www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 21 February, 2001 6:04 PM

อดีตของคุณโอภาสที่เกาะเต่า

          "อยากเก็บคลื่นขาวๆ...เอามาฝาก อยากเก็บหาดทรายสวย...สวยสะอาด น้ำทะเลใสใส สดใสแต่เก็บไม่ได้" เพลง "ของฝากจากทะเล" ของคุณศุ บุญเลี้ยง ตรงใจผมจริงๆ มันให้อารมณ์ ความคิดถึง ความต้องการที่อยากเก็บเอาสิ่งดีๆ สิ่งสวยงาม มาฝากให้คนที่เรารัก คนที่เราหวังดี ได้พบกับสิ่งเหล่านั้น ดังเช่นคุณผู้อ่านที่เคารพรักสุดทุกท่าน

          ตอนนี้ผมกำลังนอนอิงหมอนขวาน หลบแดดในร้านริมหาด ปากดูดน้ำมะนาวเย็นเจี๊ยบ สายตาส่องมองแหม่มสาวๆ เปลือยอกนุ่ง T-Back นอนอาบแดดเกลื่อนทั่วหาด ไม่ใช่ตาลามกนะครับ ความจริงผมอยากมองทะเลสวยๆ แต่แหม่มดันมานอนขวางสายตาผมเอง มันช่วยไม่ได้จริงๆ โชคดีที่ตาไม่เป็นกุ้งยิง คงเพราะผมมองข้ามแหม่มแก่ๆ เลยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อลูกกะตา ตอนนี้คุณผู้อ่านอยากรู้รึยังว่าผมมานอนเอ้อระเหยอยู่ที่ไหน? ผมว่าหลายคนคงพอเดาออก เพราะมีเกาะอยู่เกาะเดียวในอ่าวไทยที่สามารถปลูกสร้างร้านอาหารล้ำเข้ามาในหาดทราย จนเกือบติดทะเลได้ นั่นคือเกาะเต่าไงครับ

          ผมมันคนประเภทไวต่อสถานการณ์อยู่แล้ว อากาศหนาวปุ๊บเราก็เที่ยวเหนือ ร้อนปั๊บแวบมาเที่ยวทะเล อากาศตอนนี้ใครมาเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ รับรองไม่ผิดหวังจริงๆ อากาศไม่ร้อนมาก ยิ่งกลางคืนเย็นสบาย ทะเลเรียบทั้งวัน เล่นน้ำตอนไหนก็ปลอดภัย มีแต่ท้องฟ้าเท่านั้นที่ยังขมุกขมัวอยู่นิดหน่อย ไม่ใสปิ๊งๆคงเพราะยังมีอากาศร้อนกับอากาศเย็นกระทบชิ่งกันไปมา เกิดเป็นหมอกบางๆ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นจนสุดขอบฟ้าได้

          ผมมานอนเล่นอยู่บนเกาะเต่าได้ 2 วันแล้ว พักอยู่หาดทรายรี ถิ่นเก่าที่เคยมาตั้งแต่ปี 2530 สมัยนั้นยังไม่มีบังกะโลมากมายเหมือนปัจจุบัน ถนนหนทางไม่ค่อยมี จะไปหาดอื่นทีต้องนั่งเรือไป ผิดจากเดี๋ยวนี้มีถนนเชื่อมหมดเกือบทุกหาด มีรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นสองแถว เสียคนละ 15 บาทเป็นราคาขั้นต่ำ จะแพงขึ้นตามระยะทาง

          ใครอยากเช่ามอเตอร์ไซค์เที่ยวก็ได้ คันละ 150 บาทต่อวัน ไม่ต้องวางเงินมัดจำ ใช้ยึดบัตรประชาชนไว้แทน แต่ใครจะเช่ารถมอเตอร์ไซค์ควรขี่แข็งๆหน่อย ถนนบางเส้นสูงชันมาก ผมเห็นถนนเส้นหนึ่งสูงชันขึ้นไปยอดภูเขาคล้ายๆ เส้นทางไปแม่ฮ่องสอนทีเดียว ที่ต้องระมัดระวังให้มากคือถนนบนเกาะแคบ เวลารถสวนกันต้องมีคันหนึ่งเสียสละลงข้างทางหลบให้ เหมือนกับสมุยเมื่อสมัยก่อน ที่สำคัญอย่าทำรถมอเตอร์ไซค์ล้มหรือเป็นรอยขีดข่วนแม้แต่เล็กน้อย เจ้าของเค้าคิดค่าอะไหล่แพงจนเกือบซื้อใหม่ได้หนึ่งคัน

          เกาะเต่ามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากเกาะอื่นๆในอ่าวไทย ตรงที่มีน้ำทะเลลึกและใสที่สุด สมัยก่อนเหตุการณ์ปะการังเปลี่ยนสี ที่ทำให้ปะการังตายเป็นจำนวนมากนั้น เกาะเต่าเป็นที่ยอมรับว่ามีแนวปะการังสมบูรณ์ที่สุดเกาะหนึ่งทีเดียว มีนักดำน้ำทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาดำน้ำที่นี่ปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย บางคนก็มาเพื่อเรียนดำน้ำ เสร็จแล้วก็ลงทะเลทันที ทำให้มีร้านดำน้ำเปิดให้บริการไม่ต่ำกว่า 30 ร้าน แต่เป็นของคนไทยจริงๆประมาณ 5 ร้าน ทั้งหมดนี้ผมหมายถึงการดำน้ำแบบ SCUBA หรือการดำน้ำลึกที่ต้องใช้ถังอากาศช่วย

          การดำน้ำแบบสกินไดฟ์วิ่งหรือแบบผิวน้ำ มีหน้ากากกับท่อหายใจ สามารถดำได้ทั่วไป บริเวณหาดทรายรีหน้าบังกะโลผมมีแนวปะการังให้ดู ไม่ต้องไปไกล หรืออยากไปดำรอบๆเกาะ ตามจุดต่างๆ เช่น เกาะนางยวนทางด้านเหนือ อ่าวหินวง ฯลฯ ติดต่อเช่าเรือหางยาวได้ทั่วไป จะไปกับทัวร์เค้าก็ได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 150 บาทต่อครึ่งวัน

          แต่ก่อนผมเคยได้ยินมีข่าวการแข่งขันตกปลา เชื้อเชิญให้คนไทยเข้าร่วมในการแข่งขัน เพราะที่เกาะเต่านี่มีปลาใหญ่ๆหลายชนิด ที่นักตกปลาเรียกว่า "ปลาเกม" เช่น ปลากระโทงแทง ปลาอินทรีย์ ปลาสาก ปลาโฉมงาม ปลาโต้มอญ ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้หายไปเกือบหมดแล้ว เพราะไม่มีปลาเหลือจะให้ตก

          สมัยที่ผมมาเกาะเต่าครั้งแรก เมื่อสิบกว่าปีก่อน ทำการสำรวจวิจัยปะการังและทรัพยากรชายฝั่ง ให้กับโครงการอาเซียน-ออสเตรเลีย ซึ่งมี ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เป็นหัวหน้าโครงการ โดยมีผม อาจารย์ธรณ์ (สมัยนั้นยังเป็นนิสิตหน้าหวาน) และทีมงาน ขนอุปกรณ์ตระเวนทำงานไปตามเกาะต่างๆในอ่าวไทยเกือบทั้งหมด หลังจากที่ดำน้ำเก็บข้อมูลหมู่เกาะชุมพรเสร็จ เราเหมาเรือชาวประมงแถวปากน้ำชุมพรไปเกาะเต่า ให้อยู่ด้วยตลอดจนกลับ เพราะต้องใช้เรือเดินทางรอบๆเกาะด้วย เรายังมีเรือยางทันสมัยสุดๆ ในสมัยนั้น ลากติดท้ายเรือใหญ่ไปหนึ่งลำ เพื่อใช้ในการสำรวจแนวปะการังแบบรวดเร็ว

          ระหว่างแล่นเรือจากฝั่งชุมพรไปเกาะเต่า ผมลองตกปลาแบบลากเหยื่อหรือที่เรียกว่าทรอลลิ่ง เหยื่อที่ผมใช้เป็นปลาหมึกปลอมสีขาวฟ้า ตอนนั้นผมยังบ้าตกปลา ไปไหนต้องพกเบ็ดไปด้วยเสมอ พอมาถึงกลางทาง ปลาตัวแรกที่เข้าฉวยเหยื่อ เป็นปลาโต้มอญขนาด 2 กิโลกรัมกว่าๆ พอทำทีมงานครึกครื้นขึ้น

          หลังจากนั้นไม่นาน มีปลาเข้าฉวยเหยื่ออีก ลากจนรอกร้องสนั่น ผมรีบแก้เชือกที่ผูกคันเบ็ดไว้กับหลักท้ายเรืออย่างทุลักทุเล เพราะความกลัวว่าเบ็ดจะตกน้ำ ผมจะไม่มีไปใช้คืนคนที่ยืมมา เลยผูกเชือกซะหลายชั้น เมื่อแก้เชือกได้ก็จัดการปรับแต่งรอก พร้อมสู้กับปลาตามเทคนิค ปลาตัวนี้สู้เบ็ดดีมาก กรอสายกลับเข้ารอกได้เล็กน้อยก็ลากออกไปอีก ผมเห็นอาจารย์ธรณ์ยืนเชียร์อยู่ เลยส่งคันเบ็ดให้ พร้อมกับแนะวิธีอัดสู้กับปลา จนปลาเข้ามาใกล้ โฉบตัวไปมาใต้น้ำ เห็นลำตัวสีฟ้าเข้มๆ ต่างคนต่างเดาว่าเป็นปลาอินทรีย์มั่ง ปลาโต้มอญใหญ่ๆมั่ง จนปลายอมแพ้ โผล่หน้ามาเห็นปลายปากแหลมเปี๊ยบ จึงรู้ว่าเป็นปลากระโทงแทง ขนาดประมาณ 25 กิโลกรัม

          อาจารย์ธรณ์ส่งคันเบ็ดคืนให้ผม เพราะไม่รู้ว่าจะเอาขึ้นเรือได้ยังไง ผมดึงสายเบ็ดมาทางท้ายเรือ เพื่อจะเอาขึ้นง่ายๆ แต่ก็ยังเอาขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีขอเกี่ยว ผมเลยบอกให้อาจารย์ธรณ์ใส่ถุงมือแล้วคว้าปากปลา แกก็ใจถึงคว้าปลาจริงๆ ปลาที่คิดว่าหมดแรง กลับดิ้นกระชากจนเกือบตกน้ำ ดีว่าคว้าหลักท้ายเรือไว้ทัน คราวนี้ปลาน้ำหนัก 20 กว่ากิโลกรัม จับด้วยมือข้างเดียว อีกข้างคว้าหลักไว้ ปลาก็ดิ้น คนก็ไม่ยอมปล่อย จนปลาสงบพอจะดึงเข้ามาใกล้ๆเรือ พรรคพวกเลยช่วยดึงขึ้นก่อนที่อาจารย์ธรณ์จะหมดแรง หล่นเอาพุงกะทิไปเสียบปากปลา ส่วนผมไม่สามารถลงไปช่วยอะไรได้ เพราะต้องคอยถือคันเบ็ดไว้ เผื่อปลาหลุดจากมือ ว่าง่ายๆคือผมเสียดายปลามากกว่าเสียดายพุงอาจารย์

          ปลาตัวนี้มีประโยชน์ต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะนิสิตที่ไปฝึกงานพร้อมกัน ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆมาก่อน เลยช่วยกันชำแหละผ่าท้องดูอาหาร ดูครีบดูหางพร้อมเก็บหัวไว้เข้าพิพิธภัณฑ์ จะทิ้งเนื้อก็เสียดาย ผมจัดแจงหมักเกลือตากแดดไว้บนหลังคาเรือ แดดเดือนเมษายนตากวันเดียวก็แห้ง เอามาทอดกิน เจ้าของเรือถึงกับน้ำตาร่วง บอกว่าตั้งแต่ออกหาปลามาไม่เคยได้กินปลานี้เลย อร่อยจริงๆ จนต้องขอแบ่งผมไปฝากที่บ้าน

          เราอยู่สำรวจรอบเกาะเต่ากันหลายวัน มีวันหนึ่งผ่านไปแถวเกาะนางยวน เห็นมีรีสอร์ทและร้านอาหารวิวสวยดีน่านั่งกิน เลยตกลงกันว่าทำงานเสร็จจะมานั่งกินมื้อเย็นกัน พอถึงจุดหมายต่างคนต่างแยกไปทำงาน เย็นนั้นเราก็สมใจ มานั่งกินข้าวที่เกาะนางยวน อาหารไม่ได้วิเศษวิโสไปจากท่าเรือที่เรากินทุกวัน ซ้ำราคาก็แพงกว่ามาก กินไปบ่นกันไป ชะรอยเจ้าแม่เกาะนางยวนคงได้ยิน พอเช็คบิลเดินลุยน้ำมาขึ้นเรือยาง ตอนนั้นเกือบทุ่มแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด

          ทุกคนขึ้นเรือยางพร้อมเจ้าของเรือที่มาร่วมกินข้าวกับเราทุกมื้อ เรือยางขับอ้อมออกมายังจุดที่เรือใหญ่ทิ้งสมอไว้ ปรากฏว่าเรือหายไป ตอนนั้นเริ่มไม่มั่นใจว่า เรือจอดตรงนี้แน่ๆ หรือเปล่า ตระเวนหากันพักใหญ่ กว่าจะเห็นเรืออยู่ไกลๆแต่ใกล้หน้าผาของเกาะเต่า เจ้าของเรือจำได้รีบบอกให้เราขับเรือยางเข้าไป ปรากฏว่าใช่จริงๆ อีกนิดเดียวเรือจะกระแทกหน้าผาอยู่แล้ว เจ้าของเรือทอดสมอไว้ไม่ดี สมอเกาไปตามพื้น อีกอย่างหนึ่งคือลมและคลื่นเริ่มแรง พอทุกคนขึ้นเรือหมด มีผมกับอาจารย์ธรณ์อาสานั่งในเรือยางผูกให้เรือใหญ่ลากไปด้วย ระหว่างทางคุณผู้อ่านเชื่อไหมว่าจากเกาะนางยวนไปถึงที่พัก ห่างแค่ 5 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง พอเรือแล่นได้ไม่นาน ลมแรงขึ้น คลื่นแต่ละลูกสูงกว่า 3 เมตร ผมมองจากเรือยาง เห็นคลื่นซัดเข้าหัวเรือใหญ่น้ำแตกกระจาย ผมเองเตรียมมีดไว้ตัดเชือกที่ผูกลาก ส่วนอาจารย์ธรณ์นั่งสั่นพั่บๆของขึ้นอยู่หลังเรือ

          พอเรือยางลอยขึ้นที ยอดคลื่นลมพัดน้ำแตกกระจาย เห็นฟองขาวๆเทโครมมาบนเรือยาง คล้ายๆกับหนังเรื่อง Cast Away ที่ผมหลงเข้าไปดู บางครั้งคลื่นใหญ่มาก เรือใหญ่มุดหายไปในคลื่นเกือบทั้งลำ ผมร้องจ๊ากส่วนอาจารย์ธรณ์ร้องเพลง ไม่ใช่แกใจกล้าหรืออารมณ์ดีที่เห็นคลื่น แต่เป็นเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี? เราผจญกับคลื่นอยู่นาน เรียกว่าตั้งแต่ออกทะเลมาไม่รู้กี่พันครั้ง ผมกลัวคลื่นที่สุดก็คราวนั้น เพราะหลังๆบางครั้งเคยเจอคลื่นใหญ่กว่า แต่อยู่ในเรือลำยักษ์ไม่รู้สึก มีครั้งนั้นที่นั่งเรือยางโล้คลื่น ขนาดนั่งเรือยางกลับจากเกาะสิมิลันหรือเกาะสุรินทร์ วิ่งมาฝั่งผมยังเคยมาแล้ว ไม่เคยกลัวเหมือนคืนนั้นที่เกาะเต่าเลย

          นับว่าเจ้าแม่ยังเวทนา เจ้าของเรือพากลับโดยสวัสดิภาพ ของบนเรือหล่นหายไประหว่างทางหลายอย่าง รวมทั้งข้อมูลที่เก็บมา ปลิวหายไปเกือบหมด เรียกว่าทำงานทั้งวันเสียเที่ยว เลยอยากเตือนกันไว้ คลื่นลมที่เกาะเต่ายามรุนแรงก็น่ากลัวเหมือนกัน แถมจู่ๆจะมาก็มา เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้า เพราะก่อนหน้านั้นแค่สองชั่วโมง คลื่นเรียบฟ้าใสแจ๋วอยู่เลยครับ

          อดีตผ่านไปแล้วหวนคิดถึงวันวาน แต่ต้องพาคุณผู้อ่านกลับมาวันนี้บ้าง ผมไปกับโครงการ "รักษ์เกาะเต่า" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย เผอิญน้องจาก "ผู้จัดการออนไลน์" ที่ไปด้วยเขารายงานเรื่องมีสาระไปหมดแล้ว ผมเลยขอรายงานเรื่องไร้สาระ โดยสังเกตดูกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวทำตอนกลางวัน นั่นคือการนอนอาบแดดตามระเบียงร้านอาหาร พอตกดึกก็เริ่มเดินเที่ยวกัน ก่อนจะไปรวมตัวตามร้านอาหารที่ประกาศจัดปาร์ตี้ งานเริ่มตั้งแต่ 4 ทุ่มไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด แต่ไม่คึกคักเหมือนที่หาดริ้น เกาะพะงัน ที่เวลาจัดฟูลมูนปาร์ตี้ นักท่องเที่ยวที่พักตามเกาะสมุยและเกาะเต่าจะนั่งเรือมาเฮฮา คนเต็มหาดแทบเหยียบกันตาย

          ระหว่างอยู่เกาะเต่า ผมลองกินอาหารหลายร้าน แต่ไม่ประทับใจร้านไหนจนอยากแนะนำ บอกกันไว้อย่างว่าควรกินอาหารฝรั่ง เพราะราคาเท่าๆ กับอาหารไทย เรากินผัดกะเพราจานละ 50 บาทมีหวังสะดุ้ง แต่ถ้ากินแฮมเบอร์เกอร์ราคาเท่ากัน เรายังพอรับได้ เลยอยากให้กินอาหารฝรั่งกัน

          อาหารที่แนะนำคือ "แพนเค้ก" มีขายทุกร้านที่เกาะเต่า จะใส่แยมหรือใส่น้ำผึ้งก็เลือกตามสะดวก รสชาติเหมือนแพนเค้กบ้านนอก แต่ใส่เนยหอมกรุ่นอร่อยดี อีกอย่างที่น่ากินคือ "No Name" หรืออาหารไร้ชื่อ ผมลองถามบ๋อย ได้ความว่านำผักต่างๆนับสิบอย่างมาซอยแล้วชุบแป้งทอด นั่นคือสิ่งที่ผมจับใจความได้ เพราะบ๋อยเป็นชาวพม่า พูดภาษาไทยไม่ได้ ต้องพูดภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว คนในร้านก็มีแต่ฝรั่ง ผมนั่งไปกินไป สงสัยเหมือนกันว่าที่นี่ที่ไหน?

          ผมลองสั่งแฮมเบอร์เกอร์มากินบ้าง ที่นี่ทำแบบโฮมเมด เอาขนมปังก้อน ผ่าครึ่งทาเนยแล้วคว่ำบนกระทะแบนๆจนเหลือง เอาหมูมาสับแล้วทอดจนเหลืองอีกเหมือนกัน ใส่ผักกาดหอม มะเขือเทศ และหอมใหญ่ฝานเป็นแว่น ถ้าสั่ง with Cheese ก็มีชีสให้หนึ่งแผ่น เพิ่มราคาอีก 10 บาท ถ้าสั่งมันทอดเป็นของแกล้ม เพิ่มอีก 15 บาท

          ขากลับขึ้นฝั่งชุมพร หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติ กรมป่าไม้ เจอพวกผมพอดี เค้าเลยแนะนำให้ไปกินอาหารที่หาดทรายรี ผมแวะกินที่ร้าน "เจ๊แอ๊ว" หรือ "เจ๊แอ๋ว" ถ้าไม่ใช่ก็ "เจ๊อ๋าง" อาหารที่นี่ราคาถูก ผมสั่ง "กรรเชียงปูผัดเผ็ด" เป็นแกงกะทิแบบขลุกขลิก เนื้อปูแกะมาเรียบร้อย รสชาติอร่อยดี หวานมันเผ็ดนิดๆ คล้ายๆเนื้อปูผัดผงกะหรี่แต่เผ็ดกว่านิดหน่อย "หัวปลาต้มเผือก" เป็นหัวปลาเก๋าเอามาทอด ก่อนเอาไปต้มเค็มๆ ใส่เผือกและเต้าหู้หลอดที่ผ่านการชุบแป้งทอดมาแล้ว จัดเป็นจานเด็ดได้ "ปลาผัดคื่นช่าย" หัวปลาตัวเดียวกับที่เอาหัวมาต้มเผือก แต่เหลืออีกซีกหนึ่ง เอามาหั่นชิ้นใหญ่ กินเต็มปากเต็มคำดี "หมึกไข่นึ่งมะนาว" รสชาติเปรี้ยวแซบ จานนี้ไม่เด็ดแต่ก็ไม่ด้อย เรียกว่ากินได้เพลินๆ และที่ผมชอบสั่งเวลามาภาคใต้คือ "ใบเหลียงผัดไข่" ใบเหลียงผัดไข่กรุบๆ มันๆ รสชาติเหมือนที่เคยกินมาทุกร้าน พอคิดราคาแค่ 360 บาท กินกัน 5 คน เต็มอิ่มจนเกือบกลิ้งกลับบ้าน ถ้าเอาราคานี้ไปซื้อกินแถวหัวหินหรือชะอำ คงได้กินแค่ไม่ถึงครึ่งท้อง

          สำหรับการเที่ยวเกาะเต่าครั้งนี้ เป็นแบบไปผ่านๆไม่ได้ลงรายละเอียด ถ้าอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ คงต้องรออ่านคอลัมน์ TRIP "ผู้จัดการ" วันอังคาร อาจารย์ธรณ์ว่าจะเขียนเรื่องสยิวสะดือ ผมก็รออ่านของแกเหมือนกัน สำหรับอาทิตย์หน้า ผมจะพาพวกเราข้ามแหลมไปเที่ยวเกาะสุรินทร์กันบ้าง รับรองเล่าเรื่องละเอียดยิบครับ

          ปล. ชื่อเรื่องนี้บก.เป็นผู้ตั้งให้เอง เนื่องจากเหมาะสมกับเนื้อเรื่องมาก

 

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com

Click Here!