปรากฏอยู่ชัดเจนพอสมควร ผมเองก็เดินเข้าไปหาเศษสิ่งของที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้าง ซึ่งก็พบเศษกระเบื้องดินเผาชิ้นเล็กๆอยู่สองสามชิ้น แต่สิ่งที่สงสัยคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของสมบัติใต้ดินเหล่านี้

         สันนิษฐานว่าบริเวณนี้อาจเป็นเส้นทางเดินทัพในอดีตซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นพม่า หรือไทยที่ใช้เส้นทางนี้เดินทัพ และเป็นสมัยใดก็ไม่มีใครรู้ พูดง่ายๆคือ ยังเป็นปริศนาอยู่ต้องรอการพิสูจน์จากนักโบราณคดีกันก่อน ผมวางเศษกระเบื้องไว้ที่เดิม ก่อนเดินทางต่อ มีเรื่องเล่าว่าชาวบ้านบางคนที่ขึ้นมาแอบขุดสมบัติหวังเอาไปขายต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ จนต้องรีบเอากลับมาคืน และคงเป็นเรื่องสยองขวัญยิ่งกว่าหากผมต้องเดินทางขึ้นเขาลูกนี้มาอีกครั้งเพื่อเอาสมบัติมาคืน

         เส้นทางเริ่มสบายขึ้นเพราะว่าเป็นสันเขา จึงค่อนข้างราบและเย็นสบาย เสียงปีกนกเงือกบินดังตัดอากาศให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา มันคงตกใจผู้บุกรุกเช่นเรา

         เพราะเราเดินกันไม่เร็วนักจึงต้องตัดสินใจพักกันอีกคืนหนึ่งบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำ แสงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาไปนานแล้ว ผมหลับลงในเปลอันอบอุ่นพร้อมกับคำพูดของเจ้าหน้าที่นำทางที่บอกว่าอีกไม่ไกลนักก็ถึงที่หมาย “ยอดโมโกจู”

         เช้าวันต่อมาเราเริ่มเดินกันอีกครั้ง สภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ความชุ่มชื้นและหนาวเย็นเริ่มเด่นชัดขึ้น ต้นไม้ใหญ่มีมอส เฟินและพืชเกาะติดมากมาย ราวกันใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ สภาพป่าเช่นนี้ไม่ผิดอะไรกับป่าบนยอดดอยในภาคเหนืออย่างบนดอยอินทนนท์เลย

         นกชนิดต่างๆมีให้เห็นอยู่ตลอดทาง ซึ่งนกส่วนใหญ่ก็เป็นนกชนิดที่พบบนภูเขาเช่นเดียวกับทางภาคเหนือ แต่ที่แตกต่างก็คงจะเป็นนกมุ่นรกหน้าผากน้ำตาล (Rusty-capped Fulvetta) ที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเพิ่งจะมีรายงานการพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว และเส้นทางสู่โมโกจูนี่แหละที่เป็นบริเวณแรกที่พบนกชนิดนี้ในประเทศไทย นกชนิดนี้เป็นนกตัวเล็กๆ กระโดดว่องไว แถมมุดไปมุดมาอยู่ตามที่รกๆ ทำให้เราต้องมองหากันอยู่นานจึงจะได้เห็นตัว

         ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่าหากสำรวจอย่างจริงจังแล้ว จะมีการค้นพบความหลากหลายใหม่ๆ ทั้งพืชและสัตว์อีกมากมายทีเดียวจากภูเขาลูกนี้

         และบริเวณนี้เอง ที่ป่าเปิดโล่งจนสามารถมองเห็น ยอดเขาโมโกจูได้อย่างชัดเจน บริเวณยอดเขาสูงสุด ไม่ปรากฏไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ขึ้นอยู่เลย ยกเว้นทางเบื้องล่างซึ่งถูกปกคลุมแน่นทึบไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าดิบเขา และกลุ่มเมฆจางๆลอยอยู่เหนือทิวไม้เหล่านั้น

         ความงดงามของทัศนียภาพบนยอดโมโกจู จากมุมมองด้านนี้เอง ส่งผลให้คณะของเราเร่งเดินทางต่อไปให้ถึง ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะอำลา เพราะจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก บนยอดเขาโมโกจูนี่แหละ ที่นักเดินทางจากทั่วทุกสารทิศมุ่งหน้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าเส้นทางจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม ดังนั้น เมื่อคณะของเราเดินทางมาถึงหวังชื่นชมบรรยากาศเช่นนี้เหมือนกัน

         ภูเขาลูกสุดท้ายในการเดินทางแม้จะไม่ไกลมากนักสำหรับผมแต่ก็หนักหนาเอาการ เมื่อต้องแบกเอาน้ำขึ้นไปใช้ด้วยเพราะว่าบริเวณยอดเขาไม่มีน้ำให้ใช้ เมื่อคิดน้ำหนักรวมกับสัมภาระที่แบกอยู่ก่อน ทำเอาผมถอดใจอีกรอบกับน้ำหนักของมัน

         หากจะพูดว่าทุกอย่างไม่เกินความสามารถของมนุษย์ก็คงไม่ผิดอะไร เพราะ สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็เดินทางมาถึงจุดพักแรมบนเขาโมโกจู ประมาณบ่าย 4 โมงเย็น ช่วงเวลาสุดท้ายของวันนี้จึงพอมีเวลาอยู่พอสมควรในการเดินสำรวจยอดเขาโมโกจูและชมพระอาทิตย์ตกดิน

         และความรู้สึกว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งก็เกิดขึ้นกับเราจริงๆ เมื่อเบื้องหน้าคือยอดโมโกจูที่สูง 1,960 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นกันมาจนถึงจุดหมาย ส่วนที่สูงที่สุดและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้ก็คือหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณยอดเขาราวกับมีใครเอาไปวางไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของป่าแม่วงก์

         และเมื่ออยู่ที่จุดสูงสุดรอบข้างเราคือทะเลแห่งป่าไม่ว่าจะมองไปทางใด ป่าเขียวขจีก็ปรากฏกับสายตาทุกสารทิศประกาศศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของป่าตะวันตกให้เราได้เห็นด้วยตาตัวเอง

         พระอาทิตย์ตกที่นี่งดงามเกินคำบรรยาย อาจเป็นเพราะว่าเราคือผู้พิชิดก็ได้จึงทำให้รู้สึกว่าภาคภูมิใจเสียเหลือเกินที่มานั่งชมพระอาทิตย์ที่ดูเหมือนจะลอยต่ำกว่าปกติจนคิดว่าเราขึ้นมาสูงเกินไป

         ก่อนที่จะลาจากมาจากยอดภูสูง ก็ยังมีภาพประทับใจให้เราได้จดจำอีกช่วงหนึ่ง เช้าวันนั้นทะเลหมอกที่ควรจะเรียกว่ามหาสมุทรมากกว่าปกคลุมทะเลป่าที่เราเห็นเมื่อเย็นวานจนหมดสิ้น เมื่อเรามายืนอยู่ที่ยอดเขารอบกายดูเวิ้งว้างด้วยสีขาวของทะเลหมอก บางครั้งหมอกบางๆก็ลอยมากลืนกินตัวเราเหมือนกับว่าเรากำลังเหยียบเมฆอย่างไรอย่างนั้น

         โมโกจูนั้นก็คงเหมือนกับอีกหลายสถานที่ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดสุดยอดของการเดินทาง ดูท้าทายผู้คนจากทุกสารทิศที่คิดว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะพิชิดยอด แต่การเดินทางแต่ละครั้งทุกคนคงไม่ได้รู้ได้เห็นในประสบการณ์ที่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเตรียมตัวเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวอะไรไว้ในความทรงจำ

         ....ว่าแต่ว่า คุณพร้อมหรือยังที่จะพิชิดภูเขาสูงในป่าตะวันตกลูกนี้

         ....

         ขอบคุณนายจุ๊กกรูมากครับ หวังว่าคราวหน้าคงมาใช้บริการคอลัมน์นี้อีก ใครที่สงสัยว่าทำไมสำนวนภาษาของนายจุ๊กกรูลื่นไหลนัก เขาเป็นนักเขียนมาก่อนผมตั้งนานนี่ครับ โชคร้ายที่เขาด้อยอาวุโสกว่า เลยโดนผมบีบบังคับได้ตามใจชอบ

         เชื่อว่าในไม่ช้า หากผมยังทำตัวเหลวไหลจริงๆเลย คุณคงได้เจอกับเขาอีกแน่ นายจุ๊กกรู...ลาทีมิใช่ลาก่อน

 

Home

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

Click Here!