www.talaythai.com
Last Update : Thursday 28 December, 2000 2:16 PM

อุทยานฯ ดอยอินทนนท์ (1)

          สวัสดีครับ นายเล็กลุยกินกลับมาอีกแล้ว ระยะนี้กรุงเทพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน ผมอยากเผ่นขึ้นไปอยู่บนดอยให้รู้แล้วรู้รอด แต่มาติดที่ว่าผมเป็นคนเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ค่อยเป็น ต้องมีเพื่อนมีฝูงไปด้วย ไม่งั้นหงอยๆ เหงาๆ เศร้าๆ ลึกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเพื่อนเป็นชายล้วนก็ยังเหงานะครับ แก้เหงาได้ต้องเพื่อนเป็นสาวประการเดียว

          การท่องเที่ยวในยุคนี้ ไปคนเดียวเป็นการสิ้นเปลืองเกินเหตุ ถ้าลำพังผมคงไปได้แค่นครปฐม หาข้าวหมูแดงกินแล้วก็กลับ จะไปไกลๆคิดสะระตะดูแล้ว ไปได้แต่กลับไม่ได้เพราะตังค์หมดก่อน ค่าน้ำมันตอนนี้แพงเหลือหลาย ขับรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นบันไดพาดคาป้ายไม่ยอมเอาออก รอเปลี่ยนราคาน้ำมันอย่างนี้ยิ่งคิดหนัก จะหลอกล่อน้องๆ นิสิตอีกก็ไม่มีใครหลงกล เพราะยังเข็ดเขี้ยวโดนหักหลังจากคราวที่ไปทุ่งแสลงหลวง

          ยิ่งผมดูทีวีตอนนี้ ได้ข่าวแว่วๆมาว่ามีแม่คะนิ้งที่ดอยอินทนนท์ (แม่คะนิ้งคือน้ำค้างที่เกาะตามใบไม้ กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง) กรมอุตุฯก็ประกาศว่าปีนี้อากาศจะหนาวเย็นสูสีปีที่แล้ว (แต่ว่าวันนี้ผมอยู่บ้านอุณหภูมิภายนอก 30 องศา) คิดถึงความหลังเมื่อครั้งก่อนยังติดใจไม่หาย ปีสี่สามผมไปน้ำหนาว อุตส่าห์หอบหิ้วไวน์ชาโต้เดอเลยที่ซื้อจากภูเรือมากิน หมดไป 4 ขวดยังเฉยๆต้องไปหิ้วบรั่นดีไทยมาอีกขวด ถึงคลานเข้าเต๊นท์นอนได้ ตอนเช้าอุณหภูมิ 2 องศา ผมตื่นไปดูปรอทเองที่หน้าที่ทำการฯ ไม่ใช่ขยันตื่นแต่เช้า แต่มันนอนไม่ค่อยหลับ ปวดกระดูกขดเป็นกุ้งอยู่ในถุงนอนใยสังเคราะห์หนา 300 กรัม ยังเอาไม่อยู่เลยครับ

          ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ นอนกระดิกเท้าอยู่บ้านจะหาทางไปเที่ยวยังไงดีหนอ นอนไปนอนมาโชคตกพรวดมาจากบนฟ้า พี่สาวมาหาบอกให้จองบ้านพักที่อุทยานฯดอยอินทนนท์ให้หน่อย จะพาครอบครัวไปเที่ยว เพราะสามารถหยุดติดต่อกันได้ 5 วัน ในช่วงวันเฉลิมฯ และบอกให้ผมเป็นคนพาเที่ยวเพราะชำนาญเส้นทาง โดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

          ผมฟังเงื่อนไขอย่างนี้ก็เลยจำใจ รีบรับเงินค่าจองบ้านแล้วดิ่งไปกรมป่าไม้ ปรากฏว่าบ้านพักเต็ม ตามสำนวนนักเลง เมื่อง้างไกแล้วต้องยิง อ้อยเข้าปากช้างแล้วมีหรือจะคืนเงิน ผมเลยมานึกดูว่ามันจะมีที่พักตรงไหนพอทดแทนกันได้ จะให้นอนเต๊นท์ก็ลำบากเพราะมีเด็กเล็กๆ เปิดหนังสือท่องเที่ยวดูเห็นมีบ้านพักสหกรณ์บริการนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อยู่ตรงกม.ที่26 บ้านแม่กลางหลวง เลยจำได้ว่าเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทางสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มีหนังสือเชิญอ.ธรณ์ในฐานะผู้สื่อข่าวไปร่วมชม ผมเลยได้ไปกับเค้าด้วย เป็นโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบ eco tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านแม่กลางหลวงและอ่างกาน้อย ซึ่งเป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงปกาเกอญอ ให้มีรายได้เสริม และจัดอบรมมัคคุเทศก์ให้กับชาวบ้านที่สนใจ เพราะปกติชาวปกาเกอญอชำนาญเส้นทางเดินป่าอยู่แล้ว

          นอกจากที่ดอยอินทนนท์แล้วก็ยังส่งเสริมกลุ่มกะเหรี่ยงปกาเกอญอที่ อ.แม่วาง แต่กลุ่มนี้เรียกว่าทัวร์ป่า มีเส้นทางไปน้ำตกที่ยังไม่มีชื่อ ต้องกินนอนที่บ้านของชาวบ้านเรียกว่า "home stay" มีการแสดงขนบธรรมเนียมประเพณี การดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตำข้าวตอนเช้ามืด นั่งกินข้าวล้อมวง กับข้าวก็เป็นแบบที่ชาวปกาเกอญอกินกัน ส่วนใหญ่เป็นผักต่างๆเอามาผัดใส่พริก มื้อแรกผมเจอปลากระป๋องขยี้ให้เนื้อป่น ปรุงรสเค็มกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มใส่ผักปรุงรสให้เผ็ด กินกับข้าวสวย พวกนี้ชอบกินอาหารเผ็ดๆ ต่างจากพวกม้งจะกินอาหารรสชาติเค็มๆ จืดๆ คล้ายคนจีน

          วันกลับสกว.ได้พาคณะผู้สื่อข่าวไปล่องแพที่แม่น้ำแม่วาง รู้สึกการล่องแพที่นี่จะได้รับความนิยมพอสมควร เพราะพวกเรากว่าจะไปถึงก็สี่โมงเย็นแล้ว ยังมีรถตู้พานักท่องเที่ยวไปลงแพก่อนหน้าเราเล็กน้อย ผมกับอ.ธรณ์ไปถึงก็เตรียมขึ้นแพเป็นชุดแรก พร้อมกับเพื่อนผู้สื่อข่าวอีก 2 คนรวมเป็น 4 คน อาจารย์เอากล้องถ่ายภาพไปด้วย แกเป็นห่วงกลัวกล้องจะเปียกน้ำ อุตส่าห์ไปถามเจ้าของว่าเส้นทางล่องแพโหดมากน้อยแค่ไหน เจ้าของแพบอกว่าเอาไปได้ ก็เลยขึ้นแพกัน แพในที่นี้เป็นแพไม้ไผ่ผูกติดกันแต่มีชั้นเดียวทำให้น้ำหนักเบา เพราะจะต้องใส่รถบรรทุกขนกลับมาใช้อีก

          พวกผมขึ้นแพได้ก็ถีบออกจากท่า พอแพลอยออกมาได้เล็กน้อย มีเสียงตะโกนออกจากฝั่งว่า "เดี๋ยวรอคนถ่อแพด้วย" อ้าว...แพต้องใช้คนถ่อด้วย หันไปเห็นเฮียผู้สื่อข่าวยืนยิ้มแป้น ถือไม้ถ่อแพอยู่คนเดียว ท่าทางเงอะๆ งะๆ จิ้มผิดจิ้มถูก น้ำค่อนข้างไหลแรงพอสมควร เนื่องจากเป็นแพชั้นเดียวน้ำเริ่มกระฉอกเปียกก้น จะลุกนั่งยองๆ ก็กลัวแพจะพลิก แล้วคนบนแพ 3 คนดันเป็นพวกสมบูรณ์พูนสุขน้ำหนักรวมกันเกือบ 250 กิโลกรัม ถ้ารวมเฮียคนถ่อแพตัวปลอมด้วยประมาณ 300 กิโลเห็นจะได้ ถึงตอนนี้คนถ่อแพตัวจริงกำลังวิ่งมาดักข้างหน้า และกระโดดลงน้ำว่ายมาขึ้นแพ จากท่ามาถึงจุดนี้ประมาณ 200 เมตรเห็นจะได้ พอคนถ่อขึ้นแพได้ แพยิ่งจมลงไปอีก จากกระฉอกพอเปียก กลายเป็นจมไปครึ่งก้น น้ำเย็นเฉียบเพราะอากาศค่อนข้างหนาว

          ผมนั่งคิดว่ากล้องอาจารย์ธรณ์จะกันน้ำได้มั้ยเนี่ย พอดีแพลำหลังเริ่มแซง เพราะคนนั่งมีแต่คนตัวเบาๆ ทั้งนั้น อาจารย์เลยส่งกล้องให้แพลำอื่นที่เห็นคนนั่งกันสบายก้นไม่เปียก แต่พอแซงไปได้ไม่นานคนถ่อดันเข้าร่องน้ำผิด ไปเกยเอาหิน แพพลิกคนตกน้ำกันหมด แต่น้องคนที่รับกล้องไปก็เซฟสุดชีวิต ชูกล้องไม่ให้เปียกได้ เรียกเสียงปรบมือกันเกรียวเลยครับ

          เส้นทางล่องแพนับว่าสนุกใช้ได้ วิวทิวทัศน์สองฝั่งดูร่มรื่น มีป่าไผ่ ป่าไม้รกครึ้มสลับกันไป บางช่วงเป็นด้านหลังของรีสอร์ทที่อยู่ตามริมน้ำ ระหว่างทางมีแก่งหินพอหวาดเสียวนิดหน่อย ผ่านแก่งทีไรแพจมฮวบทำเอาเปียกเกือบถึงอก คราวนี้นั่งไปสั่นไป กว่าจะถึงที่หมายเกือบเป็นตะพ้านตาย ออกก่อนคนอื่นแต่ดันถึงที่หลังสุด พอถึงท่าคนถ่องัดไม้ถ่อหัก เลยต้องเอาของเฮียซึ่งยังคงยืนถ่อช่วยอยู่ท้ายแพ แกส่งให้ดันหลุดมือ คราวนี้มีแต่คน ไม้ถ่อไม่มี แพเลยลอยออกจากท่าไปอีก ดีว่าคนถ่อของแพลำอื่นวิ่งโดดลงน้ำมาช่วยดึงให้เข้าฝั่ง เจ้าของมาสารภาพว่าเป็นการล่องแพที่ทุลักทุเลที่สุดตั้งแต่เปิดทำการล่องแพมา สำหรับใครที่คิดจะล่องแพที่ว่า ควรเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมเสื้อผ้าสำรองนะครับ

          เอาล่ะ..หลังจากเข้ารกเข้าพงไปนาน กลับมาสู่ถนนใหญ่ว่าด้วยเรื่องไปดอยอินทนนท์ของเรากันต่อดีกว่า (พี่เล็กครับ สองหน้ากระดาษผ่านไป ยังไม่ได้ไปไหนเลยครับ - บก.)

          ผมมาอ่านดูรายละเอียดของบ้านพักสหกรณ์ฯ ตัวบ้านทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก มีทั้งหลังเล็กหลังใหญ่ มีห้องน้ำในตัว ราคา 600-2,500 บาท หลังเล็กนอนได้ 5 คน เลยกลับมาถามพี่ว่าจะเอาไหม เมื่อพี่ตกลงผมรีบโทรจองและโอนเงินเข้าบัญชีล่วงหน้า เมื่อได้ที่พักก็อุ่นใจ รอวันเดินทางอย่างเดียว

          เราเดินทางกันวันศุกร์เป็นวันธรรมดา ผู้คนยังไม่เริ่มออกเดินทางกัน ถนนหนทางจึงโล่งขับรถสบาย ถนนสายเหนือเดี๋ยวนี้เป็น 4 ช่องทางหมดแล้ว แต่ผมไม่ทราบว่าจะเสร็จถึงเชียงใหม่เลยรึเปล่า เพราะเที่ยวนี้เราไปแค่ อ.เถิน ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 106 แยกไป อ.ลี้ ถนนเส้นนี้สามารถลัดไปบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และไปออกใกล้ทางแยกขึ้นดอยอินทนนท์ ได้เลย โดยไม่ต้องเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วย้อนลงมาทาง อ.จอมทองอีกที แต่เส้นทางนี้มีรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงใช้กันเยอะ ต้องขับรถระมัดระวังกันหน่อย

          ขับรถออกจากอ.เถินมาประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นทางขึ้นเขาอีกกว่า 20 กิโลเมตร ช่วงนี้ก็ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ระยะทางทั้งหมดประมาณเกือบ 700 กิโลเมตรจากกรุงเทพถึงยอดดอยอินทนนท์ แต่ถ้าต้องเข้าเชียงใหม่ก่อนแล้วค่อยย้อนมาขึ้นดอย ผมไม่รู้ว่าเป็นระยะทางเท่าไหร่ ถ้าใครทราบช่วยบอกผมด้วย

          ผมแวะกินข้าวกลางวันเกือบบ่ายสองโมง ตรงแถวๆน้ำตกแม่กลาง เลยไม่ได้แนะนำร้านอาหารระหว่างทางให้คุณผู้อ่านรู้จัก แต่ในยุคนี้ต้องประหยัดไว้ก่อน แวะกินบ่อยๆไม่ไหวจนแย่ (แต่พี่เล็กเป็นนักเขียนคอลัมน์กินอาหารนะครับ ไม่กินแล้วจะแนะนำได้เรอะ - บก.)

          ร้านอาหารแถวน้ำตกเป็นพวกไก่หมุน ส้มตำ ข้าวนึ่งซึ่งก็คือข้าวเหนียวนั่นเอง สมัยผมเรียนอยู่มช. คนเชียงใหม่เรียกข้าวนึ่งกันทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้น้อยคนจะพูด ส่วนใหญ่เรียกตามภาคกลางกันหมด ภาษาพูดก็เปลี่ยนไป ไม่ค่อยอู้คำเมืองกับคนต่างถิ่น แต่ก่อนจะซื้อซาละเปากิน คนขายบอก สองบาทกึ่งเจ้า ไม่รู้ว่าเท่าไหร่เลยเดินหนี คนขายรีบบอกสองบาทห้าสิบเจ้า เลยหันกลับมาซื้อกิน นึกๆก็ตลกดี

          อีกอย่างที่เชียงใหม่สูญเสียไปก็คืออากาศที่หนาวเย็นในตัวเมือง ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้อนพอๆกับในกรุงเทพ เพิ่งจะมีความหนาวเมื่อปีที่แล้วนี่เอง (แต่เค้าหนาวกันเกือบทั้งประเทศนะ) ไม่เชื่อถามคนเชียงใหม่ได้ครับ

          ข้อมูลพิเศษสำหรับผู้ที่ไม่ได้เอารถมาเอง สามารถนั่งรถโดยสารมาลงที่อ.จอมทอง ต่อรถสองแถวตรงท่ารถได้ ถ้านั่งมาลงที่ทำการอุทยานฯคนละ 20 บาท ไปจุดสูงสุดของดอยคนละ 80 บาท แต่ต้องรอให้ครบ 12 คนรถถึงออก มาเป็นหมู่คณะเหมารถ 800-900 บาท หรือเหมาจากตัวเชียงใหม่ได้เลย ราคาคงใกล้เคียงกัน ในช่วงวันธรรมดาหารถได้ง่ายและต่อรองได้ถูกด้วย แต่ถ้าวันหยุดคนเยอะๆ รถสองแถวมักไม่สนคนเช่าเหมา เพราะวิ่งตามคิวได้เงินมากกว่าเหมาวัน

          พอผมออกจากร้านอาหาร จัดแจงเปิดกระจกรถขับกินลมเย็นๆ แต่ถ้าไปตามรถตู้คงได้ดมควันดำสลับ พอถึงด่านอุทยานฯจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท อยู่ได้ตลอดจนกลับ ถ้าใครอยู่นานๆสักปีคงคุ้มพิลึก แต่ผมว่าต่อให้เข้าไปแค่ชั่วโมงเดียวสุดจะคุ้มแล้วครับ มีค่าเข้าชมอุทยานฯ ที่ไหนในโลกถูกขนาดนี้อีกมั้ยเนี่ย ไม่ได้แอบชมท่านอธิบดีปลอดฯนะครับ ผมกับท่านไม่รู้จักกัน เคยกินข้าวกับท่านครั้งหนึ่งดันกินคนละโต๊ะ ท่านนั่งห่างไปแค่สิบห้าวาเท่านั้นครับ

          เลยจากด่านมานิดหน่อยเป็นทางแยกไปถ้ำบริจินดา ป้ายบอกระยะทางอีก 1 กม. ผมเคยเข้าไปได้ 1 กม. ก็มีป้ายเขียนอีกว่าไปถ้ำอีก 1 กม. เลยไม่รู้ว่าไปอีก 1 กม.จะมีป้ายอีกรึเปล่า เพราะวันนั้นอากาศร้อนและมีเวลาน้อยเลยไปไม่ถึง แต่ว่าถ้ำสวยมีค้างคาวเยอะด้วย ใครชอบเที่ยวถ้ำไม่ควรพลาด (ตกลงพี่เล็กเคยไปหรือไม่เคยไปครับ - บก.)

          ขับต่อไปถึงกม.21 เห็นทางไปน้ำตกวชิรธาร ให้เลี้ยวป้ายแรกนี้เลย เพราะเป็นทางตัดใหม่อยู่ใกล้น้ำตก ถ้าเลยไปอีกหน่อย มีทางแยกเข้าน้ำตกเป็นทางสายเก่า เอารถจอดแล้วยังต้องเดินตามบันไดลงมา ใครชอบออกกำลังใช้เส้นทางนี้ได้ไม่ว่ากัน

          น้ำตกตอนนี้ยังมีน้ำไหลแรงมาก ละอองน้ำฟุ้งกระจายมาถึงทางเดิน ถ้าเข้าไปถึงลานชมน้ำตกคงเปียกเหมือนได้เล่นน้ำตกทีเดียว ผมยืนชมอยู่ห่างๆให้พวกพี่เค้าถ่ายรูปกัน น้ำตกวชิรธารเป็นน้ำตกจากหน้าผาสูงมากจนมีเสียงดังไปไกล จนได้ชื่อว่า "ตาดฆ้องโยง" บ้างเรียกว่า "น้ำตกสายรุ้ง" เนื่องจากมีละอองน้ำฟุ้งกระจาย สะท้อนแสงอาทิตย์จนเกิดรุ้งกินน้ำ แต่น้ำตกวชิรธารไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ เพราะมีกระแสน้ำแรงและเป็นเหวลึก ถ้าอยากเล่นน้ำตกให้แวะที่น้ำตกแม่กลาง อยู่ติดกับด่านตรวจแรก (ด่านตรวจสองจะโผล่มาในภายหลังครับคุณผู้อ่าน - บก.)

          แม่กลางเป็นน้ำตกที่มีชั้นไม่สูงมาก มีแอ่งน้ำหลายแห่ง สามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย ผมเที่ยวน้ำตกแม่กลางหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่มีใครอยากเล่นน้ำ ก็เลยไม่ได้แวะเข้าไป

          จากน้ำตกวชิรธาร ผมตรงไปที่กม.26 ปากทางมีป้ายเขียนว่า "หมู่บ้านแม่กลางหลวง" เลี้ยวซ้ายลงไปตามทางประมาณ 300 เมตร เห็นบ้านที่ทำจากไม้ไผ่หลังคามุงจาก 2 หลัง มีลานจอดรถกว้าง ทันทีที่จอดรถเสร็จ มีคนมาต้อนรับและพาไปดูบ้าน เห็นบ้านแล้วงง เพราะตามที่อ่านโฆษณา บอกไว้ว่านอนได้ 5 คน เห็นแล้วนอน 3 คนก็แทบจะเกยกันอยู่แล้ว

          คนพามาดูบ้านยืนยันว่าหลังนี้เคยมีนักท่องเที่ยวมานอนได้ 5 คนจริงๆ แต่ไม่รู้ว่านอนกันท่าไหนถึงอัดเข้าไปได้ อย่างนี้โฆษณาเกินจริงนี่นา เลยต้องเจี๊ยวจ๊าวหน่อยเพราะผมเป็นคนจอง เดี๋ยวพี่สาวจะตีหัวเอา พวกผมมาถึงบ้านตั้งแต่บ่ายสามโมงกว่าๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน นั่งเล่นนั่งรอจนเย็น ฝนเริ่มตกลงมา พอดีผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯซึ่งเป็นผู้จัดการสหกรณ์ฯ กลับมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากไปซื้อที่นอน หมอน ผ้าห่ม มาเพิ่ม เพราะที่สหกรณ์ฯ ได้ปลูกบ้านเพิ่มอีก 4-5 หลัง

          หลังจากที่ผู้ช่วยฯทราบปัญหา รีบจัดให้อยู่บ้านอีกหลังซึ่งใหญ่กว่าเล็กน้อย สามารถนอน 4 คน ก็โอเคพอเบียดกันนอนได้ ผมรีบขนสัมภาระเข้าบ้าน ซึ่งอยู่ไกลจากที่จอดรถประมาณ 300 เมตรเห็นจะได้ ฝนก็ยังตกอยู่ น้องคนที่มาต้อนรับเป็นชาวกะเหรี่ยงชื่อ "ชาลี" (กะเหรี่ยงลูกครึ่งเหรอครับ - บก.) บอกว่าฝนไม่ได้ตกมาตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว เพิ่งมาตกวันนี้วันแรก เฮ้อ...คนมีบุญก็ยังงี้ ไปไหนมันต้องลำบากไปทุกที่

          สหกรณ์ฯ นี้มีร้านอาหาร จัดว่าสะดวกดี เราแวะเข้าไปกินอาหารเย็นกัน อาหารเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ คิดหัวละ 50 บาท ผู้ใหญ่ เด็ก คิดเท่ากัน อาหารมีแกงเขียวหวานหมู ซูคินี่ผัดไข่ อ้อ...sueesini ซูคินี่ คือ ฟักทองญี่ปุ่น (เอ...พี่เล็กครับ อ่านยังไงครับว่าซูคินี่ ผมอ่านยังไงก็ไม่เห็นได้เลย - บก.)

          กับข้าวยังมีแกงฟักทอง เพิ่มไข่เจียวให้เด็กด้วย มีข้าวหุงอยู่ในหม้อใบใหญ่ จะตักเพิ่มยังไงก็ได้ เห็นเมล็ดข้าวคล้ายๆข้าวซ้อมมือ ดูคุ้นๆเลยไปถามพ่อครัว แกบอกว่าเป็นข้าวที่ชาวกะเหรี่ยงปลูกเอง ไปรับซื้อจากหมู่บ้านราคาลิตรละ 15 บาท จริงๆ ข้าวนี่กินอร่อยดีและปลอดสารพิษด้วย ผมเล่นเข้าไป 3 จานค่อยหายโมโหหิวหน่อย ส่วนซูคินี่รสชาติใช้ได้ หวานๆ นิ่มๆ คล้ายแตงกวาผัดไข่ แต่ไม่มีกลิ่นแตงกวา

          ว้า...หน้ากระดาษหมดแล้ว ผมจะมาเล่าเรื่องต่อในอาทิตย์หน้า อย่าลืมติดตามกันนะครับ

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com