www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 4 April, 2001 12:24 PM

เที่ยวปราสาทเมืองสุรินทร์

          พฤหัสฯที่แล้วผมชวนคุณผู้อ่านไปเที่ยวงาน "ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง" ใครไปเที่ยวคงทึ่งกับความสวยงามของปราสาทที่สร้างโดยฝีมือของชาวขอม แต่ใครไม่ได้ไปก็ไม่ต้องห่วง เพราะผมบริการพิเศษ นำบรรยากาศในงานดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง

          ผมเดินทางจากกรุงเทพฯตอนเช้าวันที่ 31 มีนาคม งานนี้เค้ามี 2 วันคือ 31 มีนาคม-1 เมษายน ผมรีบไปตั้งแต่เช้า ระหว่างทางแวะกินมื้อเที่ยงที่ร้านไก่ย่างชื่อ "อาก๋ง" หรือ "วังเฟื่องฟ้า" บนทางหลวงหมายเลข 24 เลยอำเภอโชคชัยไปหน่อยนึง ร้านนี้มีป้ายโฆษณาตลอดทาง แต่พอได้กินแล้วรู้สึกผิดหวังมาก เพราะไก่หมักเนื้อยุ่ยเกินไปไม่อร่อย น้ำจิ้มก็งั้นๆจืดๆเค็มๆไม่ออกรส ที่สำคัญคือปลาดุกย่างสั่งไปแล้วได้มานึกว่าปลาซิว ตัวแค่หัวแม่มือแถมยังเหม็นตุ ต้องทิ้งหมดกินไม่ได้เลย สั่งลาบหมูมาก็ไม่ได้เรื่อง หมูไม่สดปรุงไม่ดี สั่งลาบเป็ดก็ผิดหวัง ร้านนี้ผมกินมาแล้ว 2 สาขา (อีกสาขาอยู่ทางไปพนมรุ้ง) อาหารไม่อร่อยทั้ง 2 สาขา อาศัยการโฆษณาอย่างเดียว เลยบอกให้ทราบกันไว้ ใครไม่เชื่อไปลองกินดูได้

          หลังจากกินเข้าไปให้รกท้อง ผมเดินทางต่อไปถึงพนมรุ้งตอนบ่ายสี่โมง กว่าจะจอดรถได้ใช้เวลานาน เดินไปอีกเกือบหนึ่งกิโลเมตรจึงถึงปราสาท ปรากฏว่าขบวนแห่ต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้คนยังแน่น พวกนายและนางแบบพากันมาเดินถ่ายรูป ผมเลยมีโอกาสชมนางอัปสรสวยๆ ได้ถึงแก่น แถมยังขอเข้าไปถ่ายภาพกับสาวหลายคน เสียดายที่ฟิล์มยังล้างไม่เสร็จ ไม่งั้นจะเอามาให้ชมกันจริงๆ ด้วย

          แม้ว่าเราจะไปถึงเย็น แต่งานยังไม่สิ้นสุด เพราะประชาสัมพันธ์ประกาศว่า หกโมงเย็นจะมีงาน "โฮบบายดินเนอร์" แต่บัตรหมดแล้ว ต่อจากนั้นตอนสองทุ่มเป็นงานแสดงแสงสีเสียง บัตรก็หมดแล้วเหมือนกัน (แล้วจะประกาศทำไมไม่รู้)

          ผมเลยเดินไปดูบรรยากาศของโฮบบายฯ ว่าเป็นยังไงแน่? เพราะชื่อฟังแล้วแปลกๆ เห็นเขาจัดโต๊ะเหมือนขันโตก เอาเสื่อมาปูเต็มลานแล้ววาง "โตก" หรือถาดอาหารที่ทำจากหวาย ยกสูงจากพื้นสัก 1 ฟุต คล้ายๆกับงานภาคเหนือ ผมเลยถามเจ้าหน้าที่ว่าโฮบบายฯนี่หมายถึงอะไร? พี่แกรีบอธิบายดวยความเต็มใจ เพราะเห็นหน้าซื่อๆ ของผม แกบอกว่า "โฮบบาย" เป็นภาษาเขมร "โฮบ" แปลว่ารับประทานหรือกิน "บาย" แปลว่าข้าว ดินเนอร์เป็นภาษาอังกฤษหมายถึง "ข้าวเย็น" รวมแล้วแปลว่า "งานรับประทานอาหารเย็น"

          แต่ศัพท์นี้ค่อนข้างสูง คนทั่วไปไม่เรียกโฮบบายหรอกครับ เค้าเรียก "ซีบาย" หรือกินข้าวกันเถอะ สำหรับงานนี้ถ้าใครสนใจ บัตรราคา 1,000 บาทต่อโต๊ะ กินได้ 6-8 คน อาหารประกอบด้วยน้ำพริก แคบหมู ข้าวเหนียว กับข้าวอีกสองสามอย่าง คิดแล้วยังไงก็ไม่คุ้ม แม้จะมีการแสดงให้ดู แต่ผมดูแล้วไม่ต้องกินก็มองเห็น เพราะแสดงกลางแจ้ง เลยไม่ได้จองบัตร

          อีกงานน่าสนใจกว่า การแสดงแสงสีเสียงที่ปราสาทผมอยากดูมานานแล้ว สอบถามได้ความว่าบัตรราคา 200 บาทต่อคน แม้วันนี้จะเต็มแล้ว พรุ่งนี้ยังมีว่าง ผมเลยรีบจองไว้ กะว่าเดี๋ยวไปซิ่งที่อื่น ตอนเย็นวันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาดู

          หลังจากจองบัตรสลับกับดูนางอัปสร ถึงเวลาใกล้ค่ำ ต้องเดินทางต่อไปจังหวัดสุรินทร์ เพราะตอนเช้าผมจะไปถ่ายภาพทับหลังตามปราสาทต่างๆ รอบเมืองช้าง จากพนมรุ้งไปเมืองสุรินทร์ระยะทางไม่ถึง 100 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงพอดี

          ผมเข้าพักที่โรงแรม "ทองธารินทร์" ไม่ใช่เพราะพักฟรี แต่เพราะมาทีไรก็พักที่นี่ ราคาห้องละ 780 บาทรวมอาหารเช้า 2 ที่ ขนาดของห้องไม่ใหญ่แต่ไม่เล็กนอนได้สบาย ตอนนี้ค่ำแล้วท้องเริ่มร้องกร๊วก ผมเลยออกมาตระเวนหาอะไรกิน

          ระหว่างทางผ่านเมืองมาโรงแรม ผมเห็นร้านเนื้อย่างเกาหลีหลายแห่ง ที่จำได้ว่าอยู่ข้างคูเมืองชื่อ "แชมป์" และ "อาอี๊ สาขา 4" ร้านแชมป์มีลูกค้าหนึ่งโต๊ะ แต่อาอี๊มีคนเต็มร้าน ผมเล็งไว้ว่าจะลองมากิน แต่พอออกจากโรงแรม ผ่านร้าน "4 เนื้อย่างเกาหลี" เขียนป้ายบอกไว้ว่าไม่มีสาขา แถมยังมีป้ายบอกเข้าซอยไป 200 เมตร ผมคิดว่าถ้าไม่อร่อยจริงคงอยู่ไม่ได้ เลยเปลี่ยนใจเข้าไปกินที่ร้านนี้

          4 เนื้อย่างเกาหลี ชื่อแปลกๆ แต่ร้านหาไม่ยาก ซอยเข้าอยู่เยื้องๆ กับโรงแรมทองธารินทร์ ผมขับเข้าไปจอดรถหน้าร้าน ทำเป็นโรงไม้ไม่มีฝากั้นผนัง วางโต๊ะไว้เกือบ 20 โต๊ะ มีคนมานั่งกินอยู่บ้างแล้ว หลังจากตั้งหลักได้ ผมสั่งหมูจานใหญ่และเซ่งจี๊กับตับสดจานเล็ก พนักงานจัดแจงยกเตาอังโล่มีถาดเนื้อย่างอลูมิเนียมมาตั้งไว้ ลักษณะเหมือนถาดเนื้อย่างทั่วราชอาณาจักรไทย

          หลังจากให้เรานั่งมองเตาได้ไม่นาน คุณพนักงานรีบเอาจานใส่ผักคะน้า ผักบุ้ง กะหล่ำปลี และวุ้นเส้น ตามด้วยน้ำซุปอีกหนึ่งเหยือก ก่อนทยอยลำเลียงจากเนื้อหมูและเครื่องในมาวางตรงหน้า ผมเห็นแล้วตกใจเพราะหมูเยอะมาก ไม่รู้จะกินหมดหรือเปล่านี่?

          วิธีกินเนื้อย่างเกาหลีคงไม่ต้องอธิบาย แนะนำไว้ว่าร้านนี้ทำอร่อย หมูนุ่มกำลังดี ตับและเซ่งจี๊ขนาดใหญ่แถมยังสด ที่เด็ดคือน้ำจิ้มอร่อยมาก ถ่านที่ใช้ให้ไฟแรงย่างแป๊บเดียวสุก สามารถกินได้ต่อเนื่อง ไม่เสียอารมณ์เหมือนบางร้านในกรุงเทพฯ จะแย่หน่อยตรงที่ต้องคอยพลิกหมูไปมาไม่งั้นหมูไหม้ เนื้อวัวที่นี่ก็มี แต่ผมไปกันสองคนสั่งมาแค่นี้ก็นั่งตาลอยแล้ว ที่น่าทึ่งคือเค้ามีบริการส่งถึงบ้าน แค่โทรเบอร์ 511-343 สักเดี๋ยวคุณได้กินหมูย่างสมใจอยาก เค้าส่งเครื่องปรุงไปทุกอย่าง รวมทั้งส่งเตาอังโล่และถาดย่างไปด้วย ผมนั่งกินไปดูคนหอบเตาไปมาสนุกดี กะว่าว่างๆ จะลองสั่งจากกรุงเทพฯ ไม่รู้เค้าจะมาส่งมั้ย?

          ถึงเวลานอนให้สบาย ตื่นเช้ามาฝนตกโครมใหญ่พายุเข้าสุรินทร์ ไม่มีแดดสักนิด แล้วจะถ่ายภาพปราสาทต่างๆยังไงหว่า? แต่คนเราง้างศรต้องยิง ผมเลยลงมากินข้าวเช้าฟรีที่โรงแรม อาหารเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ทั่วไป ที่เด็ดคือ "ไชโป๊วผัดไข่" เอาไว้กินกับข้าวต้ม ไชโป๊วของสุรินทร์อร่อยจริงๆ มีทั้งรสหวาน เค็ม และกรอบกำลังพอดี ใครมาที่นี่ไม่ควรพลาด

          ผมเคยกินไชโป๊วสุรินทร์นานมาแล้ว สมัยเรียนหนังสืออยู่หอมีเพื่อนอยู่สุรินทร์ เค้าบอกว่าแม้จะอร่อยแต่ต้องระวัง เพราะบางครั้งที่กรอบเนื่องจากผู้ผลิตใช้น้ำประสานทอง อย่างนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรเลือกแบบที่ใช้อย่างอื่น แต่เพื่อนดันไม่บอกว่าใช้อะไร? ผมก็ไม่รู้เพราะเคยแต่ทำฟักทองแกงบวชให้กรอบ ใช้น้ำปูนใสแช่สัก 2-3 วัน รับรองกรอบถึงใจ แต่น้ำปูนใสนี่ต้องเป็นปูนที่คุณยายกินกับหมากนะครับ ไม่ใช่ปูนซิเมนต์หรือปูนขาว

          ด้วยความชอบไชโป๊ว พวกเราที่อยู่หอพัก เลยพากันฝากให้เพื่อนคนนั้นซื้อมาด้วย เวลาเค้ากลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อนซื้อมาให้กินหนเดียว แล้วไม่ซื้ออีกเลย เพราะทุกคนฝากซื้อแต่ไม่ฝากเงิน เพื่อนผมใช้เงินที่พ่อแม่ให้มาซื้อกลับกรุงเทพฯ แต่เก็บตังค์ใครไม่ได้ เลยต้องนั่งกินไชโป๊วหลายเดือน เพราะไม่มีตังค์เหลือซื้ออย่างอื่นกิน หลังจากนั้นผมไม่เคยได้กินอีกเลย เพิ่งมากินจริงๆ ก็หนนี้

          กินจนเสร็จแล้วฝนก็ยังไม่หยุด เลยตัดสินใจไปลองลุ้นดู ปราสาทที่เราตั้งเป้าหมายไว้ชื่อ "ศรีขรภูมิ" เป็นปราสาทเล็กๆ อยู่ที่อำเภอศรีขรภูมิ อยู่ระหว่างทางจากสุรินทร์ไปศรีสะเกษ ห่างจากเมืองสุรินทร์สามสิบกิโลเมตรนิดๆ พอขับรถมาถึงอำเภอ จะเห็นป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้าย ไปตามป้ายนั้น แยกจากถนนหลวงเข้าไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงแล้ว

          ปราสาทแห่งนี้ขนาดเล็ก แถมยังมีทับหลังอยู่ชิ้นเดียว แต่เด็ดมากเพราะ "ศิวะนาฏราช" ถือว่าเป็นทับหลังสวยที่สุดของเมืองไทย ปัญหาคือมุมบนของทับหลังยื่นออกมาเยอะ หากไปสายหน่อย แสงอาทิตย์ส่องมาจะเกิดเงา ถ่ายภาพไม่ได้ เราเลยมานอนสุรินทร์กันเพราะหวังจะตื่นเช้าไปถ่ายภาพที่นี่ให้ได้

          แต่พระเจ้าไม่เป็นใจปล่อยฝนลงจากฟากฟ้า แม้เราไปถึงแล้วฝนก็ยังตกพรำๆ ไม่ยอมหยุด ผมเลยลุยลงไปถ่ายภาพ ต้องใช้ร่มกางกันกล้องเปียก สำหรับคนจะเปียกก็ช่าง เพราะค่ายาไม่ถึงร้อยบาท แต่ค่าซ่อมกล้องซ่อมเลนส์สงสัยหลายพันบาท

          เราถ่ายภาพกันจนเสร็จ แม้จะไม่สวยนักแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย จากนั้นถึงเวลาไปต่อที่ปราสาท "ภูมิโปน" หรือปราสาทขอมเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย อยู่ที่อำเภอสังขะ ที่นี่สร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ห่างจากเมืองสุรินทร์เกือบ 60 กิโลเมตร ไปคนละทางกับศรีขรภูมิ แต่มีทางลัดที่ผมหาไม่เจอ

          ปราสาทภูมิโปนอยู่ตรงทางแยกอำเภอสังขะตัดกับทางหลวงหมายเลข 24 จากอำเภอสังขะให้ขับข้ามทางหลวงสายนี้แล้วตรงไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านเล็กๆ มีป้ายบอกให้ตรงเข้าหมู่บ้าน ปราสาทอยู่ติดถนนกลางหมู่บ้าน รอบด้านเป็นต้นตาลเยอะแยะ

          ผมจัดแจงเดินชมปราสาท ที่นี่ขนาดไม่ใหญ่สูงสักตึกสามชั้น กว้างประมาณ 10 เมตรเห็นจะได้ สร้างด้วยอิฐ มีส่วนเป็นหินเฉพาะกรอบประตูเท่านั้น สภาพเก่าแก่ใกล้พังไม่ค่อยสวย แต่จุดเด่นคือความเก่าแก่ ใครไม่สนใจไม่ต้องเสียเวลามาก็ได้ แต่ผมต้องมาเพราะกำลังช่วยทำสารคดีเรื่องปราสาทขอมในนิตยสาร Advanced Thailand Geographic

          จากภูมิโปนเราไปต่อกันที่ปราสาทยายเหงา ย้อนขึ้นไปทางศรีสะเกษ ห่างแยกอ.สังขะประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพปราสาทคล้ายๆปราสาทภูมิโปน อายุอานามอ่อนกว่ากันหลายร้อยปี มีร่องรอยการแกะสลักแต่ไม่จัดว่าสวยงาม ที่น่าสนใจคือสลักลงบนอิฐไม่ใช่บนหินทรายเหมือนปราสาทอื่นๆ ที่นี่ต้องมีการประคับประคองปราสาท เพราะทรุดและเริ่มแยกออกจากกันแล้ว

          หลังจากถ่ายภาพเสร็จก็มาและกินข้าวตรงทางแยกไปอ.สังขะ มีร้านไก่อบหม้อดิน รสชาติไก่ที่อบมาใช้ได้ หนังกรอบบาง เนื้อนุ่มไม่เหนียวมาก น้ำจิ้มหอมตะไคร้ รสชาติกำลังดี หวานนิดๆเค็มๆหอมๆ ตัวละ 85 บาท ตำถั่วหมูกรอบ ตำถั่วรสชาติอร่อย ถ้าใครกินปลาร้าด้วยจะแซบขนาด หมูกรอบใช้แทนแคบหมู เข้ากันได้ดี เนื้อหมูที่ติดมาทอดไม่แห้งแข็ง อร่อยครับ ก้อยหมูลวกเนื้อหมูนุ่มมาก ปรุงรสสะเด็ดแท้ ตอนแรกมาด้วยความหิวเพราะบ่ายสองโมงเข้าไปแล้ว เลยสั่งมา 3 อย่าง ปรากฏว่ากินไม่หมด เพราะกับเยอะมาก ราคา 227 บาท มากันสัก 4 คนกำลังดี

          จากนั้นลุยต่อไปปราสาทบ้านพลวง แต่แสงแดดไปทางตะวันตกแล้ว ถ่ายภาพด้านหน้าไม่ได้เพราะย้อนแสง เลยถ่ายสองด้าน ทิศเหนือกับใต้ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยกลับมาถ่ายตอนเช้าอีกครั้ง ออกจากปราสาทบ้านพลวงก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว รีบมุ่งไปปราสาทหินพนมรุ้ง เพราะจองบัตรดูแสงสีเสียงไว้

          พอเริ่มมืด ทางฝ่ายจัดการแสดงเริ่มลองทดสอบแสงไฟที่ฉายเข้าตัวปราสาท เป็นสีต่างๆ ส้ม ชมพู ฟ้า เลยเข้าทางให้ทีมงานตั้งป้อมถ่ายภาพจนมืด วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานมีโฮบบายดินเนอร์ แต่ที่พิลึกคือแทนที่จะมีการแสดงเกี่ยวกับอีสานใต้ กลับเป็นการแสดงของวิทยาลัยทักษิณ มีชุดรำมโนราห์ กระบี่กระบอง ฯลฯ ผมนั่งดูนอกงานไม่เสียสตางค์ รอจนเกือบ 2 ทุ่ม รีบขึ้นไปบนปราสาท หาที่นั่งตามบัตร ตั้งป้อมเตรียมถ่ายภาพ

          การแสดงเป็นเรื่องจินตนาการ ที่มาของการสร้างปราสาทโดยเอาหลักฐานต่างๆ เช่น ภาพ อักษรที่จารึก ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้าน เรื่องที่เล่าต่อกันมา จากวิชาการ ฯลฯ มาแสดงให้ชม ถึงแม้จะลงทุนน้อยเพราะใช้นักแสดงจากคนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็สื่อความหมายและแสดงได้ดีพอสมควร ถึงแม้มีบทบรรยายที่ใช้สำนวนแปร่งๆไปนิด แต่ที่ผมอยากแนะนำคือ ควรมีสูจิบัตรแจกให้ผู้ชมได้รับรู้บ้างว่ากำหนดการ เนื้อหาในการจัดมีอะไรบ้าง คนเขาจะได้ติดตามงานได้ถูกต้อง

          อีกอย่างที่ควรปรับปรุงคือจุดขายบัตรเข้าชม เพราะจุดขายไปรวมอยู่กับที่ขายอาหารงานโฮบบายดินเนอร์ ซึ่งอยู่เชิงเขาด้านล่างหาแสนยาก ผู้เข้าชมที่จอดรถด้านหน้าทางเข้า เดินมาตามทางจะมองไม่เห็น บางคนโชคดีมาถามผม ก็เดินไปซื้อถูกที่ ระหว่างผมไปนั่งรอดูการแสดง มีหลายที่ไม่รู้เดินขึ้นไปบนตัวปราสาท ซึ่งเดินธรรมดาก็ขาสั่นแล้ว ต้องเดินย้อนลงมาแล้วขึ้นไปอีก มันเสียความรู้สึกขนาดไหน ซึ่งมีทั้งคนแก่ทั้งเด็กเล็กมาด้วย ไม่ต้องบรรยายความรู้สึก เพราะคุณยายที่มายืนข้างๆ ผม แกต้องควักยาดม เมื่อพนักงานบอกให้ลงไปซื้อบัตรก่อน

          เอาเป็นว่างานจัดได้ดี คนมาร่วมงานใช้ได้ ตอนจะประกาศเริ่มการแสดงที่นั่งโหรงเหรง พอพิธีกรบอกจะเริ่มแสดง พร้อมดับไฟ ไม่รู้ใครต่อใครมาจากไหนนั่งกันพรึบ สงสัยมีหลายคนตั๋วฟรี เส้นผู้ว่าฯก็มีแน่ะ แถมนั่งบังผมที่จ่ายเงินอีกต่างหาก แต่งานนี้โดยรวมแล้วใช้ได้ ใครพลาดไปปีหน้ามาใหม่ก็น่าจะคุ้ม

          พฤหัสฯนี้เรื่องยาวจัง ผมขอจบแค่นี้ก่อน อาทิตย์หน้าค่อยพาอิ่มท้องท่องไทยต่อครับ

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

Click Here!