![]() Last Update : Thursday 24 May, 2001 0:42 AM |
|
เที่ยวป่าเขาใหญ่
ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ผมฟังข่าวจากกรมอุตุฯบ้าง จากเพื่อนฝูงที่มีอยู่ทุกทิศทั่วไทยบ้าง ต่างก็บอกเหมือนกันว่าฝนตกเกือบทุกวัน ยิ่งแถวๆชายฝั่ง ไม่ว่าภาคตะวันออกหรือภาคใต้ ฝนจะเข้ามาเป็นระยะ ทะเลมีคลื่นลมค่อนข้างแรง อุทยานฯทางทะเลดังๆของเมืองไทย เช่น สุรินทร์ สิมิลัน ตะรุเตา ปิดทำการกันไปเรียบร้อยแล้ว ใครอยากไปเที่ยวต้องรออีก 6-7 เดือน จะเข้าป่าฝนก็เริ่มตกหนัก ป่าลึกบุกเข้าไปมีหวังติดหล่ม ไม่ก็โดนทากรุมโทรม แถมวันหยุดก็ไม่มี โรงเรียนก็เพิ่งเปิด การท่องเที่ยวในเมืองไทยช่วงนี้จึงอยู่ในภาวะฟักตัว (แปลว่าอะไรก็ไม่รู้หรอก ผมเห็นเขาชอบใช้กัน เลยนำมาใช้บ้าง)
แต่คนที่รักอยากจะเที่ยว ไม่ได้เที่ยวจะพาลลงแดง ยังไงก็ต้องหาที่ไปให้ได้ ผมเลยพยายามหาทริปสั้นๆมาบำเรอคุณผู้อ่าน อย่างพฤหัสนี้เราจะไป "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" แหล่งเที่ยวป่าที่ดีหนักดีหนา เหนือชั้นกว่าป่าใดๆ หากคุณอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะขับรถไปเขาใหญ่ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง สามารถไปกลับได้ในวันเดียวกัน ใครจะนอนค้างสักหนึ่งคืนก็ย่อมทำได้ พ่อแม่ลูกมีเวลาแค่เสาร์อาทิตย์ก็ไปได้ ถนนหนทางก็ดี ที่พักก็หาไม่ยาก ยังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่เราไปชมได้ไม่ลำบาก ไม่มีป่าแห่งไหนสะดวกสบายและดีขนาดนี้อีกแล้วสำหรับคนกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง
สำหรับคนที่อยู่บางกะปิเหมือนผม เราไปเขาใหญ่ตามถนนวงแหวนรอบนอก วิ่งไปจนเลยด่านเก็บเงินนิดหน่อย ถึงทางแยกธัญบุรี ถึงช่วงนี้ให้สังเกตป้ายบอกทางให้ดีนะครับ เพราะเส้นทางออกจากถนนวงแหวนจะมี 2 ทาง แยกแรกจะเลี้ยวไปทางรังสิต ถ้าคุณไปต้องอ้อมผ่านสระบุรีและปากช่อง เสียเวลาโดยใช่เหตุ ให้เลือกลงแยกที่สอง เป็นเส้นทางไปธัญบุรี ใช้เส้นทางนี้เพื่อวิ่งไปตามถนนรังสิต-องครักษ์
ระหว่างทางมีร้านอาหารหลายแห่ง ร้านริมถนนที่มีชื่อเสียงคือ "ไก่ย่าง" และ "ปลาช่อนย่าง" ไก่ย่างบางร้านเป็นของคนอิสลาม มีเทคนิคย่างไก่โดยใช้ผงกะหรี่ทา รสชาติออกหวานๆต่างจากไก่ย่างทั่วไป ใครสนใจลองแวะซื้อติดมือได้ แต่ต้องเลือกไก่ให้สดๆหน่อย ไม่งั้นอาจได้กินศพไก่รมฝุ่นและควันรถ 4-5 วัน จะเพิ่มสารพิษให้ร่างกายไม่รู้ตัว
พอเข้าอำเภอองครักษ์ เลี้ยวซ้ายไปนครนายก ถนนช่วงนี้ดีมาก มีร้าน "ไก่หมุน" เต็มไปหมด ราคาถูกระดับ 3 ตัว 100 บาท หรือบางร้านอาจทำราคาได้ถึง 4 ตัว 100 บาท ไก่พวกนี้เพิ่งเกิดมาไม่นาน เป็นไก่วัยเอ๊าะ ตัวหนึ่งเคี้ยวสี่คำหมด ผมชอบกินแบบ 2 ตัว 100 บาทมากกว่า ค่อยมีเนื้อหนังมากหน่อย
ใครไม่สนใจไก่ อยากลองกินสัตว์ชนิดอื่น เลยอำเภอองครักษ์มานิดเดียว มีร้านขาย "หมูหัน" อยู่ 2-3 ร้าน หมูราคาขึ้นลงตามท้องตลาด ส่วนใหญ่ติดราคาไว้ที่ 600 บาทต่อตัว หมูหันต้องทาน้ำมันถั่วลิสงถึงอร่อย แต่ปัจจุบันผมไม่รู้เหมือนกันว่าคนขายเขาใช้น้ำมันอะไรทาบ้าง? เทคนิคเลือกของผมคือดูว่าหนังหมูมันละเลื่อมหรือเปล่า? ยิ่งมันหนังจะยิ่งกรอบ หมูหันถ้าหนังไม่กรอบ กินยังไงก็ไม่อร่อย
เราเดินทางต่อไปจนถึงเมืองนครนายก ใครยังไม่มีเสบียงรีบซื้อเสียที่นี่ เพราะเราจะไม่ผ่านตลาดอีกแล้ว จากนครนายกขับรถต่อไปปราจีนบุรี จนถึงสี่แยกขนาดใหญ่ ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าเมือง แต่เราเลี้ยวซ้ายไปตามป้ายสู่อุทยานฯเขาใหญ่ ตามทางลาดยางไปสัก 15 นาทีจะถึงด่านเก็บเงินเข้าอุทยานฯ จากบ้านผมที่บางกะปิ ขับรถมาถึงด่านนี้ ใช้เวลาไม่เคยเกินชั่วโมงครึ่ง เส้นทางนี้จะลัดกว่าเส้นทางปากช่องประมาณ 40 กิโลเมตร ช่วยประหยัดเวลาและประหยัดน้ำมันได้หลายสิบบาท
อัตราค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็กคนละ 10 บาท รถยนต์สี่ล้อคันละ 30 บาท ช่วงนี้ถนนขึ้นเขาใหญ่กำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุง ขยายขนาดให้กว้างขึ้น เพิ่งช่องทางสำหรับนักปั่นจักรยาน จะได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้สมบูรณ์แบบ
ผมไม่เดือดร้อนอะไรกับถนนที่กำลังปรับปรุง เพราะทุกครั้งที่ขับรถขึ้นเขาใหญ่ ผมจะเปิดกระจกให้ลมเย็นพัดเข้ามา ขับรถช้าๆชมวิวไปเรื่อย ช่วงเช้าๆมักมีสัตว์หลายชนิดออกมาหากินข้างถนน ถ้าอยากเห็นนกลองมองให้สูงขึ้นตามต้นไม้ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเห็นเหยี่ยวรุ้งตัวโตกว่าแม่ไก่ เกาะอยู่บนกิ่งไม้ข้างทาง จอดรถแวะส่องกล้องดูอยู่ตั้งนานกว่าจะบินไปเกาะที่อื่น
ขับรถช้าๆดูนกดูต้นไม้ไปสัก 30 นาที คุณจะถึงป้ายบอกทางเข้า "น้ำตกเหวนรก" นี่คือน้ำตกใหญ่ที่สุดของเขาใหญ่และภาคกลาง มีน้ำไหลตลอดปีไม่ต้องกลัวหมด ใครไม่เคยแวะสมควรอย่างมากที่จะหยุดดูสักครั้ง ผมคิดว่านี่เป็นน้ำตกสวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยด้วย
การแวะเที่ยวน้ำตกเหวนรกทำได้ง่ายมาก คุณเพียงเลี้ยวเข้าไปตามป้ายบอกทาง มีลานจอดรถกว้างขวางรออยู่ข้างหน้า จอดรถได้นับร้อยคัน ข้างๆเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขายของที่ระลึกต่างๆ เช่น เสื้อยืด ผมซื้อมาใส่หลายตัวเพราะเท่ดีและยังได้ช่วยด้านสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
จากลานจอดรถเดินไปน้ำตกได้ตามทางที่ปรับสภาพอย่างดี ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางนี้เหมาะสำหรับดูนกมาก ถ้ามาเช้าๆจะได้ยินเสียงนกหลายชนิด แต่โอกาสเห็นตัวอาจยากนิดหน่อย เพราะเป็นป่าดิบชื้นรกมาก เราค่อยๆเดินไปผ่านลำห้วยเล็กๆที่ตอนนี้น่าจะมีน้ำพอควร ทางอุทยานฯทำสะพานให้ข้ามไว้อย่างดีไม่ต้องกลัวเท้าเปียกน้ำ
เดินมาสุดเส้นทางจะเจอจุดพักแห่งแรก เป็นลานชมวิวด้านบนน้ำตก มีลำธารไหลผ่านแต่มองไม่เห็นน้ำตก เพราะเราอยู่บนขอบน้ำตกด้านบน ผมเห็นบางคนชอบเดินออกไปตามริมหน้าผาหรือตามขอบน้ำตก ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าพลาดพลั้งล้มไป คุณจะต้องตกลงมาตามน้ำตกสูงหลายสิบเมตร ขนาดช้างยังไม่รอด แล้วคนจะไปเหลืออะไร
เมื่อดูวิวกันพอชื่นใจ ถึงเวลาเดินลงไปอีก ทางเป็นบันไดต้องปีนป่ายลงไปข้างล่าง ขาลงไม่เท่าไหร่หรอกครับ มนุษย์เรายังไงก็ต้องลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ขาขึ้นอาจขาสั่นนิดหน่อย ค่อยๆปีนลงไปเพราะบันไดบางครั้งลื่นเนื่องจากละอองน้ำ สุดบันไดจะเป็นลานชมวิว ตรงนี้คุณสามารถมองเห็นน้ำตกเหวนรกได้เต็มตา น้ำไหลลงมาจากหน้าผาใหญ่ หล่นโครมลงมาบนแอ่ง ละอองน้ำฟุ้งกระจาย ยิ่งถ้าเป็นช่วงฝนตกเยอะๆเหมือนช่วงนี้ ละอองน้ำจะฟุ้งไปไกลมาก ถ่ายภาพยังไม่ค่อยจะได้เลย
น้ำตกเหวนรกแบ่งเป็น 2 ชั้น ที่คุณยืนอยู่นี่คือชั้นแรก ถ้าอยากไปชั้นที่สองต้องกระโดดลงผาลงไปข้างล่าง เพราะไม่มีบันไดลงไปแล้ว ผมแนะนำให้ชมพอตัวเปียกหมาดๆแล้วเดินทางกลับ อยู่นานอาจเป็นหวัดได้ น้ำตกเหวนรกถือว่าสวยกว่าน้ำตกอื่นใดในเขาใหญ่ เหวสุวัตหรือผากล้วยไม้อย่ามาคิดสู้น้ำตกแห่งนี้
เราเดินทางต่อไปที่ทำการอุทยานฯ ขับรถมาไม่นานจะถึงทางแยกขึ้นเขาเขียว เลยต่อไปเป็นทางแยกไปน้ำตกเหวสุวัต ตรงนี้มีร้านอาหารเก่าๆสมัยที่เขาใหญ่ยังเปิดสนามกอล์ฟ เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรขายแล้ว แต่ด้านหลังเป็นจุดดูนกชั้นยอด ผมมักแวะเข้ามาเดินเล่นเป็นประจำ
เส้นทางเป็นถนนดินแคบๆ เอารถเข้าไปก็ได้แต่ไม่ควรเอาเข้าไป เพราะรถจะพังและป่าจะพังด้วย เดินเข้าไปดีกว่าครับ แต่ก่อนจะเดินควรเตรียมตัวให้ดี ไม่งั้นมีสิทธิได้ประสบการณ์อย่างที่ผมเคยเจอ
ทริปหนึ่งที่มาเขาใหญ่ ผมมาลองเดินบนเส้นทางนี้ ช่วงแรกเห็นนกหลายชนิด เช่น นกแก๊ก (นกเงือกขนาดเล็ก) นกเหยี่ยวแมลงปอ นกขุนแผน นกพญาไฟใหญ่ ฯลฯ เข้าไปประมาณ 200 เมตรมีทางแยก 2 ทาง ด้านซ้ายบอกว่าไปน้ำตกวังมะนาว ผมกะว่าจะไปที่นั่น ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร แต่มองเห็นเชือกขึงลากนำทางไปอีกเส้นทางหนึ่ง เหมือนจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวเดินศึกษาธรรมชาติ ผมดูไปดูมาแล้วเลือกทางนี้ดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็ยังอุ่นใจว่าไม่หลงแน่
เมื่อเดินไปตามเส้นทางที่ 2 หรือเส้นทางขวามือ ระหว่างทางมีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มเป็นหย่อม สลับกับทางราบขึ้นลงหุบเขานิดหน่อย ผมเดินไปประมาณ 1/2 กิโลเมตร เชือกนำทางได้หายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตามต้นไม้จะมีสัญลักษณ์ทาสีแดงเป็นเครื่องหมายนำทาง แต่ค่อนข้างเก่ามาก บางช่วงก็หายไปเพราะมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวาง แต่มีรอยทางเดินอ้อมหลบต้นไม้ ผมก็เดินตามรอยนั้นไปเรื่อยๆ ตามพื้นดินมีรอยเก้งกวางอยู่ประปราย แต่ผมยังไม่ค่อยเห็นนกเลย อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเริ่มใกล้เที่ยง นกกลับบ้านหมดแล้ว
ผมเดินมาเรื่อยๆ เจอป้ายบอกทางไปมอสิงโต คิดว่าอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อเดินมา 2 ชั่วโมง ยังไม่ถึงมอสิงโตสักที ผมเริ่มรู้สึกผิดที่เลือกเดินมาเส้นทางนี้ ข้อแรกคือผมไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จริงๆแล้วไปไหน อีกแค่ไหนถึงจะถึง เพราะป้ายบอกแต่ทางไป แต่ไม่บอกระยะทาง ผมน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่เห็นสัญลักษณ์เก่าๆแล้ว แต่ดันไม่ยอมคิด ปัญหาอีกอย่างคือผมพาลูกหลานตัวเล็กๆมาด้วย เดินมาถึงตรงนี้เด็กๆเริ่มร้องไห้กระจองอแงบอกให้อุ้มให้ขี่หลัง เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับลุยป่า หนามและกิ่งไม้เกี่ยวจนแขนขาลายพร้อย
ผมลองหันกลับคิดจะย้อนทางเดิน เดินไปได้สักหน่อยก็ต้องรีบเปลี่ยนใจ หันหน้ากลับมาลุยทางเดิม เพราะเส้นทางดูสับสน ป้ายสัญลักษณ์และสีที่แต้มตามต้นไม้ก็ชักมั่วๆ รอยของคนกับรอยของสัตว์ปนกันยุ่ง ผมชักงงว่าเส้นทางนี้เป็นทางเดินคนหรือด่านสัตว์กันแน่ ยิ่งเดินยิ่งเริ่มสับสนไม่มั่นใจ คิดว่าคราวนี้หลงทางแน่ๆ เคยได้ยินเรื่องว่านักท่องเที่ยวเขาหลงทางกัน ตั้งหลายวันกว่าจะเจอ จะใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาผู้คน ผมก็ดันไม่มีโทรศัพท์มือถือเพราะเกิดมาจนมาก
โชคดีที่ช่วงผมเดินป่าเป็นหน้าแล้ง ไม่ค่อยมีทาก ไม่งั้นคงโดนรุมโทรมตายคาป่าไปแล้ว หลังจากตัดใจไม่รู้ทำไง ได้แต่เดินหน้าไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ได้ยินเสียงรถพอให้ใจชื้น แต่ไม่รู้จะลุยป่าไปหารถได้ยังไง เนื่องจากรอบข้างมีแต่ต้นไม้ทึบแน่น ผมเดินมาอีกชั่วโมงครึ่งรู้สึกเริ่มสิ้นหวัง ถึงเจอคนเดินสวนทางมา แทบร้องไชโยลั่นป่า รีบเข้าไปถามว่ามาจากไหน? พวกเขาบอกว่าเดินมาจากที่ทำการฯจะไปมอสิงโต ผมถึงรู้ว่าจริงๆเราเดินเลยทางแยกไปมอสิงโตแล้ว เราเดินต่ออีกไม่เท่าไหร่ก็ทะลุออกมาตรงที่ทำการฯพอดี
ผมสืบทราบตอนหลังว่า เส้นทางที่เราเดินมีระยะทางถึง 7 กิโลเมตร เกินเป้าหมายที่ต้องการไปเยอะมาก แถมยังมีประสบการณ์เสี่ยงหลงป่า จึงอยากขอเตือนคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า ถ้าคิดจะไปเดินเล่นแถวเขาใหญ่ ควรเลือกเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเท่านั้น และควรเป็นทางใหม่ๆไม่ใช่ทางเก่าหง่อมเหมือนที่ผมเลือก ถ้าไม่แน่ใจขอให้สอบถามเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเสียก่อน
เส้นทางที่น่าไปมากคือ "หนองผักชี" อยู่ห่างจากที่ทำการฯไปไม่มากนัก ด้านหน้ามีป้ายข้างถนน แต่นำรถเข้าไปไม่ได้ ต้องจอดไว้ตรงนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปตามถนนสายเก่าๆ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงหอดูสัตว์ขนาดใหญ่ สามารถปีนขึ้นไปด้านบนแล้วลองส่องดูสัตว์ที่อาจออกมาตามราวป่ารอบหนองน้ำและโป่ง ถ้าอยากลุยให้เห็นชัดมากขึ้น อาจใช้เส้นทางเล็กๆเดินเลียบหนองผักชีไปที่โป่งสัตว์ สังเกตร่องรอยสัตว์ต่างๆ แต่ควรเลือกเดินไปตอนเที่ยง เพื่อไม่ให้รบกวนสัตว์ที่มักออกมาตอนเช้าตอนเย็น และควรเดินไปช่วงที่ไม่มีใครใช้บริการหอดูสัตว์ รวมทั้งคุณจะเลิกกิจกรรมดูสัตว์แล้ว เพราะถ้าคุณลงไปที่โป่ง จะไม่มีสัตว์เข้าอีกนาน อีกอย่างอย่ากลัวทากนะครับ เพราะต้องลุยผ่านป่าเล็กๆที่มีทากอยู่เยอะแยะ โดยเฉพาะช่วงนี้
การนอนค้างบนเขาใหญ่ปัจจุบันต้องใช้เต๊นท์เพียงอย่างเดียว ที่นิยมไปนอนคือ "ผากล้วยไม้" แต่บางคนอยากต้องความสบายมากขึ้น ลองขับรถไปนอกอุทยานฯ ตามเส้นทางสู่ปากช่อง จะมีที่พักให้เลือกเยอะมาก ถ้าเป็นทางปราจีนบุรีมีโรงแรมอยู่แห่งเดียว เลือกได้ตามใจชอบ
เรื่องเขาใหญ่ของผมคงจบลงแค่นี้ก่อน พฤหัสฯหน้าจะพาคุณไปเที่ยวที่แปลกๆบ้าง เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.