![]() Last Update : Thursday 3 May, 2001 1:05 AM |
|
อุทยานแห่งชาติเขาสก
คุณผู้อ่านครับ ทริปนี้เราไปเที่ยวอุทยานฯภาคใต้ เป้าหมายคือ "คลองพนม" และ "เขาสก" ที่ตั้งอยู่ติดกัน ผมเล่าเรื่องคลองพนมไปแล้ว คราวนี้จะมาเล่าถึงเขาสกบ้าง
ความเป็นป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ทั้ง 2 อุทยานฯ ทำให้อากาศเย็นสบายตั้งแต่ค่ำไปจนถึงเช้า เหมือนนอนเปิดแอร์ ผมไปช่วงสงกรานต์ แต่อุณหภูมิตอนเช้ามืดแค่ 25 องศาเซลเซียส หมอกลงหนาปกคลุมขุนเขา เสียงชะนีร้องแว่วเป็นระยะๆ หลังจากกาแฟร้อนๆเรียกอารมณ์สุนทรี ผมคว้ากล้องส่องทางไกลตัวเก่ง ตระเวนดูนกรอบๆที่พัก นกที่พบส่วนใหญ่เป็นนกประจำถิ่นธรรมดา เช่น นกปรอดทอง ปรอดคอลาย นกกางเขนดง นกจับแมลงสีน้ำตาล ฯลฯ
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เราเดินทางไปอุทยานฯเขาสก ทุกครั้งที่ไปอุทยานแห่งชาติ ผมชอบเดินชมศูนย์นิทรรศการ เพื่อหาความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ ประวัติความเป็นมา จุดท่องเที่ยวที่สำคัญๆของที่นั่น มาถึงอุทยานฯเขาสก ทุกอย่างมีพร้อมสรรพ แถมยังมีการฉายสไลด์พร้อมคำบรรยายให้ชมฟรี โดยติดต่อขอชมได้ที่ประชาสัมพันธ์
ผมอ้างอิงข้อมูลคร่าวๆมาเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากอดีตของ "เขาสก" เดิมมีชื่อว่า "บ้านศพ" เนื่องจากมีภูเขาลูกหนึ่ง รูปร่างคล้ายยักษ์นอนตาย เรียกว่า "ภูเขาพันธุรัตน์" ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องสังข์ทอง ที่เป็นบทเรียนภาษาไทยในชั้นประถมต้น
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า สังข์ทองแอบไปชุบตัวในบ่อทองและขโมยชุดเงาะ หนีนางยักษ์พันธุรัตน์ที่เคยเลี้ยงดู ตอนหลังนางยักษ์ได้ตามมาง้องอน ขอให้กลับไป แต่สังข์ทองไม่ยอมกลับ นางยักษ์เลยตรอมใจตาย และซากศพได้กลายเป็นภูเขา แต่ชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า "บ้านศพ" ฟังดูแล้วโปรโมทอีก 10 ปีก็คงไม่มีใครอยากมา เลยเปลี่ยนใหม่เป็น "เขาสก" แทน
อุทยานฯเขาสกมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปได้โดยสะดวก ส่วนใหญ่เป็นน้ำตกเยอะแยะเต็มไปหมด เช่น น้ำตกวิ่งหิน น้ำตกโตนกลอย น้ำตกโตนไทร น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกสิบเอ็ดชั้น น้ำตกบางหัวแรด น้ำตกบางเลียบน้ำ ฯลฯ
ผมมีเวลาน้อย เลยตัดสินใจไปน้ำตกสิบเอ็ดชั้น เพราะชื่อดีมีตั้งหลายชั้น เส้นทางนี้เริ่มจากร้านค้าสวัสดิการ ตลอดเส้นทางไปน้ำตก เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ บางช่วงเป็นทางคอนกรีตสะดวกสบาย แต่จุดประสงค์หลักที่ทางอุทยานฯทำขึ้น เพื่อป้องกันมิให้นักท่องเที่ยวเดินออกนอกเส้นทางไปเหยียบย่ำทำลายธรรมชาติมากเกินไป แต่กระนั้นยังมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ไร้จิตสำนึก ทิ้งขยะต่างๆตามเส้นทาง คนพวกนี้ต่อให้เขียนด่าทุกวันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะผมคิดว่าเขาคงไม่อ่าน สงสารคุณผู้อ่านต้องมาเสียอารมณ์กับคำรุนแรงต่างๆเปล่าๆ
แต่...มันอดไม่ได้ครับ ยังไงก็ต้องเอาสักหน่อย เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ผมไปที่ตลาดอำเภอตะกั่วป่า มีคนเอานกเงือกที่ชำแหละแล้วมาขาย คนที่ไปตลาดมามุงดูแล้วบอกว่า "นกนี้มันอร่อยอย่างแรง" แย่งกันซื้อยกใหญ่ ผมไม่รู้ว่าเขาไปยิงมาจากไหน รู้แต่ว่าช่วงเดือนที่ขายเป็นช่วงที่นกทำรังออกลูก คุณผู้อ่านคงทราบกันดีว่า นกเงือกตัวเมียจะเป็นผู้กกไข่ และขนตามตัวจะหลุดร่วง เพื่อผลัดขน ออกหากินไม่ได้ ต้องรอตัวผู้หาอาหารเอามาให้ที่โพรงไม้ ถ้าตัวผู้โดนยิงก็หมายถึง "ตายยกครอบครัว"
คุณผู้อ่านลองคิดดูว่า เรื่องการอนุรักษ์นกเงือกประกาศกันโครมๆ ก็ยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ในตลาดอำเภอขนาดยักษ์ ถ้าเป็นที่ห่างไกลไม่ต้องพูดถึง นี่คือสาเหตุที่ทำให้นกกับสัตว์ป่าในเมืองไทยหมดแน่นอน ใครจะรีบดูก็จงไปซะ อีกไม่นานจะไม่เหลือให้ดูแล้ว
กลับมาเรื่องเที่ยวของเราดีกว่า ผมว่าอุทยานฯเขาสกจัดทำเส้นทางไว้ดีมาก ระหว่างเส้นทางมีป้ายอธิบายลักษณะของป่าแบบต่างๆ ผมเดินไปดูนกไป มีช่วงหนึ่งมีต้นกล้วยป่าขึ้นหนาแน่น บางต้นกำลังออกปลีกล้วย ผมเห็นนกกินปลีหูเหลืองใหญ่หลายตัว กำลังใช้ปากยาวเรียวสอดเข้าไปกินน้ำหวานตามซอกกลีบ ยืนมองด้วยตาเปล่าก็เห็นชัด ต่างจากนกชนิดอื่นๆที่ตื่นคน ปราดเปรียว ชอบแอบซ่อนตามต้นไม้ใบหนาทึบ เห็นตัวยากเหลือเกิน
เส้นทางไปน้ำตกประมาณ 3 กิโลเมตร ลักษณะของน้ำตกไหลลดหลั่นกันตามหน้าผา นับได้ 11 ชั้นสมชื่อ จะว่าไปแล้วสวยพอใช้ ไม่ได้เลิศเลอแต่ไม่ขี้เหร่ เมื่อพักหายเหนื่อย ผมเริ่มเดินทางกลับ ถึงช่วงแอ่งน้ำที่ทางอุทยานฯเขียนป้ายแนะนำให้ลงเล่นน้ำได้ พบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังเดินข้ามลำน้ำมา
พวกเขาทำสีหน้าตื่นเต้น บอกว่าเห็นลิงหลายตัวอยู่บนต้นไม้ ผมเลยเปลี่ยนเส้นทางกลับ เพราะเส้นทางที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นมาสามารถกลับไปอุทยานฯได้ เส้นทางนี้เป็นคอนกรีตเกือบตลอดเส้นทาง แต่เป็นทางขึ้นเขาตลอดจนถึงยอด เดินไปพักไปเหงื่อชุ่มตัว ไม่นึกเลยว่าต้องลงทุนขนาดนี้เพื่อมาดูลิง
ไหนๆก็มาแล้ว ผมมองไปตามต้นไม้สูงรอบๆตัว เห็นกิ่งไม้มีใบไม้หนา ยอดหนึ่งไหวยวบ เมื่อมองจากกล้องส่องทางไกลเห็นค่างแว่นถิ่นใต้กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งมองมาที่ผม เมื่อรู้ว่าเรากำลังมองอยู่ ค่างเริ่มไต่กิ่งไม้หนีไปอย่างช้าๆ บางตัวมีลูกเกาะหลังไปด้วย ผมไม่อยากรบกวนพวกมันมาก เลยเดินต่อไปจนถึงที่ทำการฯ ตลอดทางก็ยังไม่เจอลิงแต่เจอค่างแทน
เรามาตั้งต้นกันใหม่ อุทยานฯเขาสกยังมีจุดท่องเที่ยวอีกแห่งที่สำคัญ ได้แก่ "อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนรัชชประภา" หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน ต้องเดินทางย้อนกลับไปทางสุราษฎร์ ห่างจากที่อุทยานฯประมาณ 60-70 กิโลเมตร
ที่เที่ยวแห่งนี้ทางอุทยานฯได้จัดทำที่พักไว้เป็นเรือนแพ มีอยู่ 3 แห่ง คือ แพนางไพร หลังหนึ่งพักได้ 6 คน ราคา 1,200 บาท แพไกรสร ห้องหนึ่งพักได้ 2 คน มี 10 ห้อง ราคาห้องละ 500 บาท แพโตนเตย ห้องหนึ่งพักได้ 2 คน มี 10 ห้อง ราคาห้องละ 500 บาทเช่นกัน ติดต่อจองที่พักได้ตามหมายเลขโทรศัพท์นี้นะครับ (077) 299-151, 240-740 ต่อ 5715, 299-318-9
เส้นทางไปอุทยานฯส่วนนี้ เมื่อผ่านด่านตรวจของการไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภาจะซับซ้อนมาก สังเกตป้ายบอกทางและสอบถามเจ้าหน้าที่เข้าไว้ ว่าอุทยานฯไปทางไหน? ผมเองเพิ่งไปครั้งแรกยังจำไม่ได้ ต้องขออภัยด้วยครับ เอาเป็นว่าถามทางไปเรื่อยๆเดี๋ยวคงถึงเอง
เมื่อถึงหน่วยอุทยานฯต้องติดต่อเช่าเรือหางยาว เพื่อพาไปแพต่างๆ ราคาไปแพนางไพรราคา 1,200 บาท แพไกรสร,แพโตนเตย ราคา 1,700 บาท ลำหนึ่งสามารถนั่งได้ 20 คน ถ้ามาเที่ยวและพักแพที่นี่ ผมว่ามาเป็นหมู่คณะจะประหยัดที่สุดเพราะเรือต้องเหมาลำ มาคนน้อยๆต้องคอยร่วมกับคณะอื่น โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ให้ละเอียด จะได้นัดกันตรงเวลา
ผมไม่ได้พักแพที่นี่ แต่เหมาลำนั่งชมทิวทัศน์ ตั้งใจมาชมดวงอาทิตย์ตกน้ำ เราออกเรือประมาณบ่ายสามโมง แดดยังร้อนเปรี้ยงแถมเรือไม่มีหลังคา ใครกลัวผิวเสีย ควรพอกครีมกันแดด พวกผมลืมเอามา เลยต้องอาศัยกางร่มและใส่หมวก
เรือพาเราวิ่งตรงไปยังเทือกเขาหินปูนที่สูง มีลักษณะคล้ายวิวที่อ่าวพังงา ลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ จะต่างก็ตรงที่นี่เดิมเป็นยอดเขา เพิ่งถูกน้ำท่วมหมาดๆ เลยยังไม่มีรอยเว้าแหว่งเหมือนเกาะต่างๆในอ่าว
ทิวเขาที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า ยอมรับว่าสวยจริงๆ แต่จะเหมือนกุ้ยหลินในประเทศจีนรึเปล่าไม่รู้ เพราะไม่เคยไป แต่ที่แน่ๆคือสีสันของหน้าผาหินปูนสลับกับต้นไม้ที่เขียวสด ทำให้ดูได้อย่างไม่เบื่อตลอดเส้นทาง น้ำนิ่งมีฝูงปลากระสูบขึ้นไล่กินเหยื่อเหมือนน้ำเดือด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำแห่งนี้ ตามเวิ้งน้ำใกล้เกาะ มีแพของชาวบ้านที่ขอสัมปทานจับปลาอยู่กันเป็นกลุ่ม
ตามยอดไม้ที่แห้งตาย มีเหยี่ยวกินปลาและนกออกซึ่งเป็นนกอินทรีชนิดหนึ่ง เรือพาเราไปจนถึงแพไกรสร เรานั่งพักร้อน กินน้ำกาแฟที่แพกลาง ที่มีไว้คอยบริการให้กับนักท่องเที่ยว ผมลองสอบถามพบว่าค่าอาหารเช้า 90 บาท อาหารกลางวัน-เย็น กับข้าว 4 อย่าง มื้อละ 120 บาท ปกติแล้วทางอุทยานฯจะไม่ให้ทำอาหารเอง
กินกาแฟไปดูวิวไป พอเห็นน้ำที่นี่แล้วอยากโดดซักตูมสองตูมแก้ร้อน วิวที่มองจากหน้าแพสวยมาก ผมว่าสวยกว่าแพที่เมืองกาญจนบุรี เสียแต่ว่าน้ำในเขื่อนแห่งนี้ใสสู้ไม่ได้ สอบถามแล้วได้ความว่า ในขณะที่เก็บกักน้ำต้นไม้ต่างๆที่ในบริเวณเหนือเขื่อนไม่ได้ถูกตัด เนื่องจากไม้ส่วนใหญ่ไม่มีราคา มีน้ำท่วมขัง ใบไม้ต่างๆเน่า ทำให้น้ำแห่งนี้มีสีเข้มคล้ำกว่า
จากแพกลาง เราเดินทางต่อไปแพปลาเพื่อเติมน้ำมัน ผมลองเปิดดูถังแช่ปลาขนาดใหญ่ที่มี 4 ถัง มีปลาเกือบเต็มทุกถัง ส่วนใหญ่เป็นปลาชะโดตัวขนาดน่องสามล้อ มีปลากระสูบ ปลาแรด ปลากราย ผมยังเจอปลาบู่ตัวโตมากหนักประมาณ 2 กิโลกรัมกว่า พี่ที่ไปด้วยเห็นแล้วน้ำลายไหล นึกถึงต้มยำ เลยซื้อกลับไป กิโลกรัมละ 60 บาท
ผมออกจากแพปลามานิดหน่อย เห็นนกออกกำลังใช้ปากจิกเหยื่อที่จับได้กิน เลยให้เรือพาไปใกล้ๆเพื่อจะได้ดูใกล้ชิด พอไปถึงนกก็บินโผออกไปจับกิ่งอื่น ยังไม่ทันได้เกาะก็ทำท่าสะดุ้ง แล้วโฉบบินไปกิ่งอื่น เมื่อมองดูที่กิ่งแรกที่นกออกไปเกาะนั้น มีค่างแว่นตัวหนึ่งนั่งจองอยู่แล้ว เมื่อเรามองเห็นตัวค่าง กิ่งไหวรอบๆตัวนั่นก็ไหวยวบยาบ มีค่างอีกหลายสิบตัวที่ซ่อนอยู่ตามใบไม้ที่หนาแน่น เริ่มย้ายหนีทันทีที่เราเห็นตัว ค่างพวกนี้ถือเป็นพระเอกของทริปเลยก็ว่าได้
วันนี้เราโชคไม่ดี เมฆครึ้มตั้งเค้าดำมาแต่ไกล ความหวังจะได้ชมดวงอาทิตย์ก็หมดไป เรือรีบวิ่งกลับเข้าท่าเรือที่ทำการฯเป็นอันจบทริป สรุปแล้วเขื่อนเชี่ยวหลานน่ามามาก เอาไว้มีโอกาสผมจะมานอนแพสักที แล้วจะกลับมาเล่าว่ามีอะไรดีบ้าง?
เขาสกยังมีที่เที่ยวของที่นี่ยังมีอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำธารน้ำลอด อยู่ใกล้ๆแพโตนเตย เป็นถ้ำที่มีน้ำขังต้องเดินลุยไปออกปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง เพดานมีหินย้อยสวยงาม บางแห่งสามารถพายเรือแคนูได้ แต่ครั้งนี้ผมมีเวลาไม่พอ เนื่องจากเดินทางไปกลับไกลมาก ถ้าจะให้ดีต้องวางแผนมานอนสัก 4-5 คืนถึงจะทั่ว อีกอย่างต้องเก็บตังค์เพิ่มสักหน่อย เพราะมีกิจกรรมหลายอย่าง เช่น นั่งช้าง ล่องแพ พายแคนู นอนบนบ้านต้นไม้ ตอนนี้ผมเริ่มเก็บตังค์แล้ว คาดว่าภายในหน้าฝนที่จะถึง คงมีโอกาสไปเที่ยวแน่นอน
สำหรับอาทิตย์นี้ หมดเวลาและหมดเงินเพียงแค่นี้ ต้องโบกมืออำลาเขาสกไปก่อน สวัสดีครับ
Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.