![]() Last Update : Tuesday 26 June, 2001 1:07 PM |
|
จากอินทนนท์ถึงแม่ฮ่องสอน (2)
อาทิตย์ที่แล้วพาคุณไปอินทนนท์ เป้าหมายคือการลองถนนสายใหม่ "อินทนนท์-แม่แจ่ม-ขุนยวม-แม่ฮ่องสอน" ถนนสายนี้ลัดได้มาก แต่ยังสร้างไม่เสร็จ ใช้เวลาเกือบห้าชั่วโมง
เรามาเริ่มต้นเรื่องของอาทิตย์นี้ หลังจากที่ผ่านโค้งมหาโหดทั้งหลายแหล่มาแล้ว เริ่มมีเสียงร่ำร้องมาจากข้างหลัง ว่าหิวแล้วเมื่อไหร่จะจอดให้กินข้าวซักที ผมน่ะเห็นว่าเพิ่งจะอ้วกออกไปกันหยกๆไม่ใช่เรอะ จะกินเข้าไปอีก เฮ้อ...เด็กพวกนี้นี่เอาใจยากจริง เพิ่งบ่ายสามโมงนิดๆ เลยเวลากินข้าวมาหน่อยเดียว บ่นกันเป็นหมีกินผึ้งไปได้
พอดีเห็นร้านลาบเป็ดริมทาง ผมเลยจอดพรืด ความจริงขับเลยร้านไปแล้ว เพราะตั้งใจมุ่งไปกินในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แต่พวกเด็กๆข้างหลังไม่ยินยอม ร้องบอกว่าเราจะกินร้านนี้แหละไม่ยอมไปตายดาบหน้าเหมือนผมหรอก เลยต้องย้อนกลับมาเอาใจพวกเขาหน่อย ระหว่างนั้นเห็นร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง เป็นบ่อตกปลาด้วย อยู่ลึกเข้าไป แต่ด้วยความตั้งใจมั่นของพวกเขา ที่ว่าเห็นร้านไหนเราจะกินร้านนั้น จึงได้กินร้านลาบเป็ดริมทุ่งกันนั่นเอง
เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว ทีมงานยกขบวนเดินตรงผ่านหน้าร้าน มีขนมขายหลายอย่าง เช่น ข้าวแต๋น กาละแม ถั่วเคลือบ ฯลฯ แต่เราไม่สนใจ มุ่งตรงไปยังโรงอาหารที่อยู่ถัดไป ที่เรียกว่าโรงอาหารเพราะมีแค่หลังคาเท่านั้น ผนังอีก 4 ด้านเปิดโล่งรับลมเย็นจากทุ่งข้าวรอบๆ มองเห็นวิวทิวทัศน์ ภูเขาลูกใหญ่อยู่ไกลดูแล้วสบายตา ใกล้ๆ เป็นแปลงปลูกผัก ยกแปลงเป็นระเบียบ ซึ่งมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 10ไร่ ผักเขียวสดใสส่งประกายปิ๊งๆ น่ากินดีมาก
มาถึงร้านลาบเป็ดก็ต้องสั่ง "ลาบเป็ด" เป็นอย่างแรก เพราะเค้ายกให้เป็นอาหารเด็ดประจำที่ร้านแน่นอน ลาบที่นี่เป็นลาบแบบทางเหนือ ต้องเอามาข้าวมาคั่วให้สุก ใส่ลูกมะแขว่นให้หอมๆ ปรุงรสเค็มเป็นหลัก ไม่เหมือนลาบทางอีสาน จะมีรสทั้งเปรี้ยวเค็มเผ็ดแซบกว่า แต่ผมว่าเมื่อมาทางเหนือ เราก็ต้องกินแบบทางเหนือไม่งั้นสั่งร้านส้มตำข้างบ้านเอาก็ได้
"ลาบหมู" เราก็สั่งมาลอง หน้าตาสองลาบนี้คล้ายกันมาก แทบแยกไม่ออก แต่เมื่อดมและชิมดูแล้ว พบว่าลาบเป็ดจะมีกลิ่นเนื้อที่หอมกว่า ต่อมาเป็น "ไก่อบฟาง" หอมกลิ่นฟางไหม้ตลบอบอวล เนื้อไก่หมักเครื่องปรุงจนได้ที่ กินตรงไหนก็อร่อยหมดทุกส่วนสัด ยิ่งยกมาใหม่ร้อนๆ รำแต้ๆก่า เสียแต่ไก่ตัวเล็กไปหน่อย เป็นพวกไก่บ้าน ใครชอบกินเต็มปากเต็มคำคงต้องเล่นไก่ฟาส์ตฟู้ด "ปลาช่อนอบฟาง" ส่งกลิ่นหอมฉุย ปลาสดเนื้อแน่น จิ้มแจ่วนิดหน่อย แล้วข้าวนึ่งตามเข้าไปหนึ่งก้อน อร่อยเด็ดขาดครับ
ตอนเข้ามา ผมเห็นกระดานเขียนเมนูเด็ดประจำร้าน มีอยู่รายการหนึ่งชื่อ"จ่มถกหมู" ถามน้องสาวชาวเหนือหน้าตาน่ารักที่มาบริการ น้องบอกว่าเป็นการนำหมูมาจุ่มในน้ำซุปร้อนๆ ผมก็ถึงบางอ้อ โธ่...มันก็คือ จิ้มจุ่ม จุ่มแซบ แจ่วฮ้อน หมูจุ่ม ก็แล้วแต่จะเรียกกันไป แต่เมนูร้านนี้เขียนด้วยชอล์ค สระอุเลยหายไป จาก "จุ่ม" กลายเป็น "จ่ม"
ผมรีบสั่งมาลองหนึ่งชุด น้ำซุปรสชาติแปลกไม่รู้ใส่อะไรลงไปบ้าง ค่อนข้างจืดไม่ค่อยอร่อย ใส่มาในกะทะสุกี้ใบใหญ่เป้ง ใช้เตาไฟฟ้า ทำให้ไม่หอมถ่าน ยิ่งไม่ค่อยชวนกินใหญ่ ผมว่าที่ติดใจยังเป็นคุณ "จ่าหมูจุ่ม" ที่นครสวรรค์ ร้านนั้นโอภาสการันตีครับ
มีคุณน้องคนหนึ่งในคณะ ผมว่าเธอเก่งดี ไม่เมารถเมาโค้ง นั่งหลับตลอดทาง แต่พอถึงตอนสั่งอาหาร เธอสั่งแกงส้มผักรวม ผมถึงได้รู้ว่าเธอเมาบก แถมเมาสนิทซะด้วย เพราะปกติเธอไม่กินปลาต้ม แต่นี่มันภาคเหนือนะครับ เธอนึกได้ยังไงว่าเธอจะได้แกงส้มกุ้ง ยังไงก็ต้องเป็นแกงส้มปลาแหงแซะ เล่นเอาคนสั่งหน้าซีด ไม่กล้ากินซักคำ แกงส้มออกรสค่อนข้างหวาน ไม่เผ็ดเลยไม่เปรี้ยวด้วย ปลาอร่อยดีแต่ก้างเยอะไปหน่อย กินกันจนอิ่ม เรียกเก็บเงิน ทั้งหมด 600 กว่าบาท ราคานับว่าไม่แพง
สำหรับร้านนี้ ถ้าใครจะแวะหาได้ง่าย เพราะจากขุนยวมมาแม่ฮ่องสอน รู้สึกจะเป็นร้านอาหารร้านแรกที่ดูเหมือนร้านอาหาร มีป้ายใหญ่หน้าร้าน ที่เหลือเป็นเพิงแอบอยู่ตามป่า ขับรถมารับรองมองไม่เห็น
จากนั้นเรามุ่งเข้าตัวเมือง หาที่พักกัน ก่อนมาอาจารย์ธรณ์ใช้ความทันสมัยทางเทคโนโลยี เปิดเว็บหารีสอร์ตมาเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ารีสอร์ตนั้นมันอยู่กันคนละทิศกับถนนที่เรามา ผมเลยต้องใช้ความสามารถส่วนตัวในการใช้สายตามองหาป้ายรีสอร์ตข้างทาง
และแล้วสายตาของผมก็สะดุดเข้ากับป้ายรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ป้ายทำจากไม้หน้าตาน่ารัก มีรูปใบเฟิร์นสีเขียวๆ เล็กๆ เขียนว่า "เฟิร์นริมธาร" เหลือบดูหลักกิโลฯปรากฏว่าอีก 5 กม.ถึงเมือง ไม่ค่อยไกลสำหรับคนรักการซิ่งกลางคืน ผมเลยขับรถตามป้ายโฆษณาไป จนถึงป้ายให้เลี้ยวเข้าจะมีชื่อหมู่บ้าน "แม่สะกึด" เป็นจุดสังเกต มองเห็นภูเขาอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก จากปากทางเข้ามากิโลเมตรกว่าๆ มีสะพานเล็กๆพอข้ามา ทางเข้าอยู่ด้านขวามือ ถ้าไม่สังเกตจะพุ่งพรวดเลยไป เพราะผมก็เลยไปมาแล้ว ต้องกลับรถกลับมาใหม่
พอเลี้ยวเข้ามา ด้านขวามือมีสนามหญ้าเป็นลานกว้าง มีเต๊นท์กางไว้ 4-5 หลัง รอบสนามปลูกไม้ดอกไม้ประดับสวยงามเป็นระเบียบ ผมขับรถมาจอดตรงลานจอด พร้อมกลับลำไว้เตรียมตัวพุ่งออกไปหาที่พักใหม่ เพราะดูจากสภาพคร่าวๆ แล้ว หากพักที่นี่งบคงบานปลาย อาจารย์ธรณ์ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินราคาที่พักว่าเหมาะสมกับคุณภาพหรือไม่? เป็นผู้ลงไปติดต่อ ที่สำคัญแกเป็นสปอนเซอร์ เลยเป็นหน้าที่ที่แกต้องตัดสินใจ ผมน่ะสบายอยู่แล้วนอนไหนก็ได้ ขอให้มีที่นอนเถอะ แอร์พัดลมไม่ต้อง เพราะหนาวอยู่แล้ว น้ำอ่งน้ำอุ่น ถ้ามีเราก็อาบ ถ้าไม่มีเราก็ไม่
ระหว่างเดินเล่นรอ ผมก็หาที่มาของเสียง "โป๊ก......(สัก 20 วินาที)......โป๊ก" ว่ามาจากไหน? ที่แท้เป็นเพราะที่นี่คือรีสอร์ตอิงธรรมชาติ เค้าทำทางน้ำไหลเล็กๆไว้ ระหว่างร่องน้ำมีกระบอกไม้ไผ่คอยรองรับน้ำ เมื่อน้ำเข้าไปหนัก กระบอกจะกระดกลงไปอีกข้างหนึ่ง น้ำไหลออกจากกระบอก ก่อนกระเด้งกลับมาโดนหินส่งเสียงดังป๊อก แล้วก็กระดกขึ้นมาใหม่ สลับกันไป ที่นี่ทำไว้เป็นระยะๆ ทั่วไปหมด
สักพักเราก็ได้ขนสัมภาระลง เพราะเค้าลดราคาให้ในระดับที่น่าพึงพอใจ จากห้องละ 1,500 บาทเหลือแค่ 975 บาทแถมอาหารเช้า ที่พักเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวปลูกกระจายกันไป ไม่ใช่ปลูกติดกันเป็นทาวเฮ้าส์ หลังหนึ่งแบ่งเป็น 2 ห้องนอน หนึ่งห้องมี 2 เตียงนอนได้ 2 คน มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นทั่วไป ร่องน้ำเล็กๆไหลผ่านหน้าบ้านเกือบทุกหลัง พร้อมทั้งกระบอกไม้ไผ่ และเสียงป๊อก ภายในห้องตบแต่งไว้ดีมาก แต่ไม่มีตู้เย็น โทรศัพท์ โทรทัศน์ เพื่อแสดงความเป็นรีสอร์ตอิงธรรมชาติ ที่สำคัญคือมีที่ทำน้ำอุ่นแบบใช้แก๊ส รุ่นเดียวกับที่เคยใช้เมื่อคืนวานที่ดอยอินทนนท์
เก็บสัมภาระเสร็จออกมาเดินเล่นสำรวจสภาพรอบๆ เห็นมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพักที่นี่กันหลายคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนไทยมีพอสมควร ห่างจากห้องพักไม่ไกลมีสระว่ายน้ำด้วย ผมลองใช้นิ้วแหย่ลงในน้ำดูแล้ว ใครจะลงก็เชิญเถอะ ผมอาบน้ำอุ่นในห้องดีกว่า
กลับไปเดินเล่นแถวลอบบี้ ประชาสัมพันธ์สาวแนนำให้เดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติประมาณ 2 กม. ผมเลยลองไปเดินเล่นยามเย็น เส้นทางลัดเลาะผ่านลำห้วยข้างๆรีสอร์ต ขึ้นเนินไปไร่กล้วยน้ำว้าของชาวบ้าน ระหว่างทางมีนกยอดหญ้าแค่ 2-3 ตัว เพราะเรามาเดินกันเย็นเกินไปแล้ว นกเลยหายจ้อย
สักเดี๋ยวก็มาถึงถนนลาดยางไปน้ำตกแห่งหนึ่ง ผมแน่ใจว่าเดินมาไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรแน่ๆ แต่เอ๊ะทำไมถึงถนนแล้ว อ๋อ...เส้นทางนี้ต้องเดินต่อไปตามริมถนนนั่นเอง แต่ผมเห็นว่าตะวันลับฟ้าไปแล้ว เลยเดินกลับที่พักดีกว่า โชคดีที่คิดเช่นนั้น เพราะเหล่านิสิตสองสามคนที่ตัดสินใจเดิน กลับมาบอกว่าถึงแล้วก็ต้องเดินเข้าป่าไปอีก 2-3 กม.ถึงจะไปน้ำตกได้ แถมยังมีปีนเขาด้วย กว่าจะถึงถ้าไม่โดนเสือลากไปขบเสียก่อน คงประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้ สำหรับเส้นทางนี้ หากใครไปพักที่รีสอร์ตแล้วคิดจะเดิน บอกได้เลยว่าไม่ควร เพราะไม่มีธรรมชาติอะไรให้เห็น แม้จะมีคู่มือประกอบการเดินก็ตาม
มาถึงที่พัก มีบาร์บีคิวแต่คิดหัวละ 270 บาท ฝันไปเถอะว่าจะกิน ผมเลยชวนเด็กๆไปกินโรตีดูแสงสีในเมืองแม่ฮ่องสอน เด็กๆ เค้าว่าไม่เห็นน่าจะต่างจากโรตีกรุงเทพฯ แต่เมื่อไม่มีอะไรทำกินก็กิน
เราเสียเวลาเข้าเมืองแค่ไม่กี่นาที ในเมืองมีพระธาตุดอยกองมู แต่ผมเก็บไว้ขึ้นวันพรุ่งนี้ วันนี้ขอแค่ไป "วัดจองคำ" เนื่องจากดูภาพมาแล้ววาดฝันว่าจะเห็นแสงสีสวยๆ เหมือนในโปสเตอร์ แต่พอถึงวัดปรากฏว่ามีแสงเฉพาะยอดเจดีย์ ดูแล้วหดหู่มากกว่าสวย เขาจะมีแสงเฉพาะช่วงงานแสดงแสงสี ที่ผมแปลกใจมากว่าอุตส่าห์ลงทุนทำโปสเตอร์ตั้งมากหลาย ฝรั่งก็เดินกันว่อนเต็มเมือง แค่เปิดไฟในวัดนิดหน่อย ให้ททท.ออกงบก็ได้ ทำไมถึงไม่ทำก็ไม่รู้สิ?
เรากลับไปวนในเมืองแม่ฮ่องสอน ผมเคยมาหนหนึ่งแต่นานแล้ว ในหัวสมองไม่มีความทรงจำ เจอทางแยกไฟเขียวไฟแดงที่เดียวของแม่ฮ่องสอนก็ไม่รู้จะเลี้ยวทางไหน ต้องค่อยๆ โผล่หน้ารถออกไป มองซ้ายมองขวาว่าด้านไหนคึกครื้นกว่ากัน ถึงเลือกไปด้านนั้น วนไปมาได้หลายรอบ ถึงเจอร้านโรตีรสเด็ด ที่ทั้งแม่ฮ่องสอนรู้สึกจะมีแค่สองร้าน ร้านนี้จะอยู่ข้างๆ ธนาคาร บนถนนสายหลักของแม่ฮ่องสอน กลางคืนมีคนนำของมาขายเพียบ มีฝรั่งเยอะพอควร แต่น้อยกว่าเชียงใหม่ พวกวัยรุ่นหน่อยมักหมกตัวอยู่ตามผับหัวถนน
ผมหาที่จอดรถได้ เดินไปชมถนนตั้งแต่จุดเริ่มต้น พบร้านน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ เลยแวะกินกัน ร้านนี้เป็นร้านอาหาร แต่หน้าร้านกว้างมาก เลยแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านหนึ่งเป็นร้านข้าวต้มชื่อ "แม่ติ๋ม" แต่ไม่รู้อร่อยมั้ย? ผมสังเกตเห็นว่าข้างผนังมี "หนังปลา" แผ่นเบ้อเริ่มขึงอยู่ ด้านล่างมีภาพถ่ายพ่อครัวกับปลาตัวนี้ เดาเอาจากสายตาขนาดเกือบ 20 กิโลกรัม ถามเจ้าของร้านเค้าบอกว่าเป็น "ปลามุง" อาศัยอยู่ในแม่น้ำปาย ชนิดเดียวกับปลาที่ "ถ้ำปลา" อย่างนี้ก็คือปลาพลวงนั่นเอง
ที่นี่ยังมี "ปลาสะแงะ" หรือปลาไหลมีหู ทางใต้เรียกว่า "ปลาตูหนา" ถ้าคุณอ่านแล้วไม่รู้จัก ขอให้คิดถึงปลาไหลพวกเดียวกับที่คนญี่ปุ่นนำมาทำ "อุนางิ" หรือปลาไหลญี่ปุ่นย่างซีอิ๊ว ปลาชนิดนี้เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน เพราะอาศัยอยู่ในน้ำจืด แต่เวลาวางไข่ต้องว่ายไปวางไข่ที่ปากแม่น้ำติดกับทะเล เจ้าตูหนาที่นี่อาศัยแม่น้ำสาละวินเป็นเส้นทางท่องเที่ยว
พวกเราไม่หิวข้าวแต่ผมหิวเหล้า พอดีวันรุ่งขึ้นต้องขับรถต่อ เลยไม่ได้รับประทานเหล้าสมใจอยาก ขัดใจขึ้นมาเลยสั่งน้ำเต้าหู้มาดับกระหาย พบว่าน้ำเต้าหู้ที่นี่รสชาติย่ำแย่มาก ไม่ควรสั่งกินเด็ดขาด ปาท่องโก๋ก็เฉยๆ สังขยาโคตรจืด กินเท่าไหร่ก็ไม่หวาน แถมยังไม่มันอีกต่างหาก
ผมนึกว่าจะจบอาทิตย์นี้ ปรากฏว่าเล่าเรื่องของกินมากไปหน่อย เลยต้องขอยกยอดไปต่ออาทิตย์หน้า เพื่อเป็นการปลอบขวัญคุณผู้อ่าน ผมแถมเรื่องอุทยาน "ห้วยน้ำดัง" ให้ด้วยครับ
จากอินทนนท์ถึงแม่ฮ่องสอน (3)
ดูนกบนยอดดอย...อินทนนท์
เย้ยฟ้าท้ากิ่ว...แม่ปานCopyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
Warning: main(): open_basedir restriction in effect. File(/home/root073/htdocs/inc/banner_ex.inc) is not within the allowed path(s): (/var/www/virtual/talaythai.com/:/usr/share/php/:/tmp/) in /var/www/virtual/talaythai.com/htdocs/issue/Lek/0014.php3 on line 193
Warning: main(/home/root073/htdocs/inc/banner_ex.inc): failed to open stream: Operation not permitted in /var/www/virtual/talaythai.com/htdocs/issue/Lek/0014.php3 on line 193
Fatal error: main(): Failed opening required '/home/root073/htdocs/inc/banner_ex.inc' (include_path='.:/usr/share/php:/usr/share/pear') in /var/www/virtual/talaythai.com/htdocs/issue/Lek/0014.php3 on line 193