www.talaythai.com
Last Update : Thursday 14 December, 2000 11:27 AM

อุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง (1)

          สวัสดีครับ ทริปนี้ก็กลับมาเมืองไทยกันตามเดิม หลังจากพาไปเขมรมาจนเกือบลืมสโลแกน "อิ่มท้องท่องไทย" แต่ไม่แน่ถ้าเกิดมีใครเปิดโอกาส ออกเงินให้ผมได้ไปนอกบ้านเราอีกเมื่อไหร่ ผมไปแน่นอน แล้วจะเก็บมาเล่าให้คุณได้อ่านอีก คงไม่ว่ากันนะครับ

          ไปเขมรกลับมาเงินในกระเป๋าเกือบเกลี้ยง พลาดท่าโดนแม่ค้าเขมรใช้วิธี "ตื๊อครองใจ" ดูดทรัพย์ที่มีอยู่น้อยนิดไป จะออกไปหาข้อมูลต่างจังหวัดก็ไม่มีเงินจะจ่ายค่าน้ำมัน เลยต้องใช้วิธีหลอกล่อน้องๆนิสิตเกษตรศาสตร์ เพื่อไปแชร์ค่าน้ำมันกัน แต่ก็ไม่ถึงกับต้องใช้วิชามารเพราะพวกนี้มีใจรักกับการเที่ยวอยู่แล้ว ความจริงผมชวนไว้นานแล้วว่าจะไป "ช่องเย็น" ที่อุทยานฯแม่วงก์ให้รวบรวมพรรคพวกไว้

          พอถึงกำหนดวันเดินทาง ผมมานั่งนึกๆดู เอ..ช่องเย็นเราก็เขียนไปแล้วนี่หว่า จำต้องทรยศพวกนี้เปลี่ยนแผนแบบไม่ให้ตั้งตัวดีกว่า คือพอถึงแยกที่จะไปสายเหนือ ผมก็ไม่เลี้ยวเอาดื้อๆ ตรงไปสระบุรีเลย กว่าพวกนั้นจะรู้ตัวก็ถึงหนองแคแล้ว นายกัมโม่นิสิตหนุ่มปริญญาโท ทักเป็นคนแรก "อ้าว..! พี่เล็กช่องเย็นไม่ได้อยู่นครสวรรค์เหรอ" ผมตีหน้าตาย "เออ..จริงด้วย มัวคุยเพลิน เลยลืมเลี้ยว ทำไงดี นี่โบราณเค้าว่าเดินหน้าแล้วห้ามเลี้ยวกลับ เดี๋ยวเสียฤกษ์ เอาอย่างนี้ดีกว่า ไปที่อื่นก็แล้วกัน สายนี้ที่เที่ยวเยอะแยะ ใครเคยไปทุ่งแสลงหลวงบ้าง" สรุปแล้วยังไม่เคยไปกัน ถือเป็นมติเอกฉันท์ มุ่งหน้าไปทุ่งแสลงหลวง

          ระหว่างทาง เราแวะกินไก่ย่างวิเชียรบุรีเป็นการปลอบใจนิสิตที่โดนหักหลัง ผมจัดแจงวางแผนแวะร้านที่มีรูปปั้นไก่กำลังชูคอขัน เห็นป้ายร้านชื่อ "บัวตอง1" นายกัมโม่บอกไก่ตัวเมียปั้นเหมือนห่านไม่สมจริง อาหารคงไม่อร่อยให้เลยไปอีกร้าน บทเรียนนี้สอนว่าคิดจะทำร้านอาหาร โดยมีตัวอะไรปั้นๆวางไว้ตรงหน้า สมควรปั้นให้เหมือน แม้ว่าฝีมือปั้นไก่จะไม่ได้บ่งบอกถึงฝีมือทำอาหาร แต่คนกินบางคนเรื่องมาก อาจจะคิดลึกก็เป็นได้

          วันนี้เป็นวันธรรมดาร้านอาหารเลยดูเงียบเหงา เห็นร้านมีรูปปั้นไก่อีกเลยจอดแวะ อ้าว..เป็นร้านบัวตอง2 เห็นมีคนนั่งอยู่ในร้านหลายโต๊ะ คาดว่าคงอร่อยแน่ รูปปั้นจะเหมือนเป็ดเหมือนห่านก็ไม่สนแล้ว เพราะบ่ายแก่ๆหิวจะเป็นลม ข้าวต้มบ้านนายกัมโม่ที่ผมแอบย่องเข้าไปกินฟรีเป็นอาหารเช้า ย่อยหมดตั้งแต่แยกสระบุรี

          ผมหาโต๊ะนั่งได้สั่งอาหารตามในเมนู ปรากฎว่าทั้งร้านมีอาหารอยู่ ๔ อย่างบวกข้าวเหนียวด้วย คือ ไก่ย่างรสชาติพอใช้ได้ ลาบหมูและส้มตำพอกินได้ ข้าวเหนียวก็พอกินได้ สรุปแล้วไม่ค่อยน่าสนใจถึงขั้นขับผ่านไปไม่ได้กินต้องขาดใจ เอาเป็นว่าถ้าหิวก็แวะกัน แต่ถ้าไม่หิวมาก ลองไปหาที่อื่นกินก็ไม่ผิดอะไร

          ขับรถต่อไปถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 342 กม. ถือเอาบ้านที่บางกะปิของผมเป็นหลัก ใครอยากได้ระยะทางเป๊ะๆก็ต้องไปเริ่มที่อนุสาวรีย์ฯเองนะครับ เลยจากตัวจังหวัดประมาณ 10 กม.จะมีทางแยกซ้ายถนนหมายเลข 2258 มีป้ายบอกไปอุทยานฯทุ่งแสลงหลวง

          ถึงตอนนี้โปรดอย่าทรยศป้าย ให้เลี้ยวซ้ายมาตามทาง ไม่ต้องกลัวหลง ถ้าคุณไม่ซอกแซกหาทางลัด จากแยกมาได้ซัก 15-16 กม. จะเห็นร่องรอยของความรุนแรงของฝนที่ตกกระหน่ำจนเกิดน้ำท่วม กระแสน้ำป่าไหลบ่ากระแทกสะพานคอนกรีตขาดและถูกดันพาไปจากถนนเกือบๆ 100 เมตร ถนนบางช่วงเสียหายและกำลังซ่อมแซม ดินจากหน้าผาไหลลงมากองอยู่ริมข้างทาง ผมคิดว่าตอนเกิดเหตุใหม่ๆคงปิดกั้นถนน แต่ตอนนี้ได้เอาแทรคเตอร์เกลี่ยไปแล้ว

          กม.ที่ 24 จะพบป้ายเนินมหัศจรรย์ เชิญทดลอง ไอ้ตรงป้ายนั้นผมดูแล้วไม่เห็นมีอะไรแปลก แต่พอเลยไปอีกหน่อย จะมีป้ายบอกให้ระวังรถที่กำลังทดลองเนินมหัศจรรย์ โปรดระวังตัวชนตูมกับรถคันหน้า เลยไปอีกนิด มีเส้นสีขาวขีดขวางกลางถนนคล้ายจุดสตาร์ทรถแข่ง

          ผมจัดแจงจอดรถ เปลี่ยนเป็นเกียร์ว่าง แล้วช่วยกันร้องฮึ่ยๆขย่มรถ เอ...แปลกแฮะ รถผมเริ่มถอยหลังขึ้นเนินได้ เพราะตอนป้ายมองเห็นชัดๆว่ารถเรากำลังลงเนิน ผมชอบเรื่องไม่เชื่ออย่าลบหลู่ประเภทนี้อยู่แล้ว เลยทดลองทั้งขาไปและขากลับ ได้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์แท้ แต่ใครคิดจะทดลองเหมือนอย่างผม โปรดเปิดไฟสัญญานอันตรายให้เรียบร้อย อย่าคิดทดลองกลางคืนเด็ดๆ อีกอย่าง...ถ้าทดลองแล้วได้ไปโลกมหัศจรรย์ หมายถึงรถคันหลังเสยตูมเข้าให้ ห้ามล่องลอยมาหลอกหลอนกันด้วย

          ขับต่อไปอีก 6-7 กิโลเมตร จะพบแผงขายผักผลไม้ของชาวบ้าน เนื่องจากทุ่งแสลงหลวงที่เราจะไปกัน เป็นอุทยานแห่งชาติที่ค่อนข้างดุเดือด ไม่มีร้านอาหารขายเหมือนอุทยานฯน้ำหนาว เราต้องเตรียมอาหารไปทำเอง ผมเลยแนะนำให้แวะกันสักนิด เผื่อจะหาผักสดๆไปทำสลัดผักกลางป่า

          ราคาผักผลไม้เท่าที่สำรวจมา เริ่มจากฟักทองลูกกำลังเหมาะ สำหรับคุณที่อยากทำฟักทองแกงบวชใต้ทิวสนสามใบ จับจ่ายกันได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ถ้าคิดจะกินแครอทแกงบวช ซื้อได้ราคากิโลกรัมละ 20 บาท มะเขือยาวก็มี มัดละ 10 บาท ถ้าเป็นถั่วแขกก็ 10 บาทเหมือนกัน ซื้อมาถุงเดียวได้ถั่วเพียบ เพราะแม่ค้ายังไม่มีวิชั่นในการโกงน้ำหนัก ไม่รู้จักเทคนิคพรมน้ำลงไปให้ถั่วหนักขึ้น เหมือนแม่ค้าถั่วในกรุงเทพ

          ใครอยากกินมันเทศเผา ซื้อหาได้ราคาแค่กิโลกรัมละ 6 บาท เอาไปหมกไฟระเบิดโป้ง มันร้อนๆกระแทกหน้าแก้มปะทุ เลยแนะนำให้ทำมันต้มขิงจะเหมาะกว่า ลองซื้อขิงไปด้วย แค่ 5 บาทกินกันไม่มีหมด

          คราวนี้ผมเดินผ่านซุ้มแห่งหนึ่ง มีคุณยายแก่ๆท่าทางถูกลูกหลานทิ้ง นั่งหน้าเศร้าอยู่ ผมเลยเข้าไปถามไถ่ เผื่อคุณยายมีหลานสาวจะได้ลาภ ปรากฏว่าคุณยายมีแต่น้ำเสาวรส ขายราคาขวดละ 25 บาท แต่ถ้าซื้อไวน์เสาวรส ราคาขวดละ 100 บาท มีเงื่อนไขพิเศษซูเปอร์เซล แถมน้ำเสาวรสหนึ่งขวดเอาไปเลย ไม่ต้องส่งฉลากมาชิงรางวัล

          ด้วยความรู้สึกสงสารคุณยาย รวมทั้งอยากลองหัดทำมันเทศต้มไวน์ใส่ขิง ผมเลยซื้อน้ำเปลี่ยนนิสัยที่ว่ามาหนึ่งขวด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ถึงเวลาเดินทางต่อ อีกแค่ 25 กิโลเมตร เรามาถึงทางเข้า เป็นหมู่บ้านดอกทานตะวัน ตรงนี้มีน้ำจืดขาย ผมซื้อไปแบบเป็นถังใหญ่กลมๆ ราคา 20 บาท แต่ต้องจ่ายค่ามัดจำถัง 150 บาท

          ถึงตอนนี้เราใกล้เข้าอุทยานฯเข้าไปทุกที ทุ่งแสลงหลวงนี่ห่างจากเมืองประมาณ 60 กิโลเมตร (ลองเอาตัวเลขของผมมาบวกกัน รับรองไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) ทางเข้าไม่ใช่เล่นเลย เป็นถนนลูกรัง ผมไปมาเมื่อเดือนก่อน ตอนนั้นฝนยังตกหนัก ทางเลยมหาเละ โชคดีที่เราใช้รถ 4x4 เลยพอลุยเข้าไปจนถึงตัวอุทยานฯได้ แม้ว่าจะตุปัดตุเป๋เกือบหลุดออกนอกทางหลายครั้ง

          ผมมีเรื่องต้องสารภาพสักนิด ตอนขากลับจากทุ่ง ผมเจอรถเก๋งคันหนึ่ง จอดอยู่ปากทางเข้า คนขับกวักมือเรียกพวกผมเข้าไปขอคำชี้แนะ ถามว่าเข้าไปได้มั้ย? ผมก็ดันลืมไปว่ารถเราน่ะ 4x4 เลยพลั้งปากบอกว่าไปได้แต่ช้าๆหน่อย ป่านนี้พี่แกคงสวดผมยับ เพราะแค่หล่มแรกก็จมเกือบมิดล้อแล้ว อาจติดแหง่กอยู่กลางป่า เลยต้องฝากขอโทษมา ณ ที่นี้ หากคุณยังมีชีวิตรอดอยู่ โปรดเข้าใจว่าผมไม่ตั้งใจนะครับ

          สำหรับช่วงนี้ฝนผ่านไปแล้ว คงเข้าทุ่งแสลงหลวงกันได้สบายหน่อย เชื่อว่าแม้รถเก๋งก็คงไหว แต่ถ้าจะเลยไปเที่ยวจุดอื่นรอบๆ โปรดระวังไว้นิด น่าจะใช้รถกระบะหรือ 4x4 จะเหมาะกว่า

          เรามาถึงที่ทำการอุทยานฯจนได้ ผมเข้าไปติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อชำระค่าธรรมเนียมตามประสานักเที่ยวที่ดี เราจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯคนละ 20 บาท รถสี่ล้ออีกคันละ 30 บาท ค่ากางเต๊นท์วันละ 20 บาท แต่ต้องนำเต๊นท์ไปเองนะครับ ถ้าจะเช่าเค้ารู้สึกว่าหลังละ 150 บาท

          หลังจากจ่ายค่าธรรมเนียนเรียบร้อย ผมขออนุญาตนำรถต่อเข้าไป "ทุ่งนางพญา" อันเป็นจุดหมายในการเดินทางครั้งนี้ แต่ปรากฏว่าเลยเวลา 16.00 นาฬิกาหรือสี่โมงเย็น อุทยานฯไม่อนุญาตให้เข้าไป เพราะเดี๋ยวเกิดอะไรขึ้นจะช่วยเหลือลำบาก

          เมื่อไปไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร พวกผมง่ายๆสบายกันอยู่แล้ว เราเลยไปเดินด้อมๆมองๆหาที่กางเต๊นท์แถวนั้น เลือกเอาที่ใกล้ศาลาเข้าไว้ เพราะจะใช้เป็นที่นั่งกินข้าวและตั้งวงกินเหล้า แหม...อากาศหนาวๆกลางป่า อะไรจะเหมาะไปกว่าแอลกอฮอลล์ให้ความอุ่นสักหนึ่งจิบ

          ตอนพวกผมกางเต๊นท์ มีคณะพรรคนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว 3 กลุ่ม มีอยู่กลุ่มหนึ่งเค้าเอาจักรยานเสือภูเขามาให้เช่าด้วย คิดราคาวันละ 300 บาท แต่พวกผมมีรถ จะเช่าจักรยานไปถีบให้น่องโป่งทำไม? ก็เลยไม่เช่า เอาเวลามาทำกับข้าวกับปลากินกันดีกว่า

          ผมกำลังลับอีโต้กะหั่นหมู มีลุงแก่ๆผู้ดูแลสถานที่เดินมา บอกว่ากางเต๊นท์ตรงนั้นไม่เหมาะ เพราะอยู่ขวางทางน้ำไหล เดี๋ยวกลางคืนฝนตกอาจจะยุ่ง ต้องมาย้ายเต๊นท์กันให้วุ่นวาย พวกผมเลยเขยิบมาอีกหน่อย คราวนี้ตรงรังมดคันไฟพอดี นับว่าลุงแนะนำสถานที่ได้เหมาะมาก

          ลุงยังบอกว่าช่วยกันดูแลหน่อยนะลูกหลานเอ๊ย รถก็อย่าไปจอดทับหญ้า กว่าลุงจะปลูกให้เขียวพรืดได้ เสียเวลาตั้งนาน เวลาทำอาหารเสร็จ มีน้ำร้อนก็อย่าเอาไปเทโคนต้นไม้ เดี๋ยวต้นไม้จะสุกหมด ผมคิดๆดูแล้วก็เห็นจริง เพราะเรามาแค่ประเดี๋ยวประด๋าว สองสามวันก็กลับ แต่ลุงต้องอยู่ดูแลสถานที่อีกนาน ของอย่างนี้ต้องเข้าใจเจ้าของสถานที่แล้วช่วยๆ กันนะครับ

          ถึงเวลาทำอาหาร เมนูแรกคือ "แกงเขียวหวานหมู" เริ่มจากหั่นหมูให้เป็นชิ้นพอดีคำ อย่าใหญ่ไปนักจะเปลืองหมู เล็กไปก็ไม่ดี กินแล้วไม่สะใจ เสียเวลาตักแกง เมื่อหั่นหมูเสร็จ ผมหันมาจัดแจงพวกผักต่างๆ มีมะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบโหระพา และพริกชี้ฟ้า ถ้าไม่มีจะใช้พริกขี้หนูแทน โปรดเตรียมใจไว้ล่วงหน้า แกงอาจออกมาถึงขั้นหน้าเขียว

          การหั่นผักเป็นงานง่ายๆ ผมเลยมอบหมายหน้าที่ให้น้องกุ๊กไก่ สาวน้อยประจำทริป ส่วนตัวเองหันมาผัดกะทิ ผมใช้กะทิกล่อง แต่มีเคล็ดนิดหนึ่งคืออย่าเขย่า ไม่งั้นจะไม่ได้หัวกะทิลอยฟ่อง พวกผมไปกัน 6 คน ใช้กะทิ 3 กล่องพอดีเลย แต่ตอนเริ่มต้องใส่ไปนิดหน่อย ไม่ใช่ใส่หมดเหี้ยน อย่างนั้นไม่ใช่ผัด กลายเป็นกะทิต้มแล้วครับ

          ผมค่อยๆ ผัดกะทิจนเดือด จากนั้นเอาเครื่องแกงสำเร็จรูปเทพรวดลงไป เพราะขืนมาตำเครื่องแกงเอง มีหวังทำกันจนเช้าก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็น เมื่อเครื่องแกงใกล้สุก เริ่มเติมกะทิต่อจนหมด เหยาะน้ำปลาเติมน้ำตาลสักนิด ให้รสเค็มนำหวานตาม ใส่หมูและผักลงไป แค่นี้ก็พร้อมรับประทานแล้ว

          อาหารอีกอย่างคือ "ถั่วแขกผัด" ทำได้ง่ายมาก ใส่ถั่วและซอสหอยนางรม ผัดไปผัดมา แต่สงสัยไฟแรงไม่พอ ผัดเท่าไหร่ก็ไม่สุก ขนาดเอาฝาปิดกระทะหวังทำถั่วอบ ก็ยังไม่สำเร็จ เลยหงุดหงิดเลิกทำกินดีกว่า ปรากฏว่าถั่วมีเดียมแรร์ของผมน่ากินมาก หวานกรอบกว่าถั่วสุกเสียอีก ใครสนใจทำถั่วตำรานี้ แนะนำให้ไปตั้งกระทะผัดในที่โล่ง ได้ผลเกินคาดแน่นอน

          ยังมีอาหารอีกหลายอย่าง แต่หน้ากระดาษหมดแล้ว อาทิตย์หน้ามาติดตามกันต่อ ทุ่งแสลงหลวงเป็นยังไง? อย่าพลาดนะครับ

กลับไปหน้าที่แล้ว

Copyright © 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com