![]() Last Update : Monday 1 January, 2001 10:57 PM |
|
"ทั้งหมด...ตร๊ง เตรียมทำความเคารพธงชาติ พร้อมแล้ว...ปฏิบัติ!!?"
เสียงเพลงชาติดังกระหึ่มขณะดาวยืนตัวตรงทำความเคารพ เวลานี้แปดโมงเช้า พวกดาวกำลังนั่งทานข้าวอยู่ที่โรงอาหารอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
หลังจากเพลงชาติจบ ดาวหันมาโจ้ไข่ดาวหมูแฮมต่อ ขณะที่เหล่าเพื่อนกำลังนั่งพุ้ยข้าวต้มกันอย่างเมามัน ก่อนสาวผมยาวคนหนึ่งจะถามว่า วันนี้เรามีโปรแกรมอย่างไรบ้าง?
เนื่องจากการท่องเที่ยวครั้งนี้เป็นเชิงน่ารัก เราจะไม่เอาแต่นั่งยิ้มดูทะเลเหล่หนุ่มเพียงประการเดียว แต่ต้องมีกิจกรรมเรียนรู้เพื่อรักธรรมชาติประกอบ ดาวทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว เลยตอบไปว่า นี่เพื่อนจ๋า...วันนี้เราจะเที่ยวกันสองอย่าง
เริ่มด้วยตอนเช้า หลังจากเธอกินข้าวต้มหมดหม้อ เราจะไปขึ้นเรือหางยาวที่จองไว้ ชั้นคุยกับพี่คนขับเรียบร้อยแล้วล่ะ เค้าจะพาเราไปดำน้ำดูปะการังที่อ่าวเต่า มีชื่อเสียงมากนะ รับรองว่าโอกาสเห็นเต่าง่ายพอๆ กับเห็นสาวสวยใน ม.เกษตรศาสตร์ (อยู่ตรงไหนจ๊ะ? โปรดช่วยแสดงตัวด่วน)
เราจะค้นหาเต่าครึ่งวัน จากนั้นกลับมากินข้าวเที่ยงที่อุทยานฯ ก่อนไปเดินป่ากันตอนบ่าย ที่นี่เค้ามีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เดินกระซิบกระซาบกันผ่านป่าดิบชื้นเขตร้อน...สุดยอดระบบนิเวศบนบก ก่อนถึงหาดไม้งามเพื่อชมปะการัง...สุดยอดระบบนิเวศใต้น้ำ ว้าว!!? อะไรจะปานนั้น
ตอนเย็น เห็นเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าหัวหน้าอุทยานฯพี่สมพงษ์จะมาที่เกาะ คิดว่ามีบรรยายประกอบสไลด์ เราจะได้ทราบความเป็นมาพร้อมทั้งเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหมู่เกาะสุรินทร์ (อยากรู้จักพี่สมพงษ์ให้มากขึ้น อ่านบทสัมภาษณ์สิคะ)
"เย้!!?" เพื่อนดาวส่งซาวด์เอฟเฟ็คมาประกอบเป็นเชิงยินดี แล้วเริงร่าพากันไปเปลี่ยนชุดอาบน้ำแบบไม่วาบหวิว เพราะดาวเตือนไว้ก่อนแล้วว่านายแมงกะพรุนหรือแพลงก์ตอนพิษไม่เข้าใครออกใคร วาบหวิวตอนนี้อาจมีผื่นเต็มตัวในตอนหน้า
ประมาณแปดโมงครึ่ง เหล่าสาวไปเสนอหน้าบนเรือหางยาว นั่งโล้ระลอกคลื่นเบา ๆ มุ่งเข้าสู่เป้าหมาย ไม่เกินยี่สิบนาทีเรามาถึงอ่าวเต่า จุดดำน้ำแบบ Snorkelling ดีที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสุรินทร์
อ่าวเต่า...จะว่าไปแล้วหน้าตาเป็นหาดมากกว่าอ่าว อยู่ปลายแหลมของเกาะสุรินทร์ใต้ ด้านในเป็นหาดทรายเม็ดละเอียดขาวเหมือนคอฟฟี่เมท ด้านนอกเป็นแนวปะการังแคบ ๆ กะด้วยสายตากว้างไม่เกินร้อยเมตร จากนั้นทะเลกลายเป็นสีครามเข้ม ถามพี่คนขับแล้วเค้าบอกว่าลึก 20-30 เมตร (แผนที่เกาะสุรินทร์)
จากข้อมูลของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ เคยทำการสำรวจไว้ตั้งแต่พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน ระบุว่าแถวนี้มีปลาอย่างน้อย 213 ชนิด พร้อมทั้งปะการังมากมายไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด และตัวมะลึกกึกกึ๋ยใต้ทะเลอีกสักสองหมื่นชนิด (มั้ง?...ตัวเลขสุดท้ายนั่นดาวเดาค่ะ)
เรือหางยาวเข้าผูกทุ่นลูกกลมสีแสด พี่คนขับบอกว่าเรือแถวนี้ต้องจอดที่ทุ่น รับรองไม่มีการทิ้งสมอแน่ เพราะเรือหางยาวทุกลำเป็นของอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่เป็นคนขับ เรื่องสะเพร่าโยนสมอไปถล่มปะการังใต้น้ำ ก่อนร้องแฮ่ ๆผมผิดไปแล้ว ที่นี่รับไม่ได้
ทุ่นจอดเรือเหล่านี้ทำไว้สำหรับกิจกรรมดำน้ำแบบ Snorkelling ใต้ท้องเรือเลยลึกแค่สองสามเมตร ดาวจัดแจงสวมหน้ากากเสยผมแล้วหยิบตีนกบใส่เท้าน้อยน่ารัก จากนั้นยิ้มเผล่ให้เพื่อนเป็นเชิงบอกลา
ตูม!!? ดาวตีลังกาลงน้ำแล้วค่ะ คุณผู้อ่านคะ รอบตัวดาวคือน้ำใสเห็นเป็นสีฟ้า มีปะการังอยู่ข้างใต้เต็มไปหมด เกือบทุกรูปแบบไม่ว่าเป็นกิ่งหรือเป็นก้อน ข้างปะการังเหล่านั้นคือปลาน้อยสีสด เขียว...แสด...เหลือง...ฟ้า...ทะเลแห่งนี้มีทุกสีค่ะ
เพื่อความปลอดภัยในฐานะหัวหน้าคณะ ดาวโผล่หัวดูบรรดาเพื่อนที่ลอยตุ๊บป่องใส่เสื้อชูชีพ ทุกคนท่าทางเรียบร้อยดี แถมมีพี่คนขับคอยสอดส่องสายตามองดูอยู่ด้านบน ไร้ปัญหา...ดาวก้มหน้าดำน้ำต่อ
เพื่อนใหม่ใต้ทะเลตัวแรกของดาวคือปลาการ์ตูนคู่หนึ่ง พวกเค้านอนคลุกอยู่กับดอกไม้ทะเล ก่อนว่ายขึ้นมาเหล่สาวสวย
"ปลาการ์ตูนอยู่กับดอกไม้ทะเลตลอดชีวิต ตัวใหญ่ที่สุดจะเป็นตัวเมีย ตัวรองมาเป็นตัวผู้ พวกเค้ามีพฤติกรรมสังคมคล้ายมนุษย์" นี่คือถ้อยคำที่อาจารย์ธรณ์ชอบบรรยายให้ผู้คนฟัง ก่อนจะกวาดสายตาไปโดยรอบเพื่อดูว่ามีสาวไหนหลงมานั่งแถวนี้มั้ย? (ตามสไตล์เลยนะคะ)
แต่ตอนนี้ดาวกำลังตื่นเต้นกับเจ้าสองปลาตรงหน้า ตัวใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นตัวเมียว่ายเข้ามาจนใกล้ เมื่อดาวไม่ยอมหนีคุณเธอก็ไม่ยอมถอย เข้ามาตอดหน้ากากดำน้ำ ก่อนจะว่ายห่างไปนิดแล้วบุกเข้ามาอีกครั้ง
ตลอดเวลาปลาการ์ตูนตัวผู้นอนกลิ้งบนหนวดดอกไม้ทะเล มีท่าทางสบายใจดีมาก มีเรื่องอะไรรอบตัวไม่สน...ชั้นจะนอน นับว่าเป็นปลาที่มีพฤติกรรมคล้ายมนุษย์ผู้ชายเป็นอย่างยิ่ง (ขอประชดหน่อยเถอะ รอบตัวดาวมีหนุ่มพรรค์นี้เยอะมาก)
ดาวจากปลาการ์ตูนโดยไม่ได้บอกลาเพราะคิดว่าเค้าคงฟังไม่รู้เรื่อง ว่ายต่อมาเรื่อยจนถึงขอบแนวปะการัง ตรงนี้ลึกประมาณสามเมตร ก่อนพื้นทะเลจะหักชันลงไปคล้ายผา มองเห็นแต่น้ำสีฟ้ามีเงาตะคุ่มของปะการังในที่ลึก
อาจารย์ธรณ์เคยบอกว่า ถ้าดำน้ำแบบ Snorkelling แล้วอยากเห็นสัตว์ใหญ่ ต้องว่ายน้ำเลียบขอบแนวปะการัง มองออกไปในทะเลด้านนอกเป็นระยะ หากโชคไม่ร้ายเกินไปอาจมีสิทธิเจอตัวอะไรก็ได้ ตั้งแต่ลูกปลาซิวจนถึงพ่อปลาฉลาม
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่ดาวลอยตัวกระเพื่อมไปตามขอบแนวปะการัง ทุกสองสามนาทีต้องหันมาดูข้างหลังเพื่อความปลอดภัย ยังไงตีนกบหลุดเข้าไปในปากฉลามแล้วจะได้กรี๊ดทัน ถึงแม้ข้อมูลที่ศูนย์นิทรรศการจะบอกว่า ตั้งแต่มีหมู่เกาะสุรินทร์ขึ้นมาไม่เคยมีใครถูกฉลามกัดตาย ว่าให้ถูกคือไม่มีใครเคยโดนสัตว์ทะเลทำร้ายจนตายหรือบาดเจ็บสาหัสสักคน แต่ดาวยังไม่อยากเป็นรายแรกค่ะ (คิดดู...สาวสวยถูกฉลามกัดตายในน้ำ หนุ่มทั่วไทยจะช้ำขนาดไหน?)
และแล้ว...ช่วงเวลาประทับใจที่สุดของการเที่ยวครั้งนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อดาวว่ายอ้อมปะการังก้อนใหญ่ มองไปข้างหน้าเห็นตัวอะไรกำลังว่ายน้ำสวนมา เมื่อเล็งให้ชัดถึงทราบว่าเค้าเป็นเต่าทะเลตัวเขื่อง
วินาทีนั้นบอกไม่ได้ว่าดีใจขนาดไหน? ความรู้สึกชาไปวูบหนึ่ง ดาวขยับจะว่ายน้ำลุยเต่า ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าข้อพึงปฏิบัติคือห้ามว่ายไล่สัตว์
การว่ายลุยสัตว์น้ำด้วยความคิดง่ายๆ ว่าเธอจ๋าหยุดรอชั้นก่อน เป็นความเข้าใจผิด ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าคุณผู้อ่านเป็นสาวสวยเดินในที่เปลี่ยว อยู่ดีๆ มีไอ้หนุ่มบ้ากามวิ่งแก้ผ้าหายใจฟืดฟาดเข้ามา คุณจะหยุดรอทักทายสวัสดีจ๊ะจ๋ากับหนุ่มคนนั้นมั้ย?
สัตว์ทุกตัวในทะเลมีความคิดเช่นนี้ รวมทั้งคุณเต่าตรงหน้าดาวด้วย เพราะอย่างนั้น อยากดูเต่าแบบมีศักดิ์ศรี ต้องมีเทคนิคหน่อยนะคะ
ดาวใช้วิธีลอยตัวนิ่งเฉย สังเกตดูว่านายเต่าจะว่ายน้ำไปทางไหน? ก่อนจะค่อยๆ เตะเท้าพาตัวเองเข้าไปดักหน้าเต่าแบบช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม วิธีการนี้แหละค่ะที่เหล่าช่างภาพใต้น้ำ สามารถพาตัวเองเข้าไปจนประชิดติดตัวสัตว์
ดาวเข้าไปจนหัวเต่ากับหัวดาวเกือบโขกกันดังโป๊ก จากนั้นถึงเวลาเก็บภาพแห่งความทรงจำ สาวน้อยคนนี้เรียนจบคณะประมง จากความทรงจำอันเลือนลางระหว่างนั่งหลับในห้อง เธอจำได้ว่าเต่าทะเลในเมืองไทยมี 5 ชนิด
สองชนิดแรกเป็นเต่าที่เรียกได้ว่าเกือบสูญพันธุ์ไปแล้วจากทะเลไทย นั่นคือเต่ามะเฟืองกับเต่าหัวฆ้อน ส่วนอีกสองชนิดคือเต่าตนุกับเต่าหญ้า เจอบ้างเป็นระยะแต่ไม่บ่อยนัก ที่โหลสุดคือเต่ากระ คุณเต่าน่าสงสารที่ถูกฆ่าเพื่อเอากระดองมาทำเป็นเครื่องประดับไงคะ
ดาวสังเกตปากเต่าก่อนเพื่อดูว่าเค้าใช่เต่ากระมั้ย? ปากยื่นยาวแหลมคล้ายปากนกแก้วบอกว่านี่แหละใช่เลย จากนั้นถึงเวลาสังเกตกระดองงามแต้ ก่อนจะมาดูขาลักษณะเหมือนใบพาย แตกต่างจากเต่าน้ำจืดและเต่าบกที่ขาเป็นเท้าเอาไว้เดิน
เจ้าเต่าน้อยเหลือบดูดาวคล้ายไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวนี้กินได้มั้ย? (เกินไป...เต่าอะไรกินคน) ก่อนจะส่ายหัวไปมาเหมือนไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรดีนะ? ดาวกับคุณเต่าตอนนี้ห่างกันไม่ถึงเมตร เรียกว่าพุ่งขึ้นไปขี่ขย่มข่มเหงเต่าได้สบายมาก พอดีไม่อยากให้คนอื่นบอกว่า "อีสาวโรคจิต" รวมทั้งไม่คิดรังแกสัตว์ไม่มีทางสู้ สาวน้อยคนนี้เลยไม่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวค่ะ
คุณเต่ากับหนูดาวว่ายจู้ฮุกกรูกันพักใหญ่ ก่อนโบกมือบ๋ายบายเพราะเต่าว่ายออกที่ลึก ขืนตามไปมีหวังโดนหลอกให้เป็นเหยื่อฉลาม ดาวเลยหันหน้ากลับมาที่เรือ ปรากฏว่าเวลาเกือบใกล้เที่ยงแล้ว แต่เหล่าสาวโสดยังว่ายน้ำกันอยู่ ต้องกู่ร้องตามกันพักใหญ่ถึงได้ฤกษ์ออกจากที่หมาย
ข้าวเที่ยงมื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ ไม่ใช่เฉพาะฝีมือผัดข้าวของคุณเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น แต่พวกดาวยังหิวจนเห็นช้างตัวเท่าหมูทุกคน หลังจากหม่ำข้าวแบบไร้เสียงแล้ว เราคุยกันถึงบรรดาสัตว์ที่เห็นมา บรรยายไม่ถูกหรอกค่ะว่ามีกี่ตัวกันแน่? แต่คิดว่าคงไม่มีทะเลแห่งไหนของเมืองไทยมีสัตว์มากไปกว่าที่นี่อีกแล้ว (อาจจะมีบ้าง แต่สำหรับนักดำน้ำแบบ Snorkelling สุรินทร์คือสุดยอดค่ะ)
ตะวันเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก กลุ่มสาวโสดได้เวลารวมตัวกันอีกครั้ง เป้าหมายคือการเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ...หาดไม้งาม แต่จะงามน้อยงามมากขนาดไหน? ติดตามต่อในอีกวันสองวันค่ะ
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com