![]() Last Update : Tuesday 2 January, 2001 1:20 AM |
|
คุณผู้อ่านขา พักนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ ทะเลไทยดอตคอมเค้าลุยเกาะสุรินทร์จังเลยค่ะ หนูดาวนะ ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในความมืด เขียนเรื่องใต้น้ำยามราตรีอะไรก็ไม่รู้ดุ่ยๆ อยู่คนเดียว ว้าเหว่มากเลยค่ะ นายเอ๊ดเว็บมาสเตอร์ก็ขึ้นเรื่องช้าๆ กว่าจะจบตั้งเกือบเดือน...ฮึ
แต่ตอนนี้ดาวเสร็จภารกิจ เป็นสาวอิสระแล้วค่ะ เลยหันหน้ามาดูพรรคพวกเพื่อนฝูง นายจะเขียนเรื่องเกาะสุรินทร์กันเรอะ ชั้นก็เขียนได้ย่ะ เขียนมาเยอะแล้วด้วย ว่าแล้วนักเขียนสาวน้อยก็ควักกระปุกแคะไห ขุดค้นเอาเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้ นำมาดัดแปลงส่งประกวดเทศกาลเที่ยวเกาะสุรินทร์ด้วยหนึ่งคน
เรื่องของดาวนั้น เป็นประสบการณ์ปี 42 แต่อัพเดทล่าสุดเมื่อปลายปี 43 ครั้งที่ดาวไปท่องทะเลคืนปูเสฉวนกับกรีนเวฟ รับรองข้อมูลไม่ล้าสมัยแน่ สำหรับบางส่วนที่ต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม ดาวให้นายเอ๊ดทำคลิกไว้ เผื่อคุณอยากรู้อะไรมากขึ้น เขียนเว็บก็ดีอย่างนี้แหละค่ะ ไม่เหมือนเขียนลงนิตยสาร อย่างนั้นเขียนลำบากหน้ากระดาษก็จำกัด เขียนมากไปจะพาลทำนิตยสารเค้าเจ๊ง ถ้าทะเลไทยดอตคอมมอบค่าเรื่องให้ดาวเยอะๆ ดาวจะเปลี่ยนแนวมาเขียนส่งไปให้คุณอ่านตามสายโทรศัพท์จริงๆด้วย (ให้สิบบาทก็ถือว่าเยอะแล้ว เพราะตอนนี้ข้าน้อยเขียนมา ยังไม่ได้ตังค์สักบาทเลยเจ๊า)
การไปเกาะสุรินทร์ครั้งนั้น เกิดเพราะดาวกำลังเบื่ออยากหาเรื่องหนีเมืองกรุง หนูเลยรีบโทรศัพท์หาเพื่อนกลุ่มสาวโสดตกงาน ได้คณะพรรคมาสามสี่คนที่ยินยอมพร้อมใจจะไปไหนกันก็ได้ มีข้อแม้อย่างเดียวว่าพวกหล่อนจะไม่ทำอะไรเลย จะนั่งยิ้มยิงฟันให้หนุ่มดูอย่างเดียว ดาวต้องเป็นคนจัดการทั้งหมด
สาวน้อยตั้งใจไว้แต่ต้นว่าจะไปทะเล เดินหาดชมหอยจีบปลาไปตามเรื่อง หลังจากนั่งคิดนอนคิดดูแล้วได้สถานที่มาสี่แห่ง ตัดสิมิลันออกไปเพราะน้ำลึกไม่เหมาะสำหรับการเที่ยวดำน้ำแบบ Snorkelling ส่วนพีพีดาวไม่ค่อยชอบเพราะคนเยอะมาก ตะรุเตาหรืออาดัง-ราวีก็น่าสนแต่แสนไกล กว่าจะถึงมีหวังนั่งรถไปน้ำตาไหลพราก (นั่งเครื่องบิน? ฮึ...สาวคนนี้ยังไม่ได้ตกถังข้าวสารค่ะ)
ตกลงแล้วเหลือเป้าหมายเพียงแห่งเดียว นั่นคือหมู่เกาะสุรินทร์ถิ่นทะเลงาม ระยะทางไม่ไกลนัก แนวปะการังน้ำตื้นกว้างใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย แถมมีนกบ่างและลิงกังให้ดูในป่า หนูดาวเลยรีบโทรไปหาเพื่อน บอกว่าหล่อนจ๋าตกลงแล้วว่าเราจะไปสุรินทร์
เหล่าเพื่อนต่างวี๊ดว๊ายชอบใจไปสุรินทร์มีช้างให้ขี่ด้วย ต้องเสียเวลาอธิบายว่าที่เราไปน่ะหมู่เกาะสุรินทร์ ไม่ใช่จังหวัดสุรินทร์ในดินแดนอีสาน ไม่มีช้างบกรวมทั้งช้างน้ำ แต่อาจมีเต่าทะเลหรือหนุ่มยิงฟันอยู่ตามชายหาด
เราเริ่มจากกรุงเทพฯ เพื่อนดาวคนหนึ่งไปไถรถตู้มาได้จากแฟนคุณเธอ (ไหนว่าโสด?) เราเลยใช้เป็นพาหนะการเดินทางครั้งนี้ มีฤกษ์งามยามดีออกจากกรุงเทพฯตอนสายวันหนึ่ง
พวกเราผ่านประจวบฯไปแยกเลี้ยวขวาที่ชุมพร แวะกินซาลาเปาที่ทับหลียี่สิบลูกรวด ก่อนไปถึงเมืองระนอง นอนค้างอาบน้ำแร่ให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่นหนึ่งคืน แล้วรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อไปที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา รวมระยะทางทั้งสิ้น 700 กิโลเมตร (ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงค่ะ)
แปดโมงเช้า สายเดี่ยวพากันเดินย่ำต้อกลงจากรถ เรามาถึงเป้าหมายแรกเรียบร้อยแล้ว เป็นท่าเรืออุทยานฯทำด้วยคอนกรีตอย่างดีมีเหล็กเสริม เราจอดรถตู้ที่ขับรอดมาถึงตรงนี้ได้ไงก็ไม่รู้ ไว้ที่ลานจอดรถอุทยานฯ ฝากบอกคุณพี่เจ้าหน้าที่นิดหนึ่ง แกยืนยันนั่งยันว่ารถไม่หายแน่ครับ (โดยเฉพาะถ้าเป็นรถสาวๆ หรือเปล่าเอ่ย?)
เจ้าหน้าที่กำลังขนแตงโมนับร้อยใบขึ้นเรือ ดาวเข้าไปสอบถามแล้วได้ความว่าอำเภอคุระบุรีมีชื่อเสียงเรื่องแตงโม เพราะอย่างนั้นใครไปเกาะสุรินทร์ รับรองได้กินจนชุ่มปอด
นาฬิกาบอกเวลาเก้าโมง คุณเจ้าหน้าที่เรียกพวกเราลงเรือ ทริปนี้มีเฉพาะกลุ่มสาวโสดกับฝรั่งอีกสามคน สอบถามผู้รู้แล้ว เค้าบอกว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ คนที่เกาะยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเกือบทั้งหมด จะมีคนไทยมากตั้งแต่เดือนมีนาคมเรื่อยไป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลถ้าไม่ได้จองล่วงหน้าไม่แนะนำให้มาเด็ดขาด บางครั้งคนเป็นพัน น้ำไม่มีจะอาบข้าวไม่มีจะกิน ต้องต่อคิวกันยาวเหยียดดูแล้วโศกมาก
เรือใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมง หนูดาวเลยนั่งคุยกับพี่คนนี้ไปเรื่อย เค้าบอกว่าพวกดาวมาช่วงเวลากำลังเหมาะ ปีนี้น้ำทะเลใส เมื่อสามสี่วันก่อนยังเห็นเต่ากับโลมาขึ้นมาที่อ่าวเต่า (อยู่ที่ไหนติดตามไปเดี๋ยวรู้เองค่ะ)
ดาวเลยเริ่มอ้อนวอนฟ้าดินอยากเห็นเต่าจัง สงสัยสาวคนนี้มีบุญ เพราะยังไม่ทันไรกัปตันชะลอเรือร้องบอกว่าโลมาขึ้น เท่านั้นแหละเรือเกือบเอียงวูบ เพราะผู้คนพากันไปอออยู่ด้านหนึ่ง มองออกไปเห็นโลมาฝูงใหญ่กำลังโล้คลื่น
โลมาในโลกมีกี่ชนิดดาวก็ไม่รู้ แต่ทราบว่าพวกเขาแบ่งง่าย ๆ เป็นสองกลุ่ม คือ "โลมาปากขวด" กับ "โลมาหัวบาตร" เจ้าตัวที่ดาวกำลังจ้องอยู่นี่เป็นนายปากขวด ถ้าใครคิดไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร? ขอให้คิดถึงหนังเรื่อง "ฟลิปเปอร์" หรือคิดถึงโลมาที่กระโดดหยองแหยงอยู่ตามซีเวิร์ล พวกนั้นเป็นโลมาปากขวดเกือบทั้งสิ้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดาวเห็นคุณโลมา แต่ทุกครั้งที่เจอกันมีอันตื่นเต้น โลมาแถวเกาะนี้ไม่ใช่ตัวเล็กนะคะ กะด้วยสายตาคาดว่าอย่างน้อยน่าจะหนักกว่าดาว (อะแฮ่ม...ตอนนี้ยังไม่ถึงสี่สิบห้า)
ชาวโลมาปากขวดโผล่มาทักทายพวกเราสักห้านาที ก่อนจะโบกหางบ๋ายบายไปก่อนนะ ดาวเลยหันมาสังเกตทิวทัศน์อีกครั้งหนึ่ง พบว่าตอนนี้พวกเราใกล้ถึงเกาะแล้ว
คลื่นลมที่มีอยู่นิดหน่อยระหว่างทางสงบลง เรือมุ่งเข้าไปที่อ่าวใหญ่ด้านตะวันออก ลักษณะคล้ายทะเลสาบมากกว่าทะเลทั่วไป เจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าที่นี่คือ "อ่าวช่องขาด" เป็นอ่าวกั้นระหว่างเกาะสุรินทร์เหนือกับเกาะสุรินทร์ใต้ สองเกาะใหญ่แห่งหมู่เกาะนี้
เมื่อเรือของเราเข้าผูกทุ่นเรียบร้อย เรือหางยาวกำลังวิ่งตรงเข้ามา คณะพรรคพากันเก็บข้าวของเตรียมขึ้นฝั่ง ไม่เกินสิบนาทีพวกเราได้เหยียบชายหาดเป็นครั้งแรก
ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่บนเกาะสุรินทร์เหนือ เป็นพื้นที่ราบเล็ก ๆ มีหาดทรายโดยรอบ มีบังกาโลหลายหลังซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ โรงอาหารใหญ่เปิดโล่งสำหรับทุกคนเข้ามาหาอะไรกิน มีร้านค้าสวัสดิการเล็ก ๆ รวมทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ดาวเข้าไปติดต่อคุณเจ้าหน้าที่ เค้ายิ้มแย้มต้อนรับก่อนบอกว่าจัดที่พักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นบังกาโลชื่อ "ระกำ 4" ฟังชื่อทีแรกเหล่าสาวพากันทำหน้าสยอง สงสัยว่าทำไมต้องระกำด้วย? บางคนคิดเลยเถิดไปว่ามีหนุ่มโดนหักอก ชอกช้ำระกำจนฆ่าตัวตายแล้วกลายมาเป็นชื่อบ้าน ตกกลางคืนจะออกมาโบกไม้โบกมือร้องกุ๊ก...กุ๊ก...กู๋ สาวๆจ๋า มาเป็นหวานใจผมมั้ยจ๊ะ? มีหวังถึงขั้นช้อคตายกลายเป็นวิญญานรักเกาะสุรินทร์กันเหี้ยนบ้าน
คุณเจ้าหน้าที่หัวเราะ ก่อนอธิบายให้ฟังว่า "ระกำ" ในที่นี้หมายถึง "ไม้ระกำ" ที่ชาวเลเอามาทำเรือ เป็นต้นไม้ที่พบอยู่ทั่วไปรอบเกาะสุรินทร์ โปรดอย่าจินตนาการให้กว้างไกลนัก
ที่พักของเรามีสองห้องนอน มีเตียงฟูกพร้อมหมอนและผ้าห่มให้เรียบร้อย แถมยังมีห้องน้ำในบ้านเสร็จสรรพ ถามคุณเจ้าหน้าที่แล้วบอกว่ายังมีบ้านอยู่อีกหลายหลัง แต่เห็นว่าพวกดาวเป็นสาวทั้งก๊ก เลยให้อยู่หลังนี้สบายกว่าบ้านที่ไม่มีห้องน้ำ (หมายความว่าใช้ห้องน้ำรวมข้างนอกนะคะ...ไม่ใช่ปวดท้องขึ้นมาวิ่งเข้าป่าถูกหมีกัดตาย)
พวกเราเปลี่ยนชุดใส่ขาสั้นอวดเรียวน่อง แต่ละคนพากันเดินเตร่ไปมาน่ารำคาญเป็นที่สุด ดาวเลยต้อนพรรคพวกเข้าศูนย์นิทรรศการเป็นอันดับแรก เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยพร้อมทั้งจะได้รู้ว่าต่อไปอีกสองวันจะทำอะไรกันดี?
เคยอ่านในหนังสือมาหลายเล่มแล้วว่าศูนย์ฯที่นี่เยี่ยมมาก แต่พอมาดูเองแล้วจึงทึ่ง เพราะมีข้อมูลแบบว่าเพียบค่ะ โดยเฉพาะภาพสวยๆ และคำอธิบายเกี่ยวกับทะเล รวมทั้งบอกว่าเจ้าตัวที่เรากำลังจะลงไปเห็นหน้าใต้น้ำ ชื่ออะไรและมีรายละเอียดยังไง?
ที่น่าสนใจคือศูนย์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 โดยมีมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว ร่วมกับอุทยานฯ และคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ หลังจากนั้นมีหน่วยงานเอกชนอื่น เช่น นิตยสาร Advanced Thailand Geographic โครงการ THINK EARTH โดยมีทีมงาน Sea Papa หรือพวกเราชาวทะเลไทยดอตคอมนี่แหละ เป็นผู้ช่วยจัดทำ (ไม่ได้รับเหมานะคะ ออกไอเดียหาข้อมูลจัดให้ฟรีค่ะ)
โดยสรุปแล้ว...ศูนย์แห่งนี้ไม่ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินสักบาทเดียว แต่ใช้ใจและความร่วมมือเป็นหลัก มีการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยทุกปี พร้อมภาพถ่ายใต้น้ำและข้อมูลใหม่ๆ รายงานโดยคณะประมงที่มาสำรวจติดต่อกันแปดปีแล้ว
อีกสิ่งที่ดาวอยากเห็นมานาน คือป้ายข้อพึงปฏิบัติและกฏข้อห้ามต่าง ๆ ในอุทยานแห่งชาติ ติดประกาศตัวใหญ่เห็นได้แม้คนสายตาสั้น สิ่งนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร? มิใช่เอะอะก็จับกุมโดยไม่บอกกล่าวให้ทราบไว้ก่อน
หลังจากดูแผนที่สลับกับอ่านข้อมูลได้ครู่หนึ่ง ดาวประชุมพรรคพวกก่อนสรุปว่า บ่ายวันนี้เราจะไปซ้อมดำน้ำกัน จากนั้นตกเย็นจะเดินเล่นดูผู้คน แล้วค่อยมานั่งคุยเรื่องความรักความหลัง ท่ามกลางแสงจันทร์ขึ้นสิบค่ำ ใครถูกหักอกครั้งล่าสุดมา มีโอกาสน้ำตาไหลเล่าเรื่องไปก็ตอนนั้นแหละ
ตลอดบ่ายหนูดาวเลยต้องทำตัวเป็นครูดำน้ำชั่วคราว สอนให้เพื่อนใส่หน้ากากและตีนกบก่อนว่ายจ๋อมแจ๋มริมตลิ่ง บริเวณที่ฝึกคือแนวปะการังเล็ก ๆ ด้านหน้าอุทยานฯ มีปะการังก้อนกับปลาการ์ตูนให้ดูเยอะแยะ (ในข้อมูลอุทยานฯบอกว่ามีมากกว่า 500 ตัว) แถมยังมีหอยมือเสือกับฟองน้ำ พร้อมทั้งปลิงทะเลตัวดำขนาดใหญ่เกือบเท่าน่องนางแบบ (เท่ากับน่องดาวค่ะ เพราะหนูน่ะ "นังแบบ" เก่า)
เนื่องจากบริเวณนี้น้ำตื้น สาวที่ไม่เคยดำน้ำ ยังมีสิทธิหาที่ยืนบนพื้นทราย แต่ดาวกำชับไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าห้ามใครยืนบนปะการัง ไม่ใช่เพราะกลัวพวกเขาโดนเหยียบแบนอย่างเดียว แต่ยังกลัวเหล่าสาวโดนหอยเม่นทิ่มหรือปลาสิงโตจิ้มเข้าให้ อยู่ห่างปะการังเข้าไว้ดูแค่สายตา อย่างนี้ปลอดภัยทั้งคนและปะการังแน่
ผ่านไปสักสองชั่วโมง สาวสองสามคนขึ้นจากน้ำหัวเปียกมะล่อกมะแล่ก ผิวแต่ละคนเกรียมแดดจนมีสิทธิลอกลายกลายเป็นอีกัวน่า แต่ทุกคนมีรอยยิ้มสดใส มีเสียงคุยกันขรมว่าชั้นเห็นปลาสิงโตด้วยล่ะเธอ โฮ่...อ่อน...ต้องชั้นเห็นหนุ่มสาวสองคนจู๋จี๋กันตัวกลมริมหาด...สวีทน่าดูเชียว (ตกลงจะมาทะเลดูปลาหรือจะมาอิจฉาคนมีแฟนกันแน่ยะ?)
อาทิตย์ดวงโตกำลังจะลับขอบน้ำ ระลอกคลื่นเล็กๆ พริ้วแผ่วเบาเข้าสู่ฝั่ง มีลมโชยมาขณะจันทร์ดวงโตส่องแสงนวลชวนให้มองไกลทั่วชายหาด
ใต้ต้นไม้ริมตลิ่งทราย ณ ที่แห่งหนึ่งหลายร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ดาวและเพื่อนนั่งชมแสงจันทร์ฟังเสียงคลื่น ไม่มีเสียงพูดคุยอะไรกัน ทุกคนสงบนิ่งอยู่กับความคิดตัวเอง
แปดชั่วโมงของการนั่งรถ...สามชั่วโมงของการนั่งเรือ ไม่ว่าใครก็คงเหนื่อย แต่ช่วงเวลาแค่ห้าหกชั่วโมงบนเกาะแห่งนี้ ช่วยให้เราลืมทุกสิ่ง รวมทั้งลืมความเซ็งในอารมณ์ของการอยู่กรุงเทพฯติดต่อกันนานหลายเดือน
บางคนบอกว่า...ทะเลมีมนต์ขลัง...ดาวกับเพื่อนเชื่อคำพูดนั้น รวมทั้งเชื่อต่อไปว่าถ้ายังมีทะเลสักแห่งของเมืองไทย ที่ยังคงมนต์ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทะเลแห่งนั้นอยู่ที่นี่...ที่เกาะสุรินทร์ค่ะ
NEXT >>
Copyright
© 1999-2001 TalayThai.com All right reserved.
comment to webmaster@talaythai.com