www.talaythai.com
Last Update : Wednesday 20 June, 2001 2:37 AM

ไปภูเขียวเที่ยวทุ่งกะมัง (1)

          สวัสดีปีใหม่ครับ หยุด 5 วันไปเที่ยวไหนกันบ้าง ยิ่งอากาศในกรุงเทพมีลมหนาวมากระตุ้นอารมณ์อย่างนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้วใช่มั้ยครับ แต่การไปเที่ยวช่วงเทศกาลแบบนี้ต้องทำใจกันหน่อย เพราะคนไปเที่ยวกันมากเหลือเกิน จะหาบรรยากาศสงบๆ แทบไม่มี แต่ถ้าใครชอบที่จะไปพบผู้คนมากๆ ตอนนี้แหละเหมาะที่สุด โดยเฉพาะคุณที่ชอบไปดูสาวสายเดี่ยว ส่วนใหญ่พวกที่กางเต๊นท์จะมีโอกาสมากกว่าพักตามบ้านตามรีสอร์ท เพราะการกางเต๊นท์เหมือนกับบ้านใกล้เรือนเคียง พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน บ้างตั้งวงร้องเพลงเล่นกีตาร์เบาๆ มองสาวๆ ผ่านไปผ่านมา สักเดี๋ยวก็ชวนว่าน้องจ๋าอยากฟังเพลงไหม เป็นกิจกรรมที่ชอบทำในหมู่วัยรุ่น

          แม้แต่เริ่มกางเต๊นท์ เห็นสาวทำอะไรไม่ค่อยคล่อง รีบเสนอหน้าเข้าไปช่วย นับเป็นจุดเริ่มที่ดี เรื่องพวกนี้แล้วแต่เทคนิคของใครของมัน ผมน่ะจะเข้าวัยทองอยู่รอมร่อ สาธยายมากเดี๋ยวโดนเด็กโห่เอาว่า วิธีน้าหมดสมัยแล้ว แต่ตอนสมัยผมหนุ่มๆ ใช้วิธีนี้ได้ผล ไม่งั้นจะมีตำนาน "พบรักที่ดอยเต่า" "เหงาใจที่ขุนตาล" และอีกหลายเรื่อง แต่ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เอาไว้วันหลังกินเหล้าเมาแล้วเขียนต้นฉบับ ผมอาจเผยแย้มออกมาให้ชาว "ผู้จัดการ" อ่านกันบ้างพอครึ้มอกครึ้มใจ

          สำหรับทริปนี้ ผมหนีหนาวอ่อนๆ ในกรุงเทพ ไปหนาวจริงๆที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง คือ ทุ่งกะมัง ผมเคยได้ยินชื่อนี้มานานแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้ไปก็เมื่อปลายปี 2542 ไปเที่ยวแล้วติดใจ เลยไปอีกหลายครั้ง เพราะบรรยากาศที่นี่ดีมากจริงๆ ยิ่งถ้าใครชอบดูนกด้วยแล้วรับรองถูกใจแน่นอน

          เนื่องจากที่นี่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่ใช่อุทยานฯ การติดต่อขอเข้าพักค่อนข้างจะยุ่งยากเล็กน้อย เพราะต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าพักอย่างเป็นทางการ แจ้งว่าเราเป็นใคร ต้องการเข้ามาพักเพื่ออมะไร เช่น เป็นกลุ่มนักดูนก กลุ่มมาทัศนศึกษา ฯลฯ มีใครมาบ้าง ให้ระบุชื่อผู้ที่ร่วมเดินทางทั้งหมด และขอเข้าพักตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน เมื่อเขียนจดหมายแสดงความจำนงเรียบร้อย ก็ส่งไปที่ ตู้ปณ.3 ปทจ.ชุมแพ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 40130

          การขออนุญาตเข้าพักต้องทำล่วงหน้านะครับ อย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ หรือมากกว่านี้ยิ่งดี โอกาสได้ที่พักมีสูง เนื่องจากทางเขตฯจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ใครจองก่อนได้ก่อน เมื่อส่งจดหมายไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ทางเขตฯจะส่งจดหมายตอบกลับมาว่าอนุญาตหรือไม่ โดยส่งมาตามที่อยู่เรา หรือถ้าเห็นจดหมายไปนานแล้วยังไม่ตอบกลับ ให้โทร.ไปที่ 01-2220513 เพื่อเช็คดูอีกครั้งให้แน่ใจว่าไปแล้วมีที่พักแน่นอน จากนั้นก็เตรียมตัวเดินทางได้

          สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แตกต่างจากอุทยานแห่งชาติ ที่มีนโยบายส่งเสริมให้ความรู้ การท่องเที่ยวและบริการให้กับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นมีนโยบาย รักษาพื้นที่นั้นไว้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่หลบภัยของสัตว์ป่า จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้เป็นบางทีเท่านั้น กฎ ระเบียบของเขตฯจะเข้มงวดมากกว่า ผู้เข้าพักจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

          ที่ทุ่งกะมังนี้ ทางเขตฯจัดเตรียมบ้านพัก ที่นอน หมอน และผ้าห่มไว้ให้เท่านั้น ส่วนเรื่องอาหาร การกิน น้ำดื่มต้องเตรียมไปเอง บางอย่างอาจจะไปหาซื้อได้แถวๆ บ้านพักของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีร้านค้าอยู่ แต่ผมว่าเราเตรียมไปเองจะดีกว่า ขาดตกบกพร่องแล้วอาจหงุดหงิดได้

          การเดินทาง ออกจากกรุงเทพไปตามเส้นทางกรุงเทพ-สระบุรี ถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวาไปทางนครราชสีมา ขับมาเรื่อยๆผ่านแก่งคอย มวกเหล็ก ตั้งแต่จุดนี้จะมีร้านอาหารมากขึ้น ระหว่างทางถ้าใครหิว ลองแวะกินสเต๊กแถวมวกเหล็กก็ได้ มีหลายร้านตั้งแต่ครูต้อ โชคชัย มวกเหล็กสเต๊กเฮ้าส์ วัวแดง บิ๊กโจ๋ย ร้านหลังนี่มีเนื้อนกกระจอกเทศเป็นเมนูจานเด็ด ผมชิมมาแล้ว เนื้อสีคล้ำคล้ายเนื้อวัว แต่ไม่มีกลิ่นคาว นุ่นไม่เหนียวเคี้ยวสบาย คุณก็กินได้อร่อย แต่ถ้าใครไปเที่ยวสวนสัตว์มาแล้วอาจกินไม่ลง เพราะนึกถึงตาแป๋วๆ โตๆ มาจิกกระจกรถขณะจอดชมอยู่ก็ได้ (สวนสัตว์ที่ว่า คงไม่ใช่เขาดินใช่มั้ยครับพี่เล็ก - บก.)

          กินเสร็จแล้วควรแวะเดินซื้อหมูแดดเดียว เนื้อสวรรค์ ฯลฯ ไว้เป็นเสบียงติดรถ สำหรับนักกินสามารถเดินชิมได้ทุกร้าน ที่ไหนอร่อยแม่ค้าสวยค่อยซื้อ บางร้านชิมแล้วไม่ซื้อโดนแม่ค้าด่า...ก็อย่าไปซื้อ ทางที่ดีควรเอาข้าวเหนียวไปด้วย เพราะชิมเปล่าเนื้ออาจเค็มเกินไป เป็นอันตรายถึงระบบไต ควรกินข้าวเหนียวลดความเค็ม ชิมทุกร้านเดี๋ยวก็อิ่มไปเอง ไม่ต้องไปกินสเต๊กให้เสียเงิน

          ถ้าใครชอบอาหารประเภทปลา ผมแนะนำให้แวะร้านแถวๆริมเขื่อนลำตะคอง มีอยู่เยอะแยะ แต่ที่อยากให้สังเกตคือร้านมี 4 ช่วง เว้นเป็นระยะๆ ร้านที่ผมกินจะอยู่ช่วงสุดท้ายและเป็นร้านสุดท้าย ที่มาของการเลือกร้านนี้คือเพื่อนเที่ยวของผมมัวแต่เลือกมาก ร้านโน้นดีมั้ย? ร้านนี้ดีมั้ย? เลือกไปเลือกมาจนถึงร้านสุดท้าย ผมบอกว่าถ้าเลยร้านนี้ไปก็ไม่ต้องเลือกแล้ว เพราะไม่มีเหลือแล้ว เลยตกลงใจเข้าไปกิน ปรากฏว่าใช้ได้ ต้มยำปลาบู่ ปลาช่อนย่างเกลือจนเนื้อแห้ง ปลาดุกย่าง ปลากะทิงย่าง มีน้องปลามาเป็นคนเสิร์ฟ

          ปลาพวกนี้กินแล้วสะเด็ดมาก เพราะถูกจับมาสดๆจากเขื่อน แถมร้านยังตั้งอยู่ริมเขื่อน กินไปลูกของปลาที่คุณกำลังกินอยู่ สามารถโผล่หน้ามาอาฆาตเป็นเจ้ากรรมนายเวรกับคุณได้ถูกตัว สำหรับราคาจัดว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯถือว่าถูก แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทส้มตำไทย เพราะรสชาติยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นส้มตำปลาร้ายังพอ "ไค้แหน่" (ไค้แหน่ - ภาษาอีสานหมายความว่าค่อยยังชั่ว) แต่เวลาพูดควรมองดูโต๊ะข้างๆไว้ให้ดี เดี๋ยวเค้าฟังผิดจะลุกขึ้นมาเอาขวดโซดาตีหัวคุณ แล้วบอกว่าข้านี่แหละแน่วุ้ย

          มาถึงแยกสีคิ้ว ขอให้เลี้ยวซ้ายไปชัยภูมิ อย่าขับตรงไปเพราะคุณจะถึงโคราชได้ไม่รู้ตัว เมื่อเลี้ยวแล้วขับไปเรื่อยๆจนผ่านอำเภอด่านขุนทด มีป้ายบอกทางตัวเบ้อเริ่มเขียนไว้ว่า "วัดบ้านไร่" ใครอยากให้หลวงพ่อคูนโขกหัวโป๊กๆ ลองแวะก็ได้ครับ แต่คงต้องต่อคิวกันนานหน่อย

          ถึงชัยภูมิแล้ว อย่าเพิ่งลงไปเบิ่งสาว ควรขับรถไปตามเส้นทาง 201 ตรงไปประมาณ 30 กิโลเมตรนิดๆ จะเป็นสามแยกชื่ออะไรก็ไม่รู้ จุดเด่นของที่นี่คือมี "หม่ำ" ขายเยอะมาก หม่ำนี่ลักษณะเหมือนไส้กรอกอีสาน แต่ข้างในจะทำจากเนื้อวัว คลุกกับตับบดปนเครื่องปรุง บางทีก็ใส่เนื้อหมูด้วย จากนั้นยัดใส้ไว้ บางอันหน้าตาเหมือนไส้กรอก บางอันคนทำขี้เกียจปั้นให้เป็นไส้กรอก อาจกลายเป็นลูกกลมๆ เหมือนลูกเทนนิส

          คนขายจะแขวนไปเรื่อยจนเน่า เอ๊ย...จนมีรสชาติดี เวลากินก็กินกันดิบๆได้เลย การกินหม่ำเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จนถึงมีการประกวดแข่งขัน ปัญหาคือมีหลายร้านที่ชนะเลิศ เท่าที่นับรู้สึกจะครบทุกร้าน ก็เลยบอกไม่ถูกว่าร้านไหนแน่จริง ผมเลยหลับตามั่วๆซื้อไป ได้มาหนึ่งลูก ไม่กล้ากินดิบๆเพราะกลัวตาย เลยเอามาย่างให้สุก กินแล้วอร่อยดี เค็มๆ หอมๆ มันๆ กินกับข้าวเหนียวพอประทังหิวได้ ใครสนใจแวะซื้อก็ดี ไม่ซื้อก็แค่ชมเป็นบุญตาไม่มีใครว่าอะไร

          หลังจากชมหม่ำ เราขับรถต่อไปที่อำเภอภูเขียว เลยอำเภอไปประมาณ 10 กิโลเมตรนิดๆ มีทางแยกไปเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นถนนหมายเลข 2055 ขอให้แยกไปตามเส้นทางนี้ แล้วตรงต่อไปเขื่อนจุฬาภรณ์ได้เลย ก่อนถึงเขื่อนจะมีตลาดสด แวะซื้อผักผลไม้ได้ถ้ามีเงิน ไม่ต้องซื้อมาจากกรุงเทพฯให้ผักเน่าเสียรส

          ทางเข้าทุ่งกะมังจะอยู่ก่อนถึงเขื่อนประมาณ 3 กิโลเมตร มีป้ายอยู่ข้างถนน เลี้ยวซ้ายเข้าไปได้ แต่เรายังไม่เลี้ยว เพราะผมจะพาคุณไปชมเขื่อนจุฬาภรณ์ก่อน

          หลายคนจองที่พักไม่ได้ หรืออยากนอนชมบรรยากาศที่อื่น สามารถมานอนที่เขื่อนจุฬาภรณ์ได้ แค่ขับรถเลยทางแยกเข้าทุ่งไปนิดหน่อย จะเจอด่านกั้นเขียนว่า "เขื่อนจุฬาภรณ์" ลองติดต่อที่ด่าน ถามว่ามีบ้านพักว่างมั้ย? เขาจะโทรศัพท์เข้าไปถามแผนกจองบ้านข้างใน ปรกติจะว่าง ยกเว้นถ้าคุณมาวันหยุดแบบมโหฬารจริงๆ อย่างนั้นอาจผิดหวัง

          เมื่อบ้านว่าง คุณขับรถผ่านด่านเข้าไป อย่าลืมแลกบัตรนะครับ จากนั้นตรงไปตามทาง ดูป้ายบอกว่าไป "สโมสร" สักเดี๋ยวก็ถึง เป็นอาคารไม้เปิดโล่ง มีโต๊ะมากมาย เพราะเป็นร้านอาหารอยู่ด้วย มีที่จอดรถด้านหน้า ขึ้นไปบนอาคาร บอกกับคนบนนั้นว่ามาพักบ้าน เขาจะเตรียมกุญแจให้ จ่ายเงินราคาห้องละ 100 บาท (ราคาในอดีต ปัจจุบันอาจแพงขึ้น) แล้วขับรถไปตามทางที่เขาบอก ไม่เกินสามนาทีถึงบ้านแน่

          บ้านพักที่เขื่อนจุฬาภรณ์เป็นเรือนแถว แต่ละห้องนอนได้ 2 คน มีห้องน้ำในตัว ที่สำคัญคือมีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย เนื่องจากอากาศที่นี่หนาวมาก ปัญหาคือเครื่องทำน้ำอุ่นบางเครื่อง ทำงานได้ไม่สมกับเป็นเครื่องทำน้ำอุ่น ผมเคยไปอาบน้ำกับอาจารย์ธรณ์เจ้าของคอลัมน์ TRIP วันอังคาร ปรากฏว่าเครื่องไม่ดี เบรคเกอร์เจ๊ง เครื่องทำงานได้สิบวินาทีก็ตัด ผมต้องคอยยืนเอานิ้วยันไม่ให้สวิชสับลงมา แต่พอถึงตาผมอาบน้ำ อาจารย์หนีไปแอ่วสาวข้างห้อง ปล่อยให้ผมอาบน้ำเย็นอยู่เกือบแข็งตาย

          ที่เขื่อนจุฬาภรณ์มีร้านอาหารแห่งเดียว คือสโมสรที่เราไปขอกุญแจเข้าห้อง ตรงนั้นวิวดีมาก มองไปเห็นอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ อากาศดีๆกินข้าวกลางแจ้งตอนเย็นเห็นดาวเยอะ อาหารก็พอใช้ ไม่อร่อยแต่ไม่ห่วย ส่วนใหญ่มีอยู่ไม่กี่อย่าง จะกินอะไรก็เลือกง่ายเพราะไม่มีให้เลือก แต่ผมกินได้เยอะเพราะกินบรรยากาศเข้าไปเป็นกับแกล้ม

          แถวนี้ยังมีที่เที่ยว เราขับรถลงไปที่สันเขื่อนได้ มองเห็นอ่างเก็บน้ำแบบใกล้ชิด ถ้าขับข้ามสันเขื่อนไป เป็นสวนเล็กๆ จากนั้นเป็นป่าเขียวครึ้มเต็มไปหมด ผมเคยขับรถไปส่องไฟดูสัตว์ เจอนกตบยุงเยอะมาก เจอนกฮูกหนึ่งตัว แต่บรรยากาศดีเพราะไม่มีรถหรือบ้านเรือนโดยรอบ ใครขับไปคนเดียวควรเตรียมใจไว้ให้ดี ถ้าโลกนี้มีผี คงจะอาศัยอยู่แถวนี้ครับ

          คนที่ไปนอนเขื่อนจุฬาภรณ์ ยังสามารถเข้าไปเที่ยวที่ทุ่งกะมังได้ โดยเข้าไปตอนเช้า 08.00 นาฬิกา แล้วกลับออกมาก่อน 16.00 นาฬิกา เพราะตอนกลางคืนเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ขับรถ แม้จะไม่ได้บรรยากาศครบถ้วน แต่ก็ถือว่าใช้ได้

          สำหรับคนที่จะนอนในทุ่ง เมื่อมาถึงทุ่งกะมังแล้ว โปรดแสดงหนังสือจองบ้านพักและลงชื่อในสมุดเข้าเป็นอันเรียบร้อย แต่ต้องมาในช่วงเวลาที่กำหนด ห้ามเกิน 4 โมงเย็น ไม่งั้นถึงจองบ้านไว้ก็อาจไม่ได้นอน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยควรขับรถต่อไป ถนนเส้นนี้ลาดยางบ้างมีลูกรังบ้าง แต่รถธรรมดาก็ขับได้สบาย ไม่ต้องเป็น 4x4 แบบที่ผมใช้ ตามเส้นทางจะผ่านป่าแบบต่างๆ เช่น ป่าผลัดใบ ป่าผสมผลัด ป่าดิบแล้ง ฯลฯ โดยมีป้ายบอกให้เรียบร้อยว่าคุณกำลังอยู่ในป่าแบบไหน

          แนะนำให้ขับรถช้าๆลองสังเกตสองข้างทาง อาจมีสัตว์วิ่งข้ามถนน เช่น เก้ง กระรอก ไก่ป่า ฯลฯ แต่ถ้าใครโชคดีระดับถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง อาจเจอกระซู่หรือจระเข้วิ่งตัดหน้ารถ (แถวนี้มีสัตว์หายากทั้งสองชนิดครับ) ถ้าผมเจอจะยกมือไหว้ แล้วรีบไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าบุญบารมีตัวเองถึงสบาย

          ใครที่ชอบดูนกเหมือนผม คงชอบเส้นทางนี้มาก เพราะมีนกเยอะแยะบินผ่านไปผ่านมา ตอนนี้งัดกล้องส่องทางไกลมาไว้ข้างตัว แล้วดูกันให้ชุ่มปอด เตือนไว้ว่าอย่าขับรถไปส่องกล้องไป เพราะอาจตายกลางป่าผลัดใบได้ ควรจอดแวะตามข้างทาง แต่จอดรถให้เรียบร้อยหน่อย เพราะถนนแคบ ถ้าไปจอดตามทางโค้ง คุณอาจได้ติดไปทุ่งกะมังกับหน้าหม้อรถคันที่วิ่งผ่านมา

          เส้นทางนี้ความยาวเกิน 20 กิโลเมตร ในที่สุดเรามาถึงที่ทำการฯภูเขียว เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้พาไปที่พัก ระหว่างนั้นควรชมนิทรรศการต่างๆที่เขตฯทำไว้ เช่น ข้อมูลการเดินป่า สภาพป่าต่างๆ สัตว์หายากในภูเขียว ฯลฯ คุณจะทราบว่าภูเขียวคือป่าดิบผืนสุดท้ายของอีสานบ้านเฮา

          ครั้งนี้ผมโชคดี ได้พักบ้านหมายเลข 4 อยู่ใกล้ๆพระตำหนัก อยู่บนเนินเขาเล็กๆ แม้จะลำบากตอนขนสัมภาระ แต่ถูกใจมากเพราะด้านหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มีเนื้อทรายที่ทางเขตฯปล่อยไว้เมื่อพ.ศ.2531-36 จนปัจจุบันตกลูกรวมกันได้ 56 ตัว เนื่องจากช่วงที่ผมไป ทุ่งหญ้าเพิ่งถูกไฟไหม้ หญ้าใหม่ขึ้นมาสูงไม่ถึงหนึ่งศอก ผมเห็นเนื้อทรายกับเก้งชัดแจ๋ว แต่ถ้าใครไปตอนหญ้าสูง ไม่ควรริอ่านจุดไฟเผาหญ้าดูเนื้อทราย เพราะคุณจะได้เห็นเนื้อทรายอบฟางและเก้งย่างแทน

          หลังจากเดินเล่นรอบที่พัก แก้ปวดเมื่อยเนื้อตัวจากการขับรถ จะหาคนนวดให้ก็ไม่เห็นมี ผมกลับมาทำอาหารเย็น มื้อนี้ง่ายๆเนื่องจากขี้เกียจทำ เลยซื้อไก่ย่าง 2 ตัวร้อยบาทจากอำเภอภูเขียวมาแล้ว พร้อมกับปลาดุกย่างอีก 3 ตัว เอามาอุ่นให้ร้อน หุงข้าวรอไว้ก่อน พอข้าวสุกกินได้เลย

          ความสบายของที่พักแห่งนี้คือมีไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ปั่นให้ใช้ตอนเช้าช่วงหกโมงครึ่ง จนถึงเวลาสี่ทุ่มจะปิดไฟ หม้อหุงข้าวไฟฟ้าก็ใช้ได้ ไม่ต้องมานั่งใช้เตาปิคนิคเหมือนผม อาจได้ข้าวแฉะบ้างดิบบ้าง กินแล้วเจ็บกระเพาะ สำหรับใครว่างๆควรรีบอาบน้ำก่อนตะวันตกดิน เมื่อความมืดมาเยือน น้ำเย็นลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นน้ำแสนหนาว อาบแล้วอาจปากสั่นพูดจาจีบสาวไม่รู้เรื่อง

          กินข้าวแล้ว อาบน้ำแล้ว ถึงเวลาพักผ่อน อาจคุยกันหรือลองเอาไฟฉายส่องดูรอบๆบ้านพัก ถ้ามีต้นตะเคียนไม่ควรส่อง เพราะอาจเจอนางไม้ แถวนี้มีนกกลางคืนหลายชนิดออกหากิน เช่น เค้าเหยี่ยว ตบยุง ฮูก ฯลฯ ถ้าใครโชคดี ส่องเห็นตาแดงๆ ควรสังเกตให้ดี ถ้าตานั้นดวงใหญ่เกินไปแถมกะพริบวูบๆ อาจเป็นกระสือ ควรรีบดับไฟฉายแล้วนอนเสีย

          ถึงตอนนี้เราเข้าทุ่งกะมังมาได้หนึ่งคืน อาทิตย์หน้าผมจะมาเล่าเรื่องกิจกรรมต่างๆ ใครสงสัยตรงไหน เชิญสอบถามได้ที่ Lek@TalayThai.com ผมจะรีบตอบให้ทันควัน แต่อาจช้าหน่อยเพราะผมเปิดคอมฯเองไม่เป็น ต้องรอให้น้องนิสิตมาเปิดให้ครับ

 

ไปภูเขียวเที่ยวทุ่งกะมัง (2)

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.

Click Here!